LOGIN"พินอิน เธอจะไปไหน" พันไมล์วิ่งตามหญิงสาวเข้าไปด้านใน ทว่าความวุ่นวายในห้องฉุกเฉินนั้นก็มีไม่น้อยทำให้เขาตามอีกคนไปไม่ทัน ทว่าด้วยความสูงที่ได้เปรียบคนอื่น ๆ ทำให้สายตาคมจ้องมองเธอไปตลอด กระทั่งเห็นว่าไปหยุดยืนและคุยอยู่กับใครถึงได้โล่งใจ "ใครเป็นอะไรนะถึงได้ทำให้อินรีบร้อนมาโรงพยาบาลมากขนาดนี้"
สองขาแข็งแกร่งค่อย ๆ เดินอย่างมั่นคงช้า ๆ ไปยังคนที่เขาวิ่งตามเมื่อครู่ก่อนจะมาหยุดยืนอยู่ที่สองคนตรงหน้า ทว่าบทสนทนาของพวกเธอนั้นทำให้เขาตกใจ "พอร์ชเป็นยังไงบ้าง" พินอินเอ่ยถามหญิงสาวอีกคนด้วยท่าทางร้อนรน "หมอบอกว่าพอร์ชตอนนี้ไม่เป็นอะไรแล้ว แต่ว่า...เรื่องผ่าตัดทำไมแกไม่บอกฉันล่ะ แกปิดบังฉันทำไม ลูกของแกก็เหมือนลูกของฉันนะ" น้ำหวานพูดออกมาเช่นนั้น ทว่าคนที่บังเอิญได้ยินก็หูดับไปแล้ว ไม่คิดมาก่อนเลยว่าการได้กลับมาเจอพินอินในตอนนี้จะมารู้ว่าเธอนั้นไม่ได้เหมือนเดิมอีกต่อไป และไม่คิดว่าเธอถึงขั้นไม่รอเขาต่อไปอีกและเลือกเริ่มต้นชีวิตใหม่กับคนอื่นแบบนั้น "ฉันขอโทษนะ แต่ว่า...ฉันกับลูกไม่อยากทำให้แกลำบากไปด้วย" เธอทิ้งตัวนั่งลงข้าง ๆ น้ำหวานเมื่อรู้แล้วว่าอาการลูกชายตัวเองไม่ได้หนักมาก ทว่าเรื่องผ่าตัดนั้นเธอก็กำลังคิดหาวิธีอยู่ และนี่ก็เป็นอีกสาเหตุทำให้เธอต้องรับงานมากมายทุกอย่างอะไรก็ได้ที่ได้เงินดีนั่นแหละ ฝั่งพันไมล์ที่เข้ามารู้เรื่องนี้เข้าโดยบังเอิญ เขาเลือกจะปั้นหน้าทักทายคนทั้งสองด้วยรอยยิ้ม ทั้งที่ความจริงตัวเขาเองโกรธมากหากแต่ทำอะไรไม่ได้แล้ว "ลูกงั้นเหรอ?" "พะ พันไมล์" ครั้งนี้เป็นเสียงของน้ำหวาน เธอตกใจอย่างมากที่เห็นว่าเขานั้นมาปรากฏกายตรงหน้า มันดูเป็นเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้นมากที่สุดแล้ว "ไง ไม่เจอกันนานเลยนะน้ำหวาน ไหนตอนนั้นเธอบอกไม่รู้ว่าพินอินอยู่ที่ไหนไง" หญิงสาวไม่ได้โกหกหรือปิดบังพันไมล์จริง ๆ เพราะเธอก็หาตัวเพื่อนสนิทไม่เจอ หากแต่เมื่อมาเห็นตำตาแบบนี้ไม่รู้ว่าพูดไปพันไมล์จะเชื่อหรือเปล่า แต่ว่าตอนนั้นเธอก็ทำดีที่สุดแล้วจริง ๆ "ตอนนั้นฉันหาตัวพินอินไม่เจอจริง ๆ แล้วนายมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง เกิดอะไรขึ้น" น้ำหวานพูดกับชายหนุ่มตรงหน้า ก่อนหันมาถามประโยคสุดท้ายจากเพื่อนตัวเอง