เข้าสู่ระบบซูเจินจูออกจากบ้านตระกูลซูมาพร้อมสี่เสวี่ยตรงเข้าไปที่ “ร้านผ้าซูเตี้ยน”
“คุณหนูสี่มาแล้ว” หลงจู๊ออกมาตอนรับซูเจินจูอย่างคุ้นเคย น้ำเสียงเจือความห่วงใย หลงจู๊ผู้นี้ทำงานอยู่ที่ร้านผ้าซูเตี้ยนมาตั้งแต่เริ่มเปิดร้านใหม่ๆ ได้รับความไว้ใจจากนายท่านผู้เฒ่าซูมาก ยิ่งเห็นซูเจินจูมาตั้งแต่เกิดจนโต ได้ยินข่าวเสียหายที่เพิ่งเกิดขึ้นแล้วยิ่งเป็นห่วงคุณหนูผู้นี้จากใจจริง
“ทำให้ท่านลุงฝูเป็นห่วงแล้ว”
“คุณหนูรีบเข้าไปข้างในก่อนเถอะขอรับ” หลงจู๊พยายามพูดให้ซูเจินจูเข้าไปด้านในให้ได้ ด้วยเห็นสายตาจากหลายๆคนมองมาที่ซูเจินจูอย่างอยากรู้อยากเห็น เรื่องที่เกิดขึ้นในจวนนายอำเภอได้ถูกเล่าลือออกไปอย่างกว้างขวาง แต่ซูเจินจูกลับเพียงยืนนิ่งๆอยู่ตรงนั้นสักพัก หลังทักทายกันอีกสองสามประโยค ซูเจินจูจึงขอตัวเข้าไปดูเอกสารที่ห้องทำงานบนชั้นสอง
ร้านผ้าซูเตี้ยนเป็นร้านผ้าที่ใหญ่เป็นอันดับหนึ่งของอำเภอเหอ ขายผ้าพับและเสื้อคลุมขนสัตว์
ผ้าพับหนึ่งพับยาวห้าฉื่อ เพียงพอสำหรับตัดชุดผู้ใหญ่ได้หนึ่งชุด ผ้าฝ้ายหยาบหนึ่งพับราคาสามร้อยอีแปะ ผ้าฝ้ายละเอียดพับละห้าร้อยอีแปะ ผ้าต่วนพับละหนึ่งตำลึง ผ้าไหมพับล่ะสิบห้าตำลึง ผ้าไหมชั้นดีจากอำเภอกุ้ยพับละสามสิบตำลึง ผ้าไหมหยกที่ทอโดยโรงงานของคุณหนูจิวอิงพับละห้าสิบตำลึง ผ้าแต่ละพับร้านผ้าซูเตี้ยนจะได้กำไรสามส่วน
เสื้อคลุมขนสัตว์ของร้านผ้าซูเตี้ยนเป็นของขึ้นชื่อของอำเภอเหอ ในทุกๆวันร้านผ้าซูเตี้ยนจะรับซื้อขนกระต่าย หนังกวาง ขนหมาป่า ขนจิ้งจอก หนังหมีและหนังเสือ จากชาวบ้านและนายพราน มีบางครั้งที่เหลาอาหารนำหนังสัตว์มาขายให้บ้าง
ร้านผ้าซูเตี้ยนรับซื้อขนกระต่ายที่สมบูรณ์ตัวละสามร้อยอีแปะ ผ้าพันคอขนกระต่ายหนึ่งผืนใช้กระต่ายหกตัว ขายได้ผืนละสิบสองตำลึง เสื้อคลุมขนกระต่ายหนึ่งตัวใช้กระต่ายยี่สิบตัวขายได้ตัวละสามสิบตำลึง ในหนึ่งปีผลิตผ้าพันคอได้หนึ่งร้อยผืน ผลิตเสื้อคลุมได้หกสิบตัว ทำเงินได้ปีละ สามพันตำลึง
ขนหมาป่าหนึ่งตัวสิบแปดตำลึง ใช้หมาป่าสองถึงสามตัวเผื่อผลิตเสื้อคลุมหนึ่งตัว สามารถขายได้ถึงตัวละหนึ่งร้อยตำลึง เสียดายที่หมาป่าไม่ได้จับได้ง่ายเหมือนกระต่าย แต่ละปีสามารถทำเสื้อคลุมออกมาขายได้เพียง ห้าถึงหกตัวเท่านั้น
