Masuk"เย้ ๆ ๆ" เสียงร้องของคนด้านนอกที่แสดงความพอใจนั้นทำให้หญิงสาวไม่เข้าใจ เพราะว่าเธอไม่ได้มองการแข่งขันออกเลย หากแต่พอจะเดาได้ว่าวันนี้แทนเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ หากแต่ว่าเธอนั้นกลับไม่รู้เลยที่ผ่านมาทุกครั้งเวลาที่อีกคนพามาที่สนามแข่งด้วยกลับไม่ใช่เพียงเพื่อมาเป็นเรซควีนถือร่มให้เขาเพียงเท่านั้น
"ขอโทษนะคะ พี่แทนอยู่ที่ไหนเหรอคะ พอดีว่าได้เวลาเลิกงานของฉันแล้วค่ะ" พินอินพูดกับหญิงสาวที่อยู่ข้าง ๆ เพราะทุกครั้งเมื่อการแข่งขันจบลงเธอก็คิดว่านี่คือการจบงานของเธอวันนี้ด้วยแล้ว และเธอจะได้ค่าตัวตามที่ตกลงกันไว้คือสองพันบาท
"งานเธอยังไม่จบนะ แล้วเธอก็ไม่น่าจะกลับบ้านได้ด้วยคืนนี้น่ะ"
"อ้าว! แล้วฉันเหลืออะไรที่ต้องทำอีกเหรอ แล้วพวกเธอล่ะ"
"พวกฉันเหลือแค่ขึ้นไปถ่ายรูปกับนักแข่งอีกนิดหน่อย แต่ว่าเธอรออยู่ที่นี่ก็พอเดี๋ยวคงมีคนมาพาไปเอง" ถึงจะยังไม่เข้าใจหากแต่คนตัวเล็กก็ยอมทำตามแต่โดยดี ทว่าจังหวะนั้นร่างเล็กบางที่ไม่มีอะไรทำก็ไถโซเชียลไปเรื่อย ๆ กระทั่งมีสายเรียกเข้าเข้ามา
"อิน แกเสร็จงานหรือยัง" น้ำเสียงคนที่โทรมาฟังดูไม่ค่อยดีเท่าไรเลยเล่นเอาพินอินใจคอไม่ดีไปด้วย
"ใกล้แล้วแหละ มีอะไรเหรอน้ำหวาน หรือว่าพอร์ชตื่นกลางดึกงั้นเหรอ"
"ไม่ใช่หรอก ที่เจ้าพอร์ชหลับเร็วตั้งแต่หัวค่ำเพราะว่าไม่สบายนี่สิ ตอนนี้ตัวร้อนมาก ๆ ฉันเช็ดตัวให้แล้วแต่ไข้ไม่ลด ตอนนี้กำลังพาไปโรงพยาบาล ถ้าเสร็จงานแล้วก็รีบตามมานะ" คนฟังถึงกับตกใจมาก ตอนนี้เธอรู้สึกไม่อยากได้อะไรทั้งนั้นแม้กระทั่งเงินค่าจ้างเพราะว่ารู้สึกเป็นห่วงลูกชายตัวตัวเอง
ใช่ พินอินมีลูกแล้ว ตอนนี้เด็กคนนั้นอายุได้สี่ขวบกว่าและเรียกได้ว่าเป็นวัยที่กำลังน่ารักน่าชังมาก ๆ เชียว เธอต้องใช้ชีวิตอย่างลำบากเพราะว่านอกจากต้องหาเงินมาเลี้ยงตัวเองแล้วยังต้องหาเงินไปเลี้ยงลูกของเธอด้วย ในช่วงแรกนั้นการเลี้ยงเด็กอ่อนไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ไหนจะค่าหมอค่ายาค่านมและค่าแพมเพิส พินอินก็กัดฟันอดมื้อกินมื้อ กระทั่งเมื่อต้นปีก่อนชีวิตของเธอเพิ่งจะดีขึ้นเพราะว่าได้บังเอิญเจอกับน้ำหวานเพื่อนสนิทเมื่อตอนเรียนมหาวิทยาลัยนี่เอง
