로그인
ในแคว้นจ้าวมีเรื่องเล่าอันน่าสะเทือนใจอยู่เรื่องหนึ่ง เพียงคืนเดียว ‘ตระกูลฟาง’ ของเจ้ากรมอาญาก็ถูกสังหารจนสิ้น ไม่มีผู้ใดรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ทั้งยังไม่มีแม้แต่เสียงโวยวายร้องขอชีวิต ผู้ที่อยู่ใกล้ ๆ จวนต่างรับรู้ได้ถึงเพียงความเงียบงันเท่านั้น
จนกระทั่งบัณฑิตหนุ่มรูปงาม ผู้ที่ลือกันว่ากำลังสานสัมพันธ์กับบุตรสาวของใต้เท้าฟาง มายืนตะโกนเรียกอยู่หน้าประตูจวนครั้งแล้วครั้งเล่า แต่กลับไร้เสียงผู้ตอบรับ ความสงสัยจึงเริ่มก่อตัวขึ้นในหมู่ชาวบ้านที่สัญจรไปมา ‘หลี่หยางเกิง’ บัณฑิตหนุ่มผู้นั้นเฝ้าทำเช่นนี้ติดต่อกันอยู่สองสามวัน จนในที่สุดกลิ่นเน่าเหม็นก็ลอยคลุ้งออกมาจากภายในจวนตระกูลฟาง ไม่ต้องรอให้เรื่องถึงศาลต้าหลี่ เหล่าขุนนางกรมอาญาที่ไร้เจ้ากรมคุมบัญชาก็เร่งนำคนบุกเข้าไปตรวจสอบทันที อนิจจา...คนในจวนตระกูลฟาง ไม่มีผู้ใดรอดชีวิตแม้แต่คนเดียว ทั้งตัวเจ้ากรมอาญาและฮูหยินฟาง รวมถึงบุตรสาวนั้นต่างก็นอนตายอยู่กลางลานบ้านอย่างน่าอนาถใจและเต็มไปด้วยเงื่อนงำที่ไม่อาจคลี่คลายได้โดยง่าย หลี่หยางเกิงแทบจะทรุดกายลงร่ำไห้เคียงข้างร่างที่เริ่มเน่าเปื่อย เสียงโวยวายของเขาทำให้ชาวบ้านพากันเวทนา ทว่าผู้ใดจะล่วงรู้ว่า ภายใต้สีหน้าที่ฉาบไปด้วยความโศกเศร้านั้น แท้จริงกลับซ่อนรอยยิ้มบางที่แฝงเลศนัยเอาไว้ หวนกลับไปเมื่อครึ่งปีก่อน ‘ฟางหลินเซียน’ ได้พบกับบัณฑิตหนุ่มนามหลี่หยางเกิงโดยบังเอิญ และเพราะนางเป็นสตรีในห้องหอที่มิใคร่ใส่ใจในบุรุษมากนัก จึงไม่ทันสังเกตบุรุษรูปงามที่คนทั้งเมืองนี้ต่างอยากได้มาครอบครอง หากวันนั้นไม่ได้หยิบตำราเล่มเดียวกัน คงกลายเป็นคนแปลกหน้าต่อกันชั่วชีวี “เชิญแม่นางก่อนเถิด” น้ำเสียงนุ่มทุ้มชวนให้สตรีร่างเล็กเผลอหันไปมองอีกฝ่าย ความสัมพันธ์ระหว่างคนทั้งคู่จึงเริ่มต้นขึ้นในวันนั้น หลี่หยางเกิงและฟางหลินเซียนทั้งพูดคุยเรื่องโคลงกลอน ทั้งถกเถียงกันเรื่องตำราหรือคำกล่าวของนักปราชญ์โบราณ จากความคุ้นเคยกลายเป็นความเสน่หา หลินเซียนเริ่มมีใจรักต่อหลี่หยางเกิง เพียงแต่นางไม่อาจล่วงรู้ได้เลยว่า ความรักครั้งนี้จะเป็นเพียงรักข้างเดียวเท่านั้น ไม่รู้...