สะใภ้ชั่วกลับใจ เกิดใหม่พร้อมระบบแต้มบุญ ยุค 80

สะใภ้ชั่วกลับใจ เกิดใหม่พร้อมระบบแต้มบุญ ยุค 80

last updateTerakhir Diperbarui : 2026-10-06
Oleh:  ยอดกวีสี่ฤดูBaru saja diperbarui
Bahasa: Thai
goodnovel4goodnovel
Belum ada penilaian
334Bab
1.6KDibaca
Baca
Tambahkan

Share:  

Lapor
Ringkasan
Katalog
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi

ชาติที่แล้วหนิงรุ่ยหนีจากครอบครัวสามีจนๆ เพื่อไปมีชีวิตศิวิไลซ์ที่เมืองหลวง แต่กลับถูกคนใจหยาบหลอกไปขาย ต้องตกนรกทั้งเป็นจนวันตาย เมื่อสวรรค์ให้โอกาสเธออีกครั้ง เธอจึงตั้งมั่นว่าจะทดแทนคุณครอบครัวสามีที่ดีกับเธอด้วยระบบแต้มบุญที่ติดตัวมาในชีวิตใหม่นี้

Lihat lebih banyak

Bab 1

ตอนที่ 1 ลมหายใจสุดท้าย

อากาศภายในห้องสี่เหลี่ยมคับแคบนั้นทั้งเย็นเยียบและหนักอึ้งราวกับถูกถมทับด้วยก้อนน้ำแข็งมหึมา ความมืดมิดโรยตัวปกคลุมในทุกตารางนิ้วจนแทบมองไม่เห็นแม้แต่ปลายนิ้วมือของตนเอง หนิงรุ่ยนอนขดตัวคู้ดั่งกุ้งแห้งอยู่บนเตียงกระดานไม้ที่ทั้งแข็งกระด้างและเต็มไปด้วยเสี้ยนหนาม ร่างกายของเธอในเวลานี้ผ่ายผอมจนแทบจะเหลือเพียงหนังหุ้มกระดูก ทุกครั้งที่พยายามสูดลมหายใจเข้าปอด ซี่โครงที่ปูดโปนจะขยับเสียดสีกันจนสร้างความเจ็บปวดร้าวลึกไปถึงไขกระดูก ผิวหนังที่เคยขาวเนียนบริสุทธิ์บัดนี้เต็มไปด้วยรอยแผลเป็น รอยฟกช้ำสีม่วงคล้ำ และบาดแผลปริแตกที่เกิดจากการถูกทุบตีอย่างทารุณ กลิ่นเหม็นอับของเชื้อราที่เกาะกินผนังห้อง ผสมปนเปกับกลิ่นสนิมเหล็กและกลิ่นคาวเลือดที่แห้งกรังบนเสื้อผ้าขาดวิ่น ทำให้บรรยากาศในซ่องนรกแห่งนี้ไม่ต่างอะไรกับหลุมศพที่รอคอยการฝังกลบ ความหนาวเหน็บแทรกซึมผ่านรอยแตกของแผ่นไม้กระดานเข้ามาบาดลึกถึงขั้วหัวใจ ไม่มีผ้าห่มอันอบอุ่น ไม่มีเตาผิงให้คลายหนาว มีเพียงความโดดเดี่ยวที่กัดกินวิญญาณของเธออย่างช้าๆ เสียงหยดน้ำจากหลังคาที่รั่วซึมหยดลงมากระทบพื้นดินดังก้องอยู่ในความเงียบงัน ราวกับเป็นนาฬิกาทรายที่กำลังนับถอยหลังสู่ช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต เธอรู้ตัวดีว่าร่างกายที่แหลกเหลวนี้ไม่อาจทนรับความเจ็บปวดได้อีกต่อไปแล้ว กระดูกขาทั้งสองข้างถูกแม่เล้าสั่งคนตีจนหักสะบั้นจากการพยายามหลบหนีเมื่อหลายวันก่อน แผลที่ติดเชื้อเริ่มลุกลามจนทำให้เธอมีไข้สูงลิ่ว สติสัมปชัญญะเริ่มพร่าเลือน หนิงรุ่ยนอนรอคอยความตายที่กำลังคืบคลานเข้ามาหาอย่างเชื่องช้า ความหวาดกลัวต่อมัจจุราชที่เคยมี บัดนี้ถูกแทนที่ด้วยความปรารถนาที่จะหลุดพ้นจากขุมนรกแห่งนี้เสียที แม้จะต้องแลกด้วยวิญญาณที่แตกสลายและสูญสลายไปตลอดกาลก็ตามที เธอหลับตาลงรับรู้ถึงความอ่อนแรงที่กัดกินกล้ามเนื้อทุกมัด เสียงหนูที่วิ่งพล่านอยู่มุมห้องไม่อาจดึงความสนใจของเธอได้อีกต่อไป มีเพียงความเจ็บปวดทางกายที่คอยย้ำเตือนว่าเธอยังคงมีลมหายใจรวยรินอยู่บนโลกอันแสนโหดร้ายใบนี้