ขนจิ้งจอกหนึ่งตัวยี่สิบตำลึง หากเป็นจิ้งจอกแดงจะได้ราคาถึงยี่สิบห้าตำลึง ต้องใช้จิ้งจอกสี่ถึงห้าตัวกว่าจะได้เสื้อคลุมหนึ่งชุด แต่ละปีผลิตได้เพียงสองถึงสามตัว แต่ราคาก็ได้มากถึงตัวละสองร้อยตำลึง
หนังกวาง หนังหมีและหนังเสือ นิยมใช้ตกแต่งห้องและให้เป็นของกำนันแก่ขุนนาง รับซื้อหนังกวางห้าสิบตำลึง หนังหมีห้าร้อยตำลึงและหนังเสือแปดร้อยตำลึง เมื่อนำเข้าไปขายในเมืองหลวง หนังกวางจะมีราคาถึงหนึ่งร้อยตำลึง หนังหมีและหนังเสือจะมีราคาหนึ่งพันถึงสามพันตำลึง
ในแต่ละปีรายได้จากร้านผ้าซูเตี้ยนมากถึงสามหมื่นตำลึงแม้ต้องหักทุนออกหลายส่วนแต่ก็ถือว่าเป็นเศรษฐีเมื่อเทียบกับชาวบ้านที่มีรายได้เพียงเดือนละสองตำลึง
หลังจากทำความเข้าใจอย่างละเอียดแล้วความสนใจของซูเจินจูพุ่งไปที่ผ้าพับมีตำหนิ ในแต่ละปีจะมีผ้าพับที่มีตำหนิจากการขนส่งหรือสะเพร่าของคนงานทั้งเลอะและฉีกขาดหลายร้อยพับ ในช่วงแรกหลงจู๊เสียดายผ้ามีตำหนิจึงมาผ้าออกมาขายในราคาถูก แต่กลับกลายเป็นว่าเหล่าคนมีเงินหายหน้าหายตาไม่มาซื้อผ้าที่ร้านเพราะไม่พอใจที่ผ้าที่ตนเคยซื้อถูกนำมาขายในราคาถูกแม้จะเป็นผ้ามีตำหนิก็ตาม กว่าหกเดือนที่เหล่าคนรวยในอำเภอไม่ย่างกรายเข้ามาในร้านผ้าซูเตี้ยนจนนายท่านซูต้องไปติดต่อขอซื้อผ้าไหมหยกของคุณหนูจิวอิงมาขายที่ร้าน จึงทำให้ข้ามวิกฤตนั้นมาได้
ซูเจินจูคิดอยากจะพิมพ์ลายบนผ้าแต่ติดตรงอุปกรณ์ต่างๆของที่นี่ หากพิมพ์ลายลงบนรอยเปื้อนบนผ้าได้ ผ้าก็จะไม่ต้องทิ้งและยังขายได้ราคาแพงกว่าเดิมด้วย แต่วิธีการทำลายบนผ้าสมัยนี้มีเพียงการปักผ้าเท่านั้น
“สี่เสวี่ย ข้าอยากขึ้นไปบนเขา” อยู่ๆอยากขึ้นเขา นางคงไม่ว่าข้าบ้าหรอกใช่ไหม
“หากคุณหนูอยากขึ้นเขา คุณหนูต้องออกจากอำเภอ ผ่านตำบล ไปยังหมู่บ้านตามเชิงเขาเจ้าค่ะ บ่าวเคยได้ยินพี่อิงเถากับพี่อิงชุ่ยสาวใช้ของคุณหนูใหญ่เล่าให้ฟังว่าพวกนางติดตามคุณหนูใหญ่ไปสวนดอกเหมยหมู่บ้านจั๋วมู่เขตตำบลไป๋ซีด้วยนะเจ้าคะ คุณหนูให้บ่าวเตรียมของเลยไหมเจ้าคะ”
“ข้าไม่ได้อยากชมดอกไม้ ข้าอยากเข้าไปหารังผึ้ง แต่เดี๋ยวข้าต้องเตรียมยาไล่ผึ้งก่อนถึงจะเข้าไป” เพ้ย เจ้าเด็กนี่พูดง่ายดีจริงๆ
