Masukชาติที่แล้วหนิงรุ่ยหนีจากครอบครัวสามีจนๆ เพื่อไปมีชีวิตศิวิไลซ์ที่เมืองหลวง แต่กลับถูกคนใจหยาบหลอกไปขาย ต้องตกนรกทั้งเป็นจนวันตาย เมื่อสวรรค์ให้โอกาสเธออีกครั้ง เธอจึงตั้งมั่นว่าจะทดแทนคุณครอบครัวสามีที่ดีกับเธอด้วยระบบแต้มบุญที่ติดตัวมาในชีวิตใหม่นี้
Lihat lebih banyakอากาศภายในห้องสี่เหลี่ยมคับแคบนั้นทั้งเย็นเยียบและหนักอึ้งราวกับถูกถมทับด้วยก้อนน้ำแข็งมหึมา ความมืดมิดโรยตัวปกคลุมในทุกตารางนิ้วจนแทบมองไม่เห็นแม้แต่ปลายนิ้วมือของตนเอง หนิงรุ่ยนอนขดตัวคู้ดั่งกุ้งแห้งอยู่บนเตียงกระดานไม้ที่ทั้งแข็งกระด้างและเต็มไปด้วยเสี้ยนหนาม ร่างกายของเธอในเวลานี้ผ่ายผอมจนแทบจะเหลือเพียงหนังหุ้มกระดูก ทุกครั้งที่พยายามสูดลมหายใจเข้าปอด ซี่โครงที่ปูดโปนจะขยับเสียดสีกันจนสร้างความเจ็บปวดร้าวลึกไปถึงไขกระดูก ผิวหนังที่เคยขาวเนียนบริสุทธิ์บัดนี้เต็มไปด้วยรอยแผลเป็น รอยฟกช้ำสีม่วงคล้ำ และบาดแผลปริแตกที่เกิดจากการถูกทุบตีอย่างทารุณ กลิ่นเหม็นอับของเชื้อราที่เกาะกินผนังห้อง ผสมปนเปกับกลิ่นสนิมเหล็กและกลิ่นคาวเลือดที่แห้งกรังบนเสื้อผ้าขาดวิ่น ทำให้บรรยากาศในซ่องนรกแห่งนี้ไม่ต่างอะไรกับหลุมศพที่รอคอยการฝังกลบ ความหนาวเหน็บแทรกซึมผ่านรอยแตกของแผ่นไม้กระดานเข้ามาบาดลึกถึงขั้วหัวใจ ไม่มีผ้าห่มอันอบอุ่น ไม่มีเตาผิงให้คลายหนาว มีเพียงความโดดเดี่ยวที่กัดกินวิญญาณของเธออย่างช้าๆ เสียงหยดน้ำจากหลังคาที่รั่วซึมหยดลงมากระทบพื้นดินดังก้องอยู่ในความเงียบงัน ราวกับเป็นนาฬิกาทรายที่กำลังนับถอยหลังสู่ช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต เธอรู้ตัวดีว่าร่างกายที่แหลกเหลวนี้ไม่อาจทนรับความเจ็บปวดได้อีกต่อไปแล้ว กระดูกขาทั้งสองข้างถูกแม่เล้าสั่งคนตีจนหักสะบั้นจากการพยายามหลบหนีเมื่อหลายวันก่อน แผลที่ติดเชื้อเริ่มลุกลามจนทำให้เธอมีไข้สูงลิ่ว สติสัมปชัญญะเริ่มพร่าเลือน หนิงรุ่ยนอนรอคอยความตายที่กำลังคืบคลานเข้ามาหาอย่างเชื่องช้า ความหวาดกลัวต่อมัจจุราชที่เคยมี บัดนี้ถูกแทนที่ด้วยความปรารถนาที่จะหลุดพ้นจากขุมนรกแห่งนี้เสียที แม้จะต้องแลกด้วยวิญญาณที่แตกสลายและสูญสลายไปตลอดกาลก็ตามที เธอหลับตาลงรับรู้ถึงความอ่อนแรงที่กัดกินกล้ามเนื้อทุกมัด เสียงหนูที่วิ่งพล่านอยู่มุมห้องไม่อาจดึงความสนใจของเธอได้อีกต่อไป มีเพียงความเจ็บปวดทางกายที่คอยย้ำเตือนว่าเธอยังคงมีลมหายใจรวยรินอยู่บนโลกอันแสนโหดร้ายใบนี้
