Masuk"งั้นแม่กลับก่อนนะตาหมื่น หนูพิ้ง" คนอายุมากกว่าพูดขึ้นเมื่อเห็นว่าสถานการณ์คลี่คลายแล้วก่อนหันหลังออกจากห้องประชุมไป
ส่วนหมื่นลี้นั้นจัดการเรื่องเอกสารและพูดคุยทำความเข้าใจกับผู้ถือหุ้นที่เหลือ ชมพิ้งเพิ่งรู้ว่าสามีของเธอเตรียมแผนการประชุมและแผนพัฒนาธุรกิจในบริษัทมาจนเรียบร้อย คิดไม่ถึงว่างานของเขายุ่งขนาดนั้นยังจะมีเวลามาสนใจบริษัทเล็ก ๆ ของเธอด้วย หญิงสาวแปลกใจนิดหน่อยที่อีกคนดูจะรู้เรื่องภายในบริษัทดีกว่าตัวเธอเองเสียอีกทั้ง ๆ ที่เขาไม่เคยเอ่ยถามเธอเลยแม้แต่คำเดียว "คุณชมพิ้งครับผมสั่งข้าวให้เรียบร้อยแล้วให้จัดโต๊ะที่ไหนดีครับ" กรันย์เดินเข้ามากระซิบที่ข้างหูคนเป็นเจ้านาย ทว่ามันก็ดังพอจะให้ชายหนุ่มที่อ่านเอกสารข้าง ๆ ได้ยิน และภาพความใกล้ชิดกันของภรรยา (ที่ไม่อยากมี) และเลขาส่วนตัวดูจะมากเกินความจำเป็นเขาจึงได้แอบสังเกตเงียบ ๆ "ไปที่ห้องทำงานเจ้านายคุณเลยครับ" หมื่นลี้ไม่คิดว่าเป็นการเสียมรรยาท เขาตอบออกมาทำให้คนทั้งสองตกใจนิดหน่อยแต่กรันย์นั้นก็ยังคงเป็นมืออาชีพมากพอ เขาผายมือไปทางประตูเพื่อนำทางสามีของเจ้านายไปยังห้องทำงานที่ว่า ถึงแม้ว่าจะเป็นเวลาเที่ยงกว่าแล้วแต่เรื่องการประชุมของพวกเขานั้นดูท่าจะไม่จบลงง่าย ๆ และอาจกินเวลาไปจนถึงช่วงดึก "ขอบคุณนะคะ" เมื่อไร้เงาของเลขาหนุ่มแล้วคนตัวเล็กก็เอ่ยขึ้นกับชายหนุ่มผู้ที่เอาแต่ตีหน้าขึงขังตลอดเวลา ทว่าเขาไม่คิดแม้แต่จะมองเธอเลยด้วยซ้ำ หมื่นลี้เพียงแค่ก้มหน้าก้มตากินข้าวที่เตรียมเอาไว้ให้อย่างเงียบ ๆ และทำเหมือนกับชมพิ้งไม่มีตัวตน "ทานเยอะ ๆ นะคะ" อีกคนไม่คิดจะละความพยายาม หญิงสาวคีบเอาเจ้าชิ้นเนื้อใส่ลงในจานของชายหนุ่ม คิดไม่ถึงว่าการกระทำนี้จะทำให้มื้ออาหารแสนอร่อยของหมื่นลี้ต้องจบลง "ไม่อร่อยเหรอคะ" คนตัวเล็กถามขึ้นเมื่อเห็นว่าหมื่นลี้วางช้อนลงและหยิบแก้วน้ำขึ้นมาดื่มราวกับกำลังจะอิ่ม "ทีหลังถ้ากลัวฉันกินข้าวไม่อร่อยก็ไม่ต้องเสนอหน้ามาอยู่ใกล้ ๆ ฉันกินข้าวไม่ลง" ถ้อยคำแสนใจร้ายถูกทิ้งเอาไว้ข้างหลังก่อนที่เจ้าของคำพูดนั้นจะเดินออกจากห้องไปอย่างคนหัวเสีย หญิงสาวที่เพิ่งรู้ความผิดก็ทำอะไรไม่ถูก ทั้ง ๆ ที่เธอก็รู้ตัวว่าสามีตัวเองนั้นรังเกียจเธอมากขนาดไหน แต่ก็ยังพยายามเอาตัวเข้าไปใกล้ ๆ อย่างคนสิ้นคิด "คุณชมพิ้งเป็นอะไรหรือเปล่าครับ" กรันย์เดินเข้ามาพอดี เมื่อหลบให้หมื่นลี้เดินออกไปแล้วก็รีบเข้ามาในห้องทำงานก่อนเห็นชมพิ้งนั่งร้องไห้อยู่เงียบ ๆ เขารีบหยิบเอาผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาและส่งให้กับคนข้าง ๆ ด้วยความตกใจ "เปล่าค่ะ" หญิงสาวตอบกลับพร้อมรับผ้าเช็ดหน้ามาไว้ในมือ แต่กลับปล่อยให้น้ำตาไหลอาบสองข้างแก้มไปเช่นเดิม ไม่มีใครสามารถอดทนกับคำพูดใจร้ายเช่นนั้นจากสามีตัวเองได้หรอก กรันย์ที่เห็นเช่นนั้นก็ทิ้งตัวนั่งลงข้าง ๆ และลูบหลังเล็กบางตรงหน้าด้วยความสงสาร ทว่าการกระทำทั้งหมดของสองคนนั้นอยู่ในสายตาของผู้ที่ยืนหน้าประตูทั้งหมด "หึ! คิดจะรวบทั้งหมดเลยสินะชมพิ้ง" เวลาของการประชุมในรอบบ่ายผ่านไปอย่างเรียบง่าย ตอนนี้แนวทางในการแก้ปัญหาทุกอย่างถูกส่งต่อมาให้กับชมพิ้ง ซึ่งเธอเองก็พอเข้าใจสิ่งที่หมื่นลี้ต้องการจะสื่อทั้งหมด คิดไม่ถึงว่าชายที่วัน ๆ เอาแต่จะลุ่มหลงอยู่ในโลกีย์พอถึงเวลาทำงานกลับเปลี่ยนเป็นคนละคน แถมยังโน้มน้าวหุ้นส่วนให้คล้อยตามได้อีกด้วย "คุณกรันย์ครับถ้าโปรเจคนี้เริ่มแล้วยังไงรบกวนคุณกรันย์รายงานที่เลขาของผมเป็นระยะนะครับ และถ้าเกิดปัญหาอะไรก็แจ้งที่เลขาผมได้ตลอด" เลขาหนุ่มรับคำสามีเจ้านายแต่โดยดีแม้ว่าเขาจะรู้สึกสงสัยไม่น้อยเลยว่าวันทั้งวันสองสามีภรรยาคู่นี้กลับไม่ได้คุยกันแม้คำเดียว หรือว่าเรื่องอาจเกิดเมื่อตอนกลางวันที่เขาไม่อยู่นั่นหรือเปล่า "ครับคุณหมื่นลี้" เมื่ออีกคนตอบรับแล้วชายหนุ่มก็ลุกขึ้นเต็มความสูง เขากำลังเดินออกจากห้องประชุมไปโดยไม่หันมาบอกกับภรรยาเสียด้วยซ้ำ ยิ่งทำให้กรันย์สงสัยเข้าไปกันใหญ่ "งั้นฉันก็กลับเลยเหมือนกันนะคะคุณกรันย์" ชมพิ้งหันมาบอกลาเลขาตัวเองบ้างก่อนจะเดินตามหลังสามีไปติด ๆ แม้ว่าจะเดินตามหลังไปหากแต่หญิงสาวก็รู้ตัวดีว่าเธอนั้นไม่ควรจะอยู่ในระยะการมองเห็นของอีกคนจนทำให้เขาเกิดอารมณ์หงุดหงิดขึ้นมาอีก ดังนั้นเธอจึงเลือกจะลงลิฟต์พนักงานอีกตัวเพราะลิฟต์ตัวนี้จะไปหยุดที่ลานจอดรถพอดี สองขาเรียวก้าวยาว ๆ กระทั่งมาหยุดอยู่ที่หน้ารถของตัวเอง ก่อนสังเกตเห็นความผิดปกติที่เกิดขึ้น "บ้าจริง! ยางแบนแบบนี้จะกลับยังไงล่ะ" นาฬิกาเรือนเล็กที่ข้อมือบ่งบอกว่าตอนนี้สองทุ่มกว่าแล้วเกรงว่าร้านซ่อมก็คงจะปิดไปจนหมดเห็นทีว่าคงต้องหาทางอื่นกลับเสียแล้ว