“รังผึ้งหรือเจ้าคะ ถึงเป็นรังผึ้งสีขาวๆ ตามร้านชำก็มีขายนะเจ้าคะ เมื่อปีก่อนมีหมอจากอำเภอฉงมารับซื้อรังผึ้งเจ้าค่ะ บอกให้ชาวบ้านรวบรวมไว้ท่านหมอจะเดินทางไปอำเภอฉวน ขากลับจะแวะมารับซื้อรังผึ้งที่อำเภอเหอของเรา ชาวบ้านเข้าไปเก็บรังผึ้งมาขาย ตามร้านชำก็รับซื้อจากชาวบ้านไว้มาก แต่รอแล้วรอเล่าท่านหมอก็ไม่กลับมา ร้านชำบ้านไฉก็รับซื้อไว้เยอะนะเจ้าคะ ก่อนหลับบ้านคุณหนูแวะซื้อก็ได้เจ้าค่ะ ตอนไปเขาจะได้ไปชมดอกเหมยได้” ในใจของสี่เสวี่ยอยากจะไปชมดอกเหมยซะตอนนี้ ใครใช้ให้คุณหนูใหญ่ออกไปเที่ยวเล่นแล้วให้คุณหนูสี่ของนางต้องทำงานทุกวันแบบนี้เล่า คุณหนูสี่ของนางควรได้ออกไปเปิดหูเปิดตาบ้าง
“เอาตามที่เจ้าว่าแล้วกัน” อืม ออกไปดูหน่อยก็ดี เวรกรรมอะไรของข้านะ ต้องมาอยู่ที่แปลกๆแบบนี้ ไม่รู้ว่าย้อนเวลากลับมาหรือหลุดมาอยู่ที่โลกคู่ขนานกันแน่ ที่ที่อยู่ตอนนี้ยังเป็นเพียงแคว้น แต่ละแคว้นยังมีสงครามแย่งชิงดินแดน ระบอบการปกครองก็ยังไม่ซับซ้อน แต่การเรียนการสอบนั้นกลับยุ่งยาก นับถือความกตัญญูอย่างไม่ลืมหูลืมตา อาหารการกินก็ลำบาก หากตอนนี้เป็นช่วงเปลี่ยนระบอบการปกครองนับถือท่านผู้นำ ก็คงทำความเข้าใจกับสถานการณ์ได้ดีกว่านี้ อย่างน้อยช่วงเปลี่ยนระบอบการปกครองก็ให้ความสำคัญกับผู้หญิงมากกว่าตอนนี้มากนัก
.
..
…
“คุณหนูท่านนี้ ต้องการอะไรแจ้งข้าได้เลยขอรับ”
“ข้ารู้มาว่าที่ร้านเจ้ามีรังผึ้งขาย ยังมีอยู่หรือไม่”
“มีขอรับ คุณหนูเชิญตามข้ามาด้านนี้ขอรับ”
ร้านชำบ้านไฉเป็นร้านขายข้าวสาร แป้งสาลี น้ำตาล เกลือ เมล็ดพืชผัก เครื่องปรุง เครื่องเทศ ของทะเลแห้ง เนื้อแห้ง ผักดอง และของกินของใช้เล็กๆน้อยๆต่างๆ กิจการไม่ใหญ่โต แต่ไม่เคยเงียบเหงา ด้วยเพราะตระกูลไฉเป็นตระกูลเก่าแก่เปิดร้านชำบ้านไฉมาหลายชั่วอายุคน ทำการค้าไม่เคยเอาเปรียบอีกทั้งรับซื้อของก็ไม่เคยกดราคาจึงทำให้ชาวบ้านแวะเวียนเข้ามาไม่ขาดสาย
“นี่เป็นรังผึ้งของทางร้านขอรับ เป็นรังผึ้งสมบูรณ์ ขนาดเล็กเท่าสองฝ่ามือ ห้าสิบอีแปะ ขนาดกลาง ใหญ่ขึ้นมาเท่าตัวราคาหนึ่งร้อยห้าสิบอีแปะ ขนาดใหญ่ ใหญ่ขึ้นมาจากขนาดกลางหนึ่งเท่าตัวสี่ร้อยอีแปะขอรับ”
