เข้าสู่ระบบ"แย่แล้วครับคุณชมพิ้งแย่แล้ว" กรันย์เลขาคนเก่งมือหนึ่งของผู้เป็นบิดาวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาตอนที่ชมพิ้งเพิ่งก้าวขาเหยียบหน้าบริษัท
"มีอะไรเหรอคะพี่กรันย์?" คนตัวเล็กถามด้วยความงงงวย ไม่รู้ว่าเพียงมาสายไม่ถึงชั่วโมงกลับเกิดเรื่องอะไรที่ทำให้คนที่สุขุมตลอดอย่างกรันย์กระวนกระวายใจได้ "คุณสมภพน่ะสิครับ ตอนนี้เรียกประชุมผู้ถือหุ้นทั้งหมดแล้วเตรียมปลดคุณชมพิ้งออกจากรักษาการประธานแล้วครับ" คิดไม่ถึงว่าหลังจากบิดาเธอเสียชีวิตได้ไม่ถึงสามเดือนคนพวกนั้นก็ทนแทบไม่ไหวลงมือรวดเร็วถึงเพียงนี้ ชมพิ้งรับตำแหน่งเป็นรักษาการแทนบิดาผู้ล่วงลับในการบริหารบริษัทที่จวนจะล้มละลายแห่งนี้ ทั้ง ๆ ที่เธอรู้ว่าผู้ถือหุ้นคนอื่น ๆ ไม่พอใจในการรับตำแหน่งของเธอแล้วยังไม่มีการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ หักแต่เธอก็ไม่ได้คิดจะทิ้งบริษัทนี้ไปง่าย ๆ "ตอนนี้พวกนั้นอยู่ไหนกันคะ" "มานั่งรอพร้อมกันที่ห้องประชุมใหญ่แล้วครับ" สองขาเรียวก้าวยาว ๆ ขึ้นลิฟต์ไปยังจุดหมายที่เลขาว่าโดยที่ในหัวก็คิดถึงวิธีการรับมือต่าง ๆ มากมาย รวมไปถึงการโทรไปร้องขอให้ผู้เป็นสามีมาช่วยในตอนนี้ด้วย หากแต่เธอรู้ดีวันนี้หมื่นลี้มีธุระต้องไปคุยงานที่อื่นตั้งแต่เช้า เธอเองก็ไม่กล้ารบกวนจนทำให้งานอีกคนเสีย "เราจะทำยังไงดีครับคุณชมพิ้ง" กรันย์ร้อนใจจนแทบบ้า ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าวันนี้ต้องเกิดเรื่องนี้ขึ้นมาแต่พวกเขาก็ยังไม่ได้คิดถึงวิธีรับมืออย่างจริงจังเลยสักครั้ง เพราะภาระงานในบริษัทเยอะเกินไป รวมถึงกรันย์เองต้องรับบทบาทในการสอนงานลูกสาวอดีตเจ้านายอย่างชมพิ้งด้วย "อย่าเพิ่งร้อนใจนะคะ เดี๋ยวพิ้งขอคิดดูก่อน" ถึงจะพูดเช่นนั้นหากแต่เธอเองก็จนปัญญา กระทั่งลิฟต์เปิดออกถึงได้เดินไปหยุดอยู่หน้าห้องประชุมอย่างชั่งใจ แกร่ก!! เพียงเสียงเปิดประตูดังขึ้นผู้ที่อยู่ด้านในราวสิบชีวิตก็มองมาที่ชมพิ้งผู้มาใหม่เป็นตาเดียว "มาแล้วเหรอหนูพิ้งหลานอา" ไม่ต้องมานับญาติจ้าถ้าคิดแต่จะแทงข้างหลังแบบนั้น หญิงสาวหันไปมองต้นเสียงของคนที่เรียกแทนตัวเองว่าอาและเป็นเพื่อนสนิทของคุณพ่อด้วยความไม่พอใจนัก นึกตำหนิคนหัวหงอกจนแทบจะลงโรงนั่นว่าเป็นคนที่ปากหวานก้นเปรี้ยวเสียเหลือเกิน