จนเมื่อยามได้เห็นคนทั้งจวนตระกูลฟางถูกสังหาร กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งน่าสะอิดสะเอียนแต่ไม่อาจหลบหนี แม้กระทั่งตัวนางและท่านพ่อท่านแม่เอง ก็ยังโดนคนใจทรามใช้ดาบจ่ออยู่ที่ลำคอ “ใต้เท้าฟางคิดให้ดีเถิดว่า จะเอาชีวิตบุตรีและฮูหยินของท่านมาแลกกับเรื่องของบ้านเมืองจริง ๆ น่ะหรือ หากอยากมีชีวิตรอด ข้าขอมืออีกข้างนอกจากที่ตัดไปแล้วและลิ้นของท่านเพื่อไม่ให้พูดและบอกผู้ใดได้” “หึ และสัญญาว่าจะปล่อยพวกท่านพ่อแม่ลูกไป” หยางเกิงถามคนที่ถูกซ้อมและถูกทรมานจนน่วม อีกทั้งมือข้างหนึ่งก็ถูกสะบั้นหั่นอย่างทารุณ “หลี่หยางเกิง!! อย่าทำร้ายท่านพ่อของข้า” หลินเซียนร้องขอทั้งน้ำตา แต่อีกฝ่ายไม่มองนางด้วยซ้ำ ทั้งยังบอกให้คนหาอะไรมาอุดปากนางเสียอีก หยางเกิงยังคงพยายามเค้นคอท่านเจ้ากรมอาญาให้ยอมบอกออกมาว่า ‘หลักฐาน’ อยู่ที่ไหน “เจ้าทำเช่นนี้ กรมอาญาไม่ปล่อยตระกูลหลี่ไปแน่!” หลินเซียนได้ยินบิดาตอบออกไป แต่หลี่หยางเกิงกลับหัวเราะ “คิดว่าตัวเองเป็นใครหรือใต้เท้า? ท่านเองเป็นขุนนางขั้นสองคิดว่าข้าที่มาจากตระกูลบัณฑิตจะกล้ายุ่งกับท่านหรือ หากไม่มีผู้สั่งการ” “ท่านเป็นใครกันเล่า! ช่างไม่ประมาณตนเอาเสียเลย กรมอาญายิ่งใหญ่เรื่องนี้ท่านกล่าวไม่ผิด และท่านที่เป็นถึงเจ้ากรม...หึ ก็ยิ่งใหญ่ได้เพียงในกรมอาญาเท่านั้น เป็นแค่ไม้ซีกอย่างไรก็คงมิอาจงัดกับไม้ซุงได้” คำของหยางเกิงทำให้ใต้เท้าฟางหัวเราะหยัน มาถึงยามนี้ เขารู้แล้วว่าอย่างไรก็คงไม่รอด เสียใจก็เพียงแต่ความเถรตรงของเขาทำให้ครอบครัวเดือดร้อน แม้แต่บ่าวไพร่ก็ต้องมาตายตกไปด้วย “ตัวตรงย่อมไม่หวั่นเงาเฉียง เท้าตรงย่อมไม่กลัวรองเท้าเบี้ยว หากวันนี้ข้าต้องตาย ข้าก็หาได้หวาดกลัวไม่ เพราะทุกสิ่งที่ทำล้วนถูกต้องแล้วทั้งสิ้น เพียงแต่...หลักฐานการกระทำผิดขององค์ชายรองนั้นสักวันก็จะต้องถูกเปิดเผย และพวกเจ้าจะไม่มีวันได้ไปครอง!” ใต้เท้าฟางรู้ดีว่าคำพูดนี้จะนำหายนะมาสู่ภรรยาและบุตรีอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง เพื่อปิดปากมิให้เหลือหลักฐาน แต่หากเป็นเช่นนั้น ก็คงจะดีกว่าการที่พวกคนชั่วข่มเหงพวกนาง ผลเป็นเช่นนี้ย่อมต้องยอมรับ ตลอดชีวิตที่ผ่านมา เจ้ากรมอาญาฟางไม่เคยกระทำสิ่งใดผิดต่อใต้หล้า สักวันเรื่องนี้...