LOGINวันถัดมาหลินเซียนในร่างของจูจื่อหรานเดินตรงไปยังเรือนหลักของเฉินอ๋องพร้อมน้ำแกงในมือ ไม่มีผู้ใดห้ามหญิงสาว หนึ่งนั่นเพราะนางคือพระชายาอ๋อง สองคือเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นทุกเช้า มิใช่ว่านางกำนัลทุกคนจะรู้ว่าในยามนี้ท่านอ๋องมิได้ประทับอยู่ในเรือน
การที่หลินเซียนทำเช่นนี้เพราะตลอดหลายวันที่ผ่านมา นางสังเกตเห็นรูปภาพสำคัญรูปหนึ่งที่มันเคยเป็นของบิดานาง หญิงสาวก้าวเข้ามาในเรือนหลักที่มิได้มีคนเดินกันพลุกพล่านเหมือนเรือนอื่น ๆ นั่นก็เพราะท่านอ๋องมิชอบให้ผู้ใดเข้ามายุ่งวุ่นวายมากนัก หลินเซียนเดินประคองถ้วยน้ำแกงไปไว้ที่โต๊ะของท่านอ๋องก่อนจะเดินผ่านโต๊ะทรงงานไปยังด้านหลัง...ที่มีรูปของบิดานางอยู่ หญิงสาวมองซ้ายแลขวาอย่างกังวล นางกลัวว่าผู้ใดจะมาพบเข้า น้ำแกงนั้นใช้เป็นข้ออ้างได้รวมถึงนางจะแสร้งทำเป็นลืมว่า วันนี้ท่านอ๋องมิได้เรียกให้เข้าพบ ทุกอย่างก็เพื่อสิ่งที่ซ่อนเอาไว้ในช่องซ่อนหลังรูปนี้ก็เท่านั้น แม้จะคาดหวังว่ามันอาจเป็นหลักฐานที่ทำให้ทั้งครอบครัวของนางต้องตาย แต่เพียงเอื้อมมือไปหมายจะแตะรูป เสียงทุ้มทรงอำนาจก็ตะโกนลั่นจนหญิงสาวเข่าแทบทรุด “เจ้าคิดจะทำอะไร!” “ท่านอ๋อง...หม่อมฉันมิได้ทำอะไรเพคะ” หญิงสาวยามนี้ดูลุกลี้ลุกลน นางตั้งใจจะเข้มแข็งกว่านี้ แต่กลับเสียท่าให้กับเสียงทรงพลังของอีกฝ่ายจนได้ “มิใช่วันนี้ข้าบอกเจ้าไปแล้วหรือว่าไม่ว่างไม่ต้องมา” ดวงตาของจื่อหรานที่หลินเซียนเป็นคนใช้งานพลันช้อนขึ้นมองชายหนุ่มอย่างออดอ้อน “หม่อมฉันเพียงตุ๋นน้ำแกงมาให้ เพื่อให้ท่านอ๋องแปลกใจยามที่กลับมา ได้ยินนางกำนัลบอกว่า ท่านอ๋องกำลังจะมาแล้วก็เลยยกมา...” เฉินอ๋องรู้ว่านางโกหก นางกำนัลที่นี่จะรู้ได้อย่างไรว่าเขาจะไปจะมาเวลาใด “เจ้าโกหก บอกมาว่าเข้ามาทำอะไร” ไม่เพียงเอ่ยถาม มือแกร่งยังเอื้อมมาบีบคอหญิงสาวเอาไว้แน่น แต่หลินเซียนก็ยังคงพูดเหมือนเดิม “คนอย่างเจ้าน่ะหรือจะเอาน้ำแกงมาให้ข้า จะมาทำให้ข้าแปลกใจ? หึ ใช่ ข้าแปลกใจ แต่แปลกใจกับการกระทำของเจ้ามากกว่า” แรงบีบของเฉินอ๋องแรงขึ้นจนหลินเซียนแทบสิ้นสติยามที่สองเท้าลอยเหนือพื้น “หม่อมฉันก็แค่อยากเจอพระองค์” คำตอบนั้นทำให้เฉินอ๋องปล่อยมือจากนางราวกับต้องของร้อน ใบหน้างดงามช้อนตามองเขาพร้อมน้ำตาคลอหน่วย ร่วมกับถ้อยคำเมื่อครู่ที่ทำให้ชายหนุ่มผู้ไม่หวั่นไหวต่อสิ่งใดพลันรู้สึกสะท้อนใจ “เจ้าโกหก” เฉินอ๋องเอ่ย ก่อนจะเดินไปยังโต๊ะทรงงาน มือใหญ่แตะถ้วยน้ำแกงที่ยังคงร้อน ถึงจะยังมิได้เปิดฝา แต่กลิ่นหอมของน้ำแกงที่ดูเหมือนปรุงมาอย่างพิถีพิถันก็ลอยคลุ้งไปทั่ว “อันที่จริงหม่อมฉันไม่ควรเอ่ยเช่นนี้ แต่ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว ไม่ว่าจะกล่าวสิ่งใดก็คงถูกลงโทษ เช่นนั้นหม่อมฉันก็จะบอกความจริง ทั้งเรื่องที่ไปหาเรื่องชายารองหรือเรื่องที่มาที่นี่ ล้วนเกิดจากความรู้สึกของหม่อมฉันทั้งสิ้น หม่อมฉันเข้าพิธีมงคลกับพระองค์ ไหว้ฟ้าดินแล้ว หากแต่กลับต้องอยู่เพียงลำพัง และหม่อมฉันจะไม่โกหก ชั่วชีวิตจูจื่อหรานมิได้คิดจะมีหลายสามี เมื่อได้แต่งให้ท่านอ๋อง ก็หวังว่าท่านอ๋องจะรักเมตตา จึงยอมทำทุกอย่าง แม้จะดูเป็นสตรีไร้ยางอายก็ตาม” หลินเซียนโกหกเพียงส่วนหนึ่ง แต่ก็มีความจริงอยู่ปะปนอยู่บ้าง จูจื่อหรานตัวจริงนั้นคิดเช่นนี้ ฉะนั้นการที่นางแสร้งทำเป็นอยากอยู่ใกล้พระสวามีหรือคอยปรนนิบัติ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด เฉินอ๋องได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกผิด ความจริงเขาได้ให้คนไปสืบมาแล้ว นิสัยของจูจื่อหรานแม้ว่าจะอ่อนโยนจริงดั่งคำเล่าลือ แต่เมื่อนางอยากได้หรือสนใจสิ่งใด ก็จะทุ่มเทให้กับมันอย่างเต็มกำลัง ซึ่งจะว่าไปแล้ว เมื่อมองดูตอนนี้ก็ไม่ได้ต่างออกไปมากนัก จะต่างก็ตรงที่เขาไม่คิดว่านางจะพูดจาฉะฉานเช่นนี้ต่างหาก “เจ้ากลับไปสำนึกตนที่เรือนห้ามออกไปที่ใดทั้งสิ้น” ทว่าคนเช่นเฉินอ๋อง หากไม่มั่นใจสิ่งใดเต็มสิบส่วน เขาย่อมไม่มีทางปล่อยไปโดยง่ายแน่ และเพราะคำพูดของจื่อหราน จึงทำให้เฉินอ๋องเสด็จมาหานางถึงเรือนยามฟ้ามืด ไม่เพียงเท่านั้น ชายหนุ่มยังนำผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวและสุรามงคลมาอีกด้วย ชาติภพนี้...