รังผึ้งของร้านชำบ้านไฉเป็นรังผึ้งสีขาว มีบางส่วนเป็นสีน้ำตาลแต่ไม่มากนัก เหมาะสำหรับนำไปทำไขผึ้ง หนึ่งในวัตถุดิบสำคัญของการทำลายผ้า เมื่อเห็นว่าเป็นของที่ตนเองต้องการซูเจินจูก็เก็บรอยยิ้มไว้ไม่อยู่
“ขนาดเล็ก หนึ่งอัน”
รอยยิ้มสดใสของซูเจินจู ท่าทีผ่อนคลายคุยเล่นกับสี่เสวี่ยระหว่างรอเด็กในร้านห่อรังผึ้งอยู่ในสายตาของนายน้อยไฉ ไฉตงซุนตลอดเวลา ช่างเป็นรอยยิ้มที่สดใสแต่ก็เต็มไปด้วยความเรียบง่ายชวนให้เข้าใกล้ แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้รู้สึกประหม่า เขินอาย จนไม่สามารถเข้าไปใกล้ไปกว่านี้ได้อีกแล้ว เมื่อซูเจินจูเดินออกจากร้านไป หัวใจของไฉตงซุนก็เหมือนหลุดลอยตามนางไปอย่างฝืนตัวเองไม่ได้
หลังออกจากร้านชำตระกูลไฉ ซูเจินจูก็ตรงไปยังโรงหลอมเหล็กอู่จินชาง
“ท่านอา ข้าต้องการสั่งทำของสักชิ้นหนึ่ง สั่งทำที่ไหนหรือเจ้าคะ” ซูเจินจูแจ้งความประสงค์ของตนกับชายวัยกลางคนที่กำลังนั่งอยู่หน้าร้าน
“สั่งกับข้านี่แหละแม่หนู เจ้าอยากได้อะไรล่ะ”
“นี่เจ้าค่ะ” ซุเจินจูหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งใหม่ นี่เป็นสิ่งที่นางวาดไว้ตอนอยู่ที่ร้านผ้าซูเตี้ยน
“ของสิ่งนี้ข้าต้องการให้ทำจากเหล็กทั้งอันเจ้าค่ะ ยาวประมาณแปดชุ่น ปลายด้านหนึ่งเป็นหัวแหลมมีรูกลวง ตัวด้ามเหมือนปล้องไผ่ด้านในกลวง ปลายอีกด้านเป็นทรงคล้ายถ้วยชา ท่านลุงลองจินตนาการว่าข้าใส่น้ำแข็งตรงส่วนที่เหมือนถ้วยชานี้นะเจ้าคะ เมื่อน้ำแข็งละลาย น้ำจะสามารถไหลออกจากส่วนถ้วยชาผ่านแกนกลายจนถึงปลายอีกด้านและไหลออกตามรูตรงปลายนี้ รูกลวงตรงปลานี้ข้าอยากได้ขนาดเท่าจุดพู่กันเล็กนี้เจ้าค่ะ”
“รูปทรงดูแปลกไปหน่อย แต่ข้าคิดว่าข้าทำให้เจ้าได้ แม่หนูน้อย”
“อ่อ ที่สำคัญคือ ข้าต้องสามารถถือมันด้วยมือข้างเดียวได้ด้วยนะเจ้าคะ”
“ได้ ได้ ฝีมือการตีเหล็กของข้า ตีเหล็กบางทำสิ่งนี้ให้เจ้าได้แน่นอน”
“ข้ามารับของได้วันไหนหรือเจ้าคะ”
“สิบวัน ข้าคิดราคาเจ้าห้าตำลึง อีกสิบวันเจ้ามารับของได้”
.
..
“ห้าตำลึงเลยนะเจ้าคะคุณหนู เกือบเท่าเงินที่นายท่านให้คุณหนูทั้งเดียวเชียวนะเจ้าคะ แล้วยังกริชเล่มนี้อีก” เมื่อถึงบ้านสี่เสวี่ยก็อดที่จะบ่นคุณหูของนางไม่ได้ วันนี้คุณหนูใช้เงินไปเยอะมากจริงๆ กริชเงินจากโรงหลอมเหล็กอู่จินชางเล่มนั้นราคาตั้งสี่สิบตำลึง!!
“เจ้าอย่าเพิ่งพูดมาก มาช่วยข้านับเงินก่อน” เจ้าเด็กนี่ทำไมขี้บ่นนักนะ เพิ่งจะอายุสิบสามเท่าข้าไม่ใช่หรือไง ไฉนบ่นเป็นยายแก่แบบนี้ ซูเจินจูนำหีบเงินและกล่องเครื่องประดับออกมานับดูว่าตอนนี้นางมีสมบัติติดตัวอยู่เท่าไหร่
ตระกูลซูเริ่มให้เงินรายเดือนเหล่าทายาทเมื่ออายุครบแปดปี แต่ละเดือนคุณหนูและ นายน้อยบ้านใหญ่จะได้คนละยี่สิบตำลึง ฮูหยินรองมี่ซิ่นและซูเจินจูได้คนละสิบตำลึง ซูเจินจูคนเดิมใช้จ่ายอย่างประหยัดด้วยรู้ว่าเมื่อออกเรือน บ้านใหญ่ไม่มีทางให้สินเดิมแก่นาง จึงพยายามเก็บเงินสะสมไว้เป็นหน้าตาของตนเองอีกทั้งยังเป็นหน้าตาให้แก่บุรุษที่ตนแต่งให้ แต่บางครั้งมี่ซิ่น มารดาของนางก็แอบเข้ามาหยิบเงินของนางไป ยังดีที่ตั้งแต่ซื้อตัวสี่เสวี่ยมา นางก็เป็นหูเป็นตา คอยหลบคอยเลี่ยงมี่ซิ่นอยู่เสมอ หากไม่ได้สี่เสวี่ยเอาเงินหีบนี้ไปซ่อนตอนที่นางสลบไป ตื่นมาก็คงไม่มีหีบเงินตรงหน้านี้แล้ว..
ฮูหยินผู้เฒ่าหยางที่ได้ยินว่าผู้ครองแคว้นเสด็จก็ทิ้งเรื่องรบกวนจิตใจลุกขึ้นเดินนำเหล่าหญิงสาวมายังโถงกลางเพื่อเข้าเฝ้าผู้ครองแคว้นคนใหม่อย่างหน้าชื่นตาบาน ดูเอาเถอะ แม้แต่งานแต่งของเหล่าองค์ชาย ผู้ครองแคว้นยังไม่ไปเสียด้วยซ้ำ แต่กับตระกูลหยางของนางได้รับเกียรตินี้ช่างเป็นหน้าเป็นตาให้ตระกูลหยางของนางจริงๆ“ถวายบังคม ฝ่ายบาท!!”“ลุกขึ้น ลุกขึ้น ทำตัวกันตามสบายเถอะ ท่านปู่หยาง ท่านย่าหยาง ลุกขึ้นๆ วันนี้ข้าเพียงนำของขวัญมามอบให้เท่านั้น แต่เห็นทีว่าข้าจะมาช้าไปเสียหน่อยจึงไม่ได้เจอเจ้าสาวของท่านแม่ทัพหยางเสียแล้ว”“เป็นกระหม่อมจัดงานเร็วเกินไปเองพ่ะย่ะค่ะ ไม่คิดว่าการเดินทางจะเร็วกว่าที่คาดเอาไว้มาก”“เช่นนั้นเอาไว้ว่างๆก็พาฮูหยินของเจ้าไปพูดคุยกับพระชายาของข้าในวังแล้วกัน” ผู้ครองแคว้นที่มาถึงงานช้าได้แต่เสียดายที่ไม่ได้เจอซูเจินจูด้วยตนเอง นึกย้อนไปแล้วยังคิดเสียดายหากไม่เข้าใจผิดว่าแม่นางเฟยอวี่คือดวู๋เยี่ยฮวาและรู้ว่าผู้ที่นามดวู๋เยี่ยฮวาคือคุณหนูซู เขาคงรีบรับตัวนางเข้าไปเป็นสนมของเขาเสียตั้งนานแล้ว แต่ช่างเถอะนางแต่งให้แม่ทัพหยางก็ยังเป็นของเขาอยู่ดี ดีเสียอีกที่หากวันนึงนางเกิดผิ