"ว่าไงนะ น้ำหวานลูกของเราเป็นอะไรมากหรือเปล่า กำลังไปที่โรงพยาบาลไหน เดี๋ยวฉันตามไปนะ ฉันจะไปตอนนี้เลย" น้ำเสียงลนลานของหญิงสาวทำให้น้ำหวานนั้นรู้สึกผิดเหมือนกันที่ดูแลหลานชายของตัวเองไม่ดีจนพินอินต้องมาเป็นห่วงแบบนี้
"โรงพยาบาลใกล้บ้านแกนั่นแหละ แล้วก็...ฉันขอโทษนะอิน ฉันไม่น่าสะเพร่าเลย"
"ไม่ใช่แบบนั้นหรอกหวาน น้องพอร์ชร่างกายไม่แข็งแรงมาตั้งแต่เด็กแล้วแหละ เพราะว่าตอนฉันท้องไม่ค่อยได้กินอาหารบำรุงน่ะ เลยคลอดออกมาไม่ค่อยแข็งแรงเท่าไร" คนตัวเล็กเลือกที่จะปิดบังเรื่องบางอย่างเอาไว้เพราะไม่อยากให้น้ำหวานคิดมาก แต่ก็ไม่ได้ทำให้คนฟังรู้สึกแย่น้อยลงกว่าเดิมเลย
"ฉันต้องขอโทษแกด้วยนะที่ตอนนั้นฉันช่วยอะไรแกไม่ได้เลย ฉันตามหาแกไม่เจอไม่อย่างนั้นแกสองแม่ลูกคงไม่ต้องลำบากมากขนาดนี้" น้ำหวานพูดในตอนที่เธอกำลังเลี้ยวรถเข้าไปที่โรงพยาบาลพอดี
"มันไม่ใช่อย่างนั้นนะน้ำหวาน ตอนนั้นฉัน...เอาเป็นว่าเราอย่าเพิ่งคุยกันเรื่องนี้กันเลยนะ เดี๋ยวฉันไปหา" พินอินไม่สนใจแล้วว่างานของเธอจะจบลงแล้วหรือยัง ร่างเล็กบางในชุดเรซควีนเดินออกจากห้องที่เธอนั่งอยู่ตลอดและพบว่าไม่มีใครอยู่แถวนั้นเลย ตอนนี้เธอต้องการไปยังโรงพยาบาลเพื่อหาลูกชายให้เร็วที่สุดจึงเลือกไม่บอกใครก่อนทั้งนั้น
"อิน แกจะไปไหน" เสียงของชายหนุ่มที่เธอมองหามาตลอดดังขึ้นจากทางด้านหลัง เรียกได้ว่ามาทันเวลาพอดี
"พี่แทน ลูกไม่สบายน่ะ ฉันต้องรีบไปหาลูกที่โรงพยาบาล ฉันฝากพี่เอาค่าตัวให้ฉันด้วยนะ" เธอว่าพร้อมกับเตรียมตัวจะเดินจากไป แต่แล้วก็ถูกมือของอีกคนรั้งไว้อีกครั้ง
"แกจะไปไหนไม่ได้ คืนนี้แกไปจากที่นี่ไม่ได้หรอก" เขาว่า ไม่เพียงแค่พูดเปล่า ๆ เพราะมือหนากลับดึงร่างเล็กบางของพินอินและดันเธอให้กลับเข้าไปที่ห้องนั้นเหมือนเดิม
"เดี๋ยวพี่ หมายความว่ายังไงเนี่ย ลูกของฉันไม่สบายนะ อีกอย่างงานก็จบแล้วไม่ใช่เหรอ" เธอไม่เข้าใจสิ่งที่อีกคนกำลังจะทำเลยสักนิด ทั้ง ๆ ที่ตอนนี้เขาควรจะปล่อยให้เธอกลับบ้านไปได้แล้วแต่กลับไม่เป็นอย่างนั้น จะรั้งตัวเอาไว้เพื่ออะไรในเมื่องานก็จบแล้ว
"ฟังที่ฉันพูด ถ้าคืนนี้แกไม่อยู่ที่นี่ชีวิตของทั้งแกกับฉันจบเห่แน่"
"มันเรื่องอะไรกัน แล้วเกี่ยวอะไรกับฉันด้วย" พินอินบิดข้อมือหวังหลุดออกจากการกอบกุมของชายหนุ่มด้านหน้า
"มันจะไม่เกี่ยวได้ยังไง ก็ฉันจ้างแกมาเป็นของเดิมพันไงเล่า"