ย่อมต้องกระจ่างแจ้ง “จะฆ่าก็ฆ่าเถิด ขอ...” คำขอโทษที่ตั้งใจจะมอบแด่ภรรยาและบุตรียังไม่ทันเล็ดลอดพ้นริมฝีปาก ดาบในมือของบัณฑิตหลี่ก็แหวกอากาศ ตวัดฉับลงบนลำคอของใต้เท้าฟาง “ท่านพี่!!” ฮูหยินฟางกรีดร้องเรียกสามี แต่เสียงนั้นกลับกลายเป็นสัญญาณสังหาร คมดาบที่จ่ออยู่ข้างคอนางฟันฉับลงทันที ร่างของสตรีผู้สูงศักดิ์ทรุดฮวบตามใต้เท้าฟางไปในชั่วอึดใจ หลินเซียนเบิกตากว้าง น้ำตานองหน้า นางพยายามกรีดร้อง แต่กลับไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมาเพราะถูกอุดปากแน่น“เฉินอ๋อง! ฮ่องเต้ยังไม่สิ้นพระชนม์ ทว่าพระองค์กลับทำตัวเหิมเกริม”เสียง “หึ” ดังขึ้นจากปากเฉินอ๋องก่อนเขาจะกล่าวต่อ “ผู้ใดกันแน่ที่เหิมเกริม วางยาเสด็จพี่ของเรา ซ่องสุมกำลังพลเอาไว้ หารู้ไม่ว่าที่ชายแดนมีแต่คนของเรา ฎีกาถูกส่งเข้ามา เราก็เร่งส่งคนใกล้เคียงไปจัดการ ไม่ถึงสิบสองชั่วยาม ทุกอย่างก็ถูกจัดการเรียบร้อย เจ้าคิดว่าคนอย่างเราที่ทำได้ถึงเพียงนี้ หากอยากครองบัลลังก์จริง ๆ จำเป็นต้องทำสิ่งใดอีกหรือ?”“ไม่ว่าจะเป็นสายเลือดตระกูลซูคนใด เราก็ไม่มีทางปล่อยไปแน่ เรื่องเลวร้ายมากมายที่พวกเจ้าทำ เราพอจะเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ได้ แต่เรื่องวางยาเสด็จพี่ของเรา เราไม่อาจยอมได้”แม้ได้ยินเช่นนั้น ฮองเฮาก็ยังไม่ยินยอม ต่างกับองค์รัชทายาทที่รู้ดีว่าตนคงดิ้นไม่หลุด เขาระวังเสด็จอาอย่างเฉินอ๋องเสมอ เพราะอย่างที่อีกฝ่ายว่า เขาเป็นคนของราชวงศ์ จะไม่รู้เรื่องเลยย่อมเป็นไปไม่ได้“เสด็จแม่ พอเถิดพ่ะย่ะค่ะ พวกเราแพ้แล้ว” องค์รัชทายาทเอ่ยเสียงอ่อนลง แต่เฉินอ๋องที่ได้ยินกลับหัวเราะออกมาอย่างเย็นชา ท่ามกลางเหล่าขุนนางที่เงียบงัน“อย่าเพิ่งรีบยอมแพ้สิหลานอา เจ้าย
“เก็บของของเจ้า พ่อจะให้เจ้าไปถือศีลที่วัดบนเขา”ซูหยุนอี้มองบิดาอย่างไม่เข้าใจ “เหตุใดต้องทำเช่นนี้เจ้าคะท่านพ่อ”“เจ้าไม่รู้หรือไรว่าคนเขาเอ่ยถึงเจ้าว่าอย่างไรบ้าง อย่าให้พ่อต้องมาเล่าให้ฟัง ถามสาวใช้ของเจ้าเอาเถิด แต่ตอนนี้แต่งตัวแล้วเก็บของไปก่อน แค่เรื่องบุรุษแซ่หลี่นั่นพ่อก็หนักใจเต็มทีแล้ว”หญิงสาวทำตามคำสั่งบิดา แต่งตัวและเก็บของอย่างรวดเร็ว