ท่ามกลางความมืดมิดที่โอบล้อม หยาดน้ำตาอุ่นๆ ไหลรินออกจากหางตาที่เว้าลึก ความทรงจำอันแสนเจ็บปวดในอดีตเริ่มฉายชัดขึ้นมาในห้วงความคิดราวกับม้วนฟิล์มที่ถูกฉายซ้ำ ภาพความโง่เขลาและความเห็นแก่ตัวของตนเองในวันวานกลายเป็นหอกแหลมคมที่ทิ่มแทงหัวใจ เธอนึกย้อนกลับไปถึงช่วงเวลาที่เธอยังเป็นสะใภ้ของครอบครัวสกุลโจว ครอบครัวชาวนาที่แม้จะไม่ได้ร่ำรวยล้นฟ้า แต่ก็มอบความรักและความเมตตาให้เธออย่างหมดหัวใจ โจวจื่อหมิง ชายหนุ่มผู้เป็นสามีของเธอ เขามีใบหน้าที่หล่อเหลาและดวงตาที่ซื่อสัตย์ เขายอมทำงานหนัก อาบเหงื่อต่างน้ำตั้งแต่เช้าจรดค่ำ ทั้งทำไร่ไถนาและรับจ้างแบกหาม เพื่อหาเงินมาจุนเจือครอบครัวและปรนเปรอความสุขให้กับเธอ แต่เธอกลับมองข้ามความดีงามเหล่านั้น รังเกียจความยากจน และดูถูกหยาดเหงื่อของเขา หนิงรุ่ยในตอนนั้นหลงใหลในแสงสีและความศิวิไลซ์ของเมืองหลวง เธออาละวาด ร้องห่มร้องไห้ ทุบตีทำลายข้าวของในบ้าน และบีบบังคับให้ครอบครัวสกุลโจวต้องขายที่ดินทำกิน นำเงินเก็บก้อนสุดท้ายของครอบครัวมาส่งเสียให้เธอได้เรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย เธอจำได้ดีถึงแววตาที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าของจิ้งฝูฝูผู้เป็นแม่สามี ที่ยอมอดมื้อกินมื้อ ปล่อยให้ตัวเองไอจนเจ็บหน้าอกโดยไม่ยอมไปหาหมอ เพื่อประหยัดเงินไว้ให้เธอเป็นค่าเทอม แต่แล้วความทะเยอทะยานที่ไร้รากฐานก็ทำลายชีวิตของเธอจนพังพินาศ เมื่อเธอได้ก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย เธอก็ถูกแสงสีจอมปลอมกลืนกิน จนกระทั่งได้พบกับจิ้งหูหย่ง ชายหนุ่มหน้าตาดีที่แต่งตัวภูมิฐานและมีวาทศิลป์อันยอดเยี่ยม เขาเข้ามาตีสนิท มอบของขวัญราคาแพง และพร่ำบอกคำหวานที่ทำให้เธอหลงใหลจนโง่งม
"รุ่ยรุ่ย คนสวยของผม คุณเกิดมาเพื่อสวมใส่เสื้อผ้าสวยๆ และใช้ชีวิตดุจเจ้าหญิงในคฤหาสน์หลังใหญ่ ผมจะพาคุณไปพบกับชีวิตที่สมบูรณ์แบบ ทิ้งไอ้บ้านนอกนั่นซะเถอะ"
คำพูดหลอกลวงเหล่านั้นเปรียบดั่งยาพิษเคลือบน้ำตาลที่เธอเต็มใจกลืนกิน หนิงรุ่ยตัดขาดจากครอบครัวสกุลโจวอย่างไร้เยื่อใย เธอขโมยเงินก้อนสุดท้ายที่โจวจื่อหมิงส่งมาให้เป็นค่าอาหาร แล้วหนีตามจิ้งหูหย่งมาด้วยความหวังอันเรืองรอง แต่ภาพฝันอันแสนหวานก็พังทลายลงในชั่วข้ามคืน เมื่อจิ้งหูหย่งพาเธอมายังเมืองชายแดนที่ห่างไกล รอยยิ้มแสนดีของเขาแปรเปลี่ยนเป็นแสยะยิ้มของปีศาจร้าย เขาผลักเธอเข้าไปในซ่องนรกแห่งนี้ รับเงินปึกใหญ่จากแม่เล้า แล้วเดินจากไปโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามองเสียงกรีดร้องขอความช่วยเหลือของเธอ นับตั้งแต่วันนั้น ชีวิตของหนิงรุ่ยก็ตกอยู่ในขุมนรกทั้งเป็น เธอถูกทุบตี ถูกบังคับให้รับแขก ทนรับความอัปยศอดสูครั้งแล้วครั้งเล่า หากขัดขืนก็จะถูกแส้เฆี่ยนตีจนเนื้อแตกเลือดอาบ ความเย่อหยิ่งและศักดิ์ศรีที่เคยมีถูกเหยียบย่ำจนจมดิน ความงามที่เธอเคยภาคภูมิใจถูกทำลายจนย่อยยับ กลายเป็นเพียงเครื่องมือระบายตัณหาของชายแปลกหน้าหน้าตาอัปลักษณ์ วันแล้ววันเล่าที่เธอต้องนอนจมกองเลือดและน้ำตา เฝ้าถามตัวเองซ้ำๆ ว่าทำไมเธอถึงได้ตาบอดและเนรคุณต่อคนที่รักเธออย่างแท้จริงได้ลงคอ