เมื่อนึกได้เช่นนั้นเธอก็หันไปเจอกับหมื่นลี้พอดี "คุณหมื่นลี้คะ คุณหมื่นลี้" ชมพิ้งตะโกนเรียกอีกคนลั่นแต่เขาก็ทำเป็นไม่ได้ยินเหมือนเช่นเคย แต่คนตัวเล็กก็ไม่รอให้อีกคนก้าวขึ้นรถไปได้สำเร็จ ร่างเล็กบางรีบวิ่งไปหาชายหนุ่มก่อนจะขวางหน้าเขาเอาไว้ได้ทัน "มีอะไร" คนตัวสูงถามด้วยน้ำเสียงติดรำคาญ "ฉันขอติดรถกลับไปบ้านด้วยได้ไหมคะ" ชายหนุ่มใช้สายตาของความดูถูกมองคนตัวเล็กตั้งแต่หัวจรดเท้าก่อนจะเดินผ่านเธอไปทั้งอย่างนั้น แม้ในใจมีคำมากมายจะว่าให้เธอ แต่เขากลับไม่มีอารมณ์มากพอจะพูดออกไป ก็เพราะว่าความเหนื่อยล้าจากงานที่ทำมาทั้งวัน งานไม่ใช่ของเขาแท้ ๆ แต่ต้องถูกแม่บังคับให้มาช่วยรับผิดชอบ เขาย่อมไม่พอใจอยู่แล้ว "รถของฉันยางแบนขอฉันติดรถกลับไปด้วยนะคะ" คนตัวเล็กยังคงพยายามพูดคุยกับอีกคนแต่ก็ไม่เป็นผล เมื่อรถยนต์คันหรูของสามีแล่นออกจากลานจอดรถผ่านหน้าของเธอไปอย่างรวดเร็ว "เห้อออ!! งั้นกลับรถเมล์ก็ได้" คนตัวเล็กเดินสะเปะสะปะมาเรื่อย ๆ กระทั่งถึงป้ายรถเมล์ที่เงียบสงบ อาจเป็นเพราะบริษัทของเธอนั้นตั้งอยู่ที่ชานเมืองทำให้การจราจรไม่ได้หนาแน่นมากขนาดนั้น ทางกลับกันเที่ยวรถเมล์เองก็น้อยนิดและทิ้งห่างมากอีกด้วย แต่แล้วคนอย่างชมพิ้งตอนนี้จะทำอย่างไรได้เมื่อผู้เป็นบิดาก็จากโลกนี้ไปแล้ว หากท่านยังอยู่แน่นอนว่าแค่เพียงเธอโทรบอกว่ารถยางแบนทศพลบิดาของเธอต้องรีบมารับเธอแน่ หากแต่วันนี้โทรไปไม่มีใครรอรับสายอีกแล้ว ชมพิ้งทิ้งตัวนั่งลงที่เก้าอี้ด้วยความเหนื่อยล้าจากงานหนักมาทั้งวัน สายตาจ้องมองไปยังทิศทางที่รถจะแล่นมา ทว่าเวลาจนป่านนี้ถนนกลับมืดสนิท กระทั่งความเหนื่อยล้าทำให้เปลือกตาของเธอค่อย ๆ หย่อนลงค่ำคืนวันศุกร์แสนหรรษาของบรรดาหนุ่มสาวนั้นดูจะครึกครื้นมากกว่าทุกวัน ในฐานะสาวที่ชื่นชอบปาร์ตี้ก็ได้มาดื่มกินตามคำชวนของเพื่อน ๆ หญิงสาวในชุดรัดรูปเดินเข้ามาในคลับดังก็มีแต่สายตาจับจ้อง ไม่ใช่ว่าเธอจะไม่รู้ตัว แต่เต็มเดือนเลือกที่จะไม่สนใจสายตาพวกนั้นมากกว่า“น้องครับ พี่ขอไลน์หน่อยได้ไหมคนสวย” ชายแปลกหน้าคนหนึ่งเดินเข้ามาราวกับหน่วยกล้าตายที่ไม่สนใจว่าตัวเองจะได้รับสิ่งที่ต้องการหรือไม่แต่ทว่าหญิงสาวที่เพิ่งได้รับคำขอไปนั้นกลับยกยิ้มมุมปากแล้วเดินเลยคนผู้นั้นไปอย่างไม่สนใจ ท่ามกลางสายตาที่จับจ้อง เล่นเอาคนถูกเมินหัวเสียไม่น้อยเลย“มึงเริ่ดอยู่นะเมื่อกี้”“ธรรมดาป่ะ มามึงวันนี้เต็มที่เลยนะ กูเลี้ยงเอง” เต็มเดือนพูดพร้อมยกแขนเรียวขึ้นมาคล้องคอเพื่อนและวาดลวดลายเบา ๆ อย่างสนุกสนานท่ามกลางสายตามากมายหญิงสาวและบรรดาเพื่อน ๆ นั่งดื่มกันอยู่หลายชั่วโมง บางคนเริ่มทรงตัวไม่อยู่ บางคนฟุบไปกับโต๊ะ และมีบางคนที่ยังสู้ไม่ถอย“มึงกูไปเข้าห้องน้ำก่อนนะ” เต็มเดือนเอ่ยบอกกับเพื่อนที่นั่งอยู่ใกล้ที่สุดเต็มเดือนเดินไปเข้าห้องน้ำเพียงลำพังและระหว่างทางมีแก้วมากมายส่งมาให้ ด้วยความที่สติเธอเหลือไม่มาก
เวลาของความสุขมันมักผ่านไปรวดเร็วเสมอ เผลอแปบเดียวตอนนี้ดุจผืนฟ้าก็อายุเข้าปีที่ 19 แล้ว เรียกได้ว่าเป็นวัยที่กำลังสวยสะพรั่งเลยทีเดียว ส่วนคนเป็นพี่ชายนั้นก็อายุ 20 แล้ว ทว่าการเลี้ยงดูของสองคนนี้แตกต่างกันมากทีเดียวเขาว่าคนเจ้าชู้หากมีลูกสาวจะหวงมากเป็นพิเศษเห็นทีว่าคงไม่เกินจริง ทั้ง ๆ ที่เป็นลูกเหมือนกันหากแต่เท่าพิภพนั้นกลับได้รับอิสระทั้งทางด้านความคิดและเรื่องของการตัดสินใจมากกว่า อีกทั้งเมื่อมีเวลาว่างคนเป็นพ่อก็มักพาเจ้าลูกชายนั้นไปทำเรื่องที่ลูกผู้ชายเขารู้กันดีอยู่สองคน อย่างเช่นว่า เบียร์แก้วแรกของลูกนั้นหมื่นลี้ต้องเป็นคนรินให้เอง และมันก็เป็นเช่นนั้นจริงเสียด้วย เรื่องนี้ชมพิ้งไม่ค่อยพอใจมากนักคิดว่าเขาจะพาลูกไปทำตัวไม่น่ารักที่ไหน หากแต่ลูกก็ดูอยากจะให้พ่อพาไปเธอจึงไม่อาจขัดใจได้ นับวันยิ่งโตเท่าพิภพก็ยิ่งเหมือนพ่อแต่ดุจผืนฟ้านั้นไม่เหมือนกัน เด็กผู้หญิงคนนี้เป็นแก้วตาดวงใจของทั้งบ้านเพราะว่ามีเธอเป็นผู้หญิงเพียงคนเดียวของบรรดาหลาน ๆ ทั้งหมด เป็นคนที่ทุกคนต่างประคบประหงมกันเป็นอย่างดี จะไปไหนก็ต้องมีคนขับรถไปรับไปส่ง มีคนติดตามเว้นเสียเวลาอยู่ในรั้วโรงเรียนเท่านั้น"เ
3 เดือนให้หลังจากงานแต่งครั้งสุดท้ายของชีวิตหมื่นลี้ เขาทำงานอย่างหนักหน่วงทั้งงานของบริษัทตัวเอง และบริษัทของภรรยาด้วย ตอนนี้เรียกได้ว่าหมื่นลี้ก้าวขึ้นเป็นหัวหน้าครอบครัวแบบเต็มตัวแล้ว ซึ่งชมพิ้งเองก็เห็นด้วยที่ปล่อยให้สามีได้ทำงานแทบทุกอย่างไป เพราะเขานั้นย่อมถนัดกว่าเธอตอนนี้ชมพิ้งนอกจากการเลี้ยงเจ้าก้อนหมูน้อยแล้วเธอก็กลับมาทำงานอดิเรกที่เคยชอบทำอย่างเช่น