ท่ามกลางความมืดมิดที่โอบล้อม หยาดน้ำตาอุ่นๆ ไหลรินออกจากหางตาที่เว้าลึก ความทรงจำอันแสนเจ็บปวดในอดีตเริ่มฉายชัดขึ้นมาในห้วงความคิดราวกับม้วนฟิล์มที่ถูกฉายซ้ำ ภาพความโง่เขลาและความเห็นแก่ตัวของตนเองในวันวานกลายเป็นหอกแหลมคมที่ทิ่มแทงหัวใจ เธอนึกย้อนกลับไปถึงช่วงเวลาที่เธอยังเป็นสะใภ้ของครอบครัวสกุลโจว ครอบครัวชาวนาที่แม้จะไม่ได้ร่ำรวยล้นฟ้า แต่ก็มอบความรักและความเมตตาให้เธออย่างหมดหัวใจ โจวจื่อหมิง ชายหนุ่มผู้เป็นสามีของเธอ เขามีใบหน้าที่หล่อเหลาและดวงตาที่ซื่อสัตย์ เขายอมทำงานหนัก อาบเหงื่อต่างน้ำตั้งแต่เช้าจรดค่ำ ทั้งทำไร่ไถนาและรับจ้างแบกหาม เพื่อหาเงินมาจุนเจือครอบครัวและปรนเปรอความสุขให้กับเธอ แต่เธอกลับมองข้ามความดีงามเหล่านั้น รังเกียจความยากจน และดูถูกหยาดเหงื่อของเขา หนิงรุ่ยในตอนนั้นหลงใหลในแสงสีและความศิวิไลซ์ของเมืองหลวง เธออาละวาด ร้องห่มร้องไห้ ทุบตีทำลายข้าวของในบ้าน และบีบบังคับให้ครอบครัวสกุลโจวต้องขายที่ดินทำกิน นำเงินเก็บก้อนสุดท้ายของครอบครัวมาส่งเสียให้เธอได้เรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย เธอจำได้ดีถึงแววตาที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าของจิ้งฝูฝูผู้เป็นแม่สามี ที่ยอมอดมื้อกินมื้อ ปล่อยให้ตัวเองไอจนเจ็บหน้าอกโดยไม่ยอมไปหาหมอ เพื่อประหยัดเงินไว้ให้เธอเป็นค่าเทอม แต่แล้วความทะเยอทะยานที่ไร้รากฐานก็ทำลายชีวิตของเธอจนพังพินาศ เมื่อเธอได้ก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย เธอก็ถูกแสงสีจอมปลอมกลืนกิน จนกระทั่งได้พบกับจิ้งหูหย่ง ชายหนุ่มหน้าตาดีที่แต่งตัวภูมิฐานและมีวาทศิลป์อันยอดเยี่ยม เขาเข้ามาตีสนิท มอบของขวัญราคาแพง และพร่ำบอกคำหวานที่ทำให้เธอหลงใหลจนโง่งม

"รุ่ยรุ่ย คนสวยของผม คุณเกิดมาเพื่อสวมใส่เสื้อผ้าสวยๆ และใช้ชีวิตดุจเจ้าหญิงในคฤหาสน์หลังใหญ่ ผมจะพาคุณไปพบกับชีวิตที่สมบูรณ์แบบ ทิ้งไอ้บ้านนอกนั่นซะเถอะ"

คำพูดหลอกลวงเหล่านั้นเปรียบดั่งยาพิษเคลือบน้ำตาลที่เธอเต็มใจกลืนกิน หนิงรุ่ยตัดขาดจากครอบครัวสกุลโจวอย่างไร้เยื่อใย เธอขโมยเงินก้อนสุดท้ายที่โจวจื่อหมิงส่งมาให้เป็นค่าอาหาร แล้วหนีตามจิ้งหูหย่งมาด้วยความหวังอันเรืองรอง แต่ภาพฝันอันแสนหวานก็พังทลายลงในชั่วข้ามคืน เมื่อจิ้งหูหย่งพาเธอมายังเมืองชายแดนที่ห่างไกล รอยยิ้มแสนดีของเขาแปรเปลี่ยนเป็นแสยะยิ้มของปีศาจร้าย เขาผลักเธอเข้าไปในซ่องนรกแห่งนี้ รับเงินปึกใหญ่จากแม่เล้า แล้วเดินจากไปโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามองเสียงกรีดร้องขอความช่วยเหลือของเธอ นับตั้งแต่วันนั้น ชีวิตของหนิงรุ่ยก็ตกอยู่ในขุมนรกทั้งเป็น เธอถูกทุบตี ถูกบังคับให้รับแขก ทนรับความอัปยศอดสูครั้งแล้วครั้งเล่า หากขัดขืนก็จะถูกแส้เฆี่ยนตีจนเนื้อแตกเลือดอาบ ความเย่อหยิ่งและศักดิ์ศรีที่เคยมีถูกเหยียบย่ำจนจมดิน ความงามที่เธอเคยภาคภูมิใจถูกทำลายจนย่อยยับ กลายเป็นเพียงเครื่องมือระบายตัณหาของชายแปลกหน้าหน้าตาอัปลักษณ์ วันแล้ววันเล่าที่เธอต้องนอนจมกองเลือดและน้ำตา เฝ้าถามตัวเองซ้ำๆ ว่าทำไมเธอถึงได้ตาบอดและเนรคุณต่อคนที่รักเธออย่างแท้จริงได้ลงคอ

ลมหายใจของหนิงรุ่ยเริ่มติดขัดและขาดห้วง หน้าอกของเธอกระเพื่อมขึ้นลงอย่างยากลำบากราวกับคนจมน้ำที่พยายามไขว่คว้าหาอากาศ ความหนาวเย็นเยือกเริ่มคืบคลานจากปลายเท้าและปลายนิ้วมือ ลามไล่ขึ้นมาตามเส้นเลือดจนถึงหัวใจ อาการชาหนึบทำให้เธอไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดจากบาดแผลอีกต่อไป มีเพียงความรวดร้าวในจิตวิญญาณที่ยังคงแจ่มชัด เธอมองจ้องเข้าไปในความมืดมิดเบื้องหน้า ภาพของครอบครัวสกุลโจวปรากฏขึ้นในมโนสำนึก ภาพของจิ้งฝูฝูที่กำลังลูบหัวเธอด้วยความเอ็นดู ภาพของเจินเอ๋อร์และจื่อฉินที่เรียกเธอว่าพี่สะใภ้ด้วยรอยยิ้มบริสุทธิ์ และภาพของโจวจื่อหมิง ชายผู้เป็นรักแท้ที่เธอทอดทิ้งมา แววตาที่แสนเศร้าและผิดหวังของเขาในวันที่เธอหันหลังเดินจากมา บัดนี้มันกลายเป็นคมมีดที่กรีดเฉือนหัวใจของเธอจนแหลกละเอียด หยาดน้ำตาแห่งความสำนึกผิดอย่างสุดซึ้งไหลทะลักออกมาดั่งทำนบแตก ชะล้างคราบเลือดและสิ่งสกปรกบนใบหน้าที่ซูบตอบ เธอเกลียดชังความโง่เขลาของตนเอง เกลียดชังความเห็นแก่ตัวที่ทำร้ายคนที่รักเธออย่างบริสุทธิ์ใจ หากย้อนเวลากลับไปได้ เธอจะไม่ขออะไรเลยนอกจากได้อยู่เคียงข้างครอบครัวสกุลโจว ได้ซับเหงื่อบนหน้าผากของสามี ได้ทำอาหารอุ่นๆ ให้พ่อแม่สามีทาน และได้ปกป้องน้องๆ ให้เติบโตอย่างมีความสุข ความตายกำลังยื่นมือมาสัมผัสใบหน้าของเธอ ดวงตาของหนิงรุ่ยพร่ามัวลงทุกขณะ เสียงสะท้อนในหัวใจดังก้องด้วยความเจ็บปวดที่ไม่อาจแก้ไขสิ่งใดได้อีกแล้ว