ลมหายใจของหนิงรุ่ยเริ่มติดขัดและขาดห้วง หน้าอกของเธอกระเพื่อมขึ้นลงอย่างยากลำบากราวกับคนจมน้ำที่พยายามไขว่คว้าหาอากาศ ความหนาวเย็นเยือกเริ่มคืบคลานจากปลายเท้าและปลายนิ้วมือ ลามไล่ขึ้นมาตามเส้นเลือดจนถึงหัวใจ อาการชาหนึบทำให้เธอไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดจากบาดแผลอีกต่อไป มีเพียงความรวดร้าวในจิตวิญญาณที่ยังคงแจ่มชัด เธอมองจ้องเข้าไปในความมืดมิดเบื้องหน้า ภาพของครอบครัวสกุลโจวปรากฏขึ้นในมโนสำนึก ภาพของจิ้งฝูฝูที่กำลังลูบหัวเธอด้วยความเอ็นดู ภาพของเจินเอ๋อร์และจื่อฉินที่เรียกเธอว่าพี่สะใภ้ด้วยรอยยิ้มบริสุทธิ์ และภาพของโจวจื่อหมิง ชายผู้เป็นรักแท้ที่เธอทอดทิ้งมา แววตาที่แสนเศร้าและผิดหวังของเขาในวันที่เธอหันหลังเดินจากมา บัดนี้มันกลายเป็นคมมีดที่กรีดเฉือนหัวใจของเธอจนแหลกละเอียด หยาดน้ำตาแห่งความสำนึกผิดอย่างสุดซึ้งไหลทะลักออกมาดั่งทำนบแตก ชะล้างคราบเลือดและสิ่งสกปรกบนใบหน้าที่ซูบตอบ เธอเกลียดชังความโง่เขลาของตนเอง เกลียดชังความเห็นแก่ตัวที่ทำร้ายคนที่รักเธออย่างบริสุทธิ์ใจ หากย้อนเวลากลับไปได้ เธอจะไม่ขออะไรเลยนอกจากได้อยู่เคียงข้างครอบครัวสกุลโจว ได้ซับเหงื่อบนหน้าผากของสามี ได้ทำอาหารอุ่นๆ ให้พ่อแม่สามีทาน และได้ปกป้องน้องๆ ให้เติบโตอย่างมีความสุข ความตายกำลังยื่นมือมาสัมผัสใบหน้าของเธอ ดวงตาของหนิงรุ่ยพร่ามัวลงทุกขณะ เสียงสะท้อนในหัวใจดังก้องด้วยความเจ็บปวดที่ไม่อาจแก้ไขสิ่งใดได้อีกแล้ว
ริมฝีปากที่แห้งผากและแตกเป็นขุยของเธอขยับอย่างสั่นเทา หนิงรุ่ยรวบรวมเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายที่เหลืออยู่ในร่างกายที่กำลังจะแตกดับ เปล่งเสียงอันแหบพร่าและแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบของสายลม ทว่ามันคือคำอธิษฐานที่กลั่นออกมาจากส่วนลึกที่สุดของดวงวิญญาณที่กำลังแหลกสลาย
"หากชาติหน้ามีจริง ฉันจะขอชดใช้ให้ครอบครัวโจว"
น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความปวดร้าว ความสำนึกผิด และความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะแก้ไขทุกสิ่ง น้ำตาหยดสุดท้ายร่วงหล่นลงมากระทบหมอนไม้ที่แข็งกระด้าง พร้อมกับลมหายใจเฮือกสุดท้ายที่หลุดลอยออกจากร่าง ร่างกายที่เคยสั่นสะท้านจากความหนาวเหน็บค่อยๆ สงบนิ่งลง ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันและวิญญาณที่หลุดพ้นจากกรงขังแห่งเนื้อหนังมังสา