ขณะเดียวกัน งานเลี้ยงในจวนตระกูลหยางก็ถูกแบ่งเป็นสองฝั่ง ฝั่งหนึ่งอยู่ในโถงกลางสำหรับบุรุษ และอีกฝั่งสำหรับสตรีคือฝั่งศาลาในสวนเหล่าบุรุษล้วนเคารพนายท่านผู้เฒ่าหยางในฐานะทายาทของสหายร่วมรบและก่อตั้งแคว้นหนานของผู้ครองแคว้นคนแรก ร่วมถึงการช่วยเหลือให้ผู้ครองแคว้นคนปัจจุบันขึ้นครองแคว้นได้ยิ่งทำให้ขุนนางมากมายไม่กล้ามองข้ามอำนาจของตระกูลหยางสุราคารวะที่นอกเหนือจากคารวะนายท่านผู้เฒ่าหยางยังถูกยกคารวะเจ้าบ่าวไม่ขาดสาย การสนทนาของเหล่าบุรุษหนีไม่พ้นเรื่องบ้านเมืองและแนะนำบุตรชายที่ติดตามมาด้วยเพื่อฝากฝังทำความรู้จักไว้เป็นเส้นสายในภายภาคหน้าสิ่งที่ดูแปลกขึ้นมากกว่าที่ควรจะเป็นคือบางคนกลับสนใจชุดของหยางหย่งเจิ้งจนได้รู้ว่าต่อไปผ้าชนิดนี้จะมีขายที่ร้านผ้าซูเตี้ยนที่เป็นตระกูลเดิมของเจ้าสาวที่มาของเจ้าสาวที่เป็นเพียงบุตรีของฮูหยินรองอีกทั้งบ้านเดิมเป็นเพียงตระกูลการค้าไม่ถูกพูดถึงในคราแรกอันนับว่าเป็นการให้เกียรติแก่ตระกูลหยางมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่เมื่อเป็นตระกูลการค้าที่ค้าขายผ้าชื่อดังอีกทั้งยังมีสัญญาค้าขายกับวังหลวงย่อมแตกต่างออกไป หยางหย่งเจิ้งที่รู้ตื้นลึกหนาบางย่อมไม่ต้องการให
ยามเมื่อขบวนเจ้าสาวเดินทางมาถึงหน้าจวนตระกูลหยาง เสียงโห่ร้องต้องรับและเสียงประทัดก็ดังขึ้น หยางหย่งเจิ้งรีบลงจากม้ามาประคองซูเจินจูที่ยังสวมผ้าคลุมหน้าเอาไว้ลงจากเกี้ยวชุดผ้าไหมหยกสีแดงสดทับด้วยชุดไหมโปร่งลายเป็ดยวนยางที่ปักด้วยไหมบ่มกลิ่นหอมหมื่นลี้ปรากฏแก่สายตาหญิงสาวที่ติดตามขบวนเจ้าสาวมาอย่างชัดเจน เสียงชื่นชมความงามของชุดเจ้าสาวทำให้สี่เสวี่ยที่เพิ่งลงจากรถม้ายิ้มไม่หุบ ประตูหน้าจวนมีกองไฟหนึ่งกองสำหรับให้เจ้าสาวก้าวผ่าน กองไฟที่ว่าเป็นเพียงก้อนถ่านว่าวางเรียงเอาไว้ให้เจ้าสาวก้าวผ่านถือเป็นการก้าวผ่านสิ่งอัปมงคลต่างๆก่อนเข้าจวนสี่เสวี่ยและเสี่ยวเหลียนที่ติดตามมารับหน้าที่แจงเงินพวงแปดสิบแปดอีแปะแก่บ่าวไพร่ที่มายืนรอต้อนรับรวมไปถึงทหารที่ยืนอยู่บริเวณรอบจวนด้วยจวนตระกูลหยางเป็นเรือนขนาดใหญ่ ยามที่ซูเจินจูเดินผ่านประตูจวนเข้ามาแล้ว กองไฟจะถูกเก็บออกเพื่อให้ขบวนรถม้าได้นำสินเดิมและสินสอดของบ่าวสาวเข้าเรือนการอวดสินสอดไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับตระกูลพ่อค้าเท่านั้น ฮูหยินผู้เฒ่าหยางมีคำสั่งให้วางเรียนสินสอดและสินเดิมเอาไว้ที่ลานหินของจวนตระกูลหยาง หนึ่งคือแสดงให้ขุนนางชั้นสูงที่มาไ
