LOGINเมื่อถึงวันนัด อิงเถากลับมารายงานซูหนี่ย์ว่าซูเจินจูออกจากบ้านไปตั้งแต่ยามเฉิน ไม่มีใครรู้ว่าไปที่ใด ซูหนี่ย์ก็ไม่ได้ว่าอะไรแต่ออกไปพบคุณชายหลินเพียงลำพัง
ด้านซูเจินจูที่ออกจากบ้านมานั้น นางออกจากอำเภอเหอ ผ่านตำบลจี๋หลง และตำบลจ้างหนาน จนถึงหมู่บ้านซาน
หมู่บ้านซานเป็นหมู่บ้านเล็กๆที่มีคนอาศัยอยู่เพียงห้าสิบหลังคาเรือน พื้นดินแห้งแล้งทำให้ปลูกพืชผักได้น้อยกว่าหมู่บ้านอื่น จึงไม่ค่อยมีคนนอกหมู่บ้านเข้ามาวุ่นวาย เป็นตัวเลือกที่ดีของนาง
ซูเจินจูเข้าไปพูดคุยกับหัวหน้าหมู่บ้าน แจ้งความต้องการว่าต้องการซื้อที่ดิน หลังการสอบถามจนแน่ใจว่าพวกนางจะไม่เป็นอันตรายต่อคนในหมู่บ้าน หัวหน้าหมู่บ้านก็พาพวกนางมาวัดที่ดินที่ว่างอยู่ท้ายหมู่บ้าน ที่ดินตรงนี้ด้านหน้าติดถนน รถม้าเข้าออกสะดวกด้านหลังลากยาวไปจนติดภูเขา ถัดไปอีกสิบจั้งก็เป็นลำธาร ติดตรงที่พื้นที่ตรงนี้กว้างถึงห้าสิบหมู่ ในตอนแรกซูเจินจูค่อนข้างลำบากใจถ้าหากต้องซื้อที่กว้างขนาดนี้ นางกลัวว่าเงินที่นางมีอยู่จะไม่พอ แต่เมื่อหัวหน้าหมู่บ้านบอกว่าที่ตรงนี้หมู่ละสี่ตำลึง นางจึงรวบรัดขอซื้อที่วันนี้ทันที
ซูเจินจูจ่ายเงินสองร้อยตำลึงให้แก่เจ้าหน้าที่อำเภอพร้อมรับโฉนดที่ดินผืนแรกในชีวิตนี้มาส่งให้สี่เสวี่ย และยื่นเงินสิบตำลึงให้กับหัวหน้าหมู่บ้าน
“ขอบคุณนายหญิง” หัวหน้าหมู่บ้านยิ้มกว้างรับเงินสิบตำลึงไว้อย่างเต็มใจ เมื่อครู่ยังเรียกนางว่าแม่หนูอยู่เลย เห็นแก่หน้าเงินสิบตำลึงนางก็กลายเป็นนายหญิงเสียแล้ว
“เรียกข้าเหมือนเดิมเถอะ ต่อไปข้ากับสี่เสวี่ยคงต้องรบกวนหัวหน้าหมู่บ้านแล้ว”
“ฮ่าๆ ข้าแซ่หวัง เจ้าเรียกข้าว่าลุงหวังเหมือนคนในหมู่บ้านเถอะ ต่อไปมีอะไรก็มาหาข้าได้ทุกเมื่อ” ลุงหวังรู้สึกถูกชะตากับแม่หนูคนนี้เสียเหลือเกิน ดูจากการแต่งตัวก็รู้ว่าต้องเป็นลูกผู้ดีมีเงิน แต่ก็ยังพูดจากับตนอย่างมีมารยาท พลางนึกไปถึงเรื่องเก่า ครั้งนึงตนเคยนำสัตว์ป่าไปขายในตำบล แม้แต่คนใช้ตระกูลผู้ดียังพูดจากับตนแย่กว่านี้เสียอีก
“ขอบคุณท่านลุงหวังเจ้าค่ะ”
ขณะนั่งรถม้ากลับมาส่งลุงหวังที่หมู่บ้าน ซูเจินจูก็ขอให้ลุงหวังหาช่างสร้างบ้านให้ ลุงหวังจึงให้รถม้าขับไปยังหมู่บ้านเติ้งกู่ หมู่บ้านเติ้งกู่มีคนงานที่มีฝีมือสร้างบ้านจำนวนมาก แต่ตอนนี้เข้าสู่ฤดูเพาะปลูกลุงหวังไม่รู้ว่าจะมีคนพร้อมไปทำงานมากน้อยเพียงใด
