LOGINเสียงเอ็ดอึงตึงตังดังมาตั้งแต่หน้าเรือนหลังน้อยของพวกนางกับข้าวอร่อยก็พลันกร่อยสิ้นรสชาติลงเพียงเท่านี้ ตะเกียบถูกวางลงข้างถ้วยข้าวก่อนจะยกผ้ามาซับปากด้วยกิริยานุ่มนวลสมกับเป็นท่านหญิงที่อดีตไท่เฮาเอ็นดูฮองเฮาทรงรักใคร่
"วันนี้ช่างเป็นวันดีของข้าจริงๆ เจ้าว่าไหมจื่อเว่ย?"
มุมปากอิ่มกระตุกแย้มยิ้มสมเพชออกมาหนึ่งสาย มิต้องคาดเดาก็พอจะเดาได้ไม่ยากว่าท่านหญิงห้านั้นยิ้มสมเพชตนเองแน่แล้วพอแลเห็นเรือนกายแกร่งที่มีสองคนสนิทติดตามเข้ามาถึงระเบียงด้านนอกอู๋หลิงเซียวที่ใบหน้าดำมืดราวกับก้นหม้อคาดว่าคงถูกปั่นศีรษะเติมเชื้อเพลิงมาเต็มที่จากเหล่าสตรีบำเรอของเขามาไปน้อยจึงเดือดดาลพุ่งตรงมาหาความผู้เป็นนายหญิงของนางดังที่เห็น
“ก่อเรื่องแล้วก็มากินอาหารดื่มน้ำชาชมจันทราสบายอุราอยู่ที่นี่เองหรือนางตัวดี!”
…โครม!…ตึง!…ตัง!…เพล้ง!!!…
"!!!"...เซี่ยผิงหลัว
"!!!"...จางจื่อเว่ย
สองกายทั้งนายและบ่าวถึงกับแตกตื่นตัวสั่นเพราะอู๋หลิงเซียวบุกมาถึงก็ไม่พูดไม่จาตรงเข้ามาได้ก็ถีบโต๊ะกินข้าวจนล้มโครมครามถ้วยจานตกลงพื้นแตกกระจัดกระจาย ถึงจะเตรียมใจเอาไว้อยู่แล้วว่าวันนี้คงเกิดเรื่องแต่ผู้ใดจะคาดบุรุษที่เป็นถึงบุตรชายบุญธรรมของฮ่องเต้ที่ถูกเขาเลี้ยงดูเคียงข้างมากับองค์ไท่จื่อจะแสดงกิริยาหยาบช้าต่ำทรามถึงเพียงนี้
"ท่านเสียสติหรืออู๋-หลิง-เซียว-?!"
พอหายตกใจเซี่ยผิงหลัวจึงมีสติเอ่ยถามอีกฝ่ายออกไปด้วยกิริยาเยือกเย็นทั้งที่ภายในใจกำลังว้าวุ่นเพราะห่วงเจ้าสองแฝดที่เพิ่งหลับไปจะตกใจตื่นเพราะเสียงทำลายข้าวของดังตึงตังโครมครามขณะนี้ ถึงหลายสิบวันคล้ายอู๋หลิงเซียวนั้นดูเหมือนจะเอ็นดูเจ้าสองแฝดมากจนดูกิริยาอ่อนลงไปบ้างแล้วหากแต่วันนี้เขากลับพุ่งมาด้วยเพลิงโทสะคาดว่าคงลืมเลือนไปแล้วกระมังว่าเรือนนี้ยังมีเด็กอ่อนอยู่ด้วยอีกสองคน
“ต้องเป็นข้าที่ถามเจ้ามากกว่าว่าเสียสติหรือจึงไปตบตีสตรีของข้าเช่นนั้น?!”