เธอรู้สึกสงสารคุณพ่อตัวเองที่มีเพื่อนเช่นนี้มาตั้งครึ่งค่อนชีวิต "สวัสดีค่ะทุกคน" พูดจบหญิงสาวก็เดินลงมานั่งที่เก้าอี้ตัวแรกด้านข้างที่ว่างอยู่เหตุก็เพราะหัวโต๊ะที่เป็นเก้าอี้ประธานนั้นมีผู้จับจองไปก่อนเธอแล้ว ดูจะไม่ค่อยรีบร้อนเสียเท่าไหร่เลย "เป็นถึงรักษาการประธานแต่กลับมาทำงานสายแบบนี้มันใช้ได้ที่ไหนกัน" นั่นแหละเสียงตาแก่ที่นั่งอยู่หัวโต๊ะสุดแย่งที่นั่งเธอเอ่ยขึ้นอย่างตำหนิโดยไม่มองหน้าเธอแม้แต่นิด "พิ้งต้องขอโทษด้วยนะคะที่บ้านมีปัญหานิดหน่อยค่ะ" "ที่บ้านของเธอไม่มีคนเหลืออยู่แล้วสักคนนี่ จะมีปัญหาอะไรนักเธอไม่ได้สนใจที่จะทำงานตรงนี้ก็ยอมรับมาตรง ๆ พวกฉันไม่ว่าอะไรหรอก" ก็แน่ล่ะสิที่ไม่ว่าอะไรเพราะวันนี้พวกเขาจะปลดให้ชมพิ้งกลับไปอยู่บ้านโดยที่ไม่ต้องรับผิดชอบงานตรงนี้อีกแล้ว ทำมาเป็นพูดดี "สรุปว่าวันนี้เรียกประชุมกันมีวาระอะไรงั้นหรือคะ" หญิงสาวไม่คิดที่จะตอบโต้ชายมีอายุผู้นั้นและรีบตรงเข้าประเด็นให้เร็วที่สุดหวังใช้เหตุผลเข้าสู้ "งั้นฉันก็ขอพูดตรงตรงเลยแล้วกันนะวันนี้พวกเรามีมติร่วมกันแล้วว่าจะขอปลดเธอออกจากการเป็นรักษาการประธาน" นั่นไงในที่สุดก็พูดออกมาจนได้ ทั้ง ๆ ที่ช่วงสองเดือนนี้เธอทุ่มเทแรงกายแรงในใจการเรียนรู้งานมากขนาดไหน แต่คนพวกนี้กลับมองไม่เห็น ทั้ง ๆ ที่เธอมีหุ้นในมือมากที่สุดแต่ถ้าไม่มีพรรคพวกก็ทำอะไรไม่ได้ เหมือนคนหัวเดียวกระเทียมลีบ จำต้องยอมให้ผู้ใหญ่รังแก พวกเธอรู้มาว่าที่ผู้ถือหุ้นพวกนี้ยังไม่ยอมขายหุ้นออกจากมือไปก็เป็นเพราะว่ามีแผนที่จะเปลี่ยนมือผู้บริหารและรูปโฉมของบริษัทให้เป็นบริษัทสาขาของนายทุนท่านหนึ่ง ที่ชมพิ้งรู้นั้นก็มาจากสายข่าวของกรันย์เลขาคนสนิท ความจริงแล้วเธอยังมีไพ่ไม้ตายอยู่อีกหนึ่งใบ หากแต่ตอนนี้ไม่กล้าที่จะเรียกใช้มันเกรงว่าวันนี้ยังไงก็คงต้องถู ๆ ไถ ๆ ไปเสียก่อน "คะ คือว่า..." ยังไม่ทันที่หญิงสาวจะพูดจบประโยคเสียงประตูห้องประชุมก็ดังขึ้นอีกครั้ง และครั้งนี้ปรากฏร่างของหญิงกลางคนเคียงข้างมากับชายหนุ่มผู้ที่เธอรู้จักเป็นอย่างดี "มีสิทธิ์อะไรจะมาปลดลูกสะใภ้ของฉัน" ผู้คนที่อยู่ในห้องนั้นต่างพากันส่งเสียงฮือฮาขึ้นมา ก็เพราะหญิงกลางคนที่ดูสง่าราวนางพญาคนนี้ก็คือคุณนายเม็ดพลอยนักธุรกิจที่มีอิทธิพลมาก