LOGINฝ่ายของอู๋หลิงเซียวนั้นมิคาดว่าสตรีร้ายกาจเช่นเซี่ยผิงหลัวจะเป็นผู้ ‘ยอม’ ลงให้ผู้ใดก่อน ต่อให้เป็นบิดาของนาง ตลอดมาเซี่ยผิงหลัวหนึ่งก้าวก็ไม่มีวันถอยหลีกทางให้โดยเด็ดขาด ยิ่งคราวนี้นางเป็นฝ่ายถูกใส่ความด้วยแล้วย่อมต้องสู้ยิบตา ถึงไม่โต้ตอบเขาโดยตรง แต่สตรีทั้งสามเช่นไรย่อมต้องเจอฝ่ามือพิฆาตของนางกันบ้าง แต่นี่กลับไม่มีเลย นางเป็นอันใดไปกันแน่?
"หยุดโบยได้แล้วจิ้งถี ให้คนไปรับท่านหมอมารักษาพวกนางด้วย"
พอนางเดินหนีไม่คิดต่อปากต่อคำคิดเอาชนะอีก เขาก็หมดอารมณ์จะหาเรื่องนางอีกต่อไป ซึ่งแน่นอนเขามีหรือจะไม่ทราบว่าสตรีบำเรอทั้งสามนางนั้นแสดงงิ้วใส่ความฮูหยินของตน แต่เพราะช่วงนี้เขารู้สึกหัวใจไม่มั่นคง หวั่นไหวกับนางและเจ้าเด็กแฝดทั้งสอง จึงอยากหาเรื่องเซี่ยผิงหลัว เพราะรู้สึกผิดและละอายใจต่อเซี่ยหมิงหลันเพียงเท่านั้น
"เกาเฟยเรียกพ่อบ้านถงมาพบข้า"
สตรีบำเรอเหล่านี้เริ่มจะกำเริบเกินไปแล้ว ถึงขนาดบังอาจบุกรุกมาใส่ความผู้เป็นเยี่ยเฉิงโหวฮูหยินเช่นนี้ หากไม่
‘กำจัด’ออกไปให้พ้นจวนคงสร้างปัญหาตามมาให้วุ่นวายอีกเป็นแน่ ถึงอดีตที่ผ่านมาเขาปิดหูปิดตาหนึ่งข้างมาตลอดเพราะอยากทำร้ายจิตใจของเซี่ยผิงหลัวเท่านั้น แต่บัดนี้ในเรือนแห่งนี้มีเด็กแฝดทั้งสองอยู่ หากเขายังปล่อยไปไม่สนใจอีกบุตรทั้งสองอาจเกิดอันตราย ซึ่งเมื่อครู่ก่อนก็ยอมรับว่าเขาคิดน้อยไปจริงๆ จนเมื่อเห็นบุตรทั้งสองแผดเสียงร้องไห้จ้านั่นจึงได้สติว่าตนเองคิดน้อย เอาแต่โทสะบังหน้าบังตาจนลืมนึกถึง 'ลูก' เสียสนิท“ส่วนพวกเจ้าทั้งสามตามไปพบข้าที่ห้องโถงเรือนหลัก"
กล่าวจบเท้าแกร่งก็เดินจากมาด้วยความรู้สึกภายในใจนั้นไม่ดีอย่างยิ่งที่ตนเองเป็นต้นเหตุให้ลูกน้อยเสียขวัญ ใจอยากเดินตามเข้าไปปลอบโยนเจ้าสองฝาแฝด หากแต่ 'ศักดิ์ศรี' มันก็ค้ำคอเกินไปจึงได้ตัดใจ 'จัดการ' สตรีบำเรอทั้งสามแทน ยิ่งพอเขาคิดย้อนกลับไปในอดีตที่เซี่ยผิงหลัวเคยกระทำเอาไว้กับเซี่ยหมิงหลัน เขาก็สลัดความรู้สึกไม่ดีและรู้สึกผิดที่ตนเองไปหาความสตรีไร้ความผิดออกไปจากหัวใจได้สำเร็จ 'สตรีร้ายกาจเช่นนางโดนกระทำบ้างก็สมควรแล้ว' บอกตนเองเช่นนั้นก็สบายใจในท้ายที่สุด แต่ก็เพียงครู่เดียวหัวใจมันก็เจ็บปวดราวกับโดนมดคันไฟกัด อธิบายได้ยากว่ามันเกิดจากอันใดกันแน่
