เข้าสู่ระบบหากมื้อค่ำที่คฤหาสน์เปรียบเสมือนการสอบปากเปล่าในห้องที่เงียบเชียบ ภารกิจที่สองของรินรดาก็ไม่ต่างอะไรกับการแสดงละครเวทีโรงใหญ่ต่อหน้าผู้ชมนับพัน
งานกาล่าการกุศลประจำปีที่รวมเอาบุคคลในแวดวงสังคมชั้นสูงและนักธุรกิจระดับประเทศไว้คับคั่ง เวทีที่ธีรภัทรเลือกใช้เพื่อประกาศความสัมพันธ์ของพวกเขาให้โลกได้รับรู้
ละครฉากสำคัญได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
ค่ำคืนนี้ รินรดาถูกแปลงโฉมอีกครั้งในชุดราตรียาวสีแดงทับทิมที่ขับเน้นความงามของเธอให้เจิดจรัสราวกับดาราฮอลลีวูด
ทันทีที่ธีรภัทรควงแขนเธอเดินเข้าสู่ห้องบอลรูมของโรงแรม แสงไฟระยิบระยับจากโคมไฟแชนเดอเลียร์คริสตัลนับร้อยดวงก็สาดส่องลงมาราวกับต้อนรับพวกเขาโดยเฉพาะ
บรรยากาศภายในงานคือมหาสมุทรแห่งวงสังคมที่แท้จริง เสียงพูดคุยจอแจ เสียงแก้วแชมเปญกระทบกัน และเสียงดนตรีแจซบรรเลงสดเคล้าคลอไปทั่วบริเวณ ทุกสายตาที่จับจ้องมายังพวกเขาสองคนเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น เสียงกระซิบกระซาบไล่หลังมาราวกับระลอกคลื่นในทะเล
“ยิ้มไว้ ไม่ต้องเกร็ง” ธีรภัทรกระซิบชิดใบหู ลมหายใจอุ่นของเขาทำให้รินรดาขนลุกซู่
“ทำเหมือนว่าไม่มีที่ไหนในโลกที่คุณอยากอยู่มากไปกว่าข้าง ๆ ผม”
มันคือคำสั่ง แต่กลับแฝงไว้ด้วยพลังที่ทำให้ใจสั่นอย่างน่าประหลาด
ข้าง ๆ ผม งั้นเหรอ?
รู้สึกเหมือนเธอเป็นคนสำคัญของเขาไม่มีผิด
รินรดาสูดลมหายใจลึกก่อนจะเงยหน้าขึ้น สวมรอยยิ้มที่งดงามที่สุดเท่าที่เธอจะทำได้ เธอขยับเข้าไปใกล้เขาอีกนิด วางมืออีกข้างทาบบนต้นแขนแกร่งของเขาอย่างเป็นธรรมชาติที่สุด ให้เขาพาเธอเดินเข้าไปทักทายผู้คนทั่วงาน ด้วยคำแนะนำว่า...
