Se connecterคำพูดทั้งหมดของหลินเฮงฉวนนั้นถูกส่งต่ออย่างครบถ้วน แต่คนฟังนั้นไม่ใช่ซูเจินจู แต่เป็นนายท่านซูเป่า
“มันขู่ข้า มันขู่จะเอาร้านผ้ามาเปิดแข่งกับข้า เจ็บใจนักเพราะนังลูกอัปรีย์ ทำให้พวกมันขึ้นมาเหยียบบนหัวข้าแล้ว” เสียงตะโกนที่เต็มไปด้วยความโกรธทำให้ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ
“ท่านพี่ อย่าโกรธขนาดนี้เลยเจ้าค่ะ รักษาสุขภาพด้วย เจ้าเองก็เหมือนกันหนี่ย์เอ๋อร์ เรื่องพวกนี้บอกพ่อเจ้าได้เหรอ จะให้พ่อเจ้าโกรธตายรึยังไง” ฮูหยินซูเข้าไปปลอบสามีด้วยท่าทีกล้าๆกลัวๆ แต่ไหนแต่ไรมานางไม่เคยเห็นนายท่านซูโกรธขนาดนี้
“เจ้าสิตาย ปากเจ้าใหญ่แค่ไหนถึงกล้ามาแช่งข้า เพราะหนี่ย์เอ๋อรู้ความถึงได้บอกข้า ไม่บอกแล้วข้าจะรู้เหรอว่าไอ้จวนนายอำเภอมันตั้งใจจะเหยียบหัวข้า ทำการค้ามาตั้งกี่ปี จ่ายให้พวกมันไปตั้งเท่าไหร่ หนังเสือยังไม่ทันส่งเข้าเมืองหลวงก็ต้องส่งเข้าจวนนายอำเภอก่อนมันยังกล้าขู่ข้าขนาดนี้ อัปรีย์ ไอ้พวกอัปรีย์!! ไป ไปตามอาจูมา ข้าต้องถามนางให้รู้เรื่อง” ทำการค้ามาหลายปีจะมายอมขาดทุนแบบนี้ไม่ได้ กว่าจะเลี้ยงซูเจินจูมาหมดเงินไปตั้งเท่าไหร่ แต่งงานมีหน้ามีตาไม่ได้ ก็ต้องแต่งได้เส้นสาย แต่งเงินแต่งทองไม่ได้ก็ต้องแต่งได้ช่องทางการค้า นี่เป็นแค่สาวใช้อุ่นเตียงอย่างไรก็ต้องได้สัญญาจากจวนนายอำเภอ ไม่ว่านายอำเภอจะย้ายไปไหน ร้านผ้าซูเตี้ยนจะต้องตามไปด้วยให้ได้ ต่อให้ย้ายเข้าเมืองหลวง ร้านผ้าซูเตี้ยนก็ต้องได้ตามไป!!!!
“เจินจูเออร์ คารวะท่านพ่อเจ้าค่ะ” เมื่อซูเจินจูเข้ามาในโถงกลางก็พบนายท่านซู บุรุษวัยกลางคนรูปร่างท้วม ผิวขาว หน้าตาดี คิ้วบาง หางตาเฉียงขึ้นเล็กน้อย ใส่ชุดผ้าไหมชั้นดีสีน้ำเงินดูภูมิฐาน ในความทรงจำของนางปีนี้นายท่านซูอายุสามสิบเจ็ดปี ฮูหยินซู สตรีวัยกลางคนวัยสามสิบสามปี รูปร่างสมส่วน ผิวคล้ำ สวมผ้าแพรชั้นดีสีขาวปักลายนกกางเขน ฮูหยินซูเดิมแซ่หลี เป็นตระกูลค้าขายผ้าเช่นกัน เมื่อมาถึงรุ่นของนางมีนางเป็นเพียงทายาทเพียงคนเดียว เมื่อสิ้นบิดามารดา สมบัติร้านค้าของนางจึงถูกรวมเข้ากับตระกูลซูทั้งหมด