การวาดภาพ และการถ่ายภาพศิลปะต่าง ๆ การทำอาหาร และการเข้าคอร์สจัดดอกไม้ซึ่งตอนนี้ก็ถือได้ว่าเธอนั้นได้ชีวิตกลับคืนมาอยู่หลายส่วน"อ้วก ๆ ๆ ๆ" เสียงอาเจียนหนักหน่วงปานจนจะขาดใจของหมื่นลี้ดังขึ้นตอนเข้ามาเป็นวันที่สามแล้ว ตอนนี้เขารู้สึกว่าร่างกายนั้นเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากไม่รู้เพราะอะไร"พี่หมื่น คลื่นไส้อีกแล้วเหรอ" คนเป็นภรรยานั้นเดินมาลูบหลังสามีด้วยความเป็นห่วง โชคดีที่เตียงนอนของเจ้าลูกหมูไม่ได้อยู่ใกล้กับห้องน้ำมากนัก ถึงไม่ทำให้เขาตื่นขึ้นมางอแงแต่เช้ามืด แต่ชมพิ้งนั้นรู้สึกตัวตั้งแต่ตอนที่หมื่นลี้รีบลุกขึ้นจากเตียงแล้วเข้ามาในห้องน้ำแล้ว"พี่ไม่เป็นไรครับ" เขาตอบให้ภรรยาคลายความกังวลใจ ช่วงนี้งานที่บริษัทรัดตัวมากจริง ๆ น
งานแต่งงานที่สุดแสนจะยิ่งใหญ่ถูกจัดขึ้นที่ห้องจัดเลี้ยงในโรงแรมหนูใจกลางเมือง ทว่ามันไม่ใช่ที่เดิมแต่บรรยากาศในงานกลับดูเหมือนเดิมไปเสียทุกอย่าง ก็เพราะว่าคุณนายเม็ดพลอยไม่รู้ว่าจงเกลียดจงชังอะไรลูกชายตัวเองหรือเปล่าถึงได้เลือกออแกไนซ์เจ้าเดิมแถมยังมีธีมงานและของชำร่วยรวมถึงการ์ดเชิญแบบเดิมอีกด้วยดูก็รู้ว่าจงใจแกล้งเขาให้เตรียมตัวโดนเชือดกันชัด ๆ เห็นทีว่าคืนนี้เขาต้องเอาใจเมียตัวเองให้ดีเสียหน่อย ไม่อย่างนั้นตายแน่ ๆ เพราะดูจากใบหน้าบึ้งตึงของเจ้าสาวที่เต็มเดือนส่งมาให้แล้วเห็นทีจะรอดยาก ก็นะภาพจำของภรรยาคนสวยเขามันคงยังชัดเจน เหมือนเดิมทุกอย่าง ไม่สิ มันต้องไม่เหมือนเดิมแล้วเด้อ ก็เจ้าบ่าวคนนี้กลับตัวกลับใจแล้วจ้าเมียจ๋า"เร่งแอร์หน่อยสิวะ ทำไมมันร้อนขนาดนี้แอร์เสียหรือเปล่า" หมื่นลี้หันไปพูดกับเพื่อนเจ้าบ่าวทั้งสองและพี่น้องเจ้าบ่าวอีกสองรวมเป็นสี่ที่วันนี้แต่งตัวมาอย่างตั้งใจกว่าครั้งที่แล้วมาก ๆ "แอร์มันก็ปกติแล้ว แต่ที่มึงร้อนมันเป็นเพราะชะงักที่ติดหลังอยู่หรือเปล่า" แซมเอ่ยแซวและไม่นานก็ได้รับเป็นรองเท้าเจ้าบ่าวถอดโยนมาให้เป็นรางวัล"ชะงักพ่องมึงดิ วันนี้วันดีห้ามพูดเรื่องไม