“นี่รินรดา คนรักของผมเองครับ”
ธีรภัทรแนะนำเธอในฐานะคนรักอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางสายตาประหลาดใจของแขกที่ได้ยิน
ธีรภัทรไม่เคยมีข่าวกับหญิงสาวคนไหน อีกทั้งเมื่อเร็ว ๆ นี้ยังมีข่าวลือในวงในว่าชายหนุ่มกำลังจะหมั้นหมายกับลูกสาวไฮโซคนหนึ่ง แต่จู่ ๆ วันนี้กลับควงผู้หญิงอีกคนมาแนะนำตัวต่อสาธารณชนเสียอย่างนั้น
ถึงอย่างนั้นต่อให้สงสัยใคร่รู้มากเพียงใด ด้วยคุณสมบัติผู้ดีที่ชนชั้นสังคมมี ย่อมไม่มีใครกล้าซักไซ้มากนัก ได้แต่ยิ้มรับและทักทายไปตามมารยาท
บทสนทนาส่วนใหญ่เป็นเรื่องธุรกิจที่น่าเบื่อ ทว่ารินรดาก็สามารถรับมือได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ด้วยรอยยิ้มที่เป็นมิตรและคำพูดที่ฉลาดเฉลียวพอที่จะไม่ทำให้ตัวเองดูด้อยค่า และแน่นอนว่าศัตรูหัวใจอย่างญาดาก็อยู่ที่นี่ด้วย
หล่อนยืนอยู่ในกลุ่มเพื่อนสาวไฮโซ ส่งสายตาคมกริบราวกับใบมีดมาให้เป็นระยะ
“ดูมีความสุขจังเลยนะคะ” ญาดาเดินเข้ามาทักทายด้วยรอยยิ้มเสแสร้ง
“ระวังแสงแฟลชด้วยนะคะ บางทีมันก็สว่างจ้าจนทำให้คนบางคนตาพร่ามัว คิดว่าตัวเองเป็นหงส์ ทั้งที่จริงก็เป็นแค่นกปีกหักที่โชคดีมีคนเก็บไปเลี้ยงเท่านั้น วันไหนปีกหายดี ฝูงนกก็คงจะมารับไป”
“ขอบคุณที่เป็นห่วงค่ะ” รินรดายิ้มรับอย่างใจเย็น
“แต่รินไม่กลัวแสงแฟลชหรอกค่ะ โชคดีที่มีคนคอยบังแดดบังลมให้อยู่ข้าง ๆ เสมอแหม... มีคนคอยดูแลแบบนี้ จะรีบกลับฝูงไปทำไมล่ะคะ” เธอกระชับแขนของธีรภัทรแน่นขึ้น เป็นการประกาศชัยชนะในสมรภูมิวาจาเล็ก ๆ ได้อย่างสวยงาม
เหตุการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิดเกิดขึ้นในช่วงที่พวกเขากำลังจะเดินไปหาเครื่องดื่มเพิ่มเติม พนักงานเสิร์ฟคนหนึ่งที่กำลังรีบร้อน เกิดเสียหลักไปชนเข้ากับแขกในงานอย่างจัง จนเกิดเป็นความอลหม่านเล็ก ๆ
แรงกระแทกนั้นส่งต่อมาถึงรินรดาที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ ทำให้เธอเซถลาไปด้านหน้าอย่างแรง ส้นสูงที่ไม่คุ้นเคยยิ่งทำให้การทรงตัวเป็นไปได้ยากขึ้น
“ว้ายยย!”
เธอร้องออกมาด้วยความตกใจ รู้สึกได้ถึงร่างกายที่กำลังจะล้มลงกระแทกกับพื้นหินอ่อน เปลือกตาปิดแน่นเตรียมรับความเจ็บปวดและน่าอับอายที่จะตามมา
แต่แล้วแทนที่จะเป็นความเจ็บปวด เธอกลับสัมผัสได้ถึงอ้อมแขนที่แข็งแรงที่ตวัดเข้ามารวบเอวของเธอไว้ได้อย่างทันท่วงที แรงดึงนั้นทำให้ร่างของเธอหมุนคว้างกลับไปปะทะกับแผงอกกว้างของใครคนหนึ่งอย่างจัง
ฟุบ!