คุณหนูใหญ่ซูหนี่ย์ เป็นสตรีที่ดูอ่อนโยน คิ้วโค้งรับตากลมโต ปากนิด จมูกหน่อย ผิวขาวเนียนราวหยกใบหน้าไม่ถือว่างามล่มเมืองแต่กริยาท่าทางอ่อนหวาน รวมกับความรักสวยรักงาม และปีนี้อายุสิบหกปี ถึงวัยออกเรือนยังทำให้ชายหนุ่มต่างอำเภอส่งแม่สื่อมาไม่ขาดสาย
คุณหนูรองซูเม่ย หน้าตากริยามารยาทความอ่อนโยนเหนือกว่าซูหนี่ย์อยู่มาก เสียดายที่ผิวคล้ำเหมือนมารดา ทำให้ความงามลดลงไปหลายส่วน วาจาอ่อนหวานแต่ประหยัดถ้อยประหยัดคำ อีกทั้งไม่ชอบออกจากบ้าน ทำให้ไม่ได้พบเจอผู้คนมากนัก นางอายุสิบห้าแล้ว แต่ไม่มีแม่สื่อมาทาบทามสักคนเดียว
นายน้อยสามซูเหวิน อายุสิบสามปีเท่าซูเจินจู เด็กชายผิวคล้ำเช่นมารดา รูปหน้าหล่อเหลาเหมือนบิดา หากเอาดีด้านทหารเห็นที่ว่าเมื่อโตขึ้นมีรูปร่างกำยำสมชายชาตรี คงถูกสาวหมายปองไปทั่วเมือง
ดูจากที่หลินเฮงฉวนมาหาเมื่อเช้า ตกเย็นนั่งล้อมวงครบบ้านใหญ่แบบนี้ท่าทางคงกำลังวางแผนจัดการอนาคตของนางแน่
“พรุ่งนี้ยามเฉิน เจ้าไปคุกเข่าหน้าจวนนายอำเภอ ป่าวประกาศไปให้ทั่วว่าเจ้าเข้าไปส่งผ้าในจวนแต่กลับถูกหลินเฮงฉวนรังแก ไม่ให้ตบแต่งเป็นเมียเอก ตระกูลซูของเราก็ยอมถอย ขอเพียงจวนนายอำเภอส่งเกี้ยวเมียรองแปดคนหาบ ตระกูซูจะส่งเจ้าด้วยสินสอดสิบหกหีบ แต่จวนนายอำเภอกลับเล่นลิ้นคิดอุ้มเจ้าเข้าจวนไปเป็นสาวใช้อุ่นเตียง หากตระกูลซูไม่ยอมก็จะปล่อยให้เจ้าเสื่อมเสีย เข้าใจที่ข้าพูดหรือไม่อาจู” นายท่านซูพูดขึ้นทันทีที่ซูเจินจูเดินเข้ามา
“เจินจูเอ๋อร์เข้าใจเจ้าค่ะ เพียงแต่อยากให้ท่านพ่อทบทวนวิธีการนี้อีกสักหน่อย หากลูกเข้าจวนนายอำเภอ ดีชั่วก็หวังเพียงความก้าวหน้าของคุณชายหลิน หากรีบร้อนทำลายชื่อเสียงตั้งแต่รากฐานยังไม่มั่นคง ต่อไปภายภาคหน้าจะหวังบารมีคุณชายหลินมาช่วยตระกูลซูก็คงลำบาก” ไอหย๋า จะให้ข้าไปแหกปากหน้าตลาด เรื่องอับอายไม่เท่าไหร่ แต่ทั้งร้อนทั้งเหนื่อยแถมยังไม่รู้ต้องตะโกนไปถึงยามใด ไม่ใช่ว่าร้องตะโกนสามวันไม่มีคนเปิดประตูจวนก็ต้องเดินกลับเรือนตัวเองหรอกหรือ แบบนั้นข้าไม่เอาด้วยหรอก
“ที่นางพูดก็มีเหตุผลนะเจ้าคะท่านพี่ หากทำลายอนาคตคุณชายหลินด้วยวิธีนี้แล้ว ต่อจะทำอะไรผ่านนายอำเภอหลินก็คงลำบาก” ฮูหยินซูมีหรือจะเห็นแก่ซูเจินจู เพียงแต่นางอยากให้ซูหนี่ย์แต่งเป็นภรรยาเอกให้คุณชายหลิน นางจะให้ใครมาทำลายคุณชายหลิน ว่าที่ลูกเขยของนางไม่ได้เด็ดขาด