ถึงกับอ้าปากค้างไปครู่หนึ่งเลยทีเดียวเพราะอยู่ดีๆ ก็กลายเป็นผู้บุกไปตบตีสตรีบำเรอของอีกฝ่ายไปได้ทั้งที่เดินห่างจากเรือนแห่งนี้เกินสิบก้าวสี่สิบหกวันที่ผ่านมานางยังไม่เคยทำเลยจะไปตบตีสตรีของเขาซึ่งอยู่อีกฟากฝั่งของจวนได้เช่นไร
“เฮอะ! สมองท่านมีปัญหาหรือเยี่ยเฉิงโหว สภาพของข้าเป็นเช่นนี้อุ้มเจ้าสองแฝดพร้อมกันยังทำได้ยาก แล้วจะเอาปัญญาที่ใดไปตบตีสตรีของท่านถึงสามนางกัน?”
กล่าวออกไปด้วยน้ำเสียงเอื้อมระอาก็ทราบว่าเพื่อหญิงงามบุรุษโง่เขลาล้วนหน้ามืดตามัวเชื่อทุกคำโกหกแต่มิคาดวันนี้นางจะถูกสามีตนเองเปิดโลกให้กระจ่างแจ้งแล้วว่ายังมีอู๋หลิงเซียวอีกคนที่ไปยืมสมองกระบือมาใช้!
“ท่านโหว ที่ฮูหยินกล่าวมานั้นมิผิด เพราะที่ตบตีพวกข้าเป็นสาวใช้ทั้งสองของนางเจ้าค่ะ”
เป็นซูฉิงที่ออกหน้า โดยมีเหรินเจียวและลี่เถียนคอยเป็นลูกคู่สนับสนุน ซึ่งพอได้เห็นสภาพของทั้งสามเซี่ยผิงหลัวยังถึงกับยืนอึ้งไปไม่เพราะมิคาดว่าพวกนางจะ ‘เล่นใหญ่’ เพื่อใส่ความกันได้ถึงเพียงนี้
“คนของข้ารังแกพวกเจ้า?”
หันไปมองจางจื่อเว่ยแล้วหันกลับไปใช้สายตาไล่มองทั้งสามช้าๆ บอกกับบุรุษโง่เขลาทางอ้อมเผื่อเขาจะได้สติว่าสตรีโตเต็มวัยสามนางจะถูกจางจื่อเว่ยและฉู่หรั่นจีรังแก่ได้จริงแท้แน่หรือ ทว่านางคงคาดหวังมากเกินไปเพราะ นอกจากอู๋หลิงเซียวจะไม่คิดตามสิ่งที่นางพยายามจะบอกทางอ้อมเพราะนางไม่อยากหักหน้าสามีต่อหน้าบ่าวไพร่ในจวนแต่อีกฝ่ายกลับไม่คิดตามไม่พอเขายังมองนางตาขวางอีกด้วย
“อย่ามาเบี่ยงเบนประเด็นรังแกคนก็แค่กล้ายอมรับ”
เซี่ยผิงหลัวถึงกับกลอกดวงตามองท้องนภาในยามราตรีทันที แต่ยังไม่ทันขยับปาก เสียงสองฝาแฝดด้านในห้องนอนแข่งขันกันแผดจ้าดังขัดขึ้นเสียก่อนนางจึงเลิกสนใจสามีโง่เขลากับสตรีของเขาทันที
“จะเอาความผิดกับข้าก็หัดคิดถึงเจ้าสองแฝดเสียบ้างเสียงดังเอ็ดอึงในเรือนคับแคบเช่นนี้ลูกของข้าเสียขวัญท่านกับคนของท่านรับไม่ไหวแน่!”
ขณะเดินผ่านเรือนกายกำยำนางก็กดเสียงต่ำและใช้สายตาตำหนิอย่างเปิดเผยมองเขาโดยมิคิดหวาดหวั่นอันใด วูบหนึ่งที่อู๋หลิงเซียวชะงักไป แต่พอคิดว่าสตรีเช่นเซี่ยผิงหลันนั้นร้ายกาจแม้แต่พี่สายแท้ๆ ก็ยังทำร้ายได้ลงคอใน เรื่องในวันนี้เขาจึงปักใจเชื่อไปแล้วว่านางทำจริง เพราะคงหึงหวงเขาอีกเป็นแน่
“เกาเฟย จิ้งถี จับคนไปโบยยังหน้าเรือน”
ในเมื่อทำอันใดนางมิได้เพราะเห็นแก่บุตรทั้งสอง ทว่ามิเอาโทษคนของนางเสียบ้าง ก็จะยิ่งได้ใจ ทางออกจึงเป็นลงโทษสาวใช้ทั้งสองแทนเท่านั้นหาไม่ในจวนนี้ทุกคนคงไม่ยำเกรงเขาเป็นแน่
“ทำอันใด!? พวกเจ้าจะทำอันใด!”