“คนแซ่เฉิน อยู่บ้านหรือไม่” ลุงหวังสั่งให้รถม้าจอดที่หน้าบ้านหลังหนึ่งที่ดูแข็งแรงกว่าบ้านหลังอื่นๆในหมู่บ้าน ผู้ที่เดินออกมาเปิดประตูคือเด็กหญิงอายุราวแปดขวบ
“ท่านพ่อไปที่นาเจ้าค่ะ”
“โอ้ อาเตี๋ยโตขนาดนี้แล้วหรือ อาฟางพี่สาวเจ้าอยู่หรือไม่ ให้นางไปตามพ่อเจ้ามาหน่อยเถอะ ข้าพาคนมาคุยเรื่องสร้างบ้าน”
“ท่านลุงเชิญเข้าบ้านก่อนเจ้าค่ะ พี่สาวข้าทำกับข้าวอยู่หลังบ้าน ข้าไปตามให้สะดวกกว่าเจ้าค่ะ” อาเตี๋ยตัวน้อยพูดจบก็วิ่งออกไปทันที รอเพียงหนึ่งก้านธูป บุรุษผู้หนึ่งก็อุ้มอาเตี๋ยเข้ามาในบ้าน
“ท่านลุงหวัง” เขาทักทายลุงหวังและปล่อยให้อาเตี๋ยวิ่งเข้าไปหลังบ้าน
“อาชุนมาแล้ว มาๆ นี่คือแม่หนูเจินจู นางซื้อที่ดินในหมู่บ้านข้า กำลังหาช่างไปสร้างบ้าน”
“คุณหนูเจินจู ข้าเฉินชุนเป็นหัวหน้าคนงาน รับสร้างบ้าน ท่านต้องการบ้านแบบไหนบอกข้าได้เลยขอรับ”
“ช่างเฉิน สิ่งแรกที่ข้าต้องการคือการล้อมรั้ว ที่ดินของข้ากว้างห้าสิบหมู่ ท่านใช้เวลานานหรือไม่”
“หากใช้อิฐต้องไปสั่งอิฐที่หมู่บ้านจั๋วมู่ ระยะเวลาขึ้นอยู่กับการส่งอิฐ ราคาอยู่ที่แปดสิบตำลึง หากใช้หินเริ่มงานได้ทันที ใช้เวลาสามวัน ราคาอยู่ที่ยี่สิบห้าตำลึงขอรับ”
“ถ้าเช่นนั้นก็ใช้หินเถอะ ประตูด้านหน้าเว้นไว้ห้าจั้ง หากเจ้าทำประตูหินได้ ก็ทำประตูหินให้ข้าด้วย”
“ทำได้ขอรับ”
“ติดกับประตูหน้า ซ้าย ขวา เว้นที่ว่างไว้ก่อน ในอนาคตข้าต้องการทำห้องบ่าวรับใช้ฝั่งละสิบห้าห้อง ถัดลงมาสิบห้าจั้งทำประตูอีกชั้นนึง ประตูชั้นนี้กว้างสามจั้ง
ถัดจากประตูเข้ามาฝั่งขวา ใช้พื้นที่สิบหมู่ทำลานหิน ครึ่งซ้ายทำหลังคาจาก ครึ่งขวาปล่อยโล่ง
พื้นที่ฝั่งซ้ายสิบหกหมู่ก่อกำแพงอีกชั้นหนึ่ง ทำเป็นเรือนสองชั้น ชั้นนอกทำเพียงห้องโถง ชั้นในฝั่งซ้ายทำห้องสามห้อง ฝั่งขวาทำเป็นห้องยาวหนึ่งห้อง ตรงกลางเป็นห้องนอน ทำห้องเล็กฝั่งซ้ายและขวาด้วย ด้านหลังทำเป็นครัว ทำครัวให้ใหญ่หน่อย เรือนหลังนี้ข้าต้องการให้ใช้อิฐ หากทำตามนี้ท่านคิดราคาเท่าไหร่” ซูเจินจูพูดพลางก็ใช้กิ่งไม้มาวาดแบบคร่าวๆกับพื้นดินไปพลาง
“กำแพงหินประตูหินชั้นนอกข้าคิด สามสิบตำลึง กำแพงหินประตูหินชั้นใน สิบตำลึง ลานหินกับหลังคาครึ่งหนึ่งสามสิบห้าตำลึง บ้านอิฐสองชั้นห้าร้อยตำลึง ทั้งหมดห้าร้อยเจ็ดสิบห้าตำลึงขอรับ พวกข้าสามารถทำให้เสร็จได้ภายในสามสิบวัน”