ทันทีที่คำอธิษฐานสุดท้ายสิ้นสุดลง สติสัมปชัญญะของหนิงรุ่ยก็ดับวูบลงราวกับเปลวเทียนที่ถูกลมพายุพัดดับ ความมืดมิดและมวลความเจ็บปวดทรมานที่เคยกัดกินร่างกายพลันอันตรธานหายไปจนหมดสิ้น รอบกายของเธอตกอยู่ในความว่างเปล่าที่ไร้ขอบเขต ไม่มีความหนาวเหน็บ ไม่มีความหิวโหย ไม่มีกลิ่นคาวเลือดที่น่าสะอิดสะเอียนอีกต่อไป ทันใดนั้น ท่ามกลางความมืดมิดอันไร้ที่สิ้นสุด ก็ปรากฏจุดกำเนิดแสงสว่างจ้าดุจดวงอาทิตย์ในยามเที่ยงวัน แสงสีขาวบริสุทธิ์นั้นสาดส่องและขยายวงกว้างออกไปอย่างรวดเร็ว กลืนกินความมืดมิดจนหมดสิ้น มันไม่ได้เป็นแสงที่แยงตาจนทำให้ปวดร้าว แต่กลับเป็นแสงสว่างที่แฝงไปด้วยพลังงานแห่งความเมตตาและการเยียวยา แสงสว่างจ้านั้นพุ่งเข้าปกคลุมรอบดวงวิญญาณของเธอ ก่อนที่หนิงรุ่ยจะเริ่มรู้สึกถึงความอบอุ่นประหลาดที่โอบล้อมร่างกายเอาไว้ มันเป็นความรู้สึกที่นุ่มนวลและอ่อนโยน ราวกับอ้อมกอดของมารดาที่คอยปลอบประโลมบุตรสาวที่กำลังตื่นตระหนก ความอบอุ่นนั้นซึมซาบเข้าไปในทุกอณูวิญญาณ ปัดเป่าความเศร้าหมองและความเจ็บปวดจากชีวิตอันแสนบัดซบในอดีตชาติให้มลายหายไป เธอรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังล่องลอยอยู่บนปุยนุ่มนิ่มที่ลอยล่องไปตามกระแสลมแห่งกาลเวลา ร่างกายที่เคยหนักอึ้งและแหลกเหลวกลับรู้สึกเบาสบายดุจขนนก ความรู้สึกสงบสุขที่เธอไม่เคยได้สัมผัสมาเนิ่นนาน แผ่ซ่านปกคลุมไปทั่วทุกห้วงแห่งการรับรู้ ก่อนที่ทุกอย่างจะหมุนวนและดึงเธอดิ่งลึกลงไปในวังวนแห่งแสงสว่างนั้นอย่างไม่อาจขัดขืน กระแสน้ำวนแห่งแสงสว่างนั้นโอบอุ้มวิญญาณของเธอ พาข้ามผ่านห้วงมิติแห่งความตายและความสิ้นหวัง มุ่งหน้าสู่สถานที่แห่งหนึ่งซึ่งเต็มไปด้วยกลิ่นอายของชีวิตและการเริ่มต้นใหม่
เฮือก
หนิงรุ่ยสูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่พร้อมกับเบิกตากว้างขึ้นอย่างตื่นตระหนก ร่างของเธอสะดุ้งสุดตัวจนลุกขึ้นนั่งตัวตรงบนเตียง หัวใจในอกเต้นรัวและแรงประดุจรัวกลอง เหงื่อกาฬแตกพลั่กผุดซึมเต็มหน้าผาก เธอยกมือทั้งสองข้างขึ้นกุมหน้าอกที่กำลังหอบกระชั้น พยายามกอบโกยอากาศเข้าปอดราวกับคนที่เพิ่งรอดพ้นจากการจมน้ำตาย ดวงตาที่ยังคงตื่นกลัวกวาดมองไปรอบกายอย่างรวดเร็ว คาดหวังว่าจะต้องพบกับผนังไม้ที่ผุพังและกลิ่นเหม็นอับของซ่องนรก แต่ทว่า สิ่งที่ปรากฏแก่สายตากลับทำให้เธอต้องนิ่งขึงไปชั่วขณะ
อากาศรอบตัวไม่ได้หนาวเหน็บจนเสียดกระดูก แต่กลับมีความอบอุ่นสบายที่แผ่ซ่านขึ้นมาจากพื้นเตียงที่เธอนั่งอยู่ เธอตระหนักได้ในวินาทีนั้นว่าเธอกำลังนั่งอยู่บนเตียงเตา หรือคัง ที่สร้างจากอิฐและดินเหนียว ซึ่งเป็นเตียงอุ่นที่เธอคุ้นเคยเป็นอย่างดีในอดีต ผ้าห่มที่คลุมตัวเธออยู่เป็นผ้าห่มฝ้ายสีหม่นที่แม้จะดูเก่าแต่ก็สะอาดสะอ้านและมีกลิ่นหอมของแสงแดดจางๆ ผนังห้องเป็นดินปั้นที่ทาด้วยปูนขาว