เขาคงหนีจากสตรีผู้นี้ไม่ได้ และต้องรับนางเป็นชายา ดังนั้นสิ่งที่บุรุษพึงกระทำย่อมต้องกระทำ ยื้อเวลาไปก็ยิ่งก่อให้เกิดความสงสัย “เตรียมทุกอย่างพร้อมแล้วพ่ะย่ะค่ะ” เฉินอ๋องพยักหน้ารับ พลางวางผ้าปักไว้บนป้ายชื่อของคนผู้หนึ่ง ซึ่งเขาแอบซ่อนไว้ในเรือนหลักแห่งนี้ รอยยิ้มเศร้าปรากฏบนใบหน้า“เฉินอ๋อง! ฮ่องเต้ยังไม่สิ้นพระชนม์ ทว่าพระองค์กลับทำตัวเหิมเกริม”เสียง “หึ” ดังขึ้นจากปากเฉินอ๋องก่อนเขาจะกล่าวต่อ “ผู้ใดกันแน่ที่เหิมเกริม วางยาเสด็จพี่ของเรา ซ่องสุมกำลังพลเอาไว้ หารู้ไม่ว่าที่ชายแดนมีแต่คนของเรา ฎีกาถูกส่งเข้ามา เราก็เร่งส่งคนใกล้เคียงไปจัดการ ไม่ถึงสิบสองชั่วยาม ทุกอย่างก็ถูกจัดการเรียบร้อย เจ้าคิดว่าคนอย่างเราที่ทำได้ถึงเพียงนี้ หากอยากครองบัลลังก์จริง ๆ จำเป็นต้องทำสิ่งใดอีกหรือ?”“ไม่ว่าจะเป็นสายเลือดตระกูลซูคนใด เราก็ไม่มีทางปล่อยไปแน่ เรื่องเลวร้ายมากมายที่พวกเจ้าทำ เราพอจะเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ได้ แต่เรื่องวางยาเสด็จพี่ของเรา เราไม่อาจยอมได้”แม้ได้ยินเช่นนั้น ฮองเฮาก็ยังไม่ยินยอม ต่างกับองค์รัชทายาทที่รู้ดีว่าตนคงดิ้นไม่หลุด เขาระวังเสด็จอาอย่างเฉินอ๋องเสมอ เพราะอย่างที่อีกฝ่ายว่า เขาเป็นคนของราชวงศ์ จะไม่รู้เรื่องเลยย่อมเป็นไปไม่ได้“เสด็จแม่ พอเถิดพ่ะย่ะค่ะ พวกเราแพ้แล้ว” องค์รัชทายาทเอ่ยเสียงอ่อนลง แต่เฉินอ๋องที่ได้ยินกลับหัวเราะออกมาอย่างเย็นชา ท่ามกลางเหล่าขุนนางที่เงียบงัน“อย่าเพิ่งรีบยอมแพ้สิหลานอา เจ้าย
“เก็บของของเจ้า พ่อจะให้เจ้าไปถือศีลที่วัดบนเขา”ซูหยุนอี้มองบิดาอย่างไม่เข้าใจ “เหตุใดต้องทำเช่นนี้เจ้าคะท่านพ่อ”“เจ้าไม่รู้หรือไรว่าคนเขาเอ่ยถึงเจ้าว่าอย่างไรบ้าง อย่าให้พ่อต้องมาเล่าให้ฟัง ถามสาวใช้ของเจ้าเอาเถิด แต่ตอนนี้แต่งตัวแล้วเก็บของไปก่อน แค่เรื่องบุรุษแซ่หลี่นั่นพ่อก็หนักใจเต็มทีแล้ว”หญิงสาวทำตามคำสั่งบิดา แต่งตัวและเก็บของอย่างรวดเร็ว แต่ก็หยิบของรักติดมือไปหลายชิ้น เสื้อผ้าที่เลือกมามีสีสันสดใสเกินกว่าจะเหมาะกับการขึ้นไปถือศีลที่วัดบนเขา ระหว่างทางนางได้ยินเสียงผู้คนพูดคุยถึงเรื่องของนางในสมัยที่ยังไม่ได้แต่งงานกับหลี่หยางเกิง“ฮูหยินของอดีตเจ้ากรมโยธาเคยได้ชื่อว่า ‘บัวขาว’ เจ้าว่าบัวขาวอะไรกัน บัวหลากสีต่างหาก ไม่รู้ว่าก่อนหน้าที่อดีตเจ้ากรมโยธาที่เพิ่งถูกประหารไปจะแต่งนาง นางผ่านมือบุรุษใดมาบ้าง ถึงต้องหนีไปอยู่ต่างเมือง แล้วกลับมาก็ได้สามีตามมาด้วย”หยุนอี้ปิดม่านลงด้วยท่าทางไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด“เหตุใดต้องขุดค้นมันขึ้นมา เรื่องก็ผ่านไปนานแล้วแท้ ๆ” เรื่องที่ได้ฟังไม่น่าโมโหเท่าเรื่องที่ถูกทำโทษ นางไม่ใช่คนที
หลินเซียนเห็นเฉินอ๋องกลับมาที่ตำหนักรับรองด้วยสีหน้าที่ไม่สู้ดีนัก จึงเอ่ยถามขึ้น “อาการของฮ่องเต้ยังไม่ดีขึ้นหรือเพคะ”เฉินอ๋องพยักหน้าเบา ๆ ก่อนเอ่ยต่อ “แต่เสด็จพี่ก็ยังไม่ลืมตอบแทนเจ้า”“อย่างไรหรือเพคะ”“พระองค์ตรัสไว้ว่า หากเจ้าต้องการสิ่งใด ก็ให้ข้าจัดการให้ ข้ารู้ดีเรื่องที่เจ้าปรารถนา คือคืนความยุติธรรมให้ตระกูลฟาง แต่หากเป็นเรื่องอื่น...”หลินเซียนถอนหายใจ “หม่อมฉันเพียงปรารถนาให้สืบสวนเรื่องของตระกูลฟางใหม่เท่านั้นเพคะ”ท่านอ๋องถอนหายใจ พลางรั้งร่างระหงเข้ามากอด“เราคิดเอาไว้แล้วว่าเจ้าจะต้องเอ่ยเช่นนี้ แต่เรื่องนี้ยังไม่มีหลักฐานยังไม่สามารถพูดออกไปได้ ไม่เช่นนั้นก็จะผิดไปด้วย หากจัดการเรื่องนั้นไม่ได้ เรามีอีกเรื่องเป็นของปลอบใจเจ้าดีหรือไม่...”“เจ้าคงไม่รู้ตัวระหว่างที่เจ้ากลับไปยังจวนของบิดาเจ้ามีคนพยายามลอบสังหารเจ้า ซุ้มโจรที่ถูกจ้างวานมานั้นเป็นซุ้มโจรเดียวกันกับที่พยายามจะฆ่าเจ้าในตอนที่แต่งเข้ามาในจวนอ๋อง และตามสังหารเราอยู่หลายครั้ง ซึ่งทั้งหมดนั้นรับเงินจากทั้งหลี่ซุนรั่วและหลี่หยางเกิง”“ข
ข่าวลือตระกูลหลี่ยังไม่ทันจางหาย ข่าวลือใหม่ก็ผุดขึ้นมาอีกครั้ง ฮ่องเต้ประชวรหนักจนไม่อาจออกว่าราชการได้ แน่นอนว่าหลายฝ่ายต่างตั้งตารอคอยโอกาสจะเข้ามาจัดการเรื่องนี้ โดยเฉพาะองค์รัชทายาทซึ่งเลยวัยสวมกวานมาแล้วไม่ว่าจะเป็นการว่าราชการแทน หรือแม้แต่ขึ้นครองบัลลังก์แทนเพื่อให้ฝ่าบาทได้พักผ่อน ล้วนเป็นไปได้ทั้งสิ้นแต่เหตุการณ์กลับไม่ได้เป็นไปตามที่ตระกูลซูและตระกูลหลี่คาดหวัง พระราชโองการด่วนถูกส่งมาถึงจวนเฉินอ๋องอย่างรวดเร็ว สร้างความไม่พอใจให้ฮองเฮาและตระกูลซูยิ่งนัก พวกเขาจึงหวังจะหักหน้าท่านอ๋องในการว่าราชการช่วงเช้าทว่าเรื่องราวกลับไม่ได้คล้อยตามความตั้งใจนั้น“อันที่จริงข้าก็ไม่อยากทูลเช่นนี้ ทว่าท่านอ๋องอาจยังไม่คุ้นชินกับวิธีการของเหล่าขุนนางนัก หากจะให้องค์รัชทายาทเป็นผู้นำการว่าราชการ...”