ริมฝีปากที่แห้งผากและแตกเป็นขุยของเธอขยับอย่างสั่นเทา หนิงรุ่ยรวบรวมเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายที่เหลืออยู่ในร่างกายที่กำลังจะแตกดับ เปล่งเสียงอันแหบพร่าและแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบของสายลม ทว่ามันคือคำอธิษฐานที่กลั่นออกมาจากส่วนลึกที่สุดของดวงวิญญาณที่กำลังแหลกสลาย

"หากชาติหน้ามีจริง ฉันจะขอชดใช้ให้ครอบครัวโจว"

น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความปวดร้าว ความสำนึกผิด และความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะแก้ไขทุกสิ่ง น้ำตาหยดสุดท้ายร่วงหล่นลงมากระทบหมอนไม้ที่แข็งกระด้าง พร้อมกับลมหายใจเฮือกสุดท้ายที่หลุดลอยออกจากร่าง ร่างกายที่เคยสั่นสะท้านจากความหนาวเหน็บค่อยๆ สงบนิ่งลง ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันและวิญญาณที่หลุดพ้นจากกรงขังแห่งเนื้อหนังมังสา

ทันทีที่คำอธิษฐานสุดท้ายสิ้นสุดลง สติสัมปชัญญะของหนิงรุ่ยก็ดับวูบลงราวกับเปลวเทียนที่ถูกลมพายุพัดดับ ความมืดมิดและมวลความเจ็บปวดทรมานที่เคยกัดกินร่างกายพลันอันตรธานหายไปจนหมดสิ้น รอบกายของเธอตกอยู่ในความว่างเปล่าที่ไร้ขอบเขต ไม่มีความหนาวเหน็บ ไม่มีความหิวโหย ไม่มีกลิ่นคาวเลือดที่น่าสะอิดสะเอียนอีกต่อไป ทันใดนั้น ท่ามกลางความมืดมิดอันไร้ที่สิ้นสุด ก็ปรากฏจุดกำเนิดแสงสว่างจ้าดุจดวงอาทิตย์ในยามเที่ยงวัน แสงสีขาวบริสุทธิ์นั้นสาดส่องและขยายวงกว้างออกไปอย่างรวดเร็ว กลืนกินความมืดมิดจนหมดสิ้น มันไม่ได้เป็นแสงที่แยงตาจนทำให้ปวดร้าว แต่กลับเป็นแสงสว่างที่แฝงไปด้วยพลังงานแห่งความเมตตาและการเยียวยา แสงสว่างจ้านั้นพุ่งเข้าปกคลุมรอบดวงวิญญาณของเธอ ก่อนที่หนิงรุ่ยจะเริ่มรู้สึกถึงความอบอุ่นประหลาดที่โอบล้อมร่างกายเอาไว้ มันเป็นความรู้สึกที่นุ่มนวลและอ่อนโยน ราวกับอ้อมกอดของมารดาที่คอยปลอบประโลมบุตรสาวที่กำลังตื่นตระหนก ความอบอุ่นนั้นซึมซาบเข้าไปในทุกอณูวิญญาณ ปัดเป่าความเศร้าหมองและความเจ็บปวดจากชีวิตอันแสนบัดซบในอดีตชาติให้มลายหายไป เธอรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังล่องลอยอยู่บนปุยนุ่มนิ่มที่ลอยล่องไปตามกระแสลมแห่งกาลเวลา ร่างกายที่เคยหนักอึ้งและแหลกเหลวกลับรู้สึกเบาสบายดุจขนนก ความรู้สึกสงบสุขที่เธอไม่เคยได้สัมผัสมาเนิ่นนาน แผ่ซ่านปกคลุมไปทั่วทุกห้วงแห่งการรับรู้ ก่อนที่ทุกอย่างจะหมุนวนและดึงเธอดิ่งลึกลงไปในวังวนแห่งแสงสว่างนั้นอย่างไม่อาจขัดขืน กระแสน้ำวนแห่งแสงสว่างนั้นโอบอุ้มวิญญาณของเธอ พาข้ามผ่านห้วงมิติแห่งความตายและความสิ้นหวัง มุ่งหน้าสู่สถานที่แห่งหนึ่งซึ่งเต็มไปด้วยกลิ่นอายของชีวิตและการเริ่มต้นใหม่

เฮือก

หนิงรุ่ยสูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่พร้อมกับเบิกตากว้างขึ้นอย่างตื่นตระหนก ร่างของเธอสะดุ้งสุดตัวจนลุกขึ้นนั่งตัวตรงบนเตียง หัวใจในอกเต้นรัวและแรงประดุจรัวกลอง เหงื่อกาฬแตกพลั่กผุดซึมเต็มหน้าผาก เธอยกมือทั้งสองข้างขึ้นกุมหน้าอกที่กำลังหอบกระชั้น พยายามกอบโกยอากาศเข้าปอดราวกับคนที่เพิ่งรอดพ้นจากการจมน้ำตาย ดวงตาที่ยังคงตื่นกลัวกวาดมองไปรอบกายอย่างรวดเร็ว คาดหวังว่าจะต้องพบกับผนังไม้ที่ผุพังและกลิ่นเหม็นอับของซ่องนรก แต่ทว่า สิ่งที่ปรากฏแก่สายตากลับทำให้เธอต้องนิ่งขึงไปชั่วขณะ

