LOGINหลิวซีซี ยอดบอดี้การ์ดสาวผู้ปิดฉากชีวิตลงหลังเสร็จสิ้นภารกิจปกป้องท่านประธานจากกระสุน นางทะลุมิติมาต่างโลกที่ไม่รู้จัก ตื่นขึ้นมาในร่างของ 'หลินจิ่น' คุณหนูรองสกุลลู่ผู้มัวเมาในรักอย่างหญิงโง่!
View Moreเสียงจอแจของผู้คนในตลาดต้าเหอดังเซ็งแซ่ ในเวลากลางวันเช่นนี้เมืองหลวงมักคลาคล่ำไปด้วยผู้คนที่ออกมาจับจ่ายซื้อของ ทว่าจู่ๆ หลายคนกลับต้องชะงักฝีเท้า เงยหน้าขึ้นมองร้านน้ำชาชั้นสองที่มีเสียงสรวลเสเฮฮาดังแว่วลงมา ลูกค้าในร้านกำลังล้อมวงวิพากษ์วิจารณ์ถึง ‘คุณหนูตระกูลลู่’ บุตรสาวอนุภรรยาของใต้เท้าเสนาบดีกรมคลัง
ทั่วทั้งเมืองหลวงต่างรู้ดีว่าคุณหนูผู้นี้วิ่งไล่ตามบัณฑิตรูปงามนาม ‘ชิงอวิ๋น’ อย่างบ้าคลั่ง เพียงเพราะเขาเคยเป็นเพื่อนเล่นในวัยเยาว์ นางยอมลดเกียรติทำทุกอย่างเพื่อเขาโดยไม่สนสายตาเหยียดหยามของผู้ใด
“ชิงอวิ๋น… ข้า… ข้านำของที่คิดว่าท่านน่าจะชอบมาให้”
ในน้ำเสียงสั่นพร่า หลินจิ่นยื่นกล่องไม้ฉลุลายไปข้างหน้าด้วยสองมือที่หยาบกร้านขึ้นเล็กน้อย ภายในกล่องคือ ‘แท่นหมึกหยกดำ’ อันล้ำค่า ของชิ้นนี้นางต้องเก็บหอมรอมริบ อดมื้อกินมื้อ แอบรับงานปักผ้าจนตาพร่ามัวอยู่หลายเดือน เพื่อให้ได้มันมามอบให้สหายวัยเยาว์ผู้เป็นที่รัก ในเมื่อลำพังเบี้ยหวัดที่บิดาให้มาประทังชีวิตในแต่ละเดือนคงไม่เพียงพอ
โดยปกติแล้วชิงอวิ๋นดีต่อนางเสมอ ไม่ว่านางจะนำของสิ่งใดมาให้ เขาก็จะยอมรับไว้ด้วยรอยยิ้มดีใจ นางคิดว่าช่วงหลังมานี้เขาตั้งหน้าตั้งตาอ่านตำราเพื่อเตรียมสอบจอหงวน บุรุษที่กำลังมีความรู้ความสามารถย่อมต้องมีท่าทีเฉยชาไปบ้าง เขาคงมีเหตุผลส่วนตัวที่บอกใครไม่ได้
“คุณหนูลู่ช่างมีน้ำใจ... แท่นหมึกหยกดำชั้นเลิศเช่นนี้ คงไม่เหมาะกับคนต้อยต่ำเช่นข้าหรอกกระมัง”
ชิงอวิ๋นไม่แม้แต่จะยื่นมือมาประคองกล่องไม้ เขาปรายตามองของล้ำค่าสิ่งนั้นด้วยสายตาราบเรียบเย็นชา ท่ามกลางเสียงหัวเราะคิกคักของสหายร่วมโต๊ะ นิ้วเรียวยาวกลับผลักกล่องไม้ให้ไถลไปตามผิวโต๊ะอย่างไร้ความแยแส จนมันเลื่อนไปหยุดอยู่ตรงขอบโต๊ะอย่างหมิ่นเหม่
“แต่ข้า... ข้าตั้งใจเลือกให้ท่านจริงๆ นะ ชิงอวิ๋น เจ้าโกรธอะไรข้ากันเล่า”
ขอบตาของหญิงสาวร้อนผ่าวจนพร่ามัว นางรีบก้าวเข้าไปหมายจะคว้ากล่องนั้นไว้ ทว่าสหายคนหนึ่งของเขากลับจงใจปัดแก้วน้ำชาที่เพิ่งรินใหม่จนคว่ำคะมำ สายน้ำชาร้อนจัดลวกราดรดหลังมือของนางจนแดงเถือก หลินจิ่นสะดุ้งสุดตัว นางรีบใช้มืออีกข้างลูบหลังมือตัวเองไวๆ เพื่อบรรเทาความแสบร้อนที่ลุกลามไหม้ไปถึงเรียวแขน
โครม!