แต่ก็หยิบของรักติดมือไปหลายชิ้น เสื้อผ้าที่เลือกมามีสีสันสดใสเกินกว่าจะเหมาะกับการขึ้นไปถือศีลที่วัดบนเขา ระหว่างทางนางได้ยินเสียงผู้คนพูดคุยถึงเรื่องของนางในสมัยที่ยังไม่ได้แต่งงานกับหลี่หยางเกิง“ฮูหยินของอดีตเจ้ากรมโยธาเคยได้ชื่อว่า ‘บัวขาว’ เจ้าว่าบัวขาวอะไรกัน บัวหลากสีต่างหาก ไม่รู้ว่าก่อนหน้าที่อดีตเจ้ากรมโยธาที่เพิ่งถูกประหารไปจะแต่งนาง นางผ่านมือบุรุษใดมาบ้าง ถึงต้องหนีไปอยู่ต่างเมือง แล้วกลับมาก็ได้สามีตามมาด้วย”หยุนอี้ปิดม่านลงด้วยท่าทางไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด“เหตุใดต้องขุดค้นมันขึ้นมา เรื่องก็ผ่านไปนานแล้วแท้ ๆ” เรื่องที่ได้ฟังไม่น่าโมโหเท่าเรื่องที่ถูกทำโทษ นางไม่ใช่คนที
หลินเซียนเห็นเฉินอ๋องกลับมาที่ตำหนักรับรองด้วยสีหน้าที่ไม่สู้ดีนัก จึงเอ่ยถามขึ้น “อาการของฮ่องเต้ยังไม่ดีขึ้นหรือเพคะ”เฉินอ๋องพยักหน้าเบา ๆ ก่อนเอ่ยต่อ “แต่เสด็จพี่ก็ยังไม่ลืมตอบแทนเจ้า”“อย่างไรหรือเพคะ”“พระองค์ตรัสไว้ว่า หากเจ้าต้องการสิ่งใด ก็ให้ข้าจัดการให้ ข้ารู้ดีเรื่องที่เจ้าปรารถนา คือคืนความยุติธรรมให้ตระกูลฟาง แต่หากเป็นเรื่องอื่น...”หลินเซียนถอนหายใจ “หม่อมฉันเพียงปรารถนาให้สืบสวนเรื่องของตระกูลฟางใหม่เท่านั้นเพคะ”ท่านอ๋องถอนหายใจ พลางรั้งร่างระหงเข้ามากอด“เราคิดเอาไว้แล้วว่าเจ้าจะต้องเอ่ยเช่นนี้ แต่เรื่องนี้ยังไม่มีหลักฐานยังไม่สามารถพูดออกไปได้ ไม่เช่นนั้นก็จะผิดไปด้วย หากจัดการเรื่องนั้นไม่ได้ เรามีอีกเรื่องเป็นของปลอบใจเจ้าดีหรือไม่...”“เจ้าคงไม่รู้ตัวระหว่างที่เจ้ากลับไปยังจวนของบิดาเจ้ามีคนพยายามลอบสังหารเจ้า ซุ้มโจรที่ถูกจ้างวานมานั้นเป็นซุ้มโจรเดียวกันกับที่พยายามจะฆ่าเจ้าในตอนที่แต่งเข้ามาในจวนอ๋อง และตามสังหารเราอยู่หลายครั้ง ซึ่งทั้งหมดนั้นรับเงินจากทั้งหลี่ซุนรั่วและหลี่หยางเกิง”“ข
ข่าวลือตระกูลหลี่ยังไม่ทันจางหาย ข่าวลือใหม่ก็ผุดขึ้นมาอีกครั้ง ฮ่องเต้ประชวรหนักจนไม่อาจออกว่าราชการได้ แน่นอนว่าหลายฝ่ายต่างตั้งตารอคอยโอกาสจะเข้ามาจัดการเรื่องนี้ โดยเฉพาะองค์รัชทายาทซึ่งเลยวัยสวมกวานมาแล้วไม่ว่าจะเป็นการว่าราชการแทน หรือแม้แต่ขึ้นครองบัลลังก์แทนเพื่อให้ฝ่าบาทได้พักผ่อน