อากาศรอบตัวไม่ได้หนาวเหน็บจนเสียดกระดูก แต่กลับมีความอบอุ่นสบายที่แผ่ซ่านขึ้นมาจากพื้นเตียงที่เธอนั่งอยู่ เธอตระหนักได้ในวินาทีนั้นว่าเธอกำลังนั่งอยู่บนเตียงเตา หรือคัง ที่สร้างจากอิฐและดินเหนียว ซึ่งเป็นเตียงอุ่นที่เธอคุ้นเคยเป็นอย่างดีในอดีต ผ้าห่มที่คลุมตัวเธออยู่เป็นผ้าห่มฝ้ายสีหม่นที่แม้จะดูเก่าแต่ก็สะอาดสะอ้านและมีกลิ่นหอมของแสงแดดจางๆ ผนังห้องเป็นดินปั้นที่ทาด้วยปูนขาว มีหน้าต่างบานเล็กที่กรุด้วยกระดาษโปร่งแสง ปล่อยให้แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าสาดส่องเข้ามาตกกระทบพื้นดินอัดแน่นในห้อง หนิงรุ่ยกะพริบตาปริบๆ ความสับสนมึนงงตีรวนขึ้นมาในสมอง นี่ไม่ใช่ซ่องนรกแห่งนั้น กลิ่นคาวเลือดหายไปแล้ว ถูกแทนที่ด้วยกลิ่นฟืนไหม้และกลิ่นไอดินยามเช้าอันเป็นเอกลักษณ์ของชนบท แล้วเธอมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร ร่างกายที่ควรจะแหลกสลายกลายเป็นเถ้าถ่าน เหตุใดจึงยังรับรู้ถึงจังหวะการเต้นของหัวใจได้อย่างแจ่มชัดเช่นนี้

เธอก้มลงมองมือทั้งสองข้างของตนเองด้วยความตื่นตะลึง สองมือที่ควรจะผอมแห้งติดกระดูกและเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นจากการถูกเฆี่ยนตี บัดนี้กลับดูอวบอิ่ม ผิวพรรณเต่งตึงและขาวเนียนราวกับหยกเนื้อดี ไม่มีร่องรอยของความบอบช้ำหรือความทรมานใดๆ หลงเหลืออยู่เลย มือคู่นี้คือมือของหญิงสาววัยรุ่นที่ยังไม่เคยผ่านความยากลำบากแสนสาหัสในนรกขุมนั้น หญิงสาวยกมือขึ้นลูบคลำใบหน้าของตนเอง สัมผัสได้ถึงพวงแก้มที่อิ่มเอิบและผิวพรรณที่สดใส เธอรีบถกผ้าห่มออกและมองลงไปยังขาทั้งสองข้าง ขาที่เคยถูกตีจนหักสะบั้นบัดนี้เหยียดตรงและสมบูรณ์แบบ หนิงรุ่ยรีบก้าวเท้าลงจากเตียง สัมผัสแรกที่ฝ่าเท้าแตะลงบนพื้นดินอัดแน่นคือความมั่นคงและแข็งแรง เธอสามารถยืนหยัดได้ด้วยสองขาของตนเองอีกครั้ง ความทรงจำในอดีตชาติและการตื่นขึ้นในสถานที่แห่งนี้ตีรวนกันจนเธอแทบจะทรงตัวไม่อยู่

สายตาของเธอเหลือบไปเห็นกระดาษแผ่นหนึ่งที่แขวนอยู่บนผนังห้องข้างประตู มันคือปฏิทินแบบฉีกรายวัน ตัวอักษรสีแดงขนาดใหญ่ที่พิมพ์บอกตัวเลขปี ค.ศ. บนกระดาษแผ่นนั้น ทำให้นัยน์ตาของหนิงรุ่ยเบิกกว้างขึ้นอีกครั้ง ตัวเลขปีที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าคือช่วงเวลาที่เธอยังมีอายุเพียงสิบแปดปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เธอกำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมปลายปีสุดท้าย และเพิ่งจะแต่งงานเข้าครอบครัวสกุลโจวได้เพียงไม่กี่เดือน การแต่งงานที่เกิดขึ้นจากการเตรียมการของผู้ใหญ่ ซึ่งในอดีตชาติเธอเคยรังเกียจเดียดฉันท์นักหนา

หยาดน้ำตาร่วงหล่นลงมาจากดวงตาคู่สวยอีกครั้ง แต่มันไม่ใช่น้ำตาแห่งความทุกข์ทรมานหรือความหวาดกลัวอีกต่อไป มันคือน้ำตาแห่งความปีติยินดีอย่างหาที่สุดไม่ได้ สวรรค์เบื้องบนได้รับฟังคำอธิษฐานอันปวดร้าวของเธอ สวรรค์ได้เมตตาประทานโอกาสครั้งที่สองให้เธอได้ย้อนเวลากลับมา กลับมาในช่วงเวลาที่ทุกอย่างยังแก้ไขได้ กลับมาในช่วงเวลาที่เธอยังไม่ได้ทำลายชีวิตของตัวเองและครอบครัวสกุลโจว หนิงรุ่ยกำหมัดแน่น ยกมือขึ้นปาดน้ำตาออกจากแก้ม แววตาที่เคยสิ้นหวังและอ่อนแอพลันแปรเปลี่ยนเป็นความมุ่งมั่นและเด็ดเดี่ยวอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในชีวิต เธอสูดลมหายใจเข้าลึก รับรู้ถึงพลังแห่งชีวิตที่เต็มเปี่ยมอยู่ในทุกอณูร่างกาย

"ในเมื่อสวรรค์ให้โอกาสฉันได้เกิดใหม่ ฉันสาบานว่าชาตินี้ฉันจะไม่มีวันเดินซ้ำรอยเดิม ฉันจะใช้ทั้งชีวิตนี้เพื่อปกป้องและสร้างความสุขให้กับครอบครัวโจวให้ได้"