โลกทั้งใบของรินรดาหยุดหมุน
เธอลืมตาขึ้นช้า ๆ สิ่งแรกที่เห็นคือดวงตาคมกริบที่อยู่ห่างออกไปไม่ถึงคืบมือ ในแววตาคู่นั้นฉายชัดถึงความตื่นตระหนกที่เกิดขึ้นฉับพลัน ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความห่วงใยอย่างที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน
เสียงดนตรีและเสียงผู้คนรอบข้างเงียบสนิท เหลือเพียงเสียงหัวใจของเธอที่เต้นระรัวอยู่ในอกราวกับกลองศึกยามออกรบ และเธอก็รู้สึกได้ถึงจังหวะหัวใจของเขาที่เต้นแรงไม่ต่างกันผ่านแผ่นอกที่แนบชิด
กลิ่นโคโลญจน์จาง ๆ อันเป็นเอกลักษณ์ของเขาลอยเข้าจมูก สัมผัสจากฝ่ามือใหญ่ที่โอบรอบเอวบางของเธอทั้งแข็งแรงและอบอุ่น มันเป็นระยะห่างที่ใกล้เกินกว่าสัญญาข้อไหน ๆ ที่เคยตกลงกันไว้ เป็นการสัมผัสที่ไม่ได้มาจากการแสดง แต่มาจากสัญชาตญาณล้วน ๆ
เวลาคล้ายหยุดนิ่งไปชั่วขณะ ภาพของทายาทหนุ่มรูปงามที่กอดประคองหญิงสาวแสนสวยไว้ในอ้อมแขน กลายเป็นจุดสนใจของทุกสายตาในงานเลี้ยง แสงแฟลชจากกล้องของนักข่าวสายสังคมที่แฝงตัวอยู่สว่างวาบขึ้นมาราวกับสายฟ้าฟาด
ธีรภัทรได้สติ เขาค่อย ๆ ประคองให้เธอยืนตรง แต่มือข้างหนึ่งยังคงไม่ยอมปล่อยไปจากเอว
“เป็นอะไรไหม?” เขาถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ มีเพียงเธอเท่านั้นที่ได้ยิน
รินรดาส่ายหน้าช้า ๆ ยังคงพูดอะไรไม่ออก ก่อนที่ผู้คนจะเข้ามารุมล้อมพวกเธอในทันที
“คุณธีรภัทรคะ ผู้หญิงคนนี้คือแฟนตัวจริงใช่ไหมคะ?”
“ดูโรแมนติกมากเลยค่ะ ช่วยเล่าเรื่องของคุณสองคนให้ฟังหน่อยได้ไหมคะ?”
“คุณผู้หญิงชื่ออะไรคะ ทำไมถึงพิชิตใจหนุ่มโสดในฝันของสาว ๆ ได้คะ?”
คำถามมากมายสาดเข้ามาไม่หยุดหย่อน จนรินรดาก็ไม่อาจจะตั้งรับได้ทัน ธีรภัทรขยับตัวมายืนบังเธอไว้ ใช้ร่างกายสูงใหญ่เป็นกำแพงมนุษย์ปกป้องเธอจากนักข่าวเหล่านั้น พร้อมทั้งสายตาไม่สบอารมณ์เมื่อบรรดานักข่าวไม่หยุดสักที
“ขอบคุณที่เป็นห่วงครับ” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบแต่ทรงอำนาจ
“แฟนของผมตกใจเล็กน้อย แต่เธอไม่เป็นอะไรแล้ว” เขาจงใจใช้คำว่าแฟนอย่างเต็มปากเต็มคำ ก่อนจะมองตรงไปยังนักข่าว
“เธอชื่อรินรดาครับ ส่วนเรื่องส่วนตัวของเรา ผมคิดว่ามันไม่ใช่เรื่องที่ต้องประกาศให้ใครทราบ เราขอใช้เวลาส่วนตัวเงียบ ๆ ดีกว่านะครับ ทีนี้ก็ช่วยหลีกทางให้เราด้วย”
คำพูดที่สุภาพแต่เด็ดขาดนั้นทำให้ไม่มีใครกล้าซักไซ้ต่อ
ธีรภัทรโอบเอวรินรดาไว้แน่น เขาพาเธอแหวกวงล้อมของนักข่าวที่อยากรู้อยากเห็นออกมา มุ่งตรงไปยังระเบียงด้านนอกที่เงียบสงบรินรดาพิงร่างกับราวระเบียง หัวใจยังคงเต้นไม่เป็นส่ำ ไม่ใช่แค่เพราะอุบัติเหตุเมื่อครู่แต่เป็นเพราะอ้อมกอดที่ยังคงติดตรึงอยู่ในความรู้สึก การปกป้องอย่างดุดันของเขาที่ทำให้เธอรู้สึกปลอดภัยอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เพราะที่ผ่านมา เธอคือคนที่คอยปกป้องคนอื่นอยู่เสมอ
เพิ่งเคยรู้สึก...