ๆ นั่นสิ แล้วสรรพนามที่เธอใช้เรียกชมพิ้งนั้นแสดงความสนิทชิดเชื้อมากเพียงไหน "วะ ว่ายังไงนะ" คนหัวโต๊ะเอ่ย "คุณแม่ สวัสดีค่ะ" หญิงสาวยกมือขึ้นไหว้คนมาใหม่ด้วยความรู้สึกดีใจ มาช้าไม่เท่ามาทันเวลาหรือว่าธุระที่หมื่นลี้ต้องไปก็คือการมาที่นี่งั้นหรือเปล่า "หนูชมเบรกไม่ต้องกังวลนะ แม่จะช่วยหนูเอง" เธอพูดพร้อมกับหันไปมองคนที่คิดรังแกลูกสะใภ้ด้วยสายตาเย็นชาไร้ความรู้สึก หญิงกลางคนผู้นี้มีธุรกิจทั้งสีขาวและสีเทาค่อนไปทางดำไม่มีใครกล้าจะลองดีหรือคิดมีเรื่องกับเธออย่างแน่นอน ไหนจะลูกชายทั้งสามคนของเธอก็ร้ายกาจมากพอ ๆ กัน เห็นทีว่าแผนที่พวกเขารวมหัวกันมานานอาจต้องจบลง "ใครที่คิดว่าบริษัทนี้ไปไม่รอด หรือว่าทำกำไรไม่ได้อีกก็ขายหุ้นคืนได้ ฉันยินดีซื้อในราคาสองเท่า ส่วนหนี้สินของบริษัทฉันจะให้หมื่นลี้เข้ามาช่วยบริหารไม่เกิดไตรมาสที่สี่จะต้องปลดหนี้ทั้งหมดได้อย่างแน่นอน" แผนของพวกเขาพังไม่เป็นท่าหากแต่ไม่สามารถทำอะไรได้ บางคนคิดจะขายหุ้นทิ้งไปก็เพราะเมื่อชมพิ้งมีบริษัทใหญ่หนุนหลังขนาดนี้เรื่องที่พวกเขาทำกับเธอไว้เกรงว่าไม่พ้นโดนเอาคืนสักวัน แต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่กลับลำกะทันหัน น้อยคนนักที่จะได้เข้าร่วมหุ้นกับคุณนายเม็ดพลอยดังนั้นนี่ก็ถือเป็นโอกาสทองด้วย ชมพิ้งมเบรกท่าทีของผู้ถือหุ้นก็เริ่มคลี่ยิ้มบาง ๆ ขึ้นมาได้ดูเหมือนเธอจะผ่านวิกฤติครั้งนี้ไปอย่างง่ายดายคงต้องหาโอกาสขอบคุณคุณนายเม็ดพลอยและหมื่นลี้สามีของเธอจากใจจริง คนตัวเล็กเหลือบสายตามามองที่ชายหนุ่มด้านข้างก่อนจะพบว่าเขาเองก็มองเธออยู่ก่อนแล้ว ทว่าสายตานั้นกลับไม่เป็นมิตรเอาเสียเลย ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าคงกำลังตำหนิเธอว่าเข้ามาเกาะครอบครัวเขาไม่ผิดแน่ สุดท้ายในสายตาของหมื่นลี้ชมพิ้งก็ยังคงเป็นเพียงผู้หญิงหน้าเงินอยู่ดีค่ำคืนวันศุกร์แสนหรรษาของบรรดาหนุ่มสาวนั้นดูจะครึกครื้นมากกว่าทุกวัน ในฐานะสาวที่ชื่นชอบปาร์ตี้ก็ได้มาดื่มกินตามคำชวนของเพื่อน ๆ หญิงสาวในชุดรัดรูปเดินเข้ามาในคลับดังก็มีแต่สายตาจับจ้อง ไม่ใช่ว่าเธอจะไม่รู้ตัว แต่เต็มเดือนเลือกที่จะไม่สนใจสายตาพวกนั้นมากกว่า“น้องครับ พี่ขอไลน์หน่อยได้ไหมคนสวย” ชายแปลกหน้าคนหนึ่งเดินเข้ามาราวกับหน่วยกล้าตายที่ไม่สนใจว่าตัวเองจะได้รับสิ่งที่ต้องการหรือไม่แต่ทว่าหญิงสาวที่เพิ่งได้รับคำขอไปนั้นกลับยกยิ้มมุมปากแล้วเดินเลยคนผู้นั้นไปอย่างไม่สนใจ ท่ามกลางสายตาที่จับจ้อง เล่นเอาคนถูกเมินหัวเสียไม่น้อยเลย“มึงเริ่ดอยู่นะเมื่อกี้”“ธรรมดาป่ะ มามึงวันนี้เต็มที่เลยนะ กูเลี้ยงเอง” เต็มเดือนพูดพร้อมยกแขนเรียวขึ้นมาคล้องคอเพื่อนและวาดลวดลายเบา ๆ อย่างสนุกสนานท่ามกลางสายตามากมายหญิงสาวและบรรดาเพื่อน ๆ นั่งดื่มกันอยู่หลายชั่วโมง บางคนเริ่มทรงตัวไม่อยู่ บางคนฟุบไปกับโต๊ะ และมีบางคนที่ยังสู้ไม่ถอย“มึงกูไปเข้าห้องน้ำก่อนนะ” เต็มเดือนเอ่ยบอกกับเพื่อนที่นั่งอยู่ใกล้ที่สุดเต็มเดือนเดินไปเข้าห้องน้ำเพียงลำพังและระหว่างทางมีแก้วมากมายส่งมาให้ ด้วยความที่สติเธอเหลือไม่มาก
เวลาของความสุขมันมักผ่านไปรวดเร็วเสมอ เผลอแปบเดียวตอนนี้ดุจผืนฟ้าก็อายุเข้าปีที่ 19 แล้ว เรียกได้ว่าเป็นวัยที่กำลังสวยสะพรั่งเลยทีเดียว ส่วนคนเป็นพี่ชายนั้นก็อายุ 20 แล้ว ทว่าการเลี้ยงดูของสองคนนี้แตกต่างกันมากทีเดียวเขาว่าคนเจ้าชู้หากมีลูกสาวจะหวงมากเป็นพิเศษเห็นทีว่าคงไม่เกินจริง ทั้ง ๆ ที่เป็นลูกเหมือนกันหากแต่เท่าพิภพนั้นกลับได้รับอิสระทั้งทางด้านความคิดและเรื่องของการตัดสินใจมากกว่า อีกทั้งเมื่อมีเวลาว่างคนเป็นพ่อก็มักพาเจ้าลูกชายนั้นไปทำเรื่องที่ลูกผู้ชายเขารู้กันดีอยู่สองคน อย่างเช่นว่า เบียร์แก้วแรกของลูกนั้นหมื่นลี้ต้องเป็นคนรินให้เอง และมันก็เป็นเช่นนั้นจริงเสียด้วย เรื่องนี้ชมพิ้งไม่ค่อยพอใจมากนักคิดว่าเขาจะพาลูกไปทำตัวไม่น่ารักที่ไหน หากแต่ลูกก็ดูอยากจะให้พ่อพาไปเธอจึงไม่อาจขัดใจได้ นับวันยิ่งโตเท่าพิภพก็ยิ่งเหมือนพ่อแต่ดุจผืนฟ้านั้นไม่เหมือนกัน เด็กผู้หญิงคนนี้เป็นแก้วตาดวงใจของทั้งบ้านเพราะว่ามีเธอเป็นผู้หญิงเพียงคนเดียวของบรรดาหลาน ๆ ทั้งหมด เป็นคนที่ทุกคนต่างประคบประหงมกันเป็นอย่างดี จะไปไหนก็ต้องมีคนขับรถไปรับไปส่ง มีคนติดตามเว้นเสียเวลาอยู่ในรั้วโรงเรียนเท่านั้น"เ