มีหน้าต่างบานเล็กที่กรุด้วยกระดาษโปร่งแสง ปล่อยให้แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าสาดส่องเข้ามาตกกระทบพื้นดินอัดแน่นในห้อง หนิงรุ่ยกะพริบตาปริบๆ ความสับสนมึนงงตีรวนขึ้นมาในสมอง นี่ไม่ใช่ซ่องนรกแห่งนั้น กลิ่นคาวเลือดหายไปแล้ว ถูกแทนที่ด้วยกลิ่นฟืนไหม้และกลิ่นไอดินยามเช้าอันเป็นเอกลักษณ์ของชนบท แล้วเธอมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร ร่างกายที่ควรจะแหลกสลายกลายเป็นเถ้าถ่าน เหตุใดจึงยังรับรู้ถึงจังหวะการเต้นของหัวใจได้อย่างแจ่มชัดเช่นนี้
เธอก้มลงมองมือทั้งสองข้างของตนเองด้วยความตื่นตะลึง สองมือที่ควรจะผอมแห้งติดกระดูกและเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นจากการถูกเฆี่ยนตี บัดนี้กลับดูอวบอิ่ม ผิวพรรณเต่งตึงและขาวเนียนราวกับหยกเนื้อดี ไม่มีร่องรอยของความบอบช้ำหรือความทรมานใดๆ หลงเหลืออยู่เลย มือคู่นี้คือมือของหญิงสาววัยรุ่นที่ยังไม่เคยผ่านความยากลำบากแสนสาหัสในนรกขุมนั้น หญิงสาวยกมือขึ้นลูบคลำใบหน้าของตนเอง สัมผัสได้ถึงพวงแก้มที่อิ่มเอิบและผิวพรรณที่สดใส เธอรีบถกผ้าห่มออกและมองลงไปยังขาทั้งสองข้าง ขาที่เคยถูกตีจนหักสะบั้นบัดนี้เหยียดตรงและสมบูรณ์แบบ หนิงรุ่ยรีบก้าวเท้าลงจากเตียง สัมผัสแรกที่ฝ่าเท้าแตะลงบนพื้นดินอัดแน่นคือความมั่นคงและแข็งแรง เธอสามารถยืนหยัดได้ด้วยสองขาของตนเองอีกครั้ง ความทรงจำในอดีตชาติและการตื่นขึ้นในสถานที่แห่งนี้ตีรวนกันจนเธอแทบจะทรงตัวไม่อยู่
สายตาของเธอเหลือบไปเห็นกระดาษแผ่นหนึ่งที่แขวนอยู่บนผนังห้องข้างประตู มันคือปฏิทินแบบฉีกรายวัน ตัวอักษรสีแดงขนาดใหญ่ที่พิมพ์บอกตัวเลขปี ค.ศ. บนกระดาษแผ่นนั้น ทำให้นัยน์ตาของหนิงรุ่ยเบิกกว้างขึ้นอีกครั้ง ตัวเลขปีที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าคือช่วงเวลาที่เธอยังมีอายุเพียงสิบแปดปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เธอกำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมปลายปีสุดท้าย และเพิ่งจะแต่งงานเข้าครอบครัวสกุลโจวได้เพียงไม่กี่เดือน การแต่งงานที่เกิดขึ้นจากการเตรียมการของผู้ใหญ่ ซึ่งในอดีตชาติเธอเคยรังเกียจเดียดฉันท์นักหนา
หยาดน้ำตาร่วงหล่นลงมาจากดวงตาคู่สวยอีกครั้ง แต่มันไม่ใช่น้ำตาแห่งความทุกข์ทรมานหรือความหวาดกลัวอีกต่อไป มันคือน้ำตาแห่งความปีติยินดีอย่างหาที่สุดไม่ได้ สวรรค์เบื้องบนได้รับฟังคำอธิษฐานอันปวดร้าวของเธอ สวรรค์ได้เมตตาประทานโอกาสครั้งที่สองให้เธอได้ย้อนเวลากลับมา กลับมาในช่วงเวลาที่ทุกอย่างยังแก้ไขได้ กลับมาในช่วงเวลาที่เธอยังไม่ได้ทำลายชีวิตของตัวเองและครอบครัวสกุลโจว หนิงรุ่ยกำหมัดแน่น ยกมือขึ้นปาดน้ำตาออกจากแก้ม แววตาที่เคยสิ้นหวังและอ่อนแอพลันแปรเปลี่ยนเป็นความมุ่งมั่นและเด็ดเดี่ยวอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในชีวิต เธอสูดลมหายใจเข้าลึก รับรู้ถึงพลังแห่งชีวิตที่เต็มเปี่ยมอยู่ในทุกอณูร่างกาย