และเห็นว่าพินอินนั้นมีสีหน้าที่ไม่ค่อยจะดีเท่าไร อีกทั้งยังตัวสั่นเมื่อเห็นว่าพันไมล์ยังตามเธอมาอยู่อีก น้ำหวานที่ไม่รู้เรื่องราวอะไรแต่ยังพอเดาความรู้สึกของเพื่อนได้ เธอส่งมือเรียวไปจับมือเล็กที่สั่นเทานั้นราวกับต้องการปลอบโยนและบอกอีกคนว่าเธอยังอยู่ตรงนี้ อยู่ข้าง ๆ กัน พินอินไม่ได้โดดเดี่ยวอีก "นี่เธอมีลูกกับไอ้ขี้ยานั่นเหรอ?!" คนตัวสูงที่อยากรู้เรื่องราวตรงนี้และทำความเข้าในเรื่องที่เกิดขึ้นเสียหน่อย เขาเลือกจะถามหญิงสาวคนนั้นออกไปตรง ๆ "ชะ ใช่!" เสียงหวานตอบกลับไปทั้งที่ยังไม่กล้าเงยหน้าขึ้นไปสบสายตาอีกคนเลยด้วยซ้ำ ส่วนเพื่อนตัวเองกลับตกใจอย่างมากว่ามันเป็นอย่างนี้ได้ยังไง พินอินกำลังคิดจะทำอะไรอยู่กันแน่ แต่ก็ไม่เอ่ยค้านหรือถามอะไรเพิ่มเพราะเกรงจะสร้างความลำบากใจให้พินอินเอาเสียเปล่า ๆ "อย่างนั้นเหรอ กล้ามากเลยนะพินอิน ที่ผ่านมาใช้ชีวิตได้อย่างอิสระเลยสิ ถึงได้เหลวแหลกได้ขนาดนี้" เขากำมือแน่นเพราะไม่พอใจและผิดหวังกับคำตอบของอีกคน หากแต่จะให้เขาปล่อยเธอไปง่าย ๆ เขาก็ทำไม่ได้เช่นกัน "ตอนนั้นเป็นคุณเองไม่ใช่เหรอที่อยากจะเลิกกับฉัน ตอนนี้ก็ทำเป็นเหมือนไม่เห็นแล้วปล่อยฉันกับลูกไปไม่ได้เหรอ" หญิงสาวที่ตั้งแต่กลับมาเจอกันอีกครั้งก็มีบุคลิกที่ไม่ได้มีความมั่นใจในตัวเองเหมือนกับอดีต ทุกครั้งและทุกประโยคที่พินอินพูดออกมาไม่ได้เต็มเสียงและไม่กล้าจ้องมองดวงตาของเขาเลยเสียด้วยซ้ำ ทว่าประโยคขอร้องคำนี้มันกลับหนักแน่นและเธอพูดมันออกมาด้วยความรู้สึกว่าเจ็บปวด ผิดหวังและขอร้อง ปะปนกันเต็มไปหมดจนพันไมล์เองก็แยกไม่ออก ตลอดห้าปีที่ผ่านมาเขาต้องมีชีวิตอยู่อย่างไร้จุดหมาย เมื่อครั้งได้เห็นพี่ ๆ ที่เริ่มทยอยมีครอบครัวและมีความสุข มีลูกมีหลานหลายคนให้เขาได้อุ้มชู แต่ตัวเขาเองกลับเริ่มต้นใหม่ไม่ได้สักที เมื่อคิดมาถึงจุดนี้ยิ่งเพิ่มความโกรธเคืองให้กับพันไมล์ไปอีก พินอินมีสิทธิ์อะไรทำให้เขาต้องอยู่ในสภาพนั้น ส่วนตัวเองกลับไปมีความสุขจนถึงมีลูกกับคนอื่นอยู่ฝ่ายเดียว "คิดว่าฉันจะปล่อยเธอไปง่าย ๆ เป็นครั้งที่สองงั้นเหรอ หลังจากนี้เธอก็ไปอยู่กับฉัน ส่วนไอ้เด็กมารหัวขนนั่นก็ทิ้งมันไว้กับพ่อมันนั่นแหละ!!!" ไม่พูดเปล่า เพียงแค่เขากระดิกนิ้วเบา ๆ ชายชุดดำจำนวนหลายคนก็มายืนล้อมหน้าล้อมหลังหญิงสาวทั้งสองที่หน้าห้องฉุกเฉินโรงพยาบาลแล้ว ภาพที่เห็นตอนนี้ทำให้คนรอบ ๆ ตกตะลึงและหวาดกลัวมาก ไม่พ้นกระทั่งบุคลากรในโรงพยาบาลเอง เพราะที่นี่นั้นเป็นโรงพยาบาลรัฐบาลและไม่ชินกันเรื่องอะไรแบบนี้เลย ทำได้เพียงแค่หาที่หลบและแอบดูอยู่เงียบ ๆ เท่านั้น "นี่มันหมายความว่ายังไงกัน" คนตัวเล็กที่เห็นว่าการขอร้องของเธอไม่สำเร็จ อีกทั้งพันไมล์ในตอนนี้ช่างแตกต่างจากพันไมล์เมื่อห้าปีก่อนอย่างสิ้นเชิง เขาดูน่ากลัวว่าที่คิดเอาไว้ อีกทั้งคนชุดดำพวกนี้เป็นใครเธอเองก็ไม่เคยรู้มาก่อน หากว่าพวกเขาดูจะเชื่อฟังอดีตคนรักของเธอเป็นอย่างมาก "ก็หมายความตามที่พูดนั่นแหละ เธอมีทางเลือกด้วยเหรอ ฉันชนะเดิมพันและได้เธอมาจากไอ้แทนผัวขี้ยาของเธอ ถ้าเธอไม่ไปกับฉัน...เธอคงเดาไม่ออกหรอกว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง" มือหนาเข้ามาบีบที่แขนเรียวเล็กเสียจนแน่นจนพินอินหน้านิ่วไปตามความรู้สึกเจ็บ แต่เขาไม่สนใจ พินอินและน้ำหวานรู้สึกไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่เห็น พันไมล์คนนี้ไม่ใช่คนเดียวกับเมื่อห้าปีก่อนเลย ทำเอาพวกเธออยากจะรู้ว่าหลังจากเลิกรากันไปแล้วเกิดอะไรขึ้นกับชายหนุ่มที่อายุเพียงยี่สิบเอ็ดปีคนนั้นบ้าง และครั้งนี้พันไมล์ไม่ได้แค่ขู่ ตอนนี้เขานั้นเอาจริงอย่างที่พูดแน่นอน เพราะว่าสิ่งที่เขาเจอทั้งหมดในวันนี้มันเหนือความคาดหมายเขาไปตั้งหลายจุด ในบางเรื่องก็ทำให้โลกของเขานั้นพังทลายลงมาพร้อมกับหัวใจที่แตกสลายไปแล้ว เขาไม่รู้ว่าจะควบคุมอารมณ์ตัวเองไปได้อีกนานแค่ไหน ทว่าเรื่องหนึ่งที่เขาตัดสินใจเอาไว้แล้วก็คือ ถ้าเขาไม่มีความสุข คนอื่นก็อย่าหวังจะมีความสุขเลย... "เอ่อ...ขอโทษด้วยนะครับ หมอรบกวนหน่อย น้องพอร์ชฟื้นแล้วนะพินอิน"“ไอ้ไมล์ ปริมลูกกูอยู่ที่บ้านมึงไหม”“กูจะรู้ไหมล่ะ วันนี้กูมากินข้าวนอกบ้านกับเมีย”“มึงโทรไปถามลูกมึงให้หน่อยสิ”“ถามเอง”บทสนทนาของสองเพื่อนรักที่ตอนนี้อายุเลขสี่ปลาย ๆ แล้วหากแต่ยังคงหาเรื่องกันเก่งเช่นเคย ตอนนี้ทั้งพันไมล์และไป๋นั้นก็ยังคงทำงานที่สนามแข่งรถด้วยกันเหมือนเดิม หากแต่เรื่องงานก็เป็นไปตามปกติส่วนเรื่องที่ไม่ปกตินั้นก็คงจะเป็นเรื่องนี้ ในเมื่อลูก ๆ ของพวกเขาสนิทสนมกันมากเกินไป