น้ำเสียงของเธอมั่นคงและทรงพลัง มันเป็นคำสาบานที่สลักลึกลงไปในจิตวิญญาณ หนิงรุ่ยเดินไปที่หน้าต่างบานเล็ก ผลักบานหน้าต่างออกเพื่อรับแสงแดดแรกของวันใหม่ สายลมอ่อนพัดพาความสดชื่นเข้ามาปะทะใบหน้า นอกหน้าต่างคือลานดินกว้างของบ้านสกุลโจว ที่ซึ่งเธอมองเห็นเงาแผ่นหลังกว้างของชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังง่วนอยู่กับการผ่าฟืนตั้งแต่เช้าตรู่ แผ่นหลังที่คุ้นเคย แผ่นหลังที่เคยโอบอุ้มความทุกข์ยากทั้งหมดเพื่อเธอ โจวจื่อหมิง สามีของเธอ รอยยิ้มที่แท้จริงปรากฏขึ้นบนริมฝีปากของหนิงรุ่ยเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี โลกใบนี้ไม่ได้สิ้นหวังอีกต่อไป การหวนคืนครั้งนี้คือจุดเริ่มต้นของการชดใช้และการสร้างปาฏิหาริย์แห่งชีวิตที่แท้จริง บทเรียนราคาแพงจากอดีตชาติได้หล่อหลอมให้เธอเติบโตและแข็งแกร่งเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด และนับจากวินาทีนี้เป็นต้นไป นามของหนิงรุ่ยสะใภ้ใหญ่แห่งสกุลโจว จะกลายเป็นผู้ปกป้องและนำพาความเจริญรุ่งเรืองมาสู่ครอบครัวนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