"ในเมื่อสวรรค์ให้โอกาสฉันได้เกิดใหม่ ฉันสาบานว่าชาตินี้ฉันจะไม่มีวันเดินซ้ำรอยเดิม ฉันจะใช้ทั้งชีวิตนี้เพื่อปกป้องและสร้างความสุขให้กับครอบครัวโจวให้ได้"
น้ำเสียงของเธอมั่นคงและทรงพลัง มันเป็นคำสาบานที่สลักลึกลงไปในจิตวิญญาณ หนิงรุ่ยเดินไปที่หน้าต่างบานเล็ก ผลักบานหน้าต่างออกเพื่อรับแสงแดดแรกของวันใหม่ สายลมอ่อนพัดพาความสดชื่นเข้ามาปะทะใบหน้า นอกหน้าต่างคือลานดินกว้างของบ้านสกุลโจว ที่ซึ่งเธอมองเห็นเงาแผ่นหลังกว้างของชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังง่วนอยู่กับการผ่าฟืนตั้งแต่เช้าตรู่ แผ่นหลังที่คุ้นเคย แผ่นหลังที่เคยโอบอุ้มความทุกข์ยากทั้งหมดเพื่อเธอ โจวจื่อหมิง สามีของเธอ รอยยิ้มที่แท้จริงปรากฏขึ้นบนริมฝีปากของหนิงรุ่ยเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี โลกใบนี้ไม่ได้สิ้นหวังอีกต่อไป การหวนคืนครั้งนี้คือจุดเริ่มต้นของการชดใช้และการสร้างปาฏิหาริย์แห่งชีวิตที่แท้จริง บทเรียนราคาแพงจากอดีตชาติได้หล่อหลอมให้เธอเติบโตและแข็งแกร่งเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด และนับจากวินาทีนี้เป็นต้นไป นามของหนิงรุ่ยสะใภ้ใหญ่แห่งสกุลโจว จะกลายเป็นผู้ปกป้องและนำพาความเจริญรุ่งเรืองมาสู่ครอบครัวนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ความวุ่นวายและเสียงอึกทึกครึกโครมจากลานกว้างด้านหน้าโรงงานเต้าหู้สกุลโจว ยังคงดังกึกก้องประดุจคลื่นพายุที่โหมกระหน่ำซัดฝั่ง เสียงตะโกนสั่งการของคนงานชายร่างกำยำที่กำลังเร่งรีบขนย้ายถาดไม้ เสียงล้อรถที่บดเบียดเสียดสีกับพื้นกระดาน และเสียงความสับสนอลหม่านอันเกิดจากความตื่นตระหนกหลังได้รับจดหมายด่วนพิเศษจากทางบ้าน ล้วนผสมปนเปกันจนกลายเป็นความโกลาหลที่ยากจะควบคุม ทว่าท่ามกลางพายุแห่งความกระวนกระวายใจนั้น หนิงรุ่ย สะใภ้ใหญ่แห่งสกุลโจว กลับเลือกที่จะหันหลังให้กับความวุ่นวายทั้งหมด หญิงสาวหมุนตัวก้าวเดินฝ่าฝูงชนด้วยท่วงท่าที่เร่งรีบและร้อนรนอย่างถึงที่สุด ฝีเท้าของหล่อนก้าวฉับๆ มุ่งหน้าตรงไปยังห้องทำงานส่วนตัวที่ตั้งอยู่ลึกเข้าไปในตัวอาคาร ทิ้งให้โจวจื่อหมิงผู้เป็นสามียืนตระหง่านรับหน้าจัดการสั่งการคนงานอยู่เบื้องหลังเพียงลำพังทันทีที่ก้าวล่วงข้ามธรณีประตูเข้ามาภายในห้องทำงานอันคุ้นเคย หนิงรุ่ยไม่รั้งรอที่จะเอื้อมมือไปผลักบานประตูไม้เนื้อแข็งให้ปิดสนิทลง เสียงกลอนเหล็กสับล็อกดังกริ๊ก ตัดขาดการรับรู้จากโลกแห่งความเป็นจริงภายนอกอย่างสิ้นเชิง บรรยากาศภายในห้องมืดสลัวและเงียบสงัด มีเพียง