3 เดือนให้หลังจากงานแต่งครั้งสุดท้ายของชีวิตหมื่นลี้ เขาทำงานอย่างหนักหน่วงทั้งงานของบริษัทตัวเอง และบริษัทของภรรยาด้วย ตอนนี้เรียกได้ว่าหมื่นลี้ก้าวขึ้นเป็นหัวหน้าครอบครัวแบบเต็มตัวแล้ว ซึ่งชมพิ้งเองก็เห็นด้วยที่ปล่อยให้สามีได้ทำงานแทบทุกอย่างไป เพราะเขานั้นย่อมถนัดกว่าเธอตอนนี้ชมพิ้งนอกจากการเลี้ยงเจ้าก้อนหมูน้อยแล้วเธอก็กลับมาทำงานอดิเรกที่เคยชอบทำอย่างเช่น การวาดภาพ และการถ่ายภาพศิลปะต่าง ๆ การทำอาหาร และการเข้าคอร์สจัดดอกไม้ซึ่งตอนนี้ก็ถือได้ว่าเธอนั้นได้ชีวิตกลับคืนมาอยู่หลายส่วน"อ้วก ๆ ๆ ๆ" เสียงอาเจียนหนักหน่วงปานจนจะขาดใจของหมื่นลี้ดังขึ้นตอนเข้ามาเป็นวันที่สามแล้ว ตอนนี้เขารู้สึกว่าร่างกายนั้นเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากไม่รู้เพราะอะไร"พี่หมื่น คลื่นไส้อีกแล้วเหรอ" คนเป็นภรรยานั้นเดินมาลูบหลังสามีด้วยความเป็นห่วง โชคดีที่เตียงนอนของเจ้าลูกหมูไม่ได้อยู่ใกล้กับห้องน้ำมากนัก ถึงไม่ทำให้เขาตื่นขึ้นมางอแงแต่เช้ามืด แต่ชมพิ้งนั้นรู้สึกตัวตั้งแต่ตอนที่หมื่นลี้รีบลุกขึ้นจากเตียงแล้วเข้ามาในห้องน้ำแล้ว"พี่ไม่เป็นไรครับ" เขาตอบให้ภรรยาคลายความกังวลใจ ช่วงนี้งานที่บริษัทรัดตัวมากจริง ๆ น
งานแต่งงานที่สุดแสนจะยิ่งใหญ่ถูกจัดขึ้นที่ห้องจัดเลี้ยงในโรงแรมหนูใจกลางเมือง ทว่ามันไม่ใช่ที่เดิมแต่บรรยากาศในงานกลับดูเหมือนเดิมไปเสียทุกอย่าง ก็เพราะว่าคุณนายเม็ดพลอยไม่รู้ว่าจงเกลียดจงชังอะไรลูกชายตัวเองหรือเปล่าถึงได้เลือกออแกไนซ์เจ้าเดิมแถมยังมีธีมงานและของชำร่วยรวมถึงการ์ดเชิญแบบเดิมอีกด้วยดูก็รู้ว่าจงใจแกล้งเขาให้เตรียมตัวโดนเชือดกันชัด ๆ เห็นทีว่าคืนนี้เขาต้องเอาใจเมียตัวเองให้ดีเสียหน่อย ไม่อย่างนั้นตายแน่ ๆ เพราะดูจากใบหน้าบึ้งตึงของเจ้าสาวที่เต็มเดือนส่งมาให้แล้วเห็นทีจะรอดยาก ก็นะภาพจำของภรรยาคนสวยเขามันคงยังชัดเจน เหมือนเดิมทุกอย่าง ไม่สิ มันต้องไม่เหมือนเดิมแล้วเด้อ ก็เจ้าบ่าวคนนี้กลับตัวกลับใจแล้วจ้าเมียจ๋า"เร่งแอร์หน่อยสิวะ ทำไมมันร้อนขนาดนี้แอร์เสียหรือเปล่า" หมื่นลี้หันไปพูดกับเพื่อนเจ้าบ่าวทั้งสองและพี่น้องเจ้าบ่าวอีกสองรวมเป็นสี่ที่วันนี้แต่งตัวมาอย่างตั้งใจกว่าครั้งที่แล้วมาก ๆ "แอร์มันก็ปกติแล้ว แต่ที่มึงร้อนมันเป็นเพราะชะงักที่ติดหลังอยู่หรือเปล่า" แซมเอ่ยแซวและไม่นานก็ได้รับเป็นรองเท้าเจ้าบ่าวถอดโยนมาให้เป็นรางวัล"ชะงักพ่องมึงดิ วันนี้วันดีห้ามพูดเรื่องไม