ได้รับอะไรแบบนี้เป็นครั้งแรกเลย
“โอเคนะ?” พออยู่ด้วยกันตามลำพังธีรภัทรก็เอ่ยถาม จะบอกว่าเขาเป็นห่วงเธอก็ได้ เพราะเขาเองก็ไม่คิดว่าจะมีเหตุการณ์แบบนั้นเกิดขึ้น ดูจากสีหน้าที่ซีดเซียว รินรดาคงตกใจน่าดู
“ค่ะ ฉันไม่เป็นอะไรค่ะ แต่ตกใจนิดหน่อย ไม่คิดว่านักข่าวจะพุ่งเข้ามาขนาดนั้นค่ะ”
“อืม เดี๋ยวก็ชิน”
เขาขานรับเสียงเธอแค่นั้น ไม่ได้แสดงท่าทีอะไรออกมา แววตาเปี่ยมไปด้วยความห่วงใยก็เจือจางหายไปแล้ว และเธอก็ไม่คิดที่จะก้าวข้ามเส้นกติกาของสัญญานั้นเช่นกัน ต่อให้ชายหนุ่มตรงหน้าจะทำให้เธอรู้สึกอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนก็ตาม
หลายเดือนต่อมา กาลเวลาเปรียบเสมือนสายน้ำที่ช่วยชะล้างบาดแผลและเยียวยาทุกสิ่ง พายุลูกใหญ่ที่เคยพัดกระหน่ำเข้ามาในชีวิตของรินรดาและธีรภัทรได้สงบลงแล้ว เหลือทิ้งไว้เพียงท้องฟ้าที่สดใสและความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าหินผาใด ๆภาพของธีรภัทร กิตติวรากูล ที่ควงคู่มากับรินรดา วัฒนกิจ ได้กลายเป็นภาพที่ชินตาในแวดวงสังคม แต่ครั้งนี้ไม่มีสายตาที่เคลือบแคลงหรือคำนินทาว่าร้ายอีกต่อไป พวกเขากลายเป็นคู่รักที่น่าจับตามองที่สุดคู่หนึ่ง คู่รักที่ไม่ได้โดดเด่นเพียงเพราะฐานะ แต่เพราะความดีงามที่พวกเขาได้ร่วมกันสร้างขึ้นมูลนิธิกิตติวรากูลเพื่อการศึกษาได้มอบโอกาสให้กับเด็ก ๆ ที่ขาดแคลนมากมาย และโครงการที่อยู่อาศัยเพื่อผู้มีรายได้น้อยก็กำลังเป็นรูปเป็นร่างขึ้นอย่างสวยงาม โดยมีรินรดาในฐานะกรรมการมูลนิธิ ใช้ความรู้ความสามารถด้านบัญชีของเธอเข้ามาช่วยดูแลการเงินอย่างโปร่งใส เธอไม่ได้เป็นเพียงเงาของธีรภัทรอีกต่อไป แต่คือหุ้นส่วนชีวิตที่ยืนหยัดเคียงข้างเขาได้อย่างสมศักดิ์ศรีความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับคุณหญิงรัชนีกรนั้น เปรียบได้กับน้ำแข็งที่ค่อย ๆ ละลายลงทีละน้อย มันไม่ได้กลายเป็นความรักใคร่ที่หวานชื่นในชั่วข้า
การเดินทางกลับสู่คฤหาสน์กิตติวรากูลในครั้งนี้ แตกต่างไปจากทุกครั้งที่ผ่านมา ฝ่ามือใหญ่ของธีรภัทรกุมมือนุ่มไว้แน่นตลอดทาง เขาหันมาสบตาเธอเป็นระยะ เพื่อบอกว่าไม่ต้องหวั่นกลัวอะไรทั้งนั้น ถ้าข้างกายเธอยังมีเขาอยู่ เขาจะปกป้อง จะดูแลเธอเป็นอย่างดี และรินรดาก็มั่นใจ ว่าเธอเลือกผู้ชายไม่ผิดคนแน่นอน“พร้อมไหม?” เขาถามเธอเบา ๆ ขณะที่รถเลี้ยวผ่านประตูรั้วขนาดใหญ่เข้ามา“ประหม่าค่ะ” เธอยอมรับตามตรง อุ้งมือนุ่มชื้นเหงื่อไปหมด