ในจังหวะที่นางเสียหลัก กล่องไม้ก็ร่วงหล่นลงกระแทกพื้น เสียงสนั่นหวั่นไหวพร้อมกับแท่นหมึกหยกดำล้ำค่าที่แตกออกเป็นเสี่ยงๆ...
หลินจิ่นไม่ประวิงเวลา นางลนลานทรุดกายลงกับพื้นอย่างไม่คิดชีวิต สองมือกวาดเศษแท่นหมึกที่แตกหักขึ้นมากอดแนบไว้กับอก ก่อนจะเงยหน้าขึ้นคะยั้นคะยอให้บัณฑิตหนุ่มรับมันไปด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเว้าวอนระคนอ้อนวอน
“ท่านจะสอบอยู่แล้ว ได้โปรดรับไว้เถอะ! ท่านจะเอาไป...”
ตุ๊บ!
ไม่ทันที่นางจะได้ตั้งตัว คุณชายน้อยสกุลหลิวซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มสหายก็สะบัดเท้าผลักเศษแท่นหมึกหนาหนักอย่างแรง แรงเหวี่ยงกระแทกส่งให้วัตถุเนื้อแข็งฟาดเข้าที่ศีรษะของหลินจิ่นอย่างจัง หญิงสาวเสียหลักล้มคว่ำหน้าคะมำลงกับพื้นเรือนไม้
เสียงหัวเราะเยาะหยันพลันดังระงมไปทั่วทั้งโรงเตี๊ยม โดยเฉพาะพวกคุณชายจากตระกูลผู้ดีที่มองนางเป็นเพียงสตรีไร้ค่า วันๆ ไม่ฝักใฝ่เรื่องงานบ้านงานเรือน มัวแต่วิ่งไล่ตามบุรุษอย่างไร้ยางอาย แทนที่จะเอาเวลาว่างไปนั่งท่องจำและคัดตำราสอนหญิงให้ขึ้นใจ ว่าสิ่งใดควรทำ สิ่งใดไม่ควรทำ
“อุ๊ย! ดูนางสิ ล้มกลิ้งไปเสียแล้ว สงสัยบัณฑิตฝูคงมือไม้ระบมจากการคัดตำราจนคุมแรงไม่อยู่กระมัง” ชายผู้นั้นหัวเราะร่าอย่างไม่สำนึกผิด
ชิงอวิ๋นหน้าซีดเผือดลงเล็กน้อย ยามเห็นร่างของหญิงสาวล้มกระแทกไปต่อหน้า เขาไม่แน่ใจว่าสหายของตนกระทำรุนแรงเกินไปหรือไม่ ทว่าเพียงครู่เดียว บัณฑิตหนุ่มก็รีบเก็บอาการแปรเปลี่ยนเป็นความเรียบเฉยเพื่อไม่ให้เสียหน้าต่อคนหมู่มาก บัดนี้เขาเป็นถึงบัณฑิตผู้มีอนาคตไกล หาใช่คนที่จะปล่อยให้สตรีไร้ค่าเช่นนางมาทำตัวพัวพันล้อเล่นเหมือนครั้งยังเป็นเด็กในวัยเยาว์อีกต่อไป
เขาปรายตามองร่างที่นอนนิ่งอยู่บนพื้นเรือนไม้ด้วยสายตาเย็นชา ก่อนจะประคองถ้วยชาขึ้นจิบพลางใช้นิ้วปัดเศษฝุ่นบนสาบเสื้อสีขาวสะอาด ราวกับเศษเดนความรักของนางเป็นเพียงสิ่งสกปรกน่ารำคาญใจที่เปรอะเปื้อนเข้ามาในชีวิต
“นี่... หลินจิ่น เจ้าลุกขึ้นมาซะดี ๆ อย่ามาแกล้งตายเรียกร้องความสนใจหน่อยเลย” บัณฑิตสกุลฝูใช้ปลายเท้าสะกิดไหล่ของนางอย่างดูแคลน
ร่างบนพื้นกลับชักกระตุกขึ้นมาสองครั้งอย่างน่ากลัวก่อนจะแน่นิ่งไป แรงกระแทกจากแท่นหมึกเนื้อหินหยกเมื่อครู่ฟาดเข้าจุดตายบริเวณศีรษะอย่างจัง โลหิตสีแดงฉานข้นคลักค่อย ๆ ไหลซึมออกมาตามไรผม แผ่ขยายเป็นวงกว้างบนพื้นไม้
ความอัปยศบาดลึกและเสียงหัวเราะเยาะหยันรอบกายเริ่มห่างไกลออกไปเรื่อย ๆ พร้อมกับลมหายใจสุดท้ายที่หลุดลอย...