“ใช่ขอรับท่านพ่อ ท่านพี่เฮงฉวนเองก็ดีกับลูก ตอนอยู่ที่สถานศึกษาก็ช่วยเหลือลูกไว้ไม่น้อย ตอนนี้ท่านพี่เฮงฉวนก็สอบจวี่เหรินผ่านแล้ว อีกไม่นานก็สอบก่งเซิน หากเราบุ่มบ่ามทำอะไรไปอาจจะได้ไม่คุ้มเสียนะขอรับ” ท่านพ่อช่างโง่เขลานัก เจินจูเป็นเพียงลูกที่เกิดจากเมียรอง ต่อให้ยกนางให้คุณชายหลินฟรีๆ สำหรับซูเหวินยังถือว่าคุ้มเสียด้วยซ้ำ ทำให้คุณชายหลินเป็นหนี้บุญคุณเขาไว้เสียตั้งแต่ตอนนี้ ให้อนาคตหากเขาอยากเป็นขุนนางก็จำเป็นต้องอาศัยเส้นสายขุนนางเก่าสนับสนุน ไม่อย่างนั้นด้วยฐานะของลูกพ่อค้าคงต้องเกิดใหม่เท่านั้นถึงจะเข้าเป็นขุนนางได้
“หากท่านพ่อไม่วางใจ พรุ่งนี้ลูกกับอาเหวินจะไป....” ซูหนี่ย์ยังพูดไม่ทันจบประโยคนายท่านซูก็ขัดขึ้น
“ไม่ได้ เกิดเข้าไปหนึ่งคนรังแกหนึ่งคน ส่งเจ้าเข้าไป ข้าไม่ขาดทุนย่อยยับรึไง”
“ข้ายอมขาดทุนขอเพียงขาดทุนให้คุณชายหลินข้ายอมสิ้นเนื้อประดาตัว” ซูหนี่ย์พูดขึ้นอย่างอัดอั้น ควรเป็นนางที่ได้ครองรักกับคุณชายหลิน ไม่ใช่นางจิ้งจอกเจินจูที่วางอุบายเหยียบหัวนางเช่นนี้ คนอย่างซูหนี่ย์ อยากได้อะไรต้องได้ ในเมื่อเจินจูให้วิธีหน้าไม่อาย ทำไมนางจะทำบ้างไม่ได้ ขอแค่ได้แต่งให้คุณชายหลิน ชื่อเสียงอะไรนางก็ไม่สนใจทั้งนั้น
“หุบปาก!!!!!” เสียงตะโกนดั่งลั่นของนายท่านซูทำให้ทำให้ซูหนี่ย์หุบปากลง ประโยคที่อยากเอ่ยก็ทำได้เพียงกลืนลงไปเงียบๆ
“ท่านพ่อเจ้าคะ เรื่องนี้ข้าคิดว่าท่านพ่อควรเป็นคนออกหน้าเจ้าค่ะ” เหอะ! ล้อเล่นกับข้าแน่แล้ว เห็นอยู่ชัดๆว่ายัยเด็กซูหนี่ย์อยากได้ไอ้ตี๋เฮงฉวนใจจะขาด ไยต้องมาเปลืองแรงใช้นางไต่เต้าเล่า
“พูดต่อ!”
“ที่ท่านพ่อต้องการตอนนี้คือสัญญายืนยันเป็นลายลักษณ์อักษรว่าข้าจะเข้าจวนนายอำเภอเมื่ออายุเลยวัยปักปิ่นเจ้าค่ะ ถึงอย่างไรตอนนี้คุณชายหลินก็ยังไม่ได้สอบขุนนาง แต่สัญญานั้นจะใช้เป็นหลักฐานได้ทันทีว่าคุณชายหลินได้ทำลายชื่อเสียงข้าไปแล้ว ในเมื่อคุณชายหลินยังไม่มีอำนาจให้มือให้ท่านยืมใช้ ไม่สู้เก็บหลักฐานไว้ต่อรองกับจวนนายอำเภอ รออีกไม่ถึงสองปี ไม่แน่ว่าคุณชายหลินต้องแต่งภรรยาเอก ยังใช้สัญญานี้ต่อรองกับบ้านฝั่งภรรยาแลกระหว่างข้าไม่เข้าจวนกับช่องทางการค้าของตระกูลซูละเจ้าคะ”
...