ล้วนเป็นไปได้ทั้งสิ้นแต่เหตุการณ์กลับไม่ได้เป็นไปตามที่ตระกูลซูและตระกูลหลี่คาดหวัง พระราชโองการด่วนถูกส่งมาถึงจวนเฉินอ๋องอย่างรวดเร็ว สร้างความไม่พอใจให้ฮองเฮาและตระกูลซูยิ่งนัก พวกเขาจึงหวังจะหักหน้าท่านอ๋องในการว่าราชการช่วงเช้าทว่าเรื่องราวกลับไม่ได้คล้อยตามความตั้งใจนั้น“อันที่จริงข้าก็ไม่อยากทูลเช่นนี้ ทว่าท่านอ๋องอาจยังไม่คุ้นชินกับวิธีการของเหล่าขุนนางนัก หากจะให้องค์รัชทายาทเป็นผู้นำการว่าราชการ...”เฉินอ๋องหัวเราะออกมาเมื่ออัครมหาเสนาบดีซูทูลตอบด้วยถ้อยคำเช่นนี้ “ใต้เท้าซูคงความจำไม่ดี หรืออาจเป็นเพราะชราภาพจนลืมไปว่า เมื่อก่อนเสด็จพ่อของข้า รวมถึงเสด็จพี่เอง เวลามีเรื่องสำคัญก็ล้วนขอความเห็นจากข้าและผู้ใกล้ชิดทั้งนั้น แต่ก็ไม่ว่
หลี่ซุนรั่วที่ได้ยินคำพูดนั้นยังคงงุนงงไม่หาย เหตุการณ์ทั้งหมดช่างราวกับฝันร้าย นางไม่อาจแน่ใจได้ว่าเมื่อคืนเกิดอะไรขึ้นกันแน่ แต่เพียงเห็นสีหน้าของท่านอ๋องที่เต็มไปด้วยความเกรี้ยวโกรธ ก็กะว่าจะคลานเข้าไปหาเพื่อออดอ้อนทว่าก่อนจะขยับถึง ร่างของชายแปลกหน้าที่นางเพิ่งตื่นมาเจอเมื่อครู่ กลับถูกลากไปยืนอยู่ตรงหน้าของเฉินอ๋อง ผู้เลื่องชื่อในความเหี้ยมโหดเป็นที่สุดดาบคมในมือที่ชักมาจากคมฝักของราชองครักษ์ข้างกายถูกฟันออกไปฉับเดียว ศีรษะของบุรุษที่ได้ชื่อว่าเป็นชู้ ก็หลุดจากบ่า กลิ้งไปหยุดอยู่ตรงหน้าหลี่ซุนรั่วเมื่อหญิงสาวเห็นชัดว่าเป็นใบหน้าของคนที่ตนจ้างมาก็ยิ่งกรีดร้องโหยหวนหนักกว่าเดิม ยิ่งเมื่อผู้คนเริ่มหลั่งไหลเข้ามามุงดู ซุนรั่วก็ถึงกับสติแตกกระเจิง“เอาหัวเจ้านี่ไปเสียบประจาน ส่วนนังแพศยานี่ส่งกลับบ้านเดิม! ถอดจากทุกตำแหน่งในจวนข้า แล้วเฆี่ยนตามกฎมณเฑียรบาล” เฉินอ๋องเอ่ยเสียงเย็น ก่อนหมุนกายกลับไปยังเรือนรับรองที่พระชายาพักอยู่ เพราะเขาต้องไปปลอบใจจื่อหราน และอีกอย่าง…ก็เพื่อหลีกหนีจากความวุ่นวายตรงหน้านี้ด้วยราชองครักษ์และพ่อบ้านต่างช