ก่อนจะหันหน้ามาสบตากับคนข้างกายอีกครั้ง พร้อมกับน้ำเสียงหนักแน่นที่ดังขึ้น“แต่แค่มีคุณอยู่ข้าง ๆ ฉันก็ไม่กลัวอะไรทั้งนั้น ครั้งนี้เราจะสู้ไปด้วยกันนะคะ”คำพูดเด็ดเดี่ยวมาพร้อมกับรอยยิ้มมุ่งมั่น ธีรภัทรหัวใจฟูทันตา เขากระชับมือเธอให้แน่นขึ้นอีกนิด นี่คือผู้หญิงที่เขารัก ผู้หญิงที่ไม่ได้อ่อนแอ แต่เข้มแข็งและพร้อมจะยืนหยัดเคียงข้างเขา และเขาเองก็มั่นใจไม่ต่างจากรินรดาเช่นกัน ว่าเขาเลือกผู้หญิงไม่ผิดคนทั้งสองคนเดินจูงมือเข้ามาในบ้าน ไม่ได้คิดจะหลบซ่อน หรือเกรงต่อสายตาของสาวใช้ที่มองมาด้วยความสงสัยใคร่รู้ หรือแม้กระทั่งสายตาประมุขของบ้านอย่างคุณหญิงรัชนีกรก็ด้วยณ ห้องนั่งเล่น
โลกของรินรดาในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเปรียบเสมือนภาพยนตร์ขาวดำที่ฉายซ้ำไปซ้ำมาอย่างเชื่องช้า ข่าวดีที่สุดในชีวิตของเธอคือการผ่าตัดของน้องชายผ่านพ้นไปได้ด้วยดีและกำลังพักฟื้นอย่างปลอดภัย ทว่าความโล่งใจนั้นกลับไม่สามารถแต่งแต้มสีสันใด ๆ ให้กับชีวิตที่เหี่ยวเฉาของเธอเลยเธอลาออกจากงานเก่าและได้งานใหม่เป็นพนักงานบัญชีในบริษัทเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง ใช้ชีวิตไปตามกิจวัตร ตื่นเช้า ไปทำงาน เยี่ยมไข้น้องชาย แล้วกลับมาขังตัวเองอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมแคบ ๆ ที่อ้างว้างเธอจงใจตัดขาดตัวเองจากข่าวสารในแวดวงสังคม แต่บางครั้งก็อดไม่ได้ที่จะได้ยินเพื่อนร่วมงานพูดถึงข่าวใหญ่ของเครือกิตติวรากูล ที่หันมาจับโครงการเพื่อสังคมอย่างเต็มตัวและทุกครั้งที่ได้ยินชื่อของธีรภัทร หัวใจของเธอก็บีบรัดด้วยความเจ็บปวดระคนกับความภาคภูมิใจอย่างเงียบ ๆ…บ่ายวันหนึ่ง ขณะที่รินรดากำลังนั่งเหม่อลอยทานอาหารกลางวันอยู่ที่สวนสาธารณะเล็กๆ ข้างที่ทำงานใหม่ ท่ามกลางพนักงานออฟฟิศมากมายที่กำลังพักผ่อน ความวุ่นวายเล็ก ๆ ก็เกิดขึ้นรถยนต์อัลตราลักชูรีสีดำสนิทหรูหราจนดูผิดที่ผิดทางคันหนึ่ง แล่นเข้ามาจอดเทียบข้างสวนสาธารณะอย่างเงียบกริบ ทว่ากลับดึง
นนท์กลับมารายงานผลการสืบสวนด้วยสีหน้าลำบากใจ ข้อมูลที่เขาได้มาจากปากของสาวใช้คนสนิทในคฤหาสน์ยืนยันสิ่งที่ธีรภัทรสงสัยมาตลอดรินรดาไม่ได้เดินจากไปอย่างผู้ชนะ แต่เธอถูกไล่ต้อนและเหยียบย่ำศักดิ์ศรีจนแหลกลาญ และจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายที่สำคัญที่สุดคือเศษซากของเช็คเงินสดจำนวนมหาศาลที่ถูกพบในถังขยะ“คุณรินรดา