หลังจากที่แต่งงานได้เพียงสองสัปดาห์ภรรยาของไป๋ก็พบว่าเธอนั้นตั้งท้องได้ราวสองเดือนแล้ว ทำให้คนเป็นพ่อมือใหม่แบบไป๋ถึงกับรีบไปสมัครคอร์สพ่อบ้านแทบไม่ทันน้องพอร์ชลูกชายคนโตของพันไมล์ ส่วนลูกของไป๋ชื่อ ปริม เด็กสองคนนี้อายุห่างกันถึง 5 ปี แต่ที่บ้านสนิทกันมากจึงได้เรียนที่เดียวกันรวมถึงเติมโตมาด้วยกันสนิทกันเหมือนกับพ่อแม่ของพวกเขา แต่ทว่ากลับไม่มีใครใรู้เลยว่ามีฝ่ายหนึ่งที่รู้สึกมากกว่ากัน“ที่บ้านปริมโทรมาตามที่บ้านพี่อีกแล้วนะ กลับบ้านไปได้แล้วปริม” ชายหนุ่มที่กำลังนอนเล่นอยู่บนเตียงที่มีคนที่เขาพูดถึงนอนตักเล่นเกมส์มือถืออย่างอารมณ์ดี“ปล่อยไปก่อน แม่ปริมชอบบ่นอ่ะคืนนี้จะนอนนี่ที่” คนตัวเล็กเอ
“ว้าย!!”หญิงสาวนั่งกอดเข้าตัวสั่นอยู่มุมข้างที่นอน หลังจากตกใจที่จู่ ๆ สามีก็เข้ามาในห้องแลัเห็นสิ่งที่ไม่ควรเข้า น้ำตาไหลรินอาบสองแก้มเพราะความอับอายที่เพิ่งเกิดขึ้นพันไมล์เดินตรงเข้าไปหา ย่อตัวนั่งลงท่าคุกเข่าข้าง ๆ คนตัวเล็ก มือหนากอบกุมมือของคนตรงหน้าอย่างแผ่วเบา ราวกับว่าถ้าจับแรงกว่านี้คนตัวเล็กจะแตกสลาย"ให้ไมล์ช่วยนะครับ" คนที่นั่งอยู่บนเตียงหันมองด้วยดวงตาที่บอบช้ำ พันไมล์รู้สึกผิดมาก ๆ ที่ไม่สังเกตความต้องการของคนรักของตัวเองให้ดี ทั้ง ๆ ที่เขานั้นอยู่ใกล้เธอมากที่สุดแล้ว"ช่วยอินนะ อินอยากมาก ๆ เลย…" มือเล็กที่คราวแรกกอดเข่าอยู่ก็ย้ายมาจับชายเสื้อคนที่นั่งอยู่บนพื้นมือหนาเอื้อมไปลูบที่ข้างแก้มเพื่อเช็ดน้ำตา และยกตัวขึ้นมานั่งบนเตียงกับพินอิน ใบหน้าหล่อเหลาเคลื่อนเข้าใกล้พินอิน และจรดปากหยักลงที่ดวงตาข้างซ้าย และย้ายไปอีกข้างอย่างกลัวจะน้อยใจ เพื่อเป็นการปลอบโยนเมื่อผ่านการร้องไห้อย่างหนักพันไมล์ผละออกมาจ้องมองใบหน้าสวยที่เขาหลงใหลอีกครั้ง เมื่อไม่กี่นาทีก่อนนั้นเขาเดินเข้ามาหาแล้วพบว่าพินอินกำลังช่วยตัวเองอยู่โดยกอดเสื้อของเขาเอาไว้แน่น คนตัวเล็กรู้สึกตกใจและอับอายอย่าง
"ไงครับคนเก่งของพ่อ วันนี้เราไปรับยากดภูมิเป็นวันสุดท้ายแล้วนะ" พันไมล์เดินเข้ามาหาลูกชายที่นั่งยิ้มร่าอยู่บนเตียงผู้ป่วยเพราะว่าดีใจที่คุณหมอบอกว่าเขานั้นหายดีแล้ว"น้องพอร์ชดีใจที่สุดในโลกเล้ยยยย" หลังจากการปลูกถ่ายไขกระดูกผ่านพ้นไปแล้วเจ้าเด็กน้อยก็ได้รับการรักษาและพักฟื้นที่โรงพยาบาลอย่างใกล้ชิด