“ให้พระชายาอยู่ที่นี่ก่อนเถิด พระนางจะได้สบายตัว ข้าเองก็จะเปลี่ยนชุดอยู่ที่ห้องข้าง ๆ ชั่วครู่เท่านั้น เสร็จแล้วเจ้าค่อยเข้ามาดูแลต่อก็ได้ ตอนนี้ไปหาชุดมาเปลี่ยนให้พระนางก่อนดีกว่า” ไป่ฮวาแม้จะซื่อสัตย์แต่บางเรื่องก็ไม่ทันคนนัก จึงออกไปตระเตรียมของตามคำที่ชายารองบอกหลังจากไป่ฮวาออกไป จูจื่อหรานก็เริ่มออกอาการอย่างที่ควรจะเป็นเวลาที่ถูก ยากำหนัด เสียงอู้อี้บ่นพึมพำว่าร้อนทั้งยังพยายามดึงทึ้งชุดทางการที่ใส่อยู่หลายชั้นออกด้วยความทรมานและความไม่สบายตัวหลี่ซุนรั่วเห็นอย่างนั้นก็ลอบยิ้มอย่างพอใจ พลางมองอาการกระสับกระส่ายของจูจื่อหราน ซึ่งเกิดจากกำยานที่จุดจนฟุ้งไปทั้งห้อง แต่ที่นางไม่เป็นอะไรก็เพราะกินยาแก้เอาไว้แล้ว ท่าทางเช่นนี้ของจูจื่อหราน ทำให้หลี่ซุนรั่วพอใจจนเผลอยกยิ้มสะใจอยู่หลายต่อหลายครั้งและเมื่อเห็นอีกคนคล้ายจะหมดสติ หญิงสาวก็เดินไปห้องด้านข้างอย่างเชื่องช้าเพราะนางมั่นใจว่า ตนจะไม่โดนยาที่ตนเป็นคนใช้แน่นอนซุนรั่วออกไปเปลี่ยนชุดก่อนจะออกไปสั่งให้นางกำนัลที่เดินอยู่แถวนั้นไปแจ้งแก่ท่านอ๋องว่า พระชายาคงกลับไปที่งานไม่ไหวแล้วเนื่องจากฤทธิ
“ดูท่าน้องสาวของเจ้าคงรั้งใจเสด็จอาไว้ไม่ได้จริง ๆ” องค์รัชทายาทบอกกับหลี่หยางเกิงที่ไร้ซึ่งคำพูดไปแล้ว หลังจากสั่งข่าวไปให้ซุนรั่วอีกฝ่ายก็ยังไม่ตอบอะไรกลับมาเลยแม้แต่นิด และจากการที่เขาเคยไปเห็นเองกับตา คำขององค์รัชทายาทก็ดูเหมือนจะเป็นเช่นนั้นแค่เรื่องหาทางใกล้ชิดท่านอ๋อง แล้วล้วงควา
ทางด้านเรือนหลันฮวากลับมีข้าวของกระจัดกระจายไปทั่วเพราะหลี่ซุนรั่วโมโหจนแทบสิ้นสติหญิงสาวรู้สึกเสียหน้าไม่น้อย ขณะที่นางกำลังเอ่ยกับราชองครักษ์อยู่แต่จูจื่อหรานกลับส่งเสียงน่ารังเกียจออกมาเช่นนั้น ป่านนี้คงลือกันไปทั่วแล้วว่า นางไร้ความโปรดปราน แม้จะยืนอยู่หน้าเรือนแต่ท่านอ๋องกลับยังกอด
“ตระกูลฟางเกี่ยวอะไร ข้าไม่เคยต้องการใส่ร้ายผู้ใด แล้วเหตุใดเจ้าถึงพูดเรื่องตระกูลฟางขึ้นมา” ดูเหมือนความเข้าใจของทั้งสองจะสับสนมากขึ้น เมื่อมีการเอ่ยถึงตระกูลฟาง “ไหน ๆ ก็พูดมาถึงเพียงนี้ หม่อมฉันไม่กลัวที่จะเอ่ยแล้ว อย่างไรก็คงต้องตายวันนี้ เรื่องที่พระองค์ร่วมมือกับตระกูลหลี่ ตร
“ไป่ฮวาเป็นอะไร หน้าตาตื่นเชียว” หลินเซียนเอ่ยถามนางกำนัลของตนที่พากลับมาที่จวนเจ้าเมืองด้วยความสงสัย “ท่านอ๋องเพคะพระชายา ท่านอ๋องมาเพคะ ตอนนี้กำลังคุยกับท่านเจ้าเมืองอยู่ที่โถงรับรอง” หญิงสาวถอนหายใจ นางคาดเอาไว้อยู่แล้วว่าคงได้ออกมาจากจวนท่านอ๋องไม่นานนักหรอกจึงขอ