"ท่านโหว"
ไม่นานเท่าใดท่านพ่อบ้านถงเจี้ยนก็ตามเข้ามาที่โถงกลางของเรือนหน้า ส่วนสตรีบำเรอทั้งสามที่ยังไม่รู้ชะตากรรมของตนเองก็ยังคงบีบน้ำตาอย่างสมจริง ซึ่งน่าเสียดายที่บุรุษทุกผู้ในห้องโถงแห่งนี้มองออกทั้งหมดนานแล้ว แต่ไม่มีผู้ใดพูดอันใด ถึงไม่ชอบ หากแต่พวกเขาเป็นเพียงผู้น้อยจะหาญกล้าไปก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวของผู้เป็นนายได้เช่นใดกัน
"จัดการส่งพวกนางทั้งสามไปที่หอคณิกายังชายแดนเป่ยหยวนจนตายก็ห้ามก้าวเท้าออกมาพ้นเขตแดนแคว้นเป่ยหยวนเด็ดขาด ถึงตายศพก็ให้ฝังยังเป่ยหยวนเท่านั้น!"
สตรีทั้งสามต่างแตกตื่นมิคาดว่าจากที่พวกตนได้เปรียบ เพียงเผลอหายใจผิดจังหวะหนึ่งครั้งจะพลิกผันเช่นนี้เพราะตลอดมาพวกนางไประรานเยี่ยเฉิงโหวฮูหยินกี่ครั้งท่านโหวไม่เคยลงโทษ พวกนางจึงเหิมเกริมลงมือหนักข้อขึ้นทุกวัน ผู้ใดจะคาดถึงวันนี้โทษที่ได้รับจะเป็นการขับไล่ให้ไปอยู่ไกลจากสี่เฉิงถึงแคว้นเป่ยหยวนเช่นนี้
"ท่านโหวเมตตาเหรินเจียวด้วยเจ้าค่ะ"
"ท่านโหวพวกเราถูกรังแก เหตุใดจึงมาลงทัณฑ์พวกเราเช่นนี้"
"ใช่เจ้าค่ะ พวกเราทั้งสามผิดอันใด"
ซูฉิง
เหรินเจียว และลี่เถียนทรุดลงไปนั่งบนพื้นกอดแข้งกอดขาของอู๋หลิงเซียว สอบถามหาความยุติธรรมให้แก่ตนเองอย่างไร้สำนึกจนน่าสมเพชต่อสายตาของบุรุษอีกสามคนที่ยืนอยู่ตรงนี้ด้วยอย่างยิ่ง"พวกเจ้าคิดว่ามารยาเพียงเท่านี้จะตบตาของข้าได้หรือ? พวกเจ้าคิดผิดแล้วซูฉิง เหรินเจียว ลี่เถียน!"
เขาสลัดทั้งสามออกไปพ้นกายอย่างมินำพาว่าพวกนางคือสตรี จนเรือนร่างอรชรจะลอยไปตกยังที่ตรงไหน จากนั้นจึงตรงไปทรุดนั่งลงบนเก้าอี้ตัวประจำ แล้วเท้าคางทอดสายตามองพวกนางร้องไห้ฟูมฟายเรียกหาความเป็นธรรมให้แก่ตนเองกันวุ่นวาย
"พวกเจ้ายังมีหน้ามาเรียกร้องหาความเป็นธรรมเช่นนั้นหรือ?"