วันต่อมานายท่านซูกลับบ้านพร้อมสัญญาที่เขียนโดยนายอำเภอหลินอู่หนึ่งฉบับพร้อมกำชับให้ซูเจินจูกลับไปทำงานที่ร้าน ‘อย่างน้อยซูเจินจูก็เป็นแรงงานที่ต้องจ่ายเงินให้อย่างเลี่ยงไม่ได้อยู่แล้ว หากอยู่เฉยๆก็ขาดทุนเปล่า ผู้หญิงใกล้ออกเรือน แถมออกไปเป็นแค่สาวใช้อุ่นเตียง ต้องรีบใช้งานให้คุ้มไว้ตั้งแต่วันนี้’
ณ จวนนายอำเภอ
“ท่านพ่อเขียนหลักฐานยืมยันแบบนี้ เรามิเป็นฝ่ายเสียเปรียบหรือขอรับ”
“ไม่มีทาง สัญญาฉบับนั้นช่องโหว่มากมาย ทั้งเรื่องที่นางตั้งใจนำผ้ามาให้แม่เจ้าเลือกทั้งๆที่ไม่มีใครสั่งซื้อ ทั้งเรื่องที่เจ้าอยู่กับเหล่าบัณฑิตมากมาย การอยู่ต่อหน้าคนมากมายแต่ยังเกิดเรื่องพวกนี้ขึ้น ใครมองก็รู้ว่าเป็นอุบายของสตรี ทั้งเจ้ายังรับผิดชอบด้วยการเปิดจวนรับนาง ถึงแม้จะไม่ได้ตำแหน่งภรรยาเอก แต่ทุกคนก็รู้ว่าสตรีที่เกิดจากอนุเป็นฮูหยินขุนนางไม่ได้ เรื่องนี้ไม่มีอะไรให้เจ้าต้องกังวล อย่าเสียเวลาอ่านหนังสือด้วยเรื่องพวกนี้เลย”
“ขอบคุณท่านพ่อ” หลินเฮงฉวนคุกเข่ากล่าวขอบคุณอย่างยินดีที่สุด นี่เป็นคำขอบคุณจากใจจริงของเขา เขากลัวเหลือเกินว่าจะถูกผู้หญิงคนใดทำเสื่อมเสียจนไม่อาจสอบขุนนางได้ เขาเป็นลูกคนเดียว หากเกิดอะไรขึ้นคงไม่อาจมองหน้าบรรพบุรุษได้อีก วันนั้นเขาเห็นซูเจินจูยืนเหม่ออยู่จึงตั้งใจเพียงเย้าแหย่นางเพียงเล็กน้อย ใครจะรู้ว่าซูเจินจูกลับกล้าวางอุบายใส่เขา ทำให้เค้านึกเสียใจที่เคยนึกเอ็นดูนาง และถึงแม้ว่าเหล่าบุรุษจะสามารถมีได้หลายภรรยา แต่เขาก็ตั้งใจว่าจะแต่งผู้หญิงเพียงคนเดียวเหมือนนายอำเภอหลินบิดาของเขา ครอบครัวร่มเย็น ไม่ต้องกังวลเรื่องในบ้าน ไม่ร้อนเหมือนจวนของเหล่าสหายหลายๆคนของเขาที่มีสามภรรยาสี่อนุ ความตั้งใจเหล่านั้นถูกซูเจินจูลำลายลงหมดสิ้นแล้ว
เช้าวันถัดมาขณะที่ซูเจินจูกินข้าวเช้าอยู่ในเรือนของนาง มีซิ่นก็เดินเข้ามาพร้อมบ่าวรับใช้หนึ่งคน
“คุกเข่า”
“ ”
“ข้าบอกให้เจ้าคุกเข่า”
“ ”
“โอ้ย!!!” ทันทีที่มี่ซิ่นยกมือขึ้นเตรียมจะตบหน้าซูเจินจู ยังไม่ทันได้ตบลงบนหน้าก็มีของหนักๆกระแทกเข้ามาที่ขานาง
“เจ้า! เจ้า!! กล้าถีบเก้าอี้ใส่ข้า นังลูกอกตัญญู ” เห็นนางมี่ซิ่นเงื้อมือขึ้นหมายจะตบนางอีกครั้ง นางเบี่ยงตัวหลบทำให้นางมีซิ่งล้มลงกับพื้นก่อนที่เจินจูจะเดินหลบไปที่สวน