เธอไม่ได้แตะต้องเงินนั่นเลยครับคุณภัทร” นนท์กล่าวสรุป“เธอฉีกมันทิ้งต่อหน้าคุณหญิง”สิ้นคำพูดนั้น ภาพทั้งหมดในหัวของธีรภัทรก็ปะติดปะต่อกันอย่างสมบูรณ์ คำพูดเย็นชาแววตาว่างเปล่า คำสารภาพจอมปลอมว่าทำทุกอย่างเพื่อเงิน มันคือบทละครฉากสุดท้ายที่เธอจงใจแสดงขึ้นเพื่อปกป้องเขามันคือการเสียสละที่ยิ่งใหญ่ของผู้หญิงคนหนึ่งที่ยอมแบกรับความเจ็บปวดไว้ทั้งหมดเพื่อผลักไสเขาให้กลับไปสู่ชีวิตที่ดีกว่าหัวใจของชายหนุ่มที่เคยแตกสลาย บัดนี้กลับถูกหลอมรวมขึ้นมาใหม่ด้วยความโกรธและความมุ่งมั่นอันแรงกล้า เขาไม่ได้โกรธเธอ แต่โกรธในโชคชะตา โกรธในขนบธรรมเนียมเก่าแก่ และโกรธผู้หญิงที่ได้ชื่อว่าเป็นย่าของเขา ผู้บีบคั้นผู้หญิงที่เขารักจนต้องทำถึงเพียงนี้…บ่ายวันนั้น ธีรภัทรก้าวเข้ามาในบ้านด้วยรังสีอำมหิตที่แผ่ซ่านไปท
“...”ธีรภัทรยืนนิ่ง เขาพูดอะไรไม่ออก ขากรรไกรแช่ค้าง ชาหนึบไปทั้งร่าง มือไม้เย็นจัด โสตประสาทการได้ยินเงียบสนิท ความรู้สึกที่เคยก่อตัวเอาไว้มากมายก่อนหน้า ค่อย ๆ ทรุดสลายลงอย่างช้า ๆ ก่อนความเจ็บปวดมากมายจะแทรกกายเข้ามาแทนที่เขาอธิบายความรู้สึกตัวเองออกมาไม่ถูก เสียใจ ผิดหวัง หรือเจ็บปวดกันแน่ เมื่อคำพูดที่รินรดาเอ่ยออกมา มันเหมือนกับที่คุณย่าใช้ตราหน้าเธอต่อเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่มีผิด ว่าสุดท้ายเขาเองที่เป็นคนเขลา โง่เง่าเผลอไผลไปกับละครฉากใหญ่นี้เอง“ขอบคุณสำหรับงานที่ผ่านมานะคะคุณธีรภัทร” รินรดาเอ่ยขึ้นเป็นครั้งสุดท้าย“ขอให้คุณโชคดีกับครอบครัว และกับคุณญาดานะคะ คุณควรจะกลับไปอยู่ในโลกของคุณ มันคือที่ที่เหมาะสมกับคุณที่สุดแล้วค่ะ ลาก่อนค่ะ” เธอยิ้มจาง ๆ กล่าวคำลาอย่างมีมารยาท และหมุนกายหันหลัง เตรียมจะเดินออกไปจากห้องนี้“ออกไป” น้ำเสียงลอดไรฟันดังออกมา มันแหบพร่าและแตกสลายเธอไม่ตอบโต้ ทำเพียงแค่ก้าวเท้าเดินออกมา และไม่คิดจะหันหลังกลับไป แม้หยาดน้ำตาจะเอ่อคลอออกมาจากตาแทบมองไม่เห็นทางเดินก็ตามเธอฝืนเดินออกมาจนประตูห้องปิดสนิท ทันทีที่พ้นสายตาของธีรภัทร ความเข้มแข็งยโสก่อนหน้าที่เค