มุมปากที่ปกติปิดสนิทบัดนี้ยกยิ้มเยาะเย้ยออกมาหนึ่งสายแล้วดึงกายกลับไปนั่งแผ่นหลังตั้งตรง ยกท่อนขาแกร่งขึ้นไขว่ห้าง แล้วรับถ้วยน้ำชามาจากเกาเฟยยกขึ้นดื่มอย่างใจเย็น
"ถูกต้องเจ้าค่ะ พวกเราถูกท่านหญิงห้าทำร้ายจนเป็นเช่นนี้ แต่ท่านโหวกลับให้ท้ายคนผิดส่งเสริมคนเลว หากพวกข้าไม่เรียกร้องความเป็นธรรมจะได้ที่ใดกัน"
คนฝีปากกล้าเช่นซูฉิงไม่ยอมจนมุม ส่วนหนึ่งเพราะนางยังคิดว่าตนเองเป็นที่โปรดปรานกว่าเหรินเจียวและลี่เถียน จึงไม่ยอมจำนนโดยง่าย ส่งพวกนางไปไกลถึงชายแดนเป่ยหยวน หากนางยินยอมชาตินี้ชีวิตก็จบสิ้นลงแล้ว
"หึ! หากการที่พวกเจ้าไประราน ไปเอะอะโวยวายขว้างปาก้อนหินใส่เรือนของภรรยาของข้าแล้วนางตอบโต้พวกเจ้าเพียงเอาน้ำล้างปลาสาดไล่ออกมาเรียกว่ารังแก พวกเจ้าคงคิดว่าข้าตาบอดแล้วกระมัง"
ทั้งจิ้งถีและเกาเฟยไม่เว้นแม้แต่ท่านพ่อบ้านถงที่สำลักน้ำลายไอจนหน้าเปลี่ยนสีทำเอาอู๋หลิงเซียวตวัดสายตาคาดโทษดุดันไปกำราบคนของตน คล้ายจะตักเตือนว่าหากไม่หยุดอาจจะได้สำลักจริงมิใช่เพียงเสแสร้งเช่นนี้
"ท่านโหว!!!"
บทส่งท้ายผ่านเหตุการณ์คืนพลิกชะตานั้นมานี่ก็ผ่านมาได้สิบวันแล้วจึงมีพิธีกราบไว้บรรพชนสกุลอู๋ และลงลายมือชื่อในหนังสือสมรสแห่งซีฉู่ซึ่งในครั้งนี้นับเป็นครั้งที่สอง โดยมีผู้ลงนามเป็นบุรุษและสตรีคู่เดิมเมื่อกว่าหกหนาวก่อน หากแต่ความรู้สึกของทั้งสองล้วนต่างไปจากเดิมโดยสิ้นเชิงซึ่งทุกพิธีล้วนกระทำเป็นการภายในและเรียบง่าย มีเพียงฮ่องเต้ ฮองเฮา ไท่จื่อ ท่านอ๋องสาม ชินอ๋องกับชินอ๋องซื่อจื่อ รวมไปถึงสองคนสนิทของนางและอู๋หลิงเซียวเช่น จิ้งถี ฉู่หรั่นจี เกาเฟย จางจื่อเว่ย และสองฝาแฝดคนสำคัญที่สุดของเซี่ยผิงหลัวกับอู๋เซียวผู้เป็นเจ้าบ่าวและเจ้าสาวได้อยู่ร่วมรู้ และร่วมเป็นสักขีพยานคนสำคัญที่สุดของผู้เป็นเปี้ยนเฉิงอ๋องและพระชายาเอกในเปี้ยนเฉิงอ๋อง“น้องห้า วันนี้เป็นวันดีของเจ้า พี่ใหญ่เร่งเดินทางมาจากตงอี้ คราวแรกที่เดินทางมาเพราะได้ข่าวที่เสด็จแม่ทำเรื่องไม่ยุติธรรมกับเจ้าและหลานทั้งสอง มิคาดว่าพอมาถึงจะกลายเป็นมีเรื่องมงคล จึงไม่ได้จัดเตรียมของขวัญใดติดกายมาให้เจ้าเลย มีเพียงหยกแขวน และกำไลหยกให้แก่หลานชายและหลานสาวเท่านั้น”หลังจากเสร็จทุกพิธีการวันนี้ เซี่ยเหลียนเฉิงได้ขออนุญาตบิดาเป็นคนส่