'คุณหมื่นลี้คะ คุณหมื่นลี้''มีอะไร''ฉันขอติดรถกลับไปบ้านด้วยได้ไหมคะ''รถของฉันยางแบนขอฉันติดรถกลับไปด้วยนะคะ''กูจะบอกให้นะ กูจะมาเที่ยวนี่แหละแต่ตอนออกมามีคนวิ่งตัดหน้ารถกู พอลงไปก็เห็นว่าเป็นเมียมึงถึงได้ไปส่ง'เสียงบทสนทนาของชมพิ้งและอาร์ทยังดังก้องอยู่ในหัว หมื่นลี้พยายามสงบใจและสลัดเอาความคิดฟุ้งซ่านนั้นออกไป แต่ทว่ากลับไม่สามารถทำได้"โถ่โว้ย!" ชายหนุ่มที่คิดจะไปนอนที่อื่นในตอนแรกตัดสินใจหักพวงมาลัยกลับยูเทิร์นข้างหน้าในเสี้ยววินาที ตอนแรกเขาไม่คิดจะกลับไปยังบ้านหลังนั้น บ้านที่มีแต่เรื่องเครียด ๆ แต่ทว่าหลังจากฟังคำพูดของอาร์ทและนึกถึงรอยช้ำที่ร่างกายของชมพิ้งเขาก็วางใจไม่ได้ สุดท้ายก็เลือกที่จะกลับไปให้มันจบ ๆแต่ไม่ได้รู้สึกผิดหรือเป็นห่วงอะไรนะ ก็แค่ไปดูว่าใกล้ตายหรือยังก็เท่านั้น จริง ๆ นะเชื่อสิหมื่นลี้เดินเข้ามาในตัวบ้านตามปกติที่เขาชอบทำก็พบว่าร่างเล็กบางหลับแล้วเหมือนดังทุกครั้ง เขาเปิดผ้าห่มที่คนตัวเล็กใช้ปกปิดร่างกายออกก่อนจะลอบสำรวจรอยช้ำที่เขาเห็นบริเวณหัวเข่าทั้งสองข้าง โชคดีที่คืนนี้ชมพิ้งใส่ชุดนอนแบบกางเกงขาสั้นพอดี ไม่อย่างนั้นเกรงว่าจะสำรวจลำบาก"ก็ไม่เห็นจ
หลังจากที่เขารู้เรื่องคำพูดของชมพิ้งที่บอกกับเต็มเดือนและน้ำฟ้าจากอาร์ทสายลับของเขาแล้ว และวันนี้เขาเตรียมแผนการเพื่อขอภรรยาแต่งงานอีกครั้ง หากแต่ครั้งนี้เป็นครั้งที่เขาเต็มใจเป็นที่สุดแน่นอนว่าจะขอที่บ้านธรรมดาก็คงไม่ดีเขาพาชมพิ้งมาเที่ยวที่ทะเลโดยอ้างว่าอยากจะพักผ่อนเพราะทำงานมานานแล้ว ซึ่งเธอเองก็เห็นด้วยโต๊ะดินเนอร์เล็ก ๆ หน้าบ้านพักตากอากาศถูกจัดขึ้นมาโดยบริการพิเศษจากทางโรงแรม โดยที่ของกินนั้นมีหลากหลายหน้าตาก็น่ากินไม่น้อย แต่ส่วนมากจะเป็นอาหารที่ดีต่อคนท้องเป็นหลักรวมถึงน้ำผลไม้ไร้แอลกอฮอล์ด้วยโชคดีที่ชมพิ้งไม่มีอาการแพ้ท้องให้ได้เห็นเลยเพราะสามีแพ้แทนให้หมดแล้ว ก็ทำให้เธอเจริญอาหารอย่างมาก เขานึกขอบคุณลูกที่อยู่ในใจ ทว่าเสียงเตือนจากมือถือหมื่นลี้ดังขึ้นนั่นก็หมายถึงว่าได้เวลาแล้ว“พิ้งอิ่มหรือยังครับ” เขาเอ่ยถามภรรยาที่เริ่มไม่แตะอาหารในจานและมองออกไปยังท้องทะเลยามค่ำคืนตรงหน้า“อื้อ แน่นท้องไปหมด” “งั้นเราไปเดินย่อยกันเถอะ”“อยากไปอยู่พอดีเลย” ทั้งสองพากันเดินลัดเล๊าะไปตามริมหาดช้า ๆลมทะเลในตอนกลางคืนนั้นดูจะแรงกว่าตอนกลางวันอยู่มาก หากแต่ยามนี้ที่หาดไร้ซึ่งเงาของผู้คน