รินรดายืนนิ่งอยู่เบื้องหน้าประมุขของบ้าน วาจาเชือดเฉือนยังคงก้องอยู่ในโสตประสาทซ้ำ ๆ สายตาเธอมองนิ่งไปยังเช็คเงินสดใบนั้น เป็นกระดาษแผ่นบาง ๆ ที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการตีค่าตัวตนของเธอไปแล้วเธอกำลังไตร่ตรอง และกำลังคิดถึงน้องชาย เงินก้อนนี้จะทำให้ชีวิตของพวกเธอไม่ต้องดิ้นรนอีกต่อไป ก่อนเธอจะเห็นภาพของตัวเองในกระจกเงากระจกที่ส่องสะท้อนเพื่อบอกให้รู้ว่า เธอก็แค่ผู้หญิงไร้ค่าคนหนึ่งที่ยอมให้คนอื่นใช้เงินฟาดหัวอย่างง่ายดายเท่านั้นเอง ขอแค่มีเงินก็สามารถทำได้ทุกอย่าง โดยไม่ต้องใช้สมอง หรือความรู้ใด ๆคุณหญิงรัชนีกรแสยะยิ้มอย่างผู้มีชัย เมื่อเห็นว่าสายตาของรินรดาจับจ้องอยู่ที่เช็คใบนั้นเนิ่นนานเกมนี้เธอคือผู้ชนะเท่านั้น!“ฉลาดเลือกหน่อยสิ หนทางสบายอยู่ตรงหน้าแล้ว อย่าโง่ให้มันมากนักเลย รีบรับไป แล้วก็ไสหัวไปซะ!”รินรดาเอื้อมมือไปหยิบเช็คใบนั้นขึ้นมาอย่างเชื่องช้า ปลายนิ้วเธอสัมผัสได้ถึงความเย็นจัดของมัน ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับหญิงชราด้วยแววตาที่ว่างเปล่า ทว่าแฝงไว้ด้วยความเด็ดเดี่ยวไว้ในนั้น เมื่อเธอได้ตัดสินใจดีแล้ว“ขอบคุณสำหรับความกรุณาค่ะคุณหญิง แต่ดิฉันตัดสินใจได้แล้วค่ะ”เธอกล่า
ว่ากันว่า ในยามที่คนเราจนตรอก มักจะตัดสินใจทำในสิ่งที่ไม่เคยคาดคิดว่าจะทำเสมอสำหรับ รินรดา ความจนตรอกของเธอนั้นประกอบไปด้วยกลิ่นฉุนคละคลุ้งจนแสบจมูกของน้ำยาฆ่าเชื้อ และตัวเลขเจ็ดหลักบนใบประเมินค่ารักษาพยาบาลของน้องชายคนเดียวซึ่งกำลังนอนจ้องมองเธออยู่มือเล็ก ๆ ของเด็กชายที่นอนซีดเซียวอยู่บนเตียงขา
ทุกย่างก้าวที่พาเขาเข้ามาในโลกของเธอ ยิ่งตอกย้ำความแตกต่างราวฟ้ากับเหวระหว่างคนทั้งสอง ลิฟต์ที่เคลื่อนตัวขึ้นอย่างเชื่องช้า ทางเดินที่ปูด้วยกระเบื้องยางเก่า ๆ แสงไฟสีส้มสลัว ทุกอย่างช่างแตกต่างจาก เพนต์เฮาส์ของเขา ที่ทุกตารางนิ้วคือความสมบูรณ์แบบและหรูหราเมื่อมาถึงหน้าห้อง รินรดาพยายามจะไขกุญแจด้
หลังจากค่ำคืนอันยาวนานจบลง ธีรภัทรให้คนขับรถไปส่งรินรดาที่อะพาร์ตเมนต์ตามหน้าที่ ทันทีที่บานประตูห้องปิดลง โลกแห่งความหรูหราก็ถูกตัดขาดออกไปทันที เหลือเพียงหญิงสาวธรรมดาในห้องสี่เหลี่ยมแคบ ๆ ที่ยังคงสวมชุดราตรีราคาแพงระยับ ดูแปลกแยกจากสภาพแวดล้อมเหลือเกิน“เฮ้อ...”รินรดารู้สึกอ่อนล้าไปทั้งร่างกายแ
สามวันหลังจากจรดปากกาลงบนสัญญาเปลี่ยนชีวิต รินรดาก็ได้เผชิญกับภารกิจแรกนั่นก็คืองานเลี้ยงอาหารค่ำ ณ คฤหาสน์กิตติวรากูลแต่ก่อนจะไปถึงสมรภูมินั้นได้ เธอต้องผ่านด่านการแปลงโฉมเสียก่อน นนท์นัดเธอที่ห้องเสื้อหรูแห่งหนึ่งซึ่งปิดเป็นการส่วนตัวเพื่อต้อนรับเธอโดยเฉพาะ รินรดายืนนิ่งอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ มองภ