“ได้ นี่คือตั๋วเงินสามร้อยตำลึง ข้ามัดจำเอาไว้ก่อน เมื่องานเสร็จข้าจะจ่ายส่วนที่เหลือ รบกวนท่านเขียนหนังสือสัญญาให้ข้าไว้เป็นหลักฐานด้วย” เฉินชุนรับตั๋วเงินไว้ด้วยความดีใจ ฤดูหนาวที่ผ่านมาพวกเขาไม่มีงาน ข้าวสาลี ธัญพืชก็กินจนหมด แม้แต่เงินหาซื้อเมล็ดพันธ์เพื่อเพาะปลูกยังแทบไม่มี หากได้งานนี้คนงานแต่ละครอบครัวก็จะได้ค่าแรงกันสามถึงสี่ตำลึง ตัวเขาที่เป็นหัวหน้างานและผู้ช่วยก็ได้เงินหลายสิบตำลึงเลยทีเดียว
หลังจากบอกลาช่างเฉินแล้ว ซูเจินจูก็กลับมาส่งหัวหน้าหมู่บ้านหวังที่หมู่บ้านซาน นางรบกวนหัวหน้าหมู่บ้านให้ช่วยมาดูความคืบหน้าการก่อสร้างให้นางด้วย ครั้งต่อไปที่นางจะมาที่นี่คืออีกครึ่งเดือน หลังจากฝากฝังทุกอย่างเรียบร้อยก็ยัดเงินอีกห้าตำลึงให้หัวหน้าหมู่บ้านหวังแต่คราวนี้เขาไม่รับเงินและบอกว่า แค่ชาวบ้านมีงานทำแม้ว่าจะเป็นชาวบ้านจากหมู่บ้านอื่นก็ถือว่าช่วยเหลือกันแล้ว
การเดินทางไปยังหมู่บ้านชนบททำให้ซูเจินจูเหนื่อยแทบขาดใจ ความโคลงเคลงของรถม้าทั้งยังต้องนั่งบนพื้นแข็งๆ ซูเจินจูถึงกับสาบานกับตัวเองในใจว่าคราวหน้าจะต้องพกเบาะรองนั่งอย่างดีไปด้วยให้ได้!!
เมื่อกลับมาถึงบ้าน อิงชุ่ยก็มาแจ้งว่าให้นางรีบไปพบคุณชายหลินเฮงฉวนที่มารอนางอยู่สามชั่วยามแล้ว
“คุณชายหลินคุยกับคุณหนูใหญ่อยู่ กำลังอารมณ์ดี คุณหนูสี่รีบเข้าไปตอนนี้เถอะเจ้าค่ะ” น้ำเสียงอิงชุ่ยคล้ายเหยียดหยามนาง เมื่อพูดจบไม่รอให้นางพูดต่อก็เดินจากไปทันที
“อืม” ซูเจินจูสั่งให้สี่เสวี่ยเอาของไปเก็บที่ห้อง ก่อนที่จะเดินเข้าไปหาคนทั้งสองที่ศาลา
“คารวะคุณชายหลินเจ้าค่ะ” ซูเจินจูเหลือบตามองหลินเฮงฉวนที่นั่งจิบชานิ่งๆ โอ้โหว พ่อหนุ่มน้อย ออกมาจากรูปวาดเหรอ ถึงได้หล่อทุกองศาแบบนี้ ที่เขาว่าหล่อเหลาราวรูปปั้นก็คงปั้นมาจากหน้าพ่อหนุ่มนี่แหง๋ๆ แต่หลินเฮงฉวนยังไม่ทันได้พูดอะไร เสียงหวานๆของซูหนี่ย์ก็ดังขึ้น
“เจินจูเอ๋อร์ วันนี้เจ้าผิดนัดคุณชายหลินเสียแล้ว ข้าให้คนไปตามที่ร้านก็ไม่อยู่ เจ้าไปไหนมากันแน่ถึงต้องหลบๆซ่อนๆเช่นนี้”
“ขออภัยคุณชายหลินเจ้าค่ะ” หลบอะไร ซ่อนอะไร ลืมก็ลืมสิ ถึงไม่ลืมข้าก็ไม่ไปอยู่ดี
“คุณหนูใหญ่ ข้าขอคุยกับคุณหนูสี่ตามลำพังได้หรือไม่”
“ได้เจ้าค่ะ หากคุณชายหลินต้องการอะไรก็ให้บ่าวไปเรียกหนี่ย์เอ๋อร์นะเจ้าคะ” ซูหนี่ย์ที่ได้คุยกับหลินเฮงฉวนมาหลายชั่วยามลุกขึ้นไปโดยไม่อิดออดใดๆ นางรู้อยู่แล้วว่าเขาต้องไม่พอใจนังจิ้งจอกนั่นมาก หากนางไม่อยู่ด้วย เขาก็จะจัดการนางจิ้งจอกนั่นได้ง่ายขึ้น