เฉินอ๋องหัวเราะออกมาเมื่ออัครมหาเสนาบดีซูทูลตอบด้วยถ้อยคำเช่นนี้ “ใต้เท้าซูคงความจำไม่ดี หรืออาจเป็นเพราะชราภาพจนลืมไปว่า เมื่อก่อนเสด็จพ่อของข้า รวมถึงเสด็จพี่เอง เวลามีเรื่องสำคัญก็ล้วนขอความเห็นจากข้าและผู้ใกล้ชิดทั้งนั้น แต่ก็ไม่ว่
หลี่ซุนรั่วที่ได้ยินคำพูดนั้นยังคงงุนงงไม่หาย เหตุการณ์ทั้งหมดช่างราวกับฝันร้าย นางไม่อาจแน่ใจได้ว่าเมื่อคืนเกิดอะไรขึ้นกันแน่ แต่เพียงเห็นสีหน้าของท่านอ๋องที่เต็มไปด้วยความเกรี้ยวโกรธ ก็กะว่าจะคลานเข้าไปหาเพื่อออดอ้อนทว่าก่อนจะขยับถึง ร่างของชายแปลกหน้าที่นางเพิ่งตื่นมาเจอเมื่อครู่ กลับถูกลากไปยืนอยู่ตรงหน้าของเฉินอ๋อง ผู้เลื่องชื่อในความเหี้ยมโหดเป็นที่สุดดาบคมในมือที่ชักมาจากคมฝักของราชองครักษ์ข้างกายถูกฟันออกไปฉับเดียว ศีรษะของบุรุษที่ได้ชื่อว่าเป็นชู้ ก็หลุดจากบ่า กลิ้งไปหยุดอยู่ตรงหน้าหลี่ซุนรั่วเมื่อหญิงสาวเห็นชัดว่าเป็นใบหน้าของคนที่ตนจ้างมาก็ยิ่งกรีดร้องโหยหวนหนักกว่าเดิม ยิ่งเมื่อผู้คนเริ่มหลั่งไหลเข้ามามุงดู ซุนรั่วก็ถึงกับสติแตกกระเจิง“เอาหัวเจ้านี่ไปเสียบประจาน ส่วนนังแพศยานี่ส่งกลับบ้านเดิม! ถอดจากทุกตำแหน่งในจวนข้า แล้วเฆี่ยนตามกฎมณเฑียรบาล” เฉินอ๋องเอ่ยเสียงเย็น ก่อนหมุนกายกลับไปยังเรือนรับรองที่พระชายาพักอยู่ เพราะเขาต้องไปปลอบใจจื่อหราน และอีกอย่าง…ก็เพื่อหลีกหนีจากความวุ่นวายตรงหน้านี้ด้วยราชองครักษ์และพ่อบ้านต่างช
“ให้พระชายาอยู่ที่นี่ก่อนเถิด พระนางจะได้สบายตัว ข้าเองก็จะเปลี่ยนชุดอยู่ที่ห้องข้าง ๆ ชั่วครู่เท่านั้น เสร็จแล้วเจ้าค่อยเข้ามาดูแลต่อก็ได้ ตอนนี้ไปหาชุดมาเปลี่ยนให้พระนางก่อนดีกว่า” ไป่ฮวาแม้จะซื่อสัตย์แต่บางเรื่องก็ไม่ทันคนนัก จึงออกไปตระเตรียมของตามคำที่ชายารองบอกหลังจากไป่ฮวาออกไป จูจื่อหรานก็เริ่มออกอาการอย่างที่ควรจะเป็นเวลาที่ถูก ยากำหนัด