หลังจากความโกลาหลหน้าประตูจวนผ่านพ้นไป อี้หลินก็นั่งเอนกายจิบชาด้วยท่าทางเรียบเฉยอยู่ในเรือนรับรอง ในขณะที่บิดาไม่อาจนิ่งนอนใจได้ เขาก้าวเท้าเข้ามาหาบุตรสาวคนใหม่ที่แสนเย็นชา แววตาของขุนนางใหญ่เต็มไปด้วยความเคลือบแคลงสงสัย“อี้หลิน... เจ้าช่วยบอกพ่อมาตามตรงเถิด เรื่องราวทั้งหมดมันเป็นอย่างไรกันแน่ เจ้าไปพบท่านอ๋องเก้าได้ยังไง เหตุใดทางกู่ซานเพิ่งจะส่งหนังสือขอหมั้นหมายจากท่านบรรพจารย์น้อยโม่เยี่ยนมาถึงมือพ่อหมาด ๆ ท่านอ๋องก็ประกาศก้องว่าจะแต่งเจ้าเป็นพระชายาเอก พ่อสับสนไปหมดแล้ว”“ข้าช่วยเขาเอาไว้ ตอนอยู่ในสำนักกู่ซาน เขาบาดเจ็บอยู่ตีนเขา เขาถูกลอบทำร้ายจากผู้ไม่ประสงค์ดี” นางตอบบิดาไปตามตรง ทั้งยังเล่าเรื่องราวที่แต่งเสริมขึ้นมาอีกหลายส่วน ทว่าบิดาก็ยังคงสงสัยอยู่หลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องของบรรพจารย์หนุ่มที่ส่งหนังสือมาหลายฉบับด้วยความร้อนใจ“ท่านพ่อโปรดวางใจเถิด... เรื่องเสน่ห์ของข้าผู้นี้ มิใช่หลินจิ่นคนเก่าที่ใช้ความสาวความสวยไปอย่างเลื่อนลอยไร้ค่าเสียหน่อย หากพวกบุรุษผู้ดีจะมาหลงใหลข้าก็คงจะไม่ใช่เรื่องแปลกอันใด”เสนาบดีลู่ยังคงยืนนิ่งอึ้ง พลันบรรดาลูกอนุรองและพวกสายรองคนอื่น ๆ ใ
เพียงทอดสายตาจ้องมองอี้หลินที่มีสีหน้าเรียบเฉย ไร้ซึ่งร่องรอยความตื่นตระหนกหรือความอาลัยอาวรณ์ใด ๆในแววตาคมกริบคู่นั้น ช่างนิ่งสงบราวกับผืนน้ำอันเยือกเย็นและแฝงไปด้วยความเด็ดเดี่ยวสะใจอยู่ลึก ๆ ยิ่งส่งเสริมให้สตรีตรงหน้าดูทรงเสน่ห์และน่าค้นหา ในสายตาของพญามารหนุ่มมากยิ่งขึ้นเป็นเท่าทวีส่วนทางด้านฝูชิงอวิ๋นที่เพิ่งจะตั้งสติได้ เมื่อความโลภและความกลัวตายเข้าตา พลันสลัดความขลาดเขลาทิ้งไปชั่วคราว ลนลานก้าวเท้าพุ่งตัวออกจากซุ้มประตูหินอย่างลนลาน ทรุดกายคุกเข่าลงกับพื้นศิลาหน้าลานจวน“ท่านท่านอ๋องเก้าโปรดเมตตาด้วยพะยะค่ะ! คุณหนูผู้นี้แท้จริงแล้วนางเป็นคนรักของกระหม่อมมาเนิ่นนานหลายปีแล้ว” ฝูชิงอวิ๋นละล่ำละลักเอ่ย ก่อนจะกวาดตามองใบหน้าเรียบเฉยของอี้หลินอย่างมีความหวัง“หลินจิ่น... เจ้าเลิกประชดข้าด้วยการเกาะชายเสื้อท่านอ๋องเสียทีเถิด ที่ผ่านมาเจ้ารักข้าถึงเพียงนั้น เจ้าถึงกับยอมสละเงินทองข้าวของทุกชิ้นมาให้ข้า เจ้าจะแสร้งทำใจดำกับข้าได้อย่างไร!”อี้หลินจ้องมองสวะไร้ค่าตรงหน้าด้วยสีหน้าเรียบเฉย ไร้ซึ่งเศษเสี้ยวความสงสารแม้เพียงน้อยนิด หญิงสาวเหยียดยิ้มเย็นชา พลางก้าวเท้าเยื้องก้าวเข้าไปหาชา