ท่ามกลางแสงตะวันที่สาดส่องลงมาแผดเผาหลังคากระเบื้องดินเผาของโรงงานโกดังไม้สกุลโจวในยามสาย บรรยากาศภายในอาคารอันกว้างใหญ่แห่งนี้กลับยิ่งร้อนระอุและคุกรุ่นไปด้วยพลังงานแห่งการขับเคลื่อนธุรกิจที่กำลังพุ่งทะยานสู่จุดสูงสุด เสียงเครื่องโม่หินศิลาขนาดมหึมาจำนวนนับสิบเครื่องที่ตั้งตระหง่านเรียงรายกันอยู่ ยังคงหมุนบดเบียดเมล็ดถั่วเหลืองอย่างบ้าคลั่งและดุดัน เสียงครืนครั่นดังกึกก้องกังวานไปทั่วทุกตารางนิ้วของพื้นที่ มันเป็นเสียงแห่งความมั่งคั่งที่ประสานเข้ากับเสียงตะโกนสั่งงานของบรรดาคนงานชายหญิงนับร้อยชีวิตที่กำลังเดินขวักไขว่ไปมาอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย กลิ่นหอมหวานอันเป็นเอกลักษณ์ของน้ำนมถั่วเหลืองต้มสุกที่ลอยกรุ่นออกมาจากเตาไฟขนาดใหญ่ ลอยปะปนกับหยาดเหงื่อแรงกายของกรรมกรผู้ใช้แรงงาน สร้างมวลอากาศที่แสนจะคุ้นเคยและเป็นสัญลักษณ์แห่งความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของครอบครัวสกุลโจวที่บุกเบิกตลาดในเมืองเอกได้สำเร็จขบวนรถและรถเข็นไม้ของบรรดาตัวแทนจำหน่ายจากต่างมณฑลยังคงจอดเรียงรายต่อคิวกันยาวเหยียดอยู่บริเวณลานดินกว้างด้านหน้าโรงงาน คนงานชายร่างกำยำต่างเร่งรีบช่วยกันแบกหามถาดไม้ที่บรรจุเต้าหู้สด
ปรากฏการณ์สั่นสะเทือนเลื่อนลั่นอันเกิดจากหน้าหนังสือพิมพ์ฉบับเช้าตรู่ของเมื่อวาน ยังคงทิ้งร่องรอยแห่งความตื่นตะลึงและสร้างระลอกคลื่นแห่งความเปลี่ยนแปลงแผ่ขยายออกไปไกลแสนไกลเกินกว่าขอบเขตกำแพงเมืองเอกของมณฑล ข่าวคราวการโค่นล้มอิทธิพลมืดแห่งแก๊งมังกรดำด้วยสติปัญญาและความเด็ดเดี่ยวของสตรีชาวนาผู้เป็นเจ้าของโรงงานเต้าหู้สกุลโจว ได้ถูกสายลมแห่งการเล่าขานพัดพาไปสู่มณฑลใกล้เคียงและหัวเมืองต่างๆ อย่างรวดเร็วประดุจไฟลามทุ่งในฤดูแล้ง เรื่องราวความกล้าหาญที่ผสมผสานกับความอร่อยล้ำเลิศของรสชาติอาหาร กลายเป็นมนต์เสน่ห์อันทรงอานุภาพที่ดึงดูดความสนใจของบรรดาคหบดี พ่อค้าคนกลาง และนักลงทุนผู้มั่งคั่งจากทั่วทุกสารทิศให้หันมามองเป้าหมายเดียวกันรุ่งอรุณของวันใหม่เริ่มต้นขึ้นด้วยความวุ่นวายที่สถานีรถไฟกลางประจำเมืองเอก เสียงหวูดรถไฟที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไอน้ำดังกังวานแหวกม่านหมอกยามเช้า ควันสีขาวขุ่นพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าพร้อมกับขบวนรถไฟตู้ไม้ที่แล่นเข้ามาจอดเทียบชานชาลาอย่างต่อเนื่อง บรรดาเศรษฐีและพ่อค้าใหญ่จากต่างเมืองก้าวเท้าลงจากขบวนรถด้วยท่วงท่าที่เร่งรีบ ทว่ายังคงไว้ซึ่งความสง่างามของชนชั้นส