ฮูหยินรองมี่ซิ่นเดินมายังเรือนของซูเจินจูด้วยความร้อนใจจนร้องไห้ออกมา นี่มันอะไรกัน งานแต่งงานที่ไหนกันที่เจ้าสาวไม่ได้สวมชุดเจ้าสาว ตระกูลหยางอะไรกันเหตุใดจึงรังแกบุตรสาวนางเช่นนี้แต่สิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าไม่ใช่สิ่งที่นางคิด ซูเจินจูที่แต่งชุดเจ้าสาวเสร็จเรียบร้อยยืนอยู่กลางห้อง มี่ซิ่นมองบุตรสาวตรงหน้าอย่างประหลาดใจ ตอนนี้นางเริ่มไม่แน่ใจเสียแล้วว่าหญิงสาวตรงหน้าใช่บุตรสาวของนางจริงหรือไม่ ความเด็ดเดี่ยวและมั่นคงที่บุตรสาวของนางไม่เคยมีกลับสะท้อนออกมาจากทั้งใบหน้าและแววตา หรือเทพองค์ใดให้พรความกล้าหาญแก่อาจูมาเป็นการแลกเปลี่ยนที่นางเสียสละตนเองออกไปทำการค้าแลกกับที่ยืนในบ้านตระกูลซูของมารดากัน“อาจู ข้านึกว่าตระกูลหยางยังไม่ส่งชุดแต่งงานมาให้เจ้าเสียอีก”“ท่านเลยเดินร้องไห้เข้ามาหาข้าหรือเจ้าคะ ท่านแม่ ชุดแต่งงานจากตระกูลหยางยังมาไม่ถึงเจ้าค่ะ ชุดนี้สี่เสวี่ยเป็นคนตัดเย็บให้ข้า ข้าเห็นว่าหากรอชุดนานไปกว่านี้คงทำให้เสียฤกษ์ได้ตระกูลหยางเองก็คงคิดแบบเดียวกัน ในเมื่อฤกษ์ยามสำคัญข้าจึงใส่ชุดนี้แทนเจ้าค่ะ”“ดีแล้วอาจู เจ้าทำถูกแล้ว ฤกษ์ยามมงคลล้วนสำคัญมาก เสี่ยวเหลียนเอาผ้าแดงกับเครื่อ
เมื่อถึงวันงานเสียงคนงานในบ้านซูลุกขึ้นมาจัดเตรียมงานกันตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง ฮูหยินรองมี่ซิ่นส่งอู๋เหมยมาปลุกสี่เสวี่ยและเสี่ยวเหลียนให้พาซูเจินจูลุกขึ้นไปอาบน้ำ เพียงไม่นานหลังจากนั้นฮูหยินรองมี่ซิ่นก็เดินเข้าเรือนของซูเจินจูมาพร้อมหญิงสาววัยกลางคนหนึ่งคน“อาจู ข้าพาสี่เหนียงมาหวีผมให้เจ้า พวกเจ้าแกะผมอาจูออกเดี๋ยวนี วันสำคัญให้พวกเจ้าหวีกันเองได้รึ แกะออกให้หมดเชียว”สี่เหนียงที่ฮูหยินรองมี่ซิ่นพามาคือสตรีที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้มีวาสนาครบ อันได้แก่ในบ้านพ่อแม่ยังอยู่ สามีภรรยารักใคร่ มีทั้งลูกชายลูกสาว พี่น้องปรองดองกลมเกลียวโดยให้นางมาเป็นผู้กวาดเกี้ยว จุดธูปในเกี้ยวและวางกระจกในเกี้ยวสำหรับฮูหยินรองมี่ซิ่นที่ต้องเป็นผู้เกล้าผมให้บุตรสาวกลับไม่ได้มีหน้าตามากพอที่จะเป็นเกียรติให้แก่ตระกูลหยางได้ อย่างน้อยตำแหน่งฮูหยินรองอันต้อยต่ำนี้ก็ได้แต่หลีกทางให้สี่เหนียงผู้มีวาสนาพร้อมเกล้าผมให้ซูเจินจูด้วยหวังเพียงให้บุตรสาวได้กลายเป็นผู้มีวาสนาพร้อมเฉกเช่นเดียวกันกับสี่เหนียงเท่านั้นเมื่อเกล้าผมเสร็จสิ้น ฮูหยินรองมี่ซิ่นก็พาสี่เหนียงออกจากห้องไปเพราะซูเจินจูจำเป็นต้องรอชุดแต่งงานจากตระกูลซูดัง