“เจ้าไปไหนมา” หลินเฮงฉวนถามขึ้น เขาไม่พอใจมากจริงๆ หากไม่ติดเรื่องที่เขาจะต้องรับนางเข้าไปเป็นสาวใช้อุ่นเตียง การที่นางจะไปมาหาสู่กับใครก็ไม่ใช่เรื่องของเขา แค่เขาอยากได้คำอธิบายจากนางกลับต้องแลกด้วยนั่งกินข้าวกับซูหนี่ย์ ผู้หญิงที่ดูเหมือนจะขี้อายแต่ก็หาเรื่องมาคุยกับเขาไม่หยุดหย่อน ต้องทนนั่งอยู่กับนางอีกสามชั่วยาม พยายามรักษามารยาทจนหน้าชาเพื่อรอสตรีที่พยายามหลบหน้าเขาอยู่ตลอดเวลาอย่างซูเจินจู ควรเป็นเขาที่หลบหน้านางไม่ใช่หรือ หรือนางไม่พอใจที่เขายังไม่รับนางเข้าจวนจนโกรธเขาขนาดนี้
“ข้าไปดูดอกไม้ที่หมู่บ้านจั๋วมู่มาเจ้าค่ะ”
“เหตุใดจึงไม่ไปตามนัด”
“เมื่อเช้าข้ารู้สึกไม่ค่อยสบาย กลัวว่าหากไปตามนัดจะทำให้คุณชายหลินติดไข้หวัดจากข้าเจ้าค่ะ”
“รู้สึกไม่สบาย แต่กลับไปไกลจนถึงหมู่บ้านชนบท เหตุใดไม่พักผ่อนอยู่บ้าน” เห็นชัดๆว่านางโกหก เหตุใดสตรีผู้นี้ถึงได้โกหกหน้าตายนัก
“คุณชายคงยังไม่ทราบ ว่าธรรมชาติสามารถทำให้ข้าสบายใจ และเมื่อข้าสบายใจอาการป่วยไข้ก็ลดลง ดังเช่นผู้คนมากมายที่เมื่อป่วยไข้ก็เลือกที่จะกลับไปรักษาตัวตามป่าตามเขา เพราะธรรมชาติบรรเทาอาการป่วยได้ยังไงล่ะเจ้าคะ” หากเป็นชาติที่แล้วต้องเจอคำถามรุกล้ำเรื่องส่วนตัวพวกนี้ นางคงเดินหนีหรือไม่ก็คงเลิกคบกับคนประเภทนี้ไปแล้ว คนที่ต้องรายงานตัวว่าทำอะไรตอนไหนอย่างไรเห็นทีคงมีแต่นักโทษเท่านั้น
“หากเจ้าไม่เป็นอะไรแล้วก็ช่างเถอะ ต่อไปก็ให้ฮูหยินซูหาคนมาอบรมเจ้าสักหน่อย เป็นสตรีอย่าออกไปข้างนอกพียงลำพัง”
“ทราบแล้วเจ้าค่ะ”
“อีกอย่าง ตอนที่เจ้าคุยกับข้า เจ้าต้องรู้ไว้ว่าคำพูดบุรุษเป็นใหญ่ นั่นหมายถึงเจ้าต้องเคารพข้าที่เป็นบุรุษ คำพูดเถียงไปเถียงมาหาสาระไม่ได้ของเจ้า ต่อไปอย่าได้พูดอีก”
“ทราบแล้วเจ้าค่ะ”
เมื่อหลินเฮงฉวนเห็นว่าซูเจินจูพูดง่ายก็ยิ้มเล็กน้อย คิ้วที่เคยขมวดจนเป็นปมก็คลายออกอย่างง่ายดาย ชั่วขณะนึงเขารู้สึกว่าเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ทั้งหมดนั้น เป็นเพราะซูเจินจูยังเด็ก เป็นเพียงสตรีที่ยังไม่ถึงวัยปักปิ่น การอบรมสั่งสอนก็ไม่ทั่วถึง อีกทั้งยังเป็นเพียงลูกของฮูหยินรอง พื้นเพของฮูหยินรองก็เป็นเพียงสาวชาวบ้านที่ถูกขายมา จะให้ตระกูลซูอบรมอย่างดีคงเป็นไปไม่ได้ ต่อไปภายหน้าหากได้เขาอบรม ซูเจินจูก็คงมีมารยาทมากขึ้นเอง
“อีกเรื่องนึง ข้าต้องการให้เจ้าเลิกยุ่งกับไฉตงชุน ในภายภาคหน้าเจ้าต้องเป็นสตรีของข้า ข้าขอสั่งห้ามเจ้า ห้ามยุ่งกับบุรุษคนใดทั้งสิ้น”
“ทราบแล้วเจ้าค่ะ”