ประตูรถม้าหรูหราเปิดออกอย่างช้า ๆ พร้อมกับการปรากฏตัวของเจ้าของร่างสูงโปร่งในอาภรณ์สีดำทมิฬปักดิ้นทองลายมังกร แววตาของเขาในยามนี้เป็นนัยน์ตาสีดำขลับสนิทอย่างมนุษย์ทั่วไป ผู้คนในจวนเสนาบดีเพียงได้ยินว่าท่านอ๋องเก้ามาเยือนจวนนี้ ต่างก็เร่งออกมาให้การต้อนรับ โดยเฉพาะฝั่งฮูหยินใหญ่และบุตรสาวของนาง“คารวะท่านอ๋องเพคะ! หม่อมฉันกับบุตรสาวเตรียมน้ำชารสเลิศคอยต้อนรับอยู่ด้านในแล้วเพคะ”“หม่อมฉันหลินซือ... ยินดีรับใช้ปรนนิบัติท่านอ๋องเพคะ”ลู่หลินซือรีบช้อนสายตาหวานเยิ้มทอดสะพานส่งให้อย่างเปิดเผย เช่นเดียวกับมารดาของนาง ฮูหยินใหญ่จวนเสนาบดีท่าทางประจบประแจงท่านอ๋องกลับหาได้ชายตาแลพวกนางไม่ เขาเพียงแค่นยิ้มเย็นชา ปรายตามองหญิงหน้าหนาทั้งสองด้วยความรังเกียจราวดั่งมองเศษขยะ ก่อนจะหันหลังกลับไปยื่นมือแกร่งเข้าไปในรถม้า ประคองร่างเพรียวลมของอี้หลินให้ก้าวเท้าลงมาเคียงข้างกายอย่างทะนุถนอมเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของเมื่อใบหน้าเนียนงดงามและแผงซอกคอที่มีรอยรักเด่นชัดของอี้หลินปรากฏแก่สายตา เสียงสูดหายใจด้วยความตื่นตระหนกก็ดังก้องไปทั่วทั้งลานจวน!ฮูหยินใหญ่และลู่หลินซือเบิกตากว้างอ้าปาก ชี้ปลายนิ้วสั่นเทา
อี้หลินเลิกคิ้วขึ้น จิตใจร้อนรุ่มด้วยโทสะ เพียงได้ยินว่าไอ้ฆาตกรชั่วฝูชิงอวิ๋นยังคงเสนอหน้ามาป้วนเปี้ยนอยู่ที่เรือนเก่า นางยังนึกหน้าตาเกรี้ยวกราดของฮูหยินใหญ่ที่เฝ้ารังแกหลินจิ่นมาตั้งแต่ยังเล็กไม่ไหว พวกเขาคงจะคลุ้มคลั่งแน่ ๆ หากลูกอนุเช่นนางได้เป็นถึงพระชายาของท่านอ๋อง“ไหนจะเรื่องที่เจ้าพรากพรหมจรรย์ข้าไปอีก เราสองคนมีสัมพันธ์กันแล้ว ตามธรรมเนียมย่อมจะต้องแต่งงาน ถึงเจ้าจะไม่ถือสา แต่ข้าถือ...”