“เจ้ามันโง่เหมือนใครนะ เตียงคุณชายหลินอยู่ตรงหน้าให้เจ้าปีน เจ้าไม่ปีน” เสียงกร่นด่าทั้งฟังได้บ้าง ฟังไม่ได้บ้างลอยตามหลังนางมาเป็นระยะ ให้ตายเถอะ แม่ที่ไหนเหมือนนางบ้าง จากความทรงนี้ทุกครั้งที่นางไม่ได้ดั่งใจหรือถูกฮูหยินรังแก นางจะมาระบายโทสะกับซูเจินจูอยู่เป็นประจำ มีครั้งนึงที่สั่งให้ซูเจินจูคุกเข่าอยู่หนึ่งวันเต็มๆ เพียงเพราะนางถูกฮูหยินให้คุกเข้าพียงหนึ่งก้านธูป แถมยังพยายามหาบ้านขุนนางเพื่อจะส่งนางไปเป็นอนุอยู่ตลอดเวลา มีแม่แบบนี้นางคร้านจะใส่ใจ
มี่ซิ่นเป็นลูกของนายพรานที่นำหนังสัตว์มาขายให้นายท่านผู้เฒ่าซู อยู่ๆวันนึงเกิดลมเพลมพัดนายท่านผู้เฒ่าซูพานายท่านซูที่ขณะนั้นอายุยี่สิบสี่ปีไปศึกษาเส้นทางการค้า ประจวบเหมาะกับนายพรานพาลูกสาวซึ่งก็คือมีซิ่นในวัยสิบสี่ปีติดตามไปด้วย วันนั้นนอกจากขายหนังกวางแล้วยังขายลูกสาวได้อีกยี่สิบตำลึง นับจากนั้นมีซิ่นก็เหมือนไร้ญาติขาดมิตร จะอยู่หรือตายล้วนขึ้นอยู่กับความเมตตาของนายท่านซู ในวัยสิบห้า มีซิ่นคลอดซูเจินจู แต่ด้วยอายุยังน้อยและก่อนหน้านั้นร่างกายก็ขาดสารอาหารทำให้มีซิ่นตกเลือดมาก หมอบอกว่าไม่สามารถตั้งครรภ์ได้อีก นับจากนั้นนางก็ตั้งมั่นไว้ว่าจะต้องให้เจินจูแต่งเข้าจวนขุนนาง หากเจินจูได้รับความเมตตาจากขุนนางชั้นสูง ความดีความชอบนี้ก็ต้องตกมาถึงนาง ฐานะนางในบ้านจะได้สูงขึ้น ดังนั้นเมื่อสามปีก่อนที่นายอำเภอหลินย้ายมาใหม่ๆนางแทบอย่างจะส่งเจินจูเป็นไปอนุนายอำเภอหลิน ติดตรงที่ตอนนั้นเจินจูอายุเพียงสิบขวบเท่านั้น
ฮูหยินผู้เฒ่าหยางที่ได้ยินว่าผู้ครองแคว้นเสด็จก็ทิ้งเรื่องรบกวนจิตใจลุกขึ้นเดินนำเหล่าหญิงสาวมายังโถงกลางเพื่อเข้าเฝ้าผู้ครองแคว้นคนใหม่อย่างหน้าชื่นตาบาน ดูเอาเถอะ แม้แต่งานแต่งของเหล่าองค์ชาย ผู้ครองแคว้นยังไม่ไปเสียด้วยซ้ำ แต่กับตระกูลหยางของนางได้รับเกียรตินี้ช่างเป็นหน้าเป็นตาให้ตระกูลหยางของนางจริงๆ“ถวายบังคม ฝ่ายบาท!!”“ลุกขึ้น ลุกขึ้น ทำตัวกันตามสบายเถอะ ท่านปู่หยาง ท่านย่าหยาง ลุกขึ้นๆ วันนี้ข้าเพียงนำของขวัญมามอบให้เท่านั้น แต่เห็นทีว่าข้าจะมาช้าไปเสียหน่อยจึงไม่ได้เจอเจ้าสาวของท่านแม่ทัพหยางเสียแล้ว”“เป็นกระหม่อมจัดงานเร็วเกินไปเองพ่ะย่ะค่ะ ไม่คิดว่าการเดินทางจะเร็วกว่าที่คาดเอาไว้มาก”“เช่นนั้นเอาไว้ว่างๆก็พาฮูหยินของเจ้าไปพูดคุยกับพระชายาของข้าในวังแล้วกัน” ผู้ครองแคว้นที่มาถึงงานช้าได้แต่เสียดายที่ไม่ได้เจอซูเจินจูด้วยตนเอง นึกย้อนไปแล้วยังคิดเสียดายหากไม่เข้าใจผิดว่าแม่นางเฟยอวี่คือดวู๋เยี่ยฮวาและรู้ว่าผู้ที่นามดวู๋เยี่ยฮวาคือคุณหนูซู เขาคงรีบรับตัวนางเข้าไปเป็นสนมของเขาเสียตั้งนานแล้ว แต่ช่างเถอะนางแต่งให้แม่ทัพหยางก็ยังเป็นของเขาอยู่ดี ดีเสียอีกที่หากวันนึงนางเกิดผิ