'คุณหมื่นลี้คะ คุณหมื่นลี้''มีอะไร''ฉันขอติดรถกลับไปบ้านด้วยได้ไหมคะ''รถของฉันยางแบนขอฉันติดรถกลับไปด้วยนะคะ''กูจะบอกให้นะ กูจะมาเที่ยวนี่แหละแต่ตอนออกมามีคนวิ่งตัดหน้ารถกู พอลงไปก็เห็นว่าเป็นเมียมึงถึงได้ไปส่ง'เสียงบทสนทนาของชมพิ้งและอาร์ทยังดังก้องอยู่ในหัว หมื่นลี้พยายามสงบใจและสลัดเอาความคิดฟุ้งซ่านนั้นออกไป แต่ทว่ากลับไม่สามารถทำได้"โถ่โว้ย!" ชายหนุ่มที่คิดจะไปนอนที่อื่นในตอนแรกตัดสินใจหักพวงมาลัยกลับยูเทิร์นข้างหน้าในเสี้ยววินาที ตอนแรกเขาไม่คิดจะกลับไปยังบ้านหลังนั้น บ้านที่มีแต่เรื่องเครียด ๆ แต่ทว่าหลังจากฟังคำพูดของอาร์ทและนึกถึงรอยช้ำที่ร่างกายของชมพิ้งเขาก็วางใจไม่ได้ สุดท้ายก็เลือกที่จะกลับไปให้มันจบ ๆแต่ไม่ได้รู้สึกผิดหรือเป็นห่วงอะไรนะ ก็แค่ไปดูว่าใกล้ตายหรือยังก็เท่านั้น จริง ๆ นะเชื่อสิหมื่นลี้เดินเข้ามาในตัวบ้านตามปกติที่เขาชอบทำก็พบว่าร่างเล็กบางหลับแล้วเหมือนดังทุกครั้ง เขาเปิดผ้าห่มที่คนตัวเล็กใช้ปกปิดร่างกายออกก่อนจะลอบสำรวจรอยช้ำที่เขาเห็นบริเวณหัวเข่าทั้งสองข้าง โชคดีที่คืนนี้ชมพิ้งใส่ชุดนอนแบบกางเกงขาสั้นพอดี ไม่อย่างนั้นเกรงว่าจะสำรวจลำบาก"ก็ไม่เห็นจ
หลังจากที่เขารู้เรื่องคำพูดของชมพิ้งที่บอกกับเต็มเดือนและน้ำฟ้าจากอาร์ทสายลับของเขาแล้ว และวันนี้เขาเตรียมแผนการเพื่อขอภรรยาแต่งงานอีกครั้ง หากแต่ครั้งนี้เป็นครั้งที่เขาเต็มใจเป็นที่สุดแน่นอนว่าจะขอที่บ้านธรรมดาก็คงไม่ดีเขาพาชมพิ้งมาเที่ยวที่ทะเลโดยอ้างว่าอยากจะพักผ่อนเพราะทำงานมานานแล้ว ซึ่งเธอเองก็เห็นด้วยโต๊ะดินเนอร์เล็ก ๆ หน้าบ้านพักตากอากาศถูกจัดขึ้นมาโดยบริการพิเศษจากทางโรงแรม โดยที่ของกินนั้นมีหลากหลายหน้าตาก็น่ากินไม่น้อย แต่ส่วนมากจะเป็นอาหารที่ดีต่อคนท้องเป็นหลักรวมถึงน้ำผลไม้ไร้แอลกอฮอล์ด้วยโชคดีที่ชมพิ้งไม่มีอาการแพ้ท้องให้ได้เห็นเลยเพราะสามีแพ้แทนให้หมดแล้ว ก็ทำให้เธอเจริญอาหารอย่างมาก เขานึกขอบคุณลูกที่อยู่ในใจ ทว่าเสียงเตือนจากมือถือหมื่นลี้ดังขึ้นนั่นก็หมายถึงว่าได้เวลาแล้ว“พิ้งอิ่มหรือยังครับ” เขาเอ่ยถามภรรยาที่เริ่มไม่แตะอาหารในจานและมองออกไปยังท้องทะเลยามค่ำคืนตรงหน้า“อื้อ แน่นท้องไปหมด” “งั้นเราไปเดินย่อยกันเถอะ”“อยากไปอยู่พอดีเลย” ทั้งสองพากันเดินลัดเล๊าะไปตามริมหาดช้า ๆลมทะเลในตอนกลางคืนนั้นดูจะแรงกว่าตอนกลางวันอยู่มาก หากแต่ยามนี้ที่หาดไร้ซึ่งเงาของผู้คน





![ทวงสิทธิ์รักวิศวะตัวร้าย [เซทแก๊งสิงห์]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)