Tampilkan Lebih Banyak
Bab Selanjutnya
Unduh

Bab terbaru

Bab Lainnya
Tidak ada komentar
334 Bab
ตอนที่ 1 ลมหายใจสุดท้าย
อากาศภายในห้องสี่เหลี่ยมคับแคบนั้นทั้งเย็นเยียบและหนักอึ้งราวกับถูกถมทับด้วยก้อนน้ำแข็งมหึมา ความมืดมิดโรยตัวปกคลุมในทุกตารางนิ้วจนแทบมองไม่เห็นแม้แต่ปลายนิ้วมือของตนเอง หนิงรุ่ยนอนขดตัวคู้ดั่งกุ้งแห้งอยู่บนเตียงกระดานไม้ที่ทั้งแข็งกระด้างและเต็มไปด้วยเสี้ยนหนาม ร่างกายของเธอในเวลานี้ผ่ายผอมจนแทบจะเหลือเพียงหนังหุ้มกระดูก ทุกครั้งที่พยายามสูดลมหายใจเข้าปอด ซี่โครงที่ปูดโปนจะขยับเสียดสีกันจนสร้างความเจ็บปวดร้าวลึกไปถึงไขกระดูก ผิวหนังที่เคยขาวเนียนบริสุทธิ์บัดนี้เต็มไปด้วยรอยแผลเป็น รอยฟกช้ำสีม่วงคล้ำ และบาดแผลปริแตกที่เกิดจากการถูกทุบตีอย่างทารุณ กลิ่นเหม็นอับของเชื้อราที่เกาะกินผนังห้อง ผสมปนเปกับกลิ่นสนิมเหล็กและกลิ่นคาวเลือดที่แห้งกรังบนเสื้อผ้าขาดวิ่น ทำให้บรรยากาศในซ่องนรกแห่งนี้ไม่ต่างอะไรกับหลุมศพที่รอคอยการฝังกลบ ความหนาวเหน็บแทรกซึมผ่านรอยแตกของแผ่นไม้กระดานเข้ามาบาดลึกถึงขั้วหัวใจ ไม่มีผ้าห่มอันอบอุ่น ไม่มีเตาผิงให้คลายหนาว มีเพียงความโดดเดี่ยวที่กัดกินวิญญาณของเธออย่างช้าๆ เสียงหยดน้ำจากหลังคาที่รั่วซึมหยดลงมากระทบพื้นดินดังก้องอยู่ในความเงียบงัน ราวกับเป็นนาฬิกาทรายที่กำลั
Baca selengkapnya
ตอนที่ 2 ข้าวต้มมื้อแรก
ความมืดมิดยามค่ำคืนยังคงปกคลุมไปทั่วบริเวณหมู่บ้านชนบทอันห่างไกล แสงจันทร์เสี้ยวที่สาดส่องลอดผ่านรอยแยกของหน้าต่างไม้กระดานเข้ามาตกกระทบลงบนพื้นดินอัดแน่นภายในห้องนอนเล็กๆ สร้างเงาสลัวที่ทอดตัวยาวไปตามผนังดินปั้น อากาศในยามรุ่งสางของฤดูใบไม้ผลิยังคงแฝงไว้ด้วยความหนาวเหน็บที่เสียดแทงทะลุเสื้อผ้า ทว่าบนเตียงเตาอิฐที่ถูกก่อขึ้นอย่างเรียบง่ายกลับมีความอบอุ่นจางๆ แผ่ซ่านออกมารองรับแผ่นหลังบอบบางของหญิงสาวที่กำลังนอนทอดกายอยู่ หนิงรุ่ยค่อยๆ ปรือเปลือกตาที่หนักอึ้งขึ้นอย่างเชื่องช้า ดวงตาคู่สวยที่เคยหม่นหมองและเต็มไปด้วยความสิ้นหวังในอดีตชาติ บัดนี้เบิกกว้างขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของรุ่งสางแห่งชีวิตใหม่ เธอผุดลุกขึ้นนั่งบนเตียงเตาอย่างระมัดระวัง สองมือบางยกขึ้นลูบคลำใบหน้าและลำคอของตนเอง สัมผัสถึงผิวพรรณที่เต่งตึงและเรียบเนียน ไร้ซึ่งร่องรอยบาดแผลฉกรรจ์หรือความเจ็บปวดทรมานจากการถูกเฆี่ยนตีในซ่องนรกแห่งนั้น ลมหายใจที่สูดเข้าปอดลึกๆ รู้สึกได้ถึงอากาศบริสุทธิ์ของชนบทที่ปราศจากกลิ่นคาวเลือดและกลิ่นเหม็นอับ หยาดน้ำตาอุ่นๆ เอ่อท้นขึ้นมาคลอเบ้าตาก่อนจะไหลรินลงมาอาบสองพวงแก้มอย่างเงียบเชียบ มันไม่
Baca selengkapnya
ตอนที่ 3 สายตาที่เต็มไปด้วยความหวาดระแวง
แสงสลัวของยามรุ่งอรุณเพิ่งจะเริ่มทอประกายฉาบย้อมขอบฟ้าเบื้องตะวันออกให้กลายเป็นสีครามอมม่วงจางๆ อากาศในยามเช้าตรู่ของหมู่บ้านชนบทแห่งนี้ยังคงโอบล้อมไปด้วยความหนาวเย็นที่แฝงตัวมากับหยาดน้ำค้าง ลมสายอ่อนพัดโชยมาปะทะผิวแก้ม แอบแฝงความเหน็บหนาวที่สามารถกรีดแทงทะลุเสื้อผ้าฝ้ายเนื้อหยาบได้อย่างง่ายดาย ทว่าสำหรับหนิงรุ่ยในเวลานี้ ความหนาวเย็นทางกายไม่อาจเทียบเคียงได้กับความอบอุ่นที่กำลังล้นอยู่ในส่วนลึกของหัวใจ สองมือบอบบางที่เคยหยาบกร้านและเต็มไปด้วยบาดแผลในอดีตชาติ บัดนี้กำลังประคองถาดไม้เก่าคร่ำคร่าที่มีรอยแหว่งบิ่นตรงขอบอย่างทะนุถนอมที่สุด บนถาดไม้นั้นมีหม้อดินเผาใบย่อมที่บรรจุข้าวต้มร้อนๆ ส่งควันสีขาวขุ่นลอยกรุ่นขึ้นสู่อากาศ กลิ่นหอมของข้าวต้มที่ต้มจนเมล็ดบานนุ่ม ผสมผสานกับกลิ่นไข่เจียวสีเหลืองทองและผักกาดดองสับละเอียด ช่างเป็นกลิ่นหอมที่แสนจะเรียบง่ายแต่มันกลับมีพลังอำนาจในการดึงรั้งจิตวิญญาณของเธอให้หยั่งรากลึกลงในความเป็นจริง หนิงรุ่ยสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ เพื่อเรียกความกล้าหาญ เธอค่อยๆ ก้าวเท้าออกจากธรณีประตูห้องครัวที่มืดสลัว มุ่งหน้าไปยังโต๊ะอาหารไม้ตัวเก่าที่ตั้งอยู่ใจกลางลานบ้าน
Baca selengkapnya
ตอนที่ 4 แต้มบุญแต้มแรก