พอเห็น ฉู่หรั่นจี และจางจื่อเว่ยถูกคนสนิททั้งสองของอู๋หลิงเซียวตรงมาจับตัวแล้วกระชากลากถูทั้งสองออกไปหน้าเรือน เซี่ยผิงหลัวจึงร้องถามออกไปส่วนภายในใจบัดนี้ก็ยากจะคิดดีไปได้
“ปล่อยพวกนาง ท่านจะทำอันใดอู๋หลิงเซียว เจ้าคนสมองหมู หูเบาฟังความข้างเดียวปล่อยคนของข้า!!!”
แต่ต่อให้นางตะโกนห้ามเพียงใดสุดท้าย ฉู่หรั่นจี และจางจื่อเว่ยก็ถูกจับนอนคว่ำพาดบนม้านั่งแล้วถูกตีด้วยไม้โบยอันใหญ่ อย่างทารุณอยู่ดี จะขัดขวางสองฝาแฝดก็ร้องไห้เพราะตกใจกับเสียงดังเอ็ดอึงขณะนี้จนนางมิอาจปล่อยวางไปได้ สองแขนโอบอุ้มลูกน้อย ปากก็ร้องห้าม สุดท้ายนางก็อัดอั้นตันใจจนน้ำตาไหล มิคาดว่าตนจะต้องมาจนตรอกเช่นนี้
“สารเลว! ท่านมันสารเลว!!!”
นางอัดอั้นตันใจจนคิดคำด่าทออีกฝ่ายไม่ออก อยากตรงไปถีบหน้าอีกฝ่ายแทบตายแต่เพราะมีลูกน้อยอยู่ในอ้อมแขนนึกขอโทษขอโพยสาวใช้ทั้งสองจากใจที่นางมิอาจปกป้องคนของตนได้ นางโมโหจนตัวสั่น ใบหน้าแดงก่ำ
“ระหว่างเราชาตินี้คงยากจะร่วมทางกันแล้วอู๋-หลิง-เซียว!!!”
มิอาจทนมองภาพสองสาวใช้ถูกตีได้อีกต่อไปนางจึงหันหลังพาลูกเข้าไปภายในห้อง ทั้งที่ใบหน้านองไปด้วยน้ำตาแต่ไร้เสียงสะอื้น ปวดใจกว่าตนเองถูกกระทำวันนี้นางซาบซึ้งแล้ว…
หลังจากเซี่ยผิงหลัวหันหลังกลับเข้าเรือนไปแล้ว ซูฉิง เหรินเจียว ลี่เถียน ก็มองสบตากันแล้วยิ้มร้ายออกมา เพราะแผนการวันนี้นับว่าไม่เจ็บตัวฟรีและไม่เสียแรงเปล่า มิคาดเลยว่า เยี่ยเฉิงโหวที่ปกติเย็นชาจนหนาวเหน็บ ก็เบาปัญญาเช่นบุรุษอื่นมิแตกต่าง เช่นนี้พวกนางก็มีความหวังแล้ว
บทส่งท้ายผ่านเหตุการณ์คืนพลิกชะตานั้นมานี่ก็ผ่านมาได้สิบวันแล้วจึงมีพิธีกราบไว้บรรพชนสกุลอู๋ และลงลายมือชื่อในหนังสือสมรสแห่งซีฉู่ซึ่งในครั้งนี้นับเป็นครั้งที่สอง โดยมีผู้ลงนามเป็นบุรุษและสตรีคู่เดิมเมื่อกว่าหกหนาวก่อน หากแต่ความรู้สึกของทั้งสองล้วนต่างไปจากเดิมโดยสิ้นเชิงซึ่งทุกพิธีล้วนกระทำเป็นการภายในและเรียบง่าย มีเพียงฮ่องเต้ ฮองเฮา ไท่จื่อ ท่านอ๋องสาม ชินอ๋องกับชินอ๋องซื่อจื่อ รวมไปถึงสองคนสนิทของนางและอู๋หลิงเซียวเช่น