หลินเฮงฉวนอดแปลกใจเล็กน้อยไม่ได้ เรื่องอื่นพูดง่ายก็ช่างเถอะ แต่ซูหนี่ย์บอกว่าซูเจินจูกับไฉตงชุนแอบพบกันบ่อยครั้ง ไฉนจึงตกปากรับคำเขาง่ายเช่นนี้
“เจ้าพบเขาบ่อยหรือไม่” หลินเฮงฉวนยกชาขึ้นดื่มพลางแอบสังเกตกริยาของซูเจินจู
“ข้าไม่รู้จักเขาเจ้าค่ะ” ซูเจินจูคร้านจะอธิบายนางจึงยกชาขึ้นจิบเล็กน้อย ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองหลินเฮงฉวนตรงๆ
“คุณชายมีสิ่งใดจะสั่งข้าเพิ่มเติมก็เชิญสั่งมาได้เจ้าค่ะ หากไม่มีสิ่งใดแล้วข้าคงต้องขอตัวไปพักเสียหน่อย วันนี้นั่งอยู่ในรถม้าทั้งวันทำให้ร่างกายของข้าปวดเมื่อยไปหมดเสียแล้ว”
หลินเฮงฉวนถูกสายตาของซูเจินจูจ้องมาตรงๆจนเหมือนตกอยู่ในภวังค์ แม้จมีสตรีมากมายพึงใจเขา แต่ไม่มีสตรีใดเลยที่กล้าจ้องตาเขาตรงๆเช่นนี้ ดวงตาที่เต็มไปด้วยประกายสดใส มีชีวิตชีวาตัดอารมณ์กับใบหน้าที่ดูเฉยชานั้น กลับเข้ากันได้ดี และยังทำให้ใจเขาสั่นอย่างประหลาด
“ข้าขอตัว” ซูเจินจูที่เห็นหลินเฮงฉวนเงียบไป นางจึงกล่าวลาอีกครั้งและลุกขึ้นมาทันที นางเพิ่งเดินไปได้สองสามก้าวก็ได้ยินหลินเฮงฉวนเรียกไว้
“หากเจ้าต้องการไปชมดอกไม้ก็ให้บ่าวไปบอกข้า คราวหน้าข้าจะพาเจ้าไปเอง” เมื่อพูดจบเขาก็ลุกออกไปทันที โดยไม่ได้บอกลาซูหนี่ย์ที่นั่งรอเขาอยู่ที่ห้องโถง
ฮูหยินผู้เฒ่าหยางที่ได้ยินว่าผู้ครองแคว้นเสด็จก็ทิ้งเรื่องรบกวนจิตใจลุกขึ้นเดินนำเหล่าหญิงสาวมายังโถงกลางเพื่อเข้าเฝ้าผู้ครองแคว้นคนใหม่อย่างหน้าชื่นตาบาน ดูเอาเถอะ แม้แต่งานแต่งของเหล่าองค์ชาย ผู้ครองแคว้นยังไม่ไปเสียด้วยซ้ำ แต่กับตระกูลหยางของนางได้รับเกียรตินี้ช่างเป็นหน้าเป็นตาให้ตระกูลหยางของนางจริงๆ“ถวายบังคม ฝ่ายบาท!!”“ลุกขึ้น ลุกขึ้น ทำตัวกันตามสบายเถอะ ท่านปู่หยาง ท่านย่าหยาง ลุกขึ้นๆ วันนี้ข้าเพียงนำของขวัญมามอบให้เท่านั้น แต่เห็นทีว่าข้าจะมาช้าไปเสียหน่อยจึงไม่ได้เจอเจ้าสาวของท่านแม่ทัพหยางเสียแล้ว”“เป็นกระหม่อมจัดงานเร็วเกินไปเองพ่ะย่ะค่ะ ไม่คิดว่าการเดินทางจะเร็วกว่าที่คาดเอาไว้มาก”“เช่นนั้นเอาไว้ว่างๆก็พาฮูหยินของเจ้าไปพูดคุยกับพระชายาของข้าในวังแล้วกัน” ผู้ครองแคว้นที่มาถึงงานช้าได้แต่เสียดายที่ไม่ได้เจอซูเจินจูด้วยตนเอง นึกย้อนไปแล้วยังคิดเสียดายหากไม่เข้าใจผิดว่าแม่นางเฟยอวี่คือดวู๋เยี่ยฮวาและรู้ว่าผู้ที่นามดวู๋เยี่ยฮวาคือคุณหนูซู เขาคงรีบรับตัวนางเข้าไปเป็นสนมของเขาเสียตั้งนานแล้ว แต่ช่างเถอะนางแต่งให้แม่ทัพหยางก็ยังเป็นของเขาอยู่ดี ดีเสียอีกที่หากวันนึงนางเกิดผิ