"วะ ว่าไงนะ พี่หมายถึงอะไร" คนตัวเล็กก็ยังสับสนเล็กน้อยเพราะว่าไม่เข้าใจสิ่งที่แทนกำลังจะสื่อ
"ก็หมายความว่าฉันแพ้พนันแกก็ต้องไปกับคนที่ชนะไงล่ะ แล้วถ้าแกไม่ไป รับรองเราได้ตายทั้งคู่แน่นอน"
"พี่จะบ้าเหรอ ไม่ได้นะพี่ทำแบบนี้ได้ยังไง แล้วทำไมถึงไม่บอกฉันก่อน พี่จะปล่อยให้ฉันไปกับใครที่ไหนไม่รู้ไม่ได้" หญิงสาวเริ่มโวยวายเสียดังทำเอาคนที่กำลังเดินเข้ามานั้นต้องหยุดฟังเสียก่อน
"ถ้าฉันบอกแก แกจะยอมมาหรือไง อีกอย่างเขาเป็นถึงเจ้าของสนามเลยนะ"
"พี่ก็เลยหลอกฉันมาแบบนี้เนี่ยนะ"
"ก็ใช่ไง ไม่รู้แหละ ยังไงวันนี้แกต้องไปกับเขาก่อนแล้วถ้ายังไงพรุ่งนี้แกจะอ้อนเขากลับมาก็ไม่เป็นไร ฉันกับพ่อจะรออยู่ที่บ้านแล้วกัน" คำพูดที่ดูจะเห็นแก่ตัวของชายหนุ่มนั้นทำให้พินอินไปไม่เป็น ทั้ง ๆ ที่รู้อยู่แล้วว่าแทนเป็นคนแบบไหนแต่คิดไม่ถึงว่าเวลาแบบนี้แม้แต่คนในบ้านก็ไม่เอาแล้ว ยิ่งทำให้หญิงสาวกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่
"อึก! ฉันขอร้องได้ไหม พี่ไปช่วยพูดกับเขาให้หน่อย หื้ออออ พี่อย่าให้ฉันไปกับเขาเลยนะ ฉันไม่อยากไปกับเขา" เพราะว่าไม่รู้หากเธอไปกับคนที่ชนะเดิมพันแล้วเขาจะยอมปล่อยเธอไปง่าย ๆ หรือเปล่า อีกทั้งตอนนี้เธอก็เป็นห่วงลูกชายตัวเองที่กำลังนอนป่วยอยู่ที่โรงพยาบาลอีกด้วย ไม่มีคนเป็นแม่ที่ไหนจะตัดใจทิ้งลูกลงในเวลาแบบนี้แน่นอน
"แกจะแหกปากร้องไปทำไมกันเนี่ย รู้หรือเปล่าว่ามันน่ารำคาญมากขนาดไหน ฉันช่วยแกไม่ได้หรอก" นอกจากจะไม่ยอมช่วยแล้วยังปัดความรับผิดชอบได้อย่างหน้าตาเฉย
"แต่พี่ อึก! เราเป็นครอบครัวเดียวกันนะ พี่จะปล่อยให้ฉันไปกับคนอื่นแบบนี้ได้ยังไง" หญิงสาวที่กำลังร้องไห้อ้อนวอนชายตรงหน้าโดยไม่รู้เลยว่ามีใครบางคนกำลังแอบฟังเรื่องทั้งหมดอยู่ที่หน้าประตู
"ครอบครัวงั้นเหรอ? ใช้ได้เลยนี่พินอิน"
“ไอ้ไมล์ ปริมลูกกูอยู่ที่บ้านมึงไหม”“กูจะรู้ไหมล่ะ วันนี้กูมากินข้าวนอกบ้านกับเมีย”“มึงโทรไปถามลูกมึงให้หน่อยสิ”“ถามเอง”บทสนทนาของสองเพื่อนรักที่ตอนนี้อายุเลขสี่ปลาย ๆ แล้วหากแต่ยังคงหาเรื่องกันเก่งเช่นเคย ตอนนี้ทั้งพันไมล์และไป๋นั้นก็ยังคงทำงานที่สนามแข่งรถด้วยกันเหมือนเดิม หากแต่เรื่องงานก็เป็นไปตามปกติส่วนเรื่องที่ไม่ปกตินั้นก็คงจะเป็นเรื่องนี้ ในเมื่อลูก ๆ ของพวกเขาสนิทสนมกันมากเกินไป