เสียงอู้อี้บ่นพึมพำว่าร้อนทั้งยังพยายามดึงทึ้งชุดทางการที่ใส่อยู่หลายชั้นออกด้วยความทรมานและความไม่สบายตัวหลี่ซุนรั่วเห็นอย่างนั้นก็ลอบยิ้มอย่างพอใจ พลางมองอาการกระสับกระส่ายของจูจื่อหราน ซึ่งเกิดจากกำยานที่จุดจนฟุ้งไปทั้งห้อง แต่ที่นางไม่เป็นอะไรก็เพราะกินยาแก้เอาไว้แล้ว ท่าทางเช่นนี้ของจูจื่อหราน ทำให้หลี่ซุนรั่วพอใจจนเผลอยกยิ้มสะใจอยู่หลายต่อหลายครั้งและเมื่อเห็นอีกคนคล้ายจะหมดสติ หญิงสาวก็เดินไปห้องด้านข้างอย่างเชื่องช้าเพราะนางมั่นใจว่า ตนจะไม่โดนยาที่ตนเป็นคนใช้แน่นอนซุนรั่วออกไปเปลี่ยนชุดก่อนจะออกไปสั่งให้นางกำนัลที่เดินอยู่แถวนั้นไปแจ้งแก่ท่านอ๋องว่า พระชายาคงกลับไปที่งานไม่ไหวแล้วเนื่องจากฤทธิ
“หามิได้เพคะ ข้าคือนางในวังหลัง เพียงแต่เคยเห็นท่านอัครมหาเสนาบดีพร้อมคุณหนูซูและบุตรเขยอย่างใต้เท้าหลี่เข้าเฝ้าฮองเฮา ปกติขุนนางมิอาจย่างเท้าเข้าสู่วังหลัง แต่ใต้เท้าซูเป็นพี่ชายของฮองเฮา จึงได้พบกันหลายครั้ง” นางกำนัลไป่ยังพูดไปเรื่อย ๆ โดยไม่ทันสังเกตสีหน้าเจ้านายเลยแม้แต่น้อย“สุขสบายกันยิ่งนัก
“ทำถึงเพียงนี้กลัวข้าไม่รู้หรืออย่างไรว่าท่านนั้นโปรดปรานหลี่ซุนรั่ว” นามของสตรีนางนี้ ตามความทรงจำที่มีทำให้นึกขึ้นได้ว่าอีกฝ่ายเป็นลูกพี่ลูกน้องของคนสารเลวที่ฆ่านางและคนในตระกูล ความแค้นก็แทบจะปะทุขึ้นมาจนต้องยกมือจับที่อก หญิงสาวมองไปเบื้องหน้าด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดและความเคียดแค้นแสน
เสียงบรรเลงเพลงและเสียงเป่าปี่ค่อย ๆ ปลุกหลินเซียนให้ตื่นขึ้นมา และนางกำลังงุนงงไม่น้อยที่พบว่า ตนเองที่ควรตายไปแล้วกำลังนั่งอยู่ในเกี้ยวเจ้าสาว “โอ๊ย” เสียงร้องของหญิงสาวที่เผลอยกมือขึ้นจะเปิดผ้าคลุมหน้า กลับไปเกี่ยวกับเครื่องประดับและมงกุฎหงส์เข้าอย่างจัง ทำให้แม่สื่อที่เดินอยู่ข้างเกี้ยวต้องเอ
“หลินเซียนผู้น่าสงสาร ข้าขอโทษที่ต้องใช้เจ้าเป็นเครื่องมือ” หยางเกิงเอื้อมมือไปลูบใบหน้าของนางอย่างแผ่วเบา “แต่ยามนี้…เจ้าหมดความจำเป็นแล้ว” น้ำเสียงเย็นเยียบขัดแย้งกับสัมผัสที่ดูอ่อนโยนไม่น้อยรอยยิ้มเหยียดผุดขึ้นบนใบหน้าของบัณฑิตชั่ว ก่อนจะเอ่ยต่อ “จริงอยู่ที่เจ้างดงาม…เพียงแต่ความงามของเจ้า กลับ