ขณะเดียวกัน งานเลี้ยงในจวนตระกูลหยางก็ถูกแบ่งเป็นสองฝั่ง ฝั่งหนึ่งอยู่ในโถงกลางสำหรับบุรุษ และอีกฝั่งสำหรับสตรีคือฝั่งศาลาในสวนเหล่าบุรุษล้วนเคารพนายท่านผู้เฒ่าหยางในฐานะทายาทของสหายร่วมรบและก่อตั้งแคว้นหนานของผู้ครองแคว้นคนแรก ร่วมถึงการช่วยเหลือให้ผู้ครองแคว้นคนปัจจุบันขึ้นครองแคว้นได้ยิ่งทำให้ขุนนางมากมายไม่กล้ามองข้ามอำนาจของตระกูลหยางสุราคารวะที่นอกเหนือจากคารวะนายท่านผู้เฒ่าหยางยังถูกยกคารวะเจ้าบ่าวไม่ขาดสาย การสนทนาของเหล่าบุรุษหนีไม่พ้นเรื่องบ้านเมืองและแนะนำบุตรชายที่ติดตามมาด้วยเพื่อฝากฝังทำความรู้จักไว้เป็นเส้นสายในภายภาคหน้าสิ่งที่ดูแปลกขึ้นมากกว่าที่ควรจะเป็นคือบางคนกลับสนใจชุดของหยางหย่งเจิ้งจนได้รู้ว่าต่อไปผ้าชนิดนี้จะมีขายที่ร้านผ้าซูเตี้ยนที่เป็นตระกูลเดิมของเจ้าสาวที่มาของเจ้าสาวที่เป็นเพียงบุตรีของฮูหยินรองอีกทั้งบ้านเดิมเป็นเพียงตระกูลการค้าไม่ถูกพูดถึงในคราแรกอันนับว่าเป็นการให้เกียรติแก่ตระกูลหยางมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่เมื่อเป็นตระกูลการค้าที่ค้าขายผ้าชื่อดังอีกทั้งยังมีสัญญาค้าขายกับวังหลวงย่อมแตกต่างออกไป หยางหย่งเจิ้งที่รู้ตื้นลึกหนาบางย่อมไม่ต้องการให
ยามเมื่อขบวนเจ้าสาวเดินทางมาถึงหน้าจวนตระกูลหยาง เสียงโห่ร้องต้องรับและเสียงประทัดก็ดังขึ้น หยางหย่งเจิ้งรีบลงจากม้ามาประคองซูเจินจูที่ยังสวมผ้าคลุมหน้าเอาไว้ลงจากเกี้ยวชุดผ้าไหมหยกสีแดงสดทับด้วยชุดไหมโปร่งลายเป็ดยวนยางที่ปักด้วยไหมบ่มกลิ่นหอมหมื่นลี้ปรากฏแก่สายตาหญิงสาวที่ติดตามขบวนเจ้าสาวมาอย่างชัดเจน เสียงชื่นชมความงามของชุดเจ้าสาวทำให้สี่เสวี่ยที่เพิ่งลงจากรถม้ายิ้มไม่หุบ ประตูหน้าจวนมีกองไฟหนึ่งกองสำหรับให้เจ้าสาวก้าวผ่าน กองไฟที่ว่าเป็นเพียงก้อนถ่านว่าวางเรียงเอาไว้ให้เจ้าสาวก้าวผ่านถือเป็นการก้าวผ่านสิ่งอัปมงคลต่างๆก่อนเข้าจวนสี่เสวี่ยและเสี่ยวเหลียนที่ติดตามมารับหน้าที่แจงเงินพวงแปดสิบแปดอีแปะแก่บ่าวไพร่ที่มายืนรอต้อนรับรวมไปถึงทหารที่ยืนอยู่บริเวณรอบจวนด้วยจวนตระกูลหยางเป็นเรือนขนาดใหญ่ ยามที่ซูเจินจูเดินผ่านประตูจวนเข้ามาแล้ว กองไฟจะถูกเก็บออกเพื่อให้ขบวนรถม้าได้นำสินเดิมและสินสอดของบ่าวสาวเข้าเรือนการอวดสินสอดไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับตระกูลพ่อค้าเท่านั้น ฮูหยินผู้เฒ่าหยางมีคำสั่งให้วางเรียนสินสอดและสินเดิมเอาไว้ที่ลานหินของจวนตระกูลหยาง หนึ่งคือแสดงให้ขุนนางชั้นสูงที่มาไ