หลังจากที่แต่งงานได้เพียงสองสัปดาห์ภรรยาของไป๋ก็พบว่าเธอนั้นตั้งท้องได้ราวสองเดือนแล้ว ทำให้คนเป็นพ่อมือใหม่แบบไป๋ถึงกับรีบไปสมัครคอร์สพ่อบ้านแทบไม่ทันน้องพอร์ชลูกชายคนโตของพันไมล์ ส่วนลูกของไป๋ชื่อ ปริม เด็กสองคนนี้อายุห่างกันถึง 5 ปี แต่ที่บ้านสนิทกันมากจึงได้เรียนที่เดียวกันรวมถึงเติมโตมาด้วยกันสนิทกันเหมือนกับพ่อแม่ของพวกเขา แต่ทว่ากลับไม่มีใครใรู้เลยว่ามีฝ่ายหนึ่งที่รู้สึกมากกว่ากัน“ที่บ้านปริมโทรมาตามที่บ้านพี่อีกแล้วนะ กลับบ้านไปได้แล้วปริม” ชายหนุ่มที่กำลังนอนเล่นอยู่บนเตียงที่มีคนที่เขาพูดถึงนอนตักเล่นเกมส์มือถืออย่างอารมณ์ดี“ปล่อยไปก่อน แม่ปริมชอบบ่นอ่ะคืนนี้จะนอนนี่ที่” คนตัวเล็กเอ
“ว้าย!!”หญิงสาวนั่งกอดเข้าตัวสั่นอยู่มุมข้างที่นอน หลังจากตกใจที่จู่ ๆ สามีก็เข้ามาในห้องแลัเห็นสิ่งที่ไม่ควรเข้า น้ำตาไหลรินอาบสองแก้มเพราะความอับอายที่เพิ่งเกิดขึ้นพันไมล์เดินตรงเข้าไปหา ย่อตัวนั่งลงท่าคุกเข่าข้าง ๆ คนตัวเล็ก มือหนากอบกุมมือของคนตรงหน้าอย่างแผ่วเบา ราวกับว่าถ้าจับแรงกว่านี้คนตัวเล็กจะแตกสลาย"ให้ไมล์ช่วยนะครับ" คนที่นั่งอยู่บนเตียงหันมองด้วยดวงตาที่บอบช้ำ พันไมล์รู้สึกผิดมาก ๆ ที่ไม่สังเกตความต้องการของคนรักของตัวเองให้ดี ทั้ง ๆ ที่เขานั้นอยู่ใกล้เธอมากที่สุดแล้ว"ช่วยอินนะ อินอยากมาก ๆ เลย…" มือเล็กที่คราวแรกกอดเข่าอยู่ก็ย้ายมาจับชายเสื้อคนที่นั่งอยู่บนพื้นมือหนาเอื้อมไปลูบที่ข้างแก้มเพื่อเช็ดน้ำตา และยกตัวขึ้นมานั่งบนเตียงกับพินอิน ใบหน้าหล่อเหลาเคลื่อนเข้าใกล้พินอิน และจรดปากหยักลงที่ดวงตาข้างซ้าย และย้ายไปอีกข้างอย่างกลัวจะน้อยใจ เพื่อเป็นการปลอบโยนเมื่อผ่านการร้องไห้อย่างหนักพันไมล์ผละออกมาจ้องมองใบหน้าสวยที่เขาหลงใหลอีกครั้ง เมื่อไม่กี่นาทีก่อนนั้นเขาเดินเข้ามาหาแล้วพบว่าพินอินกำลังช่วยตัวเองอยู่โดยกอดเสื้อของเขาเอาไว้แน่น คนตัวเล็กรู้สึกตกใจและอับอายอย่าง
"ไงครับคนเก่งของพ่อ วันนี้เราไปรับยากดภูมิเป็นวันสุดท้ายแล้วนะ" พันไมล์เดินเข้ามาหาลูกชายที่นั่งยิ้มร่าอยู่บนเตียงผู้ป่วยเพราะว่าดีใจที่คุณหมอบอกว่าเขานั้นหายดีแล้ว"น้องพอร์ชดีใจที่สุดในโลกเล้ยยยย" หลังจากการปลูกถ่ายไขกระดูกผ่านพ้นไปแล้วเจ้าเด็กน้อยก็ได้รับการรักษาและพักฟื้นที่โรงพยาบาลอย่างใกล้ชิด