ขณะเดียวกัน งานเลี้ยงในจวนตระกูลหยางก็ถูกแบ่งเป็นสองฝั่ง ฝั่งหนึ่งอยู่ในโถงกลางสำหรับบุรุษ และอีกฝั่งสำหรับสตรีคือฝั่งศาลาในสวนเหล่าบุรุษล้วนเคารพนายท่านผู้เฒ่าหยางในฐานะทายาทของสหายร่วมรบและก่อตั้งแคว้นหนานของผู้ครองแคว้นคนแรก ร่วมถึงการช่วยเหลือให้ผู้ครองแคว้นคนปัจจุบันขึ้นครองแคว้นได้ยิ่งทำให้ขุนนางมากมายไม่กล้ามองข้ามอำนาจของตระกูลหยางสุราคารวะที่นอกเหนือจากคารวะนายท่านผู้เฒ่าหยางยังถูกยกคารวะเจ้าบ่าวไม่ขาดสาย การสนทนาของเหล่าบุรุษหนีไม่พ้นเรื่องบ้านเมืองและแนะนำบุตรชายที่ติดตามมาด้วยเพื่อฝากฝังทำความรู้จักไว้เป็นเส้นสายในภายภาคหน้าสิ่งที่ดูแปลกขึ้นมากกว่าที่ควรจะเป็นคือบางคนกลับสนใจชุดของหยางหย่งเจิ้งจนได้รู้ว่าต่อไปผ้าชนิดนี้จะมีขายที่ร้านผ้าซูเตี้ยนที่เป็นตระกูลเดิมของเจ้าสาวที่มาของเจ้าสาวที่เป็นเพียงบุตรีของฮูหยินรองอีกทั้งบ้านเดิมเป็นเพียงตระกูลการค้าไม่ถูกพูดถึงในคราแรกอันนับว่าเป็นการให้เกียรติแก่ตระกูลหยางมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่เมื่อเป็นตระกูลการค้าที่ค้าขายผ้าชื่อดังอีกทั้งยังมีสัญญาค้าขายกับวังหลวงย่อมแตกต่างออกไป หยางหย่งเจิ้งที่รู้ตื้นลึกหนาบางย่อมไม่ต้องการให
ยามเมื่อขบวนเจ้าสาวเดินทางมาถึงหน้าจวนตระกูลหยาง เสียงโห่ร้องต้องรับและเสียงประทัดก็ดังขึ้น หยางหย่งเจิ้งรีบลงจากม้ามาประคองซูเจินจูที่ยังสวมผ้าคลุมหน้าเอาไว้ลงจากเกี้ยวชุดผ้าไหมหยกสีแดงสดทับด้วยชุดไหมโปร่งลายเป็ดยวนยางที่ปักด้วยไหมบ่มกลิ่นหอมหมื่นลี้ปรากฏแก่สายตาหญิงสาวที่ติดตามขบวนเจ้าสาวมาอย่างชัดเจน เสียงชื่นชมความงามของชุดเจ้าสาวทำให้สี่เสวี่ยที่เพิ่งลงจากรถม้ายิ้มไม่หุบ ประตูหน้าจวนมีกองไฟหนึ่งกองสำหรับให้เจ้าสาวก้าวผ่าน กองไฟที่ว่าเป็นเพียงก้อนถ่านว่าวางเรียงเอาไว้ให้เจ้าสาวก้าวผ่านถือเป็นการก้าวผ่านสิ่งอัปมงคลต่างๆก่อนเข้าจวนสี่เสวี่ยและเสี่ยวเหลียนที่ติดตามมารับหน้าที่แจงเงินพวงแปดสิบแปดอีแปะแก่บ่าวไพร่ที่มายืนรอต้อนรับรวมไปถึงทหารที่ยืนอยู่บริเวณรอบจวนด้วยจวนตระกูลหยางเป็นเรือนขนาดใหญ่ ยามที่ซูเจินจูเดินผ่านประตูจวนเข้ามาแล้ว กองไฟจะถูกเก็บออกเพื่อให้ขบวนรถม้าได้นำสินเดิมและสินสอดของบ่าวสาวเข้าเรือนการอวดสินสอดไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับตระกูลพ่อค้าเท่านั้น ฮูหยินผู้เฒ่าหยางมีคำสั่งให้วางเรียนสินสอดและสินเดิมเอาไว้ที่ลานหินของจวนตระกูลหยาง หนึ่งคือแสดงให้ขุนนางชั้นสูงที่มาไ