ม่านหมอกแห่งรัตติกาลที่แสนจะหนาวเหน็บและเต็มไปด้วยเรื่องราวอันน่าระทึกขวัญ ได้ค่อยๆ เลือนหายไปพร้อมกับการมาเยือนของแสงแรกแห่งรุ่งอรุณ แสงตะวันสีทองอ่อนจางสาดส่องลอดผ่านกลุ่มเมฆสีขาวสะอาดที่ลอยฟ่องอยู่บนท้องฟ้าเหนือเมืองเอกของมณฑล ขับไล่ความมืดมิดและความหนาวเย็นให้มลายหายไปจนหมดสิ้น บรรยากาศของเมืองใหญ่ที่เคยหลับใหลเริ่มถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาพร้อมกับเสียงความคึกคักและวิถีชีวิตที่ต้องดำเนินต่อไป เสียงล้อรถจักรยานบดเบียดกับพื้นถนนหินแกรนิต กลิ่นหอมกรุ่นของน้ำเต้าหู้ ซาลาเปาทอด และน้ำซุปร้อนๆ จากร้านค้าริมทาง ลอยปะปนมากับสายลมยามเช้า ชวนให้ผู้คนที่กำลังเดินขวักไขว่เพื่อไปทำงานต้องสูดลมหายใจรับเอาความสดชื่นเข้าปอด ทว่าในเช้าวันใหม่ที่ดูเหมือนจะธรรมดาสามัญนี้ กลับมีคลื่นความสั่นสะเทือนลูกใหญ่ที่กำลังจะพลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์และเปลี่ยนความรู้สึกของชาวเมืองไปตลอดกาล"ข่าวใหญ่! ข่าวใหญ่ประจำมณฑลมาแล้วครับ! มังกรดำสิ้นชื่อ! เถ้าแก่เนี้ยโรงงานเต้าหู้ซ้อนแผนจับมาเฟีย! ข่าวใหญ่หน้าหนึ่งเลยครับ!"เสียงตะโกนอันดังกังวานและเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังงานของเด็กชายขายหนังสือพิมพ์วัยกระเตาะ ดังแหวกท
แสงแดดจัดจ้าในยามสายสาดส่องลงมากระทบผืนดินแห้งระแหงและแปลงนาอันกว้างใหญ่ ไอร้อนระอุเต้นเร่าอยู่เหนือยอดหญ้าและใบถั่วเหลืองสีเขียวขจี ท่ามกลางบรรยากาศที่ร้อนอบอ้าวราวกับยืนอยู่หน้าเตาไฟ โจวจื่อหมิงยังคงยืนนิ่งงันอยู่กับที่ สองมือที่หยาบกร้านและเปื้อนคราบดินโคลนของเขายังคงประคองห่อผ้าฝ้ายที่บรรจุกล่อ
ท่ามกลางความมืดมิดที่ยังคงห่มคลุมแผ่นดินในยามก่อนรุ่งอรุณ เสียงจิ้งหรีดเรไรที่เคยส่งเสียงระงมมาตลอดทั้งคืนเริ่มเงียบเสียงลง อากาศในช่วงเวลานี้คือช่วงที่หนาวเหน็บที่สุดของวัน ลมสายอ่อนพัดลอดผ่านช่องว่างของหน้าต่างไม้กระดานเข้ามาปะทะผิวกายจนทำให้รู้สึกสะท้านไปถึงกระดูก ทว่าบนเตียงเตาอิฐภายในห้องนอนที
ดวงอาทิตย์ยามบ่ายคล้อยสาดส่องแสงแดดสีทองอมส้มลงมากระทบผืนดินแห้งระแหงของลานบ้านสกุลโจว อากาศที่เคยหนาวเย็นในยามเช้าเริ่มถูกแทนที่ด้วยความอบอุ่นที่ค่อนไปทางร้อนอบอ้าว ลมพัดโชยมาเป็นระลอกหอบเอาฝุ่นทรายเส้นเล็กๆ ปลิวว่อนไปในอากาศ บรรยากาศรอบกายเต็มไปด้วยความเงียบสงบของการใช้ชีวิตในชนบทที่ห่างไกล หนิงร
ค่ำคืนในชนบทอันห่างไกลความเจริญนั้นช่างเงียบสงัดและมืดมิดจนน่าใจหาย แสงจันทร์เสี้ยวที่สาดส่องลอดผ่านรอยแยกของหน้าต่างกรุกระดาษเก่าๆ เข้ามาตกกระทบลงบนพื้นดินอัดแน่นภายในห้องนอน สร้างเงาสลัวที่ทอดตัวยาวไปตามผนังดินปั้น อากาศในยามวิกาลของฤดูใบไม้ผลิยังคงแฝงไว้ด้วยความหนาวเหน็บที่เสียดแทงทะลุเสื้อผ้า ท