กระทั่งหลังจากนั้นสองอาทิตย์จึงได้กลับบ้านได้ ทว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาเขายังต้องมารับยากดภมิอยู่ตลอดเป็นเวลากว่าหนึ่งปี และวันนี้เป็นครั้งสุดท้ายแล้ว"ลูกชายของแม่เก่งที่สุดเลยครับ" ในที่สุดฝันร้ายที่พวกเขามีมาตลอดห้าปีนั้นก็มีวันที่สิ้นสุดลง"รีบไปกันเถอะครับสองแม่ลูก" ชายหนุ่มที่เห็นว่าได้เวลาแล้วก็เอ่ยขึ้นพร้อมกับอุ้มเจ้าก้อนอ้วนขึ้นมาเข้าเอว ทั้ง ๆ ที่เด็กหน้องก็เดินได้ปกติแต่ไม่รู้ทำไมช่วงนี้คนพ่อจึงชอบอุ้มลูกนัก อุ้มเก่งราวกับจะชดเชยเมื่อก่อนหากแต่น้องพอร์ชเองก็ชอบมากที่พันไมล์อุ้มเขาแบบนี้เหมือนกันทุกอย่างเป็นไปตามที่คุณหมอบอกน้องพอร์ชหายดีแล้วและไม่ต้องกลับไปรับยากดภูมิอีกพร้อมกับมีการตรวจร่างกายอีกเล็กน้อยก่อนจะพากันมานั่งรอที่ห้องจ่ายเงิน"อ้าวน้องพอร์ช มาหาคุณหมอเหรอลูก สวัสดีค่ะค
“อ๊ะ!” เสียงหญิงสาวร้องขึ้นในตอนที่ชายหนุ่มผู้ได้ชื่อว่าเป็นว่าที่สามีของเธอเข้ามาสวมกอดจากทางด้านหลัง ขณะที่ตัวเธอกำลังจัดของว่างใส่จานไว้ให้สองพ่อลูกฟอดด!“หื้ม ชื่นใจจังเลยครับ” ไม่พออีกคนยังฉวยโอกาสหอมแก้มเธอไปอีกครั้ง“เมื่อไรจะเลิกเข้ามาจากข้างหลังเนี่ย” แน่นอนว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกเพราะนอกจากจะหาเวลาหวานกันได้ยากแล้วการแสดงความรักต่อหน้าลูกชายก็ยากเหมือนกัน เพราะว่าจนถึงตอนนี้เจ้าเด็กนั่นยังไม่เลิกหวงแม่กับเขาเลย“ก็ฉันจะคลั่งรักเมียตัวเองมันผิดตรงไหนล่ะ” คนหน้าไม่อายว่าก่อนที่เขานั้นจะจับให้ร่างเล็กบางหันหน้าเข้าหาตัวแล้วอุ้มเธอขึ้นไปไว้บนเค้าเตอร์“จะทำอะไรอีกเนี่ยเดี๋ยวคนอื่นเข้ามาเห็นนะ” แม้จะพูดอย่างนั้นแต่ว่าหญิงสาวก็ไม่ได้ห้ามซ้ำยังยกมือเรียวขึ้นมาคล้องที่คอของชายหนุ่มอีกด้วยนับตั้งแต่ที่ทั้งสองกลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้งพันไมล์ก็ทำตัวดีกับพินอินมาตลอด เขากลายเป็นคนที่รักครอบครัวมาก ๆ และตามใจลูกชายมาก ๆ เช่นกัน ไม่ว่าสองแม่ลูกจะต้องการอะไรจำทำอะไรพันไมล์ล้วนตามใจไปเสียทั้งหมด เขาตั้งใจไว้อย่างดีแล้วว่านับตั้งแต่พินอินกลับมาหาเขาเขาจะดีกับเธอให้มากที่สุดเพื่อชดเชยเรื่องที่