ฮูหยินรองมี่ซิ่นเดินมายังเรือนของซูเจินจูด้วยความร้อนใจจนร้องไห้ออกมา นี่มันอะไรกัน งานแต่งงานที่ไหนกันที่เจ้าสาวไม่ได้สวมชุดเจ้าสาว ตระกูลหยางอะไรกันเหตุใดจึงรังแกบุตรสาวนางเช่นนี้แต่สิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าไม่ใช่สิ่งที่นางคิด ซูเจินจูที่แต่งชุดเจ้าสาวเสร็จเรียบร้อยยืนอยู่กลางห้อง มี่ซิ่นมองบุตรสาวตรงหน้าอย่างประหลาดใจ ตอนนี้นางเริ่มไม่แน่ใจเสียแล้วว่าหญิงสาวตรงหน้าใช่บุตรสาวของนางจริงหรือไม่ ความเด็ดเดี่ยวและมั่นคงที่บุตรสาวของนางไม่เคยมีกลับสะท้อนออกมาจากทั้งใบหน้าและแววตา หรือเทพองค์ใดให้พรความกล้าหาญแก่อาจูมาเป็นการแลกเปลี่ยนที่นางเสียสละตนเองออกไปทำการค้าแลกกับที่ยืนในบ้านตระกูลซูของมารดากัน“อาจู ข้านึกว่าตระกูลหยางยังไม่ส่งชุดแต่งงานมาให้เจ้าเสียอีก”“ท่านเลยเดินร้องไห้เข้ามาหาข้าหรือเจ้าคะ ท่านแม่ ชุดแต่งงานจากตระกูลหยางยังมาไม่ถึงเจ้าค่ะ ชุดนี้สี่เสวี่ยเป็นคนตัดเย็บให้ข้า ข้าเห็นว่าหากรอชุดนานไปกว่านี้คงทำให้เสียฤกษ์ได้ตระกูลหยางเองก็คงคิดแบบเดียวกัน ในเมื่อฤกษ์ยามสำคัญข้าจึงใส่ชุดนี้แทนเจ้าค่ะ”“ดีแล้วอาจู เจ้าทำถูกแล้ว ฤกษ์ยามมงคลล้วนสำคัญมาก เสี่ยวเหลียนเอาผ้าแดงกับเครื่อ
เมื่อถึงวันงานเสียงคนงานในบ้านซูลุกขึ้นมาจัดเตรียมงานกันตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง ฮูหยินรองมี่ซิ่นส่งอู๋เหมยมาปลุกสี่เสวี่ยและเสี่ยวเหลียนให้พาซูเจินจูลุกขึ้นไปอาบน้ำ เพียงไม่นานหลังจากนั้นฮูหยินรองมี่ซิ่นก็เดินเข้าเรือนของซูเจินจูมาพร้อมหญิงสาววัยกลางคนหนึ่งคน“อาจู ข้าพาสี่เหนียงมาหวีผมให้เจ้า พวกเจ้าแกะผมอาจูออกเดี๋ยวนี วันสำคัญให้พวกเจ้าหวีกันเองได้รึ แกะออกให้หมดเชียว”สี่เหนียงที่ฮูหยินรองมี่ซิ่นพามาคือสตรีที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้มีวาสนาครบ อันได้แก่ในบ้านพ่อแม่ยังอยู่ สามีภรรยารักใคร่ มีทั้งลูกชายลูกสาว พี่น้องปรองดองกลมเกลียวโดยให้นางมาเป็นผู้กวาดเกี้ยว จุดธูปในเกี้ยวและวางกระจกในเกี้ยวสำหรับฮูหยินรองมี่ซิ่นที่ต้องเป็นผู้เกล้าผมให้บุตรสาวกลับไม่ได้มีหน้าตามากพอที่จะเป็นเกียรติให้แก่ตระกูลหยางได้ อย่างน้อยตำแหน่งฮูหยินรองอันต้อยต่ำนี้ก็ได้แต่หลีกทางให้สี่เหนียงผู้มีวาสนาพร้อมเกล้าผมให้ซูเจินจูด้วยหวังเพียงให้บุตรสาวได้กลายเป็นผู้มีวาสนาพร้อมเฉกเช่นเดียวกันกับสี่เหนียงเท่านั้นเมื่อเกล้าผมเสร็จสิ้น ฮูหยินรองมี่ซิ่นก็พาสี่เหนียงออกจากห้องไปเพราะซูเจินจูจำเป็นต้องรอชุดแต่งงานจากตระกูลซูดัง