แต่ก็เพียงแค่เท่านั้น เพราะเขายังมีสติรู้ว่าหากตนเอง ‘หลอมรวม’ คงยากจะไม่รุนแรงจึงจำต้องระบายออกภายนอก จนกว่าตนเองจะสามารถหลอมรวมเป็นหนึ่งกับนางได้ด้วยสติที่มากกว่านี้อีกหน่อย จึงไม่ทำรุนแรงจนนางยากจะทานทนไหว“ซี้ด…”เสียงแหบหลุดออกมาจากเรียวปากแกร่งเมื่อเขาถอนจุมพิตสูบ แต่ยังคงไถลทั้งปากและจมูกลงไปยังลำคอระหง ในขณะที่ด้านล่างนั้นกำลังขยับสะโพกโยกไหวเสียดสีท่อนลำกับกลีบของบุปผานางหนักหน่วง ความแข็งขึงนั้นก็บดเบียดจนนางเริ่มเสียววูบตรงท้องน้อย จนนิ้วทั้งสิบจิกเกร็งบนท่อนแขนแกร่งไปเต็มแรง“อื้อ!”พอเรียวปากแกร่งแนบลงไปบนลำคอแล้วระหงก่อนจะดูดลงไปเต็มแรงอย่างหักห้ามใจของตนเองไม่ทัน คนตัวเล็กจึงอุทานออกมาเพราะทั้งเจ็บและตกใจ แต่อู๋หลิงเซียวห้ามตนเองไม่ไหว หยุดยิ่งยาก มีเพียงต้องเดินไปให้สุดปลายทางเท่านั้น เพราะเอาเข้าจริงทั้งกลิ่นกายหอมละมุนกับความรักที่ตนเองมีให้กับสตรีในอ้อมแขนจึงยิ่งยากแสนจะยากหากคิดควบคุม“ขออภัยที่ข้ามิอาจทำตามสัญญาได้ แต่จะพยายามนะผิงเอ๋อร์”เสียงเนื้อแนบเนื้อเสียดสีกันดังหยาบโลน แต่ก็เร่งเร้าให้อารมณ์พิศวาสยิ่งตื่นเตลิด ถึงยังไม่ได้สอดใส่หลอมรวม แต่เพราะอีกคนห่างหา
ตอนพิเศษ 4"!!!" เซี่ยผิงหลัวไม่ทันได้อุทานด้วยซ้ำเมื่อเขาออกแรงกระชากข้อมือเล็กของนางให้ล้มลงไปบนหน้าอกแกร่งตึงแน่น และเพียงนางเตรียมจะร้องคัดค้านหลังจากเขาบอกสิ่งที่ประสงค์ เรียวปากแกร่งที่มีกลิ่นสุราผสมอยู่เล็กน้อยกับลมหายใจก็แนบลงมานางจึงเริ่มออกแรงดิ้น ทั้งทุบแผ่นหลังกว้าง ทั้งพยายามจะถีบ แต่ก็ถูกเขาใช้ท่อนขากำยำกดจนกระดิกไม่ได้นางจึงพยายามกางนิ้วทั้งสิบจิกข่วนไม่ยั้ง นางออกแรงจนหอบ พยายามกัดปากปิดแน่นไม่ยอมให้อีกฝ่ายล่วงเกิน แต่พอนางเหนื่อยหอบจากการออกแรงมากไปก็เริ่มจะทนไม่ไหว ยิ่งอีกฝ่ายเล่นวิธีสกปรกบีบจมูกกัน สุดท้ายนางจึงต้องอ้าปากหวังฮุบเอาอากาศเข้าท้อง