บุรุษผู้ครองตนมาดี มิใช่ในฐานะจอมมาร ทว่าเป็นอ๋องผู้ยกทัพปราบกบฏมาด้วยสองมือมนุษย์ โดยไม่ใช่พลังปีศาจเข้าช่วยแม้แต่น้อย บัดนี้ถือว่านางเป็นฮูหยินรักของเขาแล้ว ไม่ว่ายังไงนางก็ต้องยอมเป็นพระชายาของเขาแต่โดยดี----------ทางด้านจวนเสนาบดีกรมคลัง ฮูหยินใหญ่จัดแจงเชิญแม่สื่อชื่อดังประจำเมืองหลวงมานั่งรออยู่พร้อมสรรพในบริเวณโถงกลาง นางตวัดสายตาคาดคั้นเอาความกับลู่เจิ้นหัวผู้เป็นสามีด้วยน้ำเสียงเย่อหยิ่งไม่เกรงใจ“ท่านพี่ ท่านจะมัวรีรอสิ่งใดอยู่เนี่ยเจ้าคะ? ในเมื่อนังหลินจิ่นหนีขึ้นเขากู่ซานไปโดยไม่บอกกล่าว เช่นนั้นเราก็รีบให้แม่สื่อจัดการเลือกคู่ครองที่เหมาะสม ส่งหนังสือหมั้นหมายตามไปมัดมือชกนางเ
“คุณหนู... ท่านพูดเรื่องอะไรกันเจ้าคะ บ่าวไม่ตลกด้วยนะเจ้าคะ” อวี่ถงหน้าซีดเผือด ตัวสั่นเทาด้วยความตื่นตระหนกอันที่จริงอวี่ถงนั้นเป็นคนซื่อจนเข้าขั้นโง่เง่าเหมือนอดีตเจ้านายอยู่แล้ว ไม่ว่าใครพูดอะไรนางก็เชื่ออย่างง่ายดาย ดังนั้นหากหลิวซีซีจะพูดสิ่งใดออกมา สาวใช้ตัวน้อยเห็นเจ้านายเปลี่ยนไปถึงเพียงน
ตลอดสามสี่วันมานี้ ข่าวลือเรื่องคุณหนูตระกูลลู่ถูกแท่นหมึกฟาดศีรษะจนล้มกลิ้งกลางร้านน้ำชา กลายเป็นหัวข้อตลกขบขันที่พวกคุณชายตระกูลผู้ดีนำมาหยิบยกขึ้นมาพูดถึงกันอย่างสนุกปาก ไม่เว้นแม้แต่ภายในจวนเสนาบดีกรมคลังเองก็คงจะได้ยินเรื่องอื้อฉาวนี้แล้วผู้เป็นบิดาจึงมีคำสั่งกักบริเวณนางทันที พร้อมส่งทหารยาม
“คุณหนู! คุณหนูเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ!?”เสียงร้อนรนดังขึ้นพร้อมกับร่างของสาวใช้คนสนิทที่วิ่งหน้าตื่นเข้ามาประคอง‘อวี่ถง’ เติบโตและร่วมทุกข์ร่วมสุขกับหลินจิ่นมาตั้งแต่เยาว์วัย เดิมทีครอบครัวของนางเป็นบ่าวในเรือนที่ซื่อสัตย์ ทว่าในจวนใหญ่นี้ บ่าวรุ่นเยาว์จะถูกส่งไปรับใช้คุณชายคุณหนูแต่ละเรือนด้วยการ
ปัง ปัง ปัง!“คุ้มกันท่านประธาน! มีนักฆ่า!”เสียงตวาดลั่นของเหล่าชายหญิงในชุดสูทสีดำดังระงมไปทั่วดาดฟ้าของอาคารสูงร้อยชั้น ท่ามกลางความโกลาหลนั้น หลิวซีซียกมือกุมแผ่นอกด้วยความเจ็บปวดสาหัสสากรรจ์ สัมผัสสุดท้ายในความทรงจำคือการกระโจนเข้าบังวิถีกระสุนปืนเพื่อปกป้องประธานบริษัทยักษ์ใหญ่ผู้เป็นนายจ้าง