ข่าวสำคัญอีกข่าวหนึ่งที่จะลืมไม่ได้คือเรื่องเกี่ยวกับฮูหยินผู้เฒ่าหยางและร้านตัดเย็บชุดแต่งงานของคุณหนู“เถ้าแก่เนี้ย พวกเราจะใช้ผ้าพวกนี้ตัดเย็บชุดเจ้าสาวให้ว่าที่ฮูหยินของท่านแม่ทัพหยางจริงๆหรือเจ้าคะ ข้าว่ามันจะเสียชื่อร้านของท่านเสียเปล่าๆ”“จะให้ข้าขัดคำสั่งฮูหยินผู้เฒ่าหรืออย่างไรเล่า ไม่ใช่แค่ฮูหยินผู้เฒ่านะแม้แต่คุณหนูรองลี่ก็เห็นดีเห็นงามด้วย”“คุณหนูลี่ผู้นี้ไม่ใช่ว่าถูกจับไปสอบสวนเรื่องกบฏด้วยหรือเจ้าคะ”“ใช่ที่ไหน คนที่ถูกจับไปคือคุณหนูสามลี่รุ่ยเซียงที่ให้ที่หลบซ่อนแก่พระชายาขององค์ชายหกต่างหาก”“หากเป็นชาวบ้านอย่างเราๆ ให้ที่หลบหนีนักโทษกบฏคงไม่พ้นโทษตาย นี่ไม่เพียงรอดชีวิตแม้แต่โทษสักนิดยังไม่มีนะเจ้าคะ”“เพราะเช่นนั้น เจ้ายังจะให้ข้าขัดคำสั่งพวกนางอีกรึ เอาเถอะถึงผ้าจะหยาบแต่เย็บให้ดีเสียหน่อยก็คงไม่เป็นไร อีกอย่างคุณหนูสี่ซูก็มาจากในอำเภออีกทั้งตระกูลของนางยังเป็นแค่ตระกูลการค้าถึงนางจะไม่พอใจก็คงไม่กล้าพูดอะไรหรอก”“คงไม่กล้าไม่พอใจเสียด้วยซ้ำเจ้าค่ะ ได้แต่งเข้าตระกูลหยางก็เป็นวาสนาของนางแล้ว หากกล้าไม่พอใจจนท่านแม่ทัพหยางระอานางเองนั่นแหละที่จะถูกทิ้งไว้เป็นเพียงไม้
ซูเจินจูที่คุยกับฮูหยินรองจนหมดแรงเดินกลับมาที่เรือนก็เห็นว่าสี่เสวี่ยเตรียมข้าวของไว้เรียบร้อยแล้ว และยังไม่ลืมที่จะเตรียมเบาะรองนั่งอย่างดีไว้ให้นางถึงสี่ใบ&nb
เมื่อไปถึงหมู่บ้านจั๋วมู่ ซูเจินจูพาหัวหน้าหมู่บ้านจั๋วมู่กับชาวบ้านอีกสามคนขึ้นไปดูต้นไม้ที่นางต้องการ“กลิ่นดอกไม้ที่เราได้กลิ่นกันมาจากต้นไม้พวกนี้หรือ” หลังจากที่มาถึงที่ กลิ่นหอมอบอวนทำให้ชาวบ้านแปลกใจ ใจนึงก็คิดว
“คุณชายหลินกลับไปแล้วหรือเจ้าคะ” สี่เสวี่ยที่เห็นซูเจินจูเดินเข้าเรือนมาก็รีบออกมาหาทันที“กลับไปแล้ว สี่เสวี่ยเจ้าไปเอาเงินข้าออกมานับเร็ว ดูสิว่าข้าเหลือเงินเท่าไหร่”“นับเรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ วัน
“เอ่อ.. เป็นตระกูลไฉ มาขอหมั้นคุณหนูสี่ให้นายน้อยไฉตงชุนเจ้าค่ะ” อิงชุ่ยพูดเสียงเบาด้วยรู้ว่าคุณหนูใหญ่เกลียดคุณหนูสี่ และยังไม่สามารถวางอุบายรังแกนางได้สำเร็จสักครั้ง“เจ้าว่าอะไรนะ ขอหมั้นนังจิ้งจอกนั่น!! นังแพศยา เตียงคุณ