มื้ออาหารเช้าที่เต็มไปด้วยบรรยากาศอันแสนจะอึดอัดและตึงเครียดได้ผ่านพ้นไปอย่างเชื่องช้า ความเงียบงันที่ปกคลุมลานบ้านสกุลโจวค่อยๆ คลายตัวลงเมื่อโจวจื่อหมิงลุกขึ้นจากโต๊ะไม้ตัวเก่า เขากวาดสายตามองใบหน้าของหนิงรุ่ยเพียงเสี้ยววินาทีด้วยแววตาที่ยังคงเคลือบแฝงความหวาดระแวงอย่างลึกซึ้ง ก่อนจะหมุนตัวเดินออกไปจากบ้านเพื่อมุ่งหน้าไปรับจ้างทำงานในไร่นาตามวิถีชีวิตที่แสนจะเหน็ดเหนื่อย จิ้งฝูฝูผู้เป็นแม่สามีขยับตัวอย่างเชื่องช้าเพื่อจะเก็บกวาดชามกระเบื้องบิ่นๆ บนโต๊ะ ทว่าหนิงรุ่ยกลับก้าวเข้ามาขวางเอาไว้ด้วยความนุ่มนวล เธอแย่งชามข้าวต้มที่ว่างเปล่ามาจากมือที่เหี่ยวย่นและสั่นเทาของหญิงชรา พร้อมกับส่งยิ้มบางๆ ที่แฝงไปด้วยความเคารพอย่างที่จิ้งฝูฝูไม่เคยได้รับมาก่อน หนิงรุ่ยจัดการเก็บกวาดเช็ดถูโต๊ะอาหารและล้างทำความสะอาดภาชนะทุกชิ้นด้วยความทะนุถนอมจนเสร็จสิ้นเรียบร้อยเมื่อเดินกลับออกมาจากห้องครัวเก่าซอมซ่อ สายตาของหนิงรุ่ยก็ปะทะเข้ากับตะกร้าไม้ไผ่สานใบใหญ่ที่ถูกวางทิ้งไว้อย่างโดดเดี่ยวตรงมุมอับของตัวบ้าน ภายในตะกร้าใบนั้นอัดแน่นไปด้วยเสื้อผ้าฝ้ายเนื้อหยาบที่กองสุมกันจนพูนขึ้นมา มันคือเสื้อผ้าของโจวจื่อ
Baca selengkapnya
ตอนที่ 5 ฉันไม่เรียนต่อแล้ว
แสงสว่างจากดวงอาทิตย์ที่เคยอาบย้อมท้องฟ้าเบื้องตะวันตกค่อยๆ ถูกกลืนกินด้วยความมืดมิดของยามราตรี สายลมหนาวพัดโชยลอดผ่านช่องว่างของแผ่นไม้กระดานที่ตีประกบเป็นผนังบ้านดินปั้น นำพาเอาความเยือกเย็นระลอกใหม่เข้ามาปะทะผิวกายของสมาชิกครอบครัวสกุลโจวที่กำลังนั่งล้อมวงกันอยู่รอบโต๊ะอาหารไม้ตัวเก่าใจกลางห้องโถง แสงสว่างเพียงหนึ่งเดียวในพื้นที่แห่งนี้มาจากตะเกียงน้ำมันก๊าดดวงเล็กที่ตั้งอยู่มุมโต๊ะ เปลวไฟสีส้มอมเหลืองเต้นเร่าไปตามแรงลม คอยสาดส่องแสงสลัวทอดเงาของทุกคนให้ทาบทับลงบนพื้นดินอัดแน่น บรรยากาศในช่วงมื้อค่ำของวันนี้ไม่ได้เต็มไปด้วยความอบอุ่นหรือเสียงพูดคุยสัพเพเหระเหมือนอย่างครอบครัวอื่น หากแต่ถูกกดทับด้วยความหนักอึ้งและความตึงเครียดที่ลอยอวลอยู่ในอากาศจนแทบจะจับต้องได้ บนโต๊ะอาหารมีเพียงหม้อใส่ข้าวต้มที่เจือจางจนแทบจะมองเห็นก้นหม้อ จานใส่แผ่นแป้งข้าวโพดเนื้อหยาบกระด้าง และชามใส่ผักกาดดองเค็มที่ถูกแบ่งสันปันส่วนอย่างระมัดระวัง โจวหูคงผู้เป็นหัวหน้าครอบครัวนั่งหลังค่อมอยู่บนม้าตั่งไม้ มือที่หยาบกร้านและเต็มไปด้วยรอยแตกจากการจับจอบจับเสียมมาทั้งชีวิตประคองชามข้าวต้มเอาไว้หลวมๆ ดวงตาที่ฝ้าฟาง
Baca selengkapnya
ตอนที่ 6 คำครหาของชาวบ้าน
แสงแดดจัดจ้าในยามสายสาดส่องลงมากระทบผืนดินแห้งระแหงของหมู่บ้านชนบทที่ตั้งอยู่ท่ามกลางหุบเขาอันเงียบสงบ ทว่าความเงียบสงบในเช้าวันนี้กลับถูกสั่นคลอนด้วยกระแสข่าวลือที่แพร่สะพัดออกไปอย่างรวดเร็วยิ่งกว่าไฟลามทุ่งหญ้าแห้งในฤดูร้อน ข่าวที่ว่า "หนิงรุ่ย" สะใภ้ใหญ่ผู้เย่อหยิ่งและรักสบายของตระกูลโจว ยอมละทิ้งโอกาสทองในการเข้าสอบมหาวิทยาลัยเพื่อไปเสวยสุขในเมืองหลวง กลายเป็นหัวข้อสนทนาอันร้อนแรงที่ถูกหยิบยกขึ้นมาวิพากษ์วิจารณ์ในทุกหัวระแหง ตั้งแต่ลานตากข้าวไปจนถึงเพิงขายของชำท้ายหมู่บ้าน ชาวบ้านที่เคยเอือมระอาในพฤติกรรมเอาแต่ใจของเธอต่างพากันจับกลุ่มซุบซิบ บ้างก็ว่าเธอคงเสียสติไปแล้ว บ้างก็ว่าเธอเพียงแค่สร้างเรื่องเรียกร้องความสนใจ แต่ส่วนใหญ่กลับมองว่านี่คือความโง่เขลาเบาปัญญาที่สุดเท่าที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะพึงมีได้ในขณะที่พายุแห่งคำนินทากำลังโหมกระหน่ำ หนิงรุ่ยกลับก้าวเดินออกจากประตูบ้านดินปั้นด้วยท่วงท่าที่สงบเงียบผิดปกติ สองมือบางที่เริ่มมีรอยหยาบกร้านจางๆ จากการทำงานบ้านในช่วงสองสามวันที่ผ่านมา ประคองคานไม้หาบถังน้ำไม้ใบเขื่องเอาไว้บนบ่าบอบบาง เธอสวมชุดผ้าฝ้ายสีซีดที่มีรอยปะชุนเล็กน้อยแต่สะอา
Baca selengkapnya
ตอนที่ 7 ความลับในร้านค้าแห่งอนาคต
ค่ำคืนในชนบทอันห่างไกลความเจริญนั้นช่างเงียบสงัดและมืดมิดจนน่าใจหาย แสงจันทร์เสี้ยวที่สาดส่องลอดผ่านรอยแยกของหน้าต่างกรุกระดาษเก่าๆ เข้ามาตกกระทบลงบนพื้นดินอัดแน่นภายในห้องนอน สร้างเงาสลัวที่ทอดตัวยาวไปตามผนังดินปั้น อากาศในยามวิกาลของฤดูใบไม้ผลิยังคงแฝงไว้ด้วยความหนาวเหน็บที่เสียดแทงทะลุเสื้อผ้า ทว่าบนเตียงเตาอิฐที่ถูกก่อขึ้นอย่างเรียบง่ายกลับมีความอบอุ่นจางๆ แผ่ซ่านออกมารองรับแผ่นหลังบอบบางของหญิงสาว หนิงรุ่ยนอนลืมตาโพลงอยู่ท่ามกลางความมืดมิด เธอรับฟังเสียงจิ้งหรีดเรไรที่กรีดปีกส่งเสียงระงมอยู่ภายนอกตัวบ้าน สลับกับเสียงลมหายใจเข้าออกอย่างสม่ำเสมอและหนักหน่วงของโจวจื่อหมิง ชายหนุ่มผู้เป็นสามีที่นอนหลับสนิทอยู่เคียงข้าง แผ่นหลังกว้างที่เต็มไปด้วยรัดกล้ามเนื้อจากการกรำงานหนักของเขากระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะการหายใจ ความเหนื่อยล้าสะสมจากการแบกหามและทำไร่ไถนามาทั้งวันทำให้เขาจมดิ่งสู่นิทราอย่างรวดเร็วโดยไม่รับรู้ถึงการตื่นตัวของภรรยาหนิงรุ่ยค่อยๆ พลิกตัวตะแคงข้างและทอดสายตามองเสี้ยวหน้าด้านข้างของสามีในความมืด แสงจันทร์รำไรส่องให้เห็นสันกรามที่ขบแน่นแม้ในยามหลับใหล รอยย่นบนหน้าผากที่เกิดจ