จิ้งถี ฉู่หรั่นจี เกาเฟย จางจื่อเว่ย และสองฝาแฝดคนสำคัญที่สุดของเซี่ยผิงหลัวกับอู๋เซียวผู้เป็นเจ้าบ่าวและเจ้าสาวได้อยู่ร่วมรู้ และร่วมเป็นสักขีพยานคนสำคัญที่สุดของผู้เป็นเปี้ยนเฉิงอ๋องและพระชายาเอกในเปี้ยนเฉิงอ๋อง“น้องห้า วันนี้เป็นวันดีของเจ้า พี่ใหญ่เร่งเดินทางมาจากตงอี้ คราวแรกที่เดินทางมาเพราะได้ข่าวที่เสด็จแม่ทำเรื่องไม่ยุติธรรมกับเจ้าและหลานทั้งสอง มิคาดว่าพอมาถึงจะกลายเป็นมีเรื่องมงคล จึงไม่ได้จัดเตรียมของขวัญใดติดกายมาให้เจ้าเลย มีเพียงหยกแขวน และกำไลหยกให้แก่หลานชายและหลานสาวเท่านั้น”หลังจากเสร็จทุกพิธีการวันนี้ เซี่ยเหลียนเฉิงได้ขออนุญาตบิดาเป็นคนส่
แต่ก็เพียงแค่เท่านั้น เพราะเขายังมีสติรู้ว่าหากตนเอง ‘หลอมรวม’ คงยากจะไม่รุนแรงจึงจำต้องระบายออกภายนอก จนกว่าตนเองจะสามารถหลอมรวมเป็นหนึ่งกับนางได้ด้วยสติที่มากกว่านี้อีกหน่อย จึงไม่ทำรุนแรงจนนางยากจะทานทนไหว“ซี้ด…”เสียงแหบหลุดออกมาจากเรียวปากแกร่งเมื่อเขาถอนจุมพิตสูบ แต่ยังคงไถลทั้งปากและจมูกลงไปยังลำคอระหง ในขณะที่ด้านล่างนั้นกำลังขยับสะโพกโยกไหวเสียดสีท่อนลำกับกลีบของบุปผานางหนักหน่วง ความแข็งขึงนั้นก็บดเบียดจนนางเริ่มเสียววูบตรงท้องน้อย จนนิ้วทั้งสิบจิกเกร็งบนท่อนแขนแกร่งไปเต็มแรง“อื้อ!”พอเรียวปากแกร่งแนบลงไปบนลำคอแล้วระหงก่อนจะดูดลงไปเต็มแรงอย่างหักห้ามใจของตนเองไม่ทัน คนตัวเล็กจึงอุทานออกมาเพราะทั้งเจ็บและตกใจ แต่อู๋หลิงเซียวห้ามตนเองไม่ไหว หยุดยิ่งยาก มีเพียงต้องเดินไปให้สุดปลายทางเท่านั้น เพราะเอาเข้าจริงทั้งกลิ่นกายหอมละมุนกับความรักที่ตนเองมีให้กับสตรีในอ้อมแขนจึงยิ่งยากแสนจะยากหากคิดควบคุม“ขออภัยที่ข้ามิอาจทำตามสัญญาได้ แต่จะพยายามนะผิงเอ๋อร์”เสียงเนื้อแนบเนื้อเสียดสีกันดังหยาบโลน แต่ก็เร่งเร้าให้อารมณ์พิศวาสยิ่งตื่นเตลิด ถึงยังไม่ได้สอดใส่หลอมรวม แต่เพราะอีกคนห่างหา