เวลาบนรถยนต์นั้นไม่ได้นานเท่าไร เพราะยังไม่ทันที่ทั้งสองจะได้คุยอะไรกันมากก็มาถึงจุดหมายแล้ว เมื่อรถยนต์หยุดนิ่งเจ้าเด็กอ้วนนั้นก็มองไปยังรอบ ๆ บ้านหลังโตอย่างสำรวจขณะรอให้คนเป็นพ่อมาแกะล็อกเจ้าคาร์ซีทให้"ที่นี่คือบ้านของพ่อไมล์เหรอครับ" เสียงของน้องพอร์ชดูตื่นเต้นมากผิดกับตอนที่ขึ้นรถมาแรก ๆ อย่างเห็นได้ชัด ตอนนี้เจ้าเด็กน้อยกำลังตื่นตาตื่นใจเมื่อเห็นขนาดของเจ้าสิ่งที่พันไมล์เรียกว่าบ้าน"ครับ อีกหน่อยที่นี่ก็จะเป็นบ้านของเราด้วย ดีไหมครับ" ชายหนุ่มตอบพร้อมกับโอบอุ้มร่างป้อมน้องพอร์ชขึ้นมาและหันไปส่งกุญแจรถให้กับใครสักคนที่เดินเข้ามาต้อนรับด้วยรอยยิ้ม"คุณพันไมล์กลับมาแล้วเหรอคะ แล้วนี่ใครคะเนี่ย" ป้าเพ็ญแม่บ้านถามเพราะไม่เคยเห็นเจ้านายตัวเองนั้นสนิทสนมกับเด็กคนไหนมาก่อนนอกจากหลานแท้ ๆ อย่างลูกของหมื่นลี้และแสนปี แล้วนี่ถึงขั้นอุ้มไว้แบบนี้ยิ่งแปลกไปกันใหญ่"นี่น้องพอร์ชครับ ตอนนี้เป็นลูกชายของผมเอง น้องพอร์ชสวัสดีป้าเพ็ญสิลูก" ท่าทางไร้เดียงสาแต่มีมรรยาทยกมือขึ้นไว้คนมีอายุมากกว่าตามคำพันไมล์ ทำเอาป้าเพ็ญถึงกับหลงไปกันใหญ่โดยที่ไม่ได้สนใจเลยว่าสถานะที่พันไมล์ให้เด็กคนนี้มานั้นจะเป็
"แม่อินครับ พ่อไมล์ครับ เมื่อไรน้องพอร์ชจะกลับบ้านได้ครับ" หลังจากวันที่ปลูกถ่ายสำเร็จแล้วเจ้าเด็กน้อยยังคงต้องอยู่รักษาตัวเพื่อพักฟื้นและดูอาการอีกประมาณหนึ่งเดือน ตอนนี้น้องพอร์ชเองก็เริ่มเบื่อมาก ๆ แล้ว เขาอยากออกไปวิ่งเล่นเหมือนกับที่เคยทำ อยากไปสนามแข่งรถกับคนเป็นพ่ออีกแต่ยังออกจากโรงพยาบาลไม่ได้"ใกล้แล้วลูก ตอนนี้อาการดีขึ้นแล้วน้องพอร์ชกินยาตรงเวลาแบบนี้คุณหมอชมว่าเก่งมาก ๆ เลยนะ อีกไม่นานก็กลับบ้านได้แล้ว""จริงเหรอ น้องพอร์ชกลับบ้านได้แล้วจริง ๆ เหรอครับ""จริงสิครับคนเก่ง แล้วอีกหน่อยน้องพอร์ชก็ไม่ต้องมาโรงพยาบาลแล้วนะ ดีไหม""เย่! น้องพอร์ชไม่ต้องมาโรงพยาบาลแล้ว น้องพอร์ชไปโรงเรียนได้ เย่!"บรรยากาศของห้องผู้ป่วยเป็นแบบนี้มาร่วมเดือนแล้ว ทุกครั้งที่น้องพอร์ชถามว่าเมื่อไรจะได้กลับพวกเขาก็ตอบแบบนี้เหมือนเดิมเสมอ อีกทั้งในแต่ละวันเจ้าเด็กน้อยก็ต้องรอแจกความสดใสให้ลุงป้าน้าอาอีกด้วย เพราะว่าญาติห้องนี้ยอมรับเลยว่าเยอะมากเป็นพิเศษเมื่อทุกอย่างดูจะเป็นไปตามปกติแล้วหญิงสาวหยิบเอารีโมตทีวีขึ้นมาแล้วกดเข้าไปหาอะไรดู ก่อนพบว่ามีการประกาศหาตัวของคุณหมอพิมพ์ดาวกับคุณหมอโก้ที่หายตัวไป