กระทั่งหลังจากนั้นสองอาทิตย์จึงได้กลับบ้านได้ ทว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาเขายังต้องมารับยากดภมิอยู่ตลอดเป็นเวลากว่าหนึ่งปี และวันนี้เป็นครั้งสุดท้ายแล้ว"ลูกชายของแม่เก่งที่สุดเลยครับ" ในที่สุดฝันร้ายที่พวกเขามีมาตลอดห้าปีนั้นก็มีวันที่สิ้นสุดลง"รีบไปกันเถอะครับสองแม่ลูก" ชายหนุ่มที่เห็นว่าได้เวลาแล้วก็เอ่ยขึ้นพร้อมกับอุ้มเจ้าก้อนอ้วนขึ้นมาเข้าเอว ทั้ง ๆ ที่เด็กหน้องก็เดินได้ปกติแต่ไม่รู้ทำไมช่วงนี้คนพ่อจึงชอบอุ้มลูกนัก อุ้มเก่งราวกับจะชดเชยเมื่อก่อนหากแต่น้องพอร์ชเองก็ชอบมากที่พันไมล์อุ้มเขาแบบนี้เหมือนกันทุกอย่างเป็นไปตามที่คุณหมอบอกน้องพอร์ชหายดีแล้วและไม่ต้องกลับไปรับยากดภูมิอีกพร้อมกับมีการตรวจร่างกายอีกเล็กน้อยก่อนจะพากันมานั่งรอที่ห้องจ่ายเงิน"อ้าวน้องพอร์ช มาหาคุณหมอเหรอลูก สวัสดีค่ะค
“อ๊ะ!” เสียงหญิงสาวร้องขึ้นในตอนที่ชายหนุ่มผู้ได้ชื่อว่าเป็นว่าที่สามีของเธอเข้ามาสวมกอดจากทางด้านหลัง ขณะที่ตัวเธอกำลังจัดของว่างใส่จานไว้ให้สองพ่อลูกฟอดด!“หื้ม ชื่นใจจังเลยครับ” ไม่พออีกคนยังฉวยโอกาสหอมแก้มเธอไปอีกครั้ง“เมื่อไรจะเลิกเข้ามาจากข้างหลังเนี่ย” แน่นอนว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกเพราะนอกจากจะหาเวลาหวานกันได้ยากแล้วการแสดงความรักต่อหน้าลูกชายก็ยากเหมือนกัน เพราะว่าจนถึงตอนนี้เจ้าเด็กนั่นยังไม่เลิกหวงแม่กับเขาเลย“ก็ฉันจะคลั่งรักเมียตัวเองมันผิดตรงไหนล่ะ” คนหน้าไม่อายว่าก่อนที่เขานั้นจะจับให้ร่างเล็กบางหันหน้าเข้าหาตัวแล้วอุ้มเธอขึ้นไปไว้บนเค้าเตอร์“จะทำอะไรอีกเนี่ยเดี๋ยวคนอื่นเข้ามาเห็นนะ” แม้จะพูดอย่างนั้นแต่ว่าหญิงสาวก็ไม่ได้ห้ามซ้ำยังยกมือเรียวขึ้นมาคล้องที่คอของชายหนุ่มอีกด้วยนับตั้งแต่ที่ทั้งสองกลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้งพันไมล์ก็ทำตัวดีกับพินอินมาตลอด เขากลายเป็นคนที่รักครอบครัวมาก ๆ และตามใจลูกชายมาก ๆ เช่นกัน ไม่ว่าสองแม่ลูกจะต้องการอะไรจำทำอะไรพันไมล์ล้วนตามใจไปเสียทั้งหมด เขาตั้งใจไว้อย่างดีแล้วว่านับตั้งแต่พินอินกลับมาหาเขาเขาจะดีกับเธอให้มากที่สุดเพื่อชดเชยเรื่องที่