จึงเปิดโอกาสอู๋หลิงเซียวจุมพิตนางได้เต็มอารมณ์หวาม"อื้อ!!!" เกิดมาสองชีวิตไม่พอ นางยังคงอุ้มท้องและคลอดบุตรมาถึงสองคน แต่เรื่องบนเตียงระหว่างสามีกับภรรยาในความทรงจำนี้เลือนรางนัก ยิ่งจุมพิตหากจำไม่ผิดในราตรีนั้นคล้ายกับว่าอู๋หลิงเซียวไม่ได้แตะต้องเรียวปากของเซี่ยผิงหลัวเลย เขาเพียง 'เสพสม' เพื่อระบายฤทธิ์ยาปลุกกำหนัดเท่านั้นจริงๆ หากแต่ราตรีนี้เขากลับ......จุมพิตนางอย่างลึกซึ้ง...เพียะ! เพียะ! เพียะ!หลังจากเขาถอยห่าง นาง
เพราะอดีตเขาเองก็เผชิญกับสถานการณ์เหล่านี้มาแล้วจากฝีมือของเซี่ยผิงหลัวคนเดิมและผู้เดียวที่เขาเพิ่งหลบเลี่ยงแต่ก่อนจะสลัดนางออกไปก็จำเป็นต้องรับสุราที่นางมอบให้มาดื่มตามมารยาทเพราะยิ่งในวันนี้เขาเป็นถึง'เปี้ยนเฉิงอ๋อง'แล้วทว่ายิ่งตำแหน่งของเขาสูงส่งก็ยิ่งต้องรักษามารยาทรักษาหน้าของราชวงศ์ยิ่งกว่าเดิมแต่เกรงว่ากับสตรีบางคนเขาก็ไม่สมควรรักษามารยาทอันดีอีกต่อไป! "ท่านอ๋องเป็นอันใดหน้าของท่านแดงยิ่งนัก ไม่สบายหรือเพคะ" หลังจากสองแฝดหลับไปแล้วนางเองก็เตรียมจะแยกตัวไปเข้าห้องนอนที่อยู่ติดกันนี้หากทว่าพอลงจากเตียงสภาพของอู๋หลิงเซียวก็ไม่เหมือนเดิมเช่นครู่ก่อนแล้ว เพราะใบหน้าที่หลายเดือนผ่านมาเขาไม่ได้ตากแดดตากลมอยู่ชายแดนผิวจึงกับมาขาวกระจ่างเช่นเดิมพอผิดปกติจึงมองเห็นชัดเจนว่าแดงจัดไม่เว้นแม้แต่ลำคอกับใบหูยิ่งดวงตานั้นยิ่งแดงก่ำหายใจก็แรงฟืดฟาดเหงื่อกาฬไหลซึมเต็มใบผากแต่กลับมมีกลิ่นอายอำมหิตแปลกๆ เช่นอดีตที่นางตื่นขึ้นมาบนเตียงกับเขาให้อดีตหลายหนาวที่ผ่านมา "รบกวนเจ้าพอข้ากลับไปส่งที่เรือนนอนเจ้าสะดวกหรือไม่" ในยามนี้เขาวางใจสตรีตรงหน้าที่สุด หากจะเกิดสิ่งใดขึ้นกับนางมันคือความตั้งใจหา
ตอนพิเศษ3เกิดมาถึงสองชีวิตอายุรวมกันก็ปาเข้าไปยี่สิบสี่หนาวแล้วเซี่ยผิงหลัวก็เพิ่งจะรับรู้ว่าการยืนบื้อใบ้เป็นเช่นไรวันนี้นางเพิ่งซาบซึ้งแก่ใจเป็นครั้งแรกแต่พอนางคิดจะสอบถามเข้าให้กระจ่างจัดมิคาดเจ้าคนเสียสติอู๋หลิงเซียวดันยืมรองเท้าสุนัขมาสวมวิ่งหนีหน้านางไปไม่สมกับเป็นแม่ทัพไร้พ่ายผู้รบสิบครั้งชนะไม่เคยขายหน้าแต่มาตายสนิทกับเพียงคิดจะบอกรักอดีตภรรยาเช่นนาง “บัดซบ!” ‘เขายังเป็นบุรุษอยู่หรือไม่เจ้าคนบ้าเอ๊ย’เซี่ยผิงหลัวสบถด่าคนที่นางยังมองเห็นแผ่นหลังกว้างไวไวก่อนจะลับหายไปจากประตูเพราะอยู่ดีๆ มาบอกรักกันจากนั้นก็วิ่งหนีเขาเห็นนางเป็นสตรีหรือไม่หรือเขาเห็นนางเป็นนางยักษ์ไปแล้วกันแน่เจ้าบุรุษตาขาวผู้นี้ช่างไม่สมกับที่ทรมานนางอยู่นานถึงเก้าเดือนเลยสักนิดหรือที่แท้อู๋หลิงเซียวผู้นี้ก็เป็นดวงจิตของผู้อื่นข้ามภพมาเช่นนางกันแน่ “ท่านแม่…” เสียงบนเตียงดึงให้นางหันไปมองก่อนจะเห็นเด็กแฝดสองคนที่หลับไปแล้วกลับลุกขึ้นมานั่งตาใสมองนางอยู่ก่อนแล้วหญิงสาวจึงหลับตาก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึกเรียบเรียงสติอีกครู่จึงค่อยแน่ใจว่าตนเอง ‘พลาดพลั้ง’ให้กับสองฝาแฝดเสียแล้ว “เดี๋ยวนี้เก่งแล้วนะ รวมหัวกันรัง
ส่วนชินหวางเฟยผู้เป็นมารดานั้นยิ่งไปกันใหญ่ เพราะนับจากวันที่นางปฏิเสธการที่จะให้คนจากตำหนักพาสองแฝดไปเข้าเฝ้าเพียงลำพัง เพราะฮองเฮาเตือนว่ามารดาของนางไม่ได้คิดดีเป็นแน่ จึงได้ต้องการเพียงสองแฝดให้ไปเข้าเฝ้า ไม่ยอมให้นางที่เป็นมารดานั้นติดตามไปด้วย พระนางกลับไม่ย่อท้อส่งคนมาขโมยตัวของอู๋เฟยเมี่ยวไปจนได้ แล้วจึงเรียกร้องให้นางต้องไปหา โดยใช้บุตรสาวของนางเป็นตัวประกัน ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลไม่ใช่เพราะห่วงใย แต่ต้องการนำตัวนางไปลงโทษที่หนีออกจากจวนสกุลอู๋ ไม่พอนางยังข้ามหน้าข้ามตาพระนางด้วยการหย่าขาดจากอู๋หลิงเซียว ทำเอาในวันนั้นนางยิ่งซาบซึ้งว่าบางคนก็ไม่สมควรจะมีบุตรนั้นมีอยู่จริง เพราะชินหวางเฟยผู้นั้นนับจากอดีตจนถึงทุกวันนี้ สุดท้ายพระนางก็รักเพียงตนเองเท่านั้นจริงๆ ยังโชคดีที่ก่อนหน้านั้นอู๋หลิงเซียวเพิ่งได้รับพระราชทานยศเป็นอ๋องต่างแซ่ จากผลงานที่ตงอี้ได้ไปปกครองแคว้นเป่ยหยวนแล้วเขาจึงมีอำนาจพอจะไปต่อกรกับชินหวางเฟยผู้เป็นอดีต 'แม่ยาย' ในฐานะที่เขาคือบิดาของอู๋เฟยเมี่ยว จึงไปพาตัวบุตรสาวออกมาจากเงื้อมือของ 'ปีศาจเฒ่า' ชินหวางเฟยได้ ซึ่งหลังจากเหตุการณ์นั้นชินอ๋องและฮ่องเต้ต่างลงความเห