ตอนพิเศษ 4"!!!" เซี่ยผิงหลัวไม่ทันได้อุทานด้วยซ้ำเมื่อเขาออกแรงกระชากข้อมือเล็กของนางให้ล้มลงไปบนหน้าอกแกร่งตึงแน่น และเพียงนางเตรียมจะร้องคัดค้านหลังจากเขาบอกสิ่งที่ประสงค์ เรียวปากแกร่งที่มีกลิ่นสุราผสมอยู่เล็กน้อยกับลมหายใจก็แนบลงมานางจึงเริ่มออกแรงดิ้น ทั้งทุบแผ่นหลังกว้าง ทั้งพยายามจะถีบ แต่ก็ถูกเขาใช้ท่อนขากำยำกดจนกระดิกไม่ได้นางจึงพยายามกางนิ้วทั้งสิบจิกข่วนไม่ยั้ง นางออกแรงจนหอบ พยายามกัดปากปิดแน่นไม่ยอมให้อีกฝ่ายล่วงเกิน แต่พอนางเหนื่อยหอบจากการออกแรงมากไปก็เริ่มจะทนไม่ไหว ยิ่งอีกฝ่ายเล่นวิธีสกปรกบีบจมูกกัน สุดท้ายนางจึงต้องอ้าปากหวังฮุบเอาอากาศเข้าท้อง จึงเปิดโอกาสอู๋หลิงเซียวจุมพิตนางได้เต็มอารมณ์หวาม"อื้อ!!!" เกิดมาสองชีวิตไม่พอ นางยังคงอุ้มท้องและคลอดบุตรมาถึงสองคน แต่เรื่องบนเตียงระหว่างสามีกับภรรยาในความทรงจำนี้เลือนรางนัก ยิ่งจุมพิตหากจำไม่ผิดในราตรีนั้นคล้ายกับว่าอู๋หลิงเซียวไม่ได้แตะต้องเรียวปากของเซี่ยผิงหลัวเลย เขาเพียง 'เสพสม' เพื่อระบายฤทธิ์ยาปลุกกำหนัดเท่านั้นจริงๆ หากแต่ราตรีนี้เขากลับ......จุมพิตนางอย่างลึกซึ้ง...เพียะ! เพียะ! เพียะ!หลังจากเขาถอยห่าง นาง
เพราะอดีตเขาเองก็เผชิญกับสถานการณ์เหล่านี้มาแล้วจากฝีมือของเซี่ยผิงหลัวคนเดิมและผู้เดียวที่เขาเพิ่งหลบเลี่ยงแต่ก่อนจะสลัดนางออกไปก็จำเป็นต้องรับสุราที่นางมอบให้มาดื่มตามมารยาทเพราะยิ่งในวันนี้เขาเป็นถึง'เปี้ยนเฉิงอ๋อง'แล้วทว่ายิ่งตำแหน่งของเขาสูงส่งก็ยิ่งต้องรักษามารยาทรักษาหน้าของราชวงศ์ยิ่งกว่าเดิมแต่เกรงว่ากับสตรีบางคนเขาก็ไม่สมควรรักษามารยาทอันดีอีกต่อไป! "ท่านอ๋องเป็นอันใดหน้าของท่านแดงยิ่งนัก ไม่สบายหรือเพคะ" หลังจากสองแฝดหลับไปแล้วนางเองก็เตรียมจะแยกตัวไปเข้าห้องนอนที่อยู่ติดกันนี้หากทว่าพอลงจากเตียงสภาพของอู๋หลิงเซียวก็ไม่เหมือนเดิมเช่นครู่ก่อนแล้ว เพราะใบหน้าที่หลายเดือนผ่านมาเขาไม่ได้ตากแดดตากลมอยู่ชายแดนผิวจึงกับมาขาวกระจ่างเช่นเดิมพอผิดปกติจึงมองเห็นชัดเจนว่าแดงจัดไม่เว้นแม้แต่ลำคอกับใบหูยิ่งดวงตานั้นยิ่งแดงก่ำหายใจก็แรงฟืดฟาดเหงื่อกาฬไหลซึมเต็มใบผากแต่กลับมมีกลิ่นอายอำมหิตแปลกๆ เช่นอดีตที่นางตื่นขึ้นมาบนเตียงกับเขาให้อดีตหลายหนาวที่