Baca selengkapnya
ตอนที่ 8 รองเท้าคู่ใหม่ของเจินเอ๋อร์
ดวงอาทิตย์ยามบ่ายคล้อยสาดส่องแสงแดดสีทองอมส้มลงมากระทบผืนดินแห้งระแหงของลานบ้านสกุลโจว อากาศที่เคยหนาวเย็นในยามเช้าเริ่มถูกแทนที่ด้วยความอบอุ่นที่ค่อนไปทางร้อนอบอ้าว ลมพัดโชยมาเป็นระลอกหอบเอาฝุ่นทรายเส้นเล็กๆ ปลิวว่อนไปในอากาศ บรรยากาศรอบกายเต็มไปด้วยความเงียบสงบของการใช้ชีวิตในชนบทที่ห่างไกล หนิงรุ่ยกำลังยืนง่วนอยู่กับการคัดแยกเมล็ดถั่วเหลืองที่ลานหน้าบ้าน มือบางที่เริ่มมีรอยหยาบกร้านจากการทำงานหนักหยิบจับเมล็ดถั่วที่ลีบแบนและมีรอยแมลงเจาะทิ้งลงในตะกร้าใบเล็กอย่างตั้งใจ ทว่าท่ามกลางความเงียบสงบของช่วงบ่าย หูของเธอกลับแว่วเสียงเสียดสีที่ฟังดูน่าขนลุก มันคือเสียงลากพื้นดินดังครืดคราดเป็นจังหวะที่เชื่องช้าและหนักหน่วงหญิงสาวละสายตาจากงานคัดแยกถั่วเหลืองตรงหน้าและเงยหน้าขึ้นมอง ต้นเสียงนั้นมาจากร่างเล็กบอบบางของโจวเจินเอ๋อร์ น้องสาวของสามีวัยกำลังแรกรุ่น ทว่าภาพที่ปรากฏกลับทำให้หัวใจของผู้มองต้องปวดร้าว เจินเอ๋อร์ไม่ได้เดินเข้ามาด้วยสองขาเหมือนเฉกเช่นเด็กสาวทั่วไป เพราะเรียวขาทั้งสองข้างของเธอนั้นลีบเล็กลงจนเหลือเพียงกระดูกหุ้มหนัง ไร้ซึ่งเรี่ยวแรงและพละกำลังใดๆ ที่จะหยัดยืนขึ้นได้แม้แต
Baca selengkapnya
ตอนที่ 9 ข้าวกล่องของโจวจื่อหมิง
ท่ามกลางความมืดมิดที่ยังคงห่มคลุมแผ่นดินในยามก่อนรุ่งอรุณ เสียงจิ้งหรีดเรไรที่เคยส่งเสียงระงมมาตลอดทั้งคืนเริ่มเงียบเสียงลง อากาศในช่วงเวลานี้คือช่วงที่หนาวเหน็บที่สุดของวัน ลมสายอ่อนพัดลอดผ่านช่องว่างของหน้าต่างไม้กระดานเข้ามาปะทะผิวกายจนทำให้รู้สึกสะท้านไปถึงกระดูก ทว่าบนเตียงเตาอิฐภายในห้องนอนที่แสนซอมซ่อ หนิงรุ่ยกลับค่อยๆ ปรือเปลือกตาตื่นขึ้นมาด้วยความสดชื่นและเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังงาน เธอไม่ได้รอให้เสียงไก่ขันบอกเวลาดังขึ้นเพื่อปลุกให้ตื่นจากการหลับใหลเหมือนอย่างที่ผ่านมา หญิงสาวค่อยๆ พลิกตัวอย่างเชื่องช้าและระมัดระวังที่สุดเพื่อไม่ให้เกิดเสียงดังรบกวนชายหนุ่มร่างใหญ่ที่กำลังนอนหลับสนิทอยู่เคียงข้าง โจวจื่อหมิงยังคงจมดิ่งอยู่ในห้วงนิทรา ลมหายใจของเขาเข้าออกเป็นจังหวะสม่ำเสมอ แผ่นหลังกว้างที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อจากการทำงานหนักขยับขึ้นลงอย่างช้าๆ หนิงรุ่ยทอดสายตามองเสี้ยวหน้าของสามีในความมืดสลัว แสงจันทร์ที่สาดส่องเข้ามาเพียงน้อยนิดทำให้เธอเห็นรอยคล้ำใต้ตาและรอยย่นบริเวณหัวคิ้วที่เกิดจากความเครียดสะสม หัวใจของเธอถูกบีบรัดด้วยความรู้สึกผิดอันมหาศาลเมื่อนึกย้อนไปถึงอดีตชาติ ในตอนนั
Baca selengkapnya
ตอนที่ 10 หยาดเหงื่อใต้แสงตะวัน
แสงแดดจัดจ้าในยามสายสาดส่องลงมากระทบผืนดินแห้งระแหงและแปลงนาอันกว้างใหญ่ ไอร้อนระอุเต้นเร่าอยู่เหนือยอดหญ้าและใบถั่วเหลืองสีเขียวขจี ท่ามกลางบรรยากาศที่ร้อนอบอ้าวราวกับยืนอยู่หน้าเตาไฟ โจวจื่อหมิงยังคงยืนนิ่งงันอยู่กับที่ สองมือที่หยาบกร้านและเปื้อนคราบดินโคลนของเขายังคงประคองห่อผ้าฝ้ายที่บรรจุกล่องข้าวกลางวันเอาไว้แน่น ไอความร้อนที่แผ่ซ่านทะลุเนื้อผ้าออกมาส่งผ่านความอบอุ่นลึกซึ้งเข้าไปถึงขั้วหัวใจที่เคยเยือกเย็นและด้านชาของชายหนุ่ม นัยน์ตาคมกริบสีนิลของเขายังคงจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าหวานละมุนของภรรยา ผู้ซึ่งในอดีตเคยเอาแต่สวมเสื้อผ้าสวยงามและหลบเลี่ยงแสงแดดประดุจกลัวว่าผิวพรรณจะมัวหมอง แต่วันนี้เธอกลับมายืนอยู่กลางทุ่งนา ยอมให้แสงแดดแผดเผาผิวพรรณจนแดงเรื่อ เพียงเพื่อนำอาหารมื้อกลางวันมาส่งให้เขาด้วยความห่วงใยหลังจากที่เขาเอ่ยคำขอบคุณออกไปอย่างแผ่วเบาและแหบพร่า โจวจื่อหมิงก็คาดหวังว่าหนิงรุ่ยจะคลี่ยิ้มรับ หมุนตัวกลับ และก้าวเดินไปตามคันนาแคบๆ เพื่อกลับไปหลบแดดและพักผ่อนอยู่ในคฤหาสน์ดินปั้นที่ร่มรื่นเหมือนอย่างที่สตรีผู้ไม่คุ้นชินกับงานหนักพึงกระทำ ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึก เตรียมตัวที่จ
Baca selengkapnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status