ฮูหยินรองมี่ซิ่นเดินมายังเรือนของซูเจินจูด้วยความร้อนใจจนร้องไห้ออกมา นี่มันอะไรกัน งานแต่งงานที่ไหนกันที่เจ้าสาวไม่ได้สวมชุดเจ้าสาว ตระกูลหยางอะไรกันเหตุใดจึงรังแกบุตรสาวนางเช่นนี้แต่สิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าไม่ใช่สิ่งที่นางคิด ซูเจินจูที่แต่งชุดเจ้าสาวเสร็จเรียบร้อยยืนอยู่กลางห้อง มี่ซิ่นมองบุตรสาวตรงหน้าอย่างประหลาดใจ ตอนนี้นางเริ่มไม่แน่ใจเสียแล้วว่าหญิงสาวตรงหน้าใช่บุตรสาวของนางจริงหรือไม่ ความเด็ดเดี่ยวและมั่นคงที่บุตรสาวของนางไม่เคยมีกลับสะท้อนออกมาจากทั้งใบหน้าและแววตา หรือเทพองค์ใดให้พรความกล้าหาญแก่อาจูมาเป็นการแลกเปลี่ยนที่นางเสียสละตนเองออกไปทำการค้าแลกกับที่ยืนในบ้านตระกูลซูของมารดากัน“อาจู ข้านึกว่าตระกูลหยางยังไม่ส่งชุดแต่งงานมาให้เจ้าเสียอีก”“ท่านเลยเดินร้องไห้เข้ามาหาข้าหรือเจ้าคะ ท่านแม่ ชุดแต่งงานจากตระกูลหยางยังมาไม่ถึงเจ้าค่ะ ชุดนี้สี่เสวี่ยเป็นคนตัดเย็บให้ข้า ข้าเห็นว่าหากรอชุดนานไปกว่านี้คงทำให้เสียฤกษ์ได้ตระกูลหยางเองก็คงคิดแบบเดียวกัน ในเมื่อฤกษ์ยามสำคัญข้าจึงใส่ชุดนี้แทนเจ้าค่ะ”“ดีแล้วอาจู เจ้าทำถูกแล้ว ฤกษ์ยามมงคลล้วนสำคัญมาก เสี่ยวเหลียนเอาผ้าแดงกับเครื่อ
เมื่อถึงวันงานเสียงคนงานในบ้านซูลุกขึ้นมาจัดเตรียมงานกันตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง ฮูหยินรองมี่ซิ่นส่งอู๋เหมยมาปลุกสี่เสวี่ยและเสี่ยวเหลียนให้พาซูเจินจูลุกขึ้นไปอาบน้ำ เพียงไม่นานหลังจากนั้นฮูหยินรองมี่ซิ่นก็เดินเข้าเรือนของซูเจินจูมาพร้อมหญิงสาววัยกลางคนหนึ่งคน“อาจู ข้าพาสี่เหนียงมาหวีผมให้เจ้า พวกเจ้าแกะผมอาจูออกเดี๋ยวนี วันสำคัญให้พวกเจ้าหวีกันเองได้รึ แกะออกให้หมดเชียว”สี่เหนียงที่ฮูหยินรองมี่ซิ่นพามาคือสตรีที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้มีวาสนาครบ อันได้แก่ในบ้านพ่อแม่ยังอยู่ สามีภรรยารักใคร่ มีทั้งลูกชายลูกสาว พี่น้องปรองดองกลมเกลียวโดยให้นางมาเป็นผู้กวาดเกี้ยว จุดธูปในเกี้ยวและวางกระจกในเกี้ยวสำหรับฮูหยินรองมี่ซิ่นที่ต้องเป็นผู้เกล้าผมให้บุตรสาวกลับไม่ได้มีหน้าตามากพอที่จะเป็นเกียรติให้แก่ตระกูลหยางได้ อย่างน้อยตำแหน่งฮูหยินรองอันต้อยต่ำนี้ก็ได้แต่หลีกทางให้สี่เหนียงผู้มีวาสนาพร้อมเกล้าผมให้ซูเจินจูด้วยหวังเพียงให้บุตรสาวได้กลายเป็นผู้มีวาสนาพร้อมเฉกเช่นเดียวกันกับสี่เหนียงเท่านั้นเมื่อเกล้าผมเสร็จสิ้น ฮูหยินรองมี่ซิ่นก็พาสี่เหนียงออกจากห้องไปเพราะซูเจินจูจำเป็นต้องรอชุดแต่งงานจากตระกูลซูดัง
ข่าวสำคัญอีกข่าวหนึ่งที่จะลืมไม่ได้คือเรื่องเกี่ยวกับฮูหยินผู้เฒ่าหยางและร้านตัดเย็บชุดแต่งงานของคุณหนู“เถ้าแก่เนี้ย พวกเราจะใช้ผ้าพวกนี้ตัดเย็บชุดเจ้าสาวให้ว่าที่ฮูหยินของท่านแม่ทัพหยางจริงๆหรือเจ้าคะ ข้าว่ามันจะเสียชื่อร้านของท่านเสียเปล่าๆ”“จะให้ข้าขัดคำสั่งฮูหยินผู้เฒ่าหรืออย่างไรเล่า ไม่ใช่แค่ฮูหยินผู้เฒ่านะแม้แต่คุณหนูรองลี่ก็เห็นดีเห็นงามด้วย”“คุณหนูลี่ผู้นี้ไม่ใช่ว่าถูกจับไปสอบสวนเรื่องกบฏด้วยหรือเจ้าคะ”“ใช่ที่ไหน คนที่ถูกจับไปคือคุณหนูสามลี่รุ่ยเซียงที่ให้ที่หลบซ่อนแก่พระชายาขององค์ชายหกต่างหาก”“หากเป็นชาวบ้านอย่างเราๆ ให้ที่หลบหนีนักโทษกบฏคงไม่พ้นโทษตาย นี่ไม่เพียงรอดชีวิตแม้แต่โทษสักนิดยังไม่มีนะเจ้าคะ”“เพราะเช่นนั้น เจ้ายังจะให้ข้าขัดคำสั่งพวกนางอีกรึ เอาเถอะถึงผ้าจะหยาบแต่เย็บให้ดีเสียหน่อยก็คงไม่เป็นไร อีกอย่างคุณหนูสี่ซูก็มาจากในอำเภออีกทั้งตระกูลของนางยังเป็นแค่ตระกูลการค้าถึงนางจะไม่พอใจก็คงไม่กล้าพูดอะไรหรอก”“คงไม่กล้าไม่พอใจเสียด้วยซ้ำเจ้าค่ะ ได้แต่งเข้าตระกูลหยางก็เป็นวาสนาของนางแล้ว หากกล้าไม่พอใจจนท่านแม่ทัพหยางระอานางเองนั่นแหละที่จะถูกทิ้งไว้เป็นเพียงไม้
“เอ่อ.. เป็นตระกูลไฉ มาขอหมั้นคุณหนูสี่ให้นายน้อยไฉตงชุนเจ้าค่ะ” อิงชุ่ยพูดเสียงเบาด้วยรู้ว่าคุณหนูใหญ่เกลียดคุณหนูสี่ และยังไม่สามารถวางอุบายรังแกนางได้สำเร็จสักครั้ง“เจ้าว่าอะไรนะ ขอหมั้นนังจิ้งจอกนั่น!! นังแพศยา เตียงคุณ
เช้าวันต่อมา ขณะที่ซูเจินจูกำลังจะออกไปร้านผ้า อิงชุ่ยก็ได้มาขวางหน้านางไว้“คุณหนูใหญ่ให้บ่าวมาเชิญคุณหนูสี่ไปชมดอกเหมยที่หมู่บ้านจั๋วมู่ด้วยกันเจ้าค่ะ” อิงชุ่ยพูดจาอ่อนหวานมีความเคารพต่อซูเจินจู เมื่อเช้าอิงเถาได้ออกไปจ้าง
เดือนละสิบตำลึง ปีนึงจะได้หนึ่งร้อยยี่สิบตำลึง หกปีก็จะมีเจ็ดร้อยยี่สิบตำลึง ในหีบนี้เหลือเงินห้าร้อยตำลึง หักจากที่นางสั่งทำอุปกรณ์ทำผ้าห้าตำลึง ซื้อกริชเงินสี่สิบตำลึง เจินจูคนเก่านับได้ว่าประหยัดจริงๆอืม... ปิ่นเงินแปดอั
ซูเจินจูออกจากบ้านตระกูลซูมาพร้อมสี่เสวี่ยตรงเข้าไปที่ “ร้านผ้าซูเตี้ยน”“คุณหนูสี่มาแล้ว” หลงจู๊ออกมาตอนรับซูเจินจูอย่างคุ้นเคย น้ำเสียงเจือความห่วงใย หลงจู๊ผู้นี้ทำงานอยู่ที่ร้านผ้าซูเตี้ยนมาตั้งแต่เริ่มเปิดร้านใหม่ๆ ได้รั