เวลาบนรถยนต์นั้นไม่ได้นานเท่าไร เพราะยังไม่ทันที่ทั้งสองจะได้คุยอะไรกันมากก็มาถึงจุดหมายแล้ว เมื่อรถยนต์หยุดนิ่งเจ้าเด็กอ้วนนั้นก็มองไปยังรอบ ๆ บ้านหลังโตอย่างสำรวจขณะรอให้คนเป็นพ่อมาแกะล็อกเจ้าคาร์ซีทให้"ที่นี่คือบ้านของพ่อไมล์เหรอครับ" เสียงของน้องพอร์ชดูตื่นเต้นมากผิดกับตอนที่ขึ้นรถมาแรก ๆ อย่างเห็นได้ชัด ตอนนี้เจ้าเด็กน้อยกำลังตื่นตาตื่นใจเมื่อเห็นขนาดของเจ้าสิ่งที่พันไมล์เรียกว่าบ้าน"ครับ อีกหน่อยที่นี่ก็จะเป็นบ้านของเราด้วย ดีไหมครับ" ชายหนุ่มตอบพร้อมกับโอบอุ้มร่างป้อมน้องพอร์ชขึ้นมาและหันไปส่งกุญแจรถให้กับใครสักคนที่เดินเข้ามาต้อนรับด้วยรอยยิ้ม"คุณพันไมล์กลับมาแล้วเหรอคะ แล้วนี่ใครคะเนี่ย" ป้าเพ็ญแม่บ้านถามเพราะไม่เคยเห็นเจ้านายตัวเองนั้นสนิทสนมกับเด็กคนไหนมาก่อนนอกจากหลานแท้ ๆ อย่างลูกของหมื่นลี้และแสนปี แล้วนี่ถึงขั้นอุ้มไว้แบบนี้ยิ่งแปลกไปกันใหญ่"นี่น้องพอร์ชครับ ตอนนี้เป็นลูกชายของผมเอง น้องพอร์ชสวัสดีป้าเพ็ญสิลูก" ท่าทางไร้เดียงสาแต่มีมรรยาทยกมือขึ้นไว้คนมีอายุมากกว่าตามคำพันไมล์ ทำเอาป้าเพ็ญถึงกับหลงไปกันใหญ่โดยที่ไม่ได้สนใจเลยว่าสถานะที่พันไมล์ให้เด็กคนนี้มานั้นจะเป็
"แม่อินครับ พ่อไมล์ครับ เมื่อไรน้องพอร์ชจะกลับบ้านได้ครับ" หลังจากวันที่ปลูกถ่ายสำเร็จแล้วเจ้าเด็กน้อยยังคงต้องอยู่รักษาตัวเพื่อพักฟื้นและดูอาการอีกประมาณหนึ่งเดือน ตอนนี้น้องพอร์ชเองก็เริ่มเบื่อมาก ๆ แล้ว เขาอยากออกไปวิ่งเล่นเหมือนกับที่เคยทำ อยากไปสนามแข่งรถกับคนเป็นพ่ออีกแต่ยังออกจากโรงพยาบาลไม่ได้"ใกล้แล้วลูก ตอนนี้อาการดีขึ้นแล้วน้องพอร์ชกินยาตรงเวลาแบบนี้คุณหมอชมว่าเก่งมาก ๆ เลยนะ อีกไม่นานก็กลับบ้านได้แล้ว""จริงเหรอ น้องพอร์ชกลับบ้านได้แล้วจริง ๆ เหรอครับ""จริงสิครับคนเก่ง แล้วอีกหน่อยน้องพอร์ชก็ไม่ต้องมาโรงพยาบาลแล้วนะ ดีไหม""เย่! น้องพอร์ชไม่ต้องมาโรงพยาบาลแล้ว น้องพอร์ชไปโรงเรียนได้ เย่!"บรรยากาศของห้องผู้ป่วยเป็นแบบนี้มาร่วมเดือนแล้ว ทุกครั้งที่น้องพอร์ชถามว่าเมื่อไรจะได้กลับพวกเขาก็ตอบแบบนี้เหมือนเดิมเสมอ อีกทั้งในแต่ละวันเจ้าเด็กน้อยก็ต้องรอแจกความสดใสให้ลุงป้าน้าอาอีกด้วย เพราะว่าญาติห้องนี้ยอมรับเลยว่าเยอะมากเป็นพิเศษเมื่อทุกอย่างดูจะเป็นไปตามปกติแล้วหญิงสาวหยิบเอารีโมตทีวีขึ้นมาแล้วกดเข้าไปหาอะไรดู ก่อนพบว่ามีการประกาศหาตัวของคุณหมอพิมพ์ดาวกับคุณหมอโก้ที่หายตัวไป