ข่าวสำคัญอีกข่าวหนึ่งที่จะลืมไม่ได้คือเรื่องเกี่ยวกับฮูหยินผู้เฒ่าหยางและร้านตัดเย็บชุดแต่งงานของคุณหนู“เถ้าแก่เนี้ย พวกเราจะใช้ผ้าพวกนี้ตัดเย็บชุดเจ้าสาวให้ว่าที่ฮูหยินของท่านแม่ทัพหยางจริงๆหรือเจ้าคะ ข้าว่ามันจะเสียชื่อร้านของท่านเสียเปล่าๆ”“จะให้ข้าขัดคำสั่งฮูหยินผู้เฒ่าหรืออย่างไรเล่า ไม่ใช่แค่ฮูหยินผู้เฒ่านะแม้แต่คุณหนูรองลี่ก็เห็นดีเห็นงามด้วย”“คุณหนูลี่ผู้นี้ไม่ใช่ว่าถูกจับไปสอบสวนเรื่องกบฏด้วยหรือเจ้าคะ”“ใช่ที่ไหน คนที่ถูกจับไปคือคุณหนูสามลี่รุ่ยเซียงที่ให้ที่หลบซ่อนแก่พระชายาขององค์ชายหกต่างหาก”“หากเป็นชาวบ้านอย่างเราๆ ให้ที่หลบหนีนักโทษกบฏคงไม่พ้นโทษตาย นี่ไม่เพียงรอดชีวิตแม้แต่โทษสักนิดยังไม่มีนะเจ้าคะ”“เพราะเช่นนั้น เจ้ายังจะให้ข้าขัดคำสั่งพวกนางอีกรึ เอาเถอะถึงผ้าจะหยาบแต่เย็บให้ดีเสียหน่อยก็คงไม่เป็นไร อีกอย่างคุณหนูสี่ซูก็มาจากในอำเภออีกทั้งตระกูลของนางยังเป็นแค่ตระกูลการค้าถึงนางจะไม่พอใจก็คงไม่กล้าพูดอะไรหรอก”“คงไม่กล้าไม่พอใจเสียด้วยซ้ำเจ้าค่ะ ได้แต่งเข้าตระกูลหยางก็เป็นวาสนาของนางแล้ว หากกล้าไม่พอใจจนท่านแม่ทัพหยางระอานางเองนั่นแหละที่จะถูกทิ้งไว้เป็นเพียงไม้
ซูเจินจูที่คุยกับฮูหยินรองจนหมดแรงเดินกลับมาที่เรือนก็เห็นว่าสี่เสวี่ยเตรียมข้าวของไว้เรียบร้อยแล้ว และยังไม่ลืมที่จะเตรียมเบาะรองนั่งอย่างดีไว้ให้นางถึงสี่ใบ&nb
เมื่อไปถึงหมู่บ้านจั๋วมู่ ซูเจินจูพาหัวหน้าหมู่บ้านจั๋วมู่กับชาวบ้านอีกสามคนขึ้นไปดูต้นไม้ที่นางต้องการ“กลิ่นดอกไม้ที่เราได้กลิ่นกันมาจากต้นไม้พวกนี้หรือ” หลังจากที่มาถึงที่ กลิ่นหอมอบอวนทำให้ชาวบ้านแปลกใจ ใจนึงก็คิดว
“คุณชายหลินกลับไปแล้วหรือเจ้าคะ” สี่เสวี่ยที่เห็นซูเจินจูเดินเข้าเรือนมาก็รีบออกมาหาทันที“กลับไปแล้ว สี่เสวี่ยเจ้าไปเอาเงินข้าออกมานับเร็ว ดูสิว่าข้าเหลือเงินเท่าไหร่”“นับเรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ วัน
เมื่อถึงวันนัด อิงเถากลับมารายงานซูหนี่ย์ว่าซูเจินจูออกจากบ้านไปตั้งแต่ยามเฉิน ไม่มีใครรู้ว่าไปที่ใด ซูหนี่ย์ก็ไม่ได้ว่าอะไรแต่ออกไปพบคุณชายหลินเพียงลำพังด้านซูเจินจูที่ออกจากบ้านมานั้น นางออกจากอำเภอเหอ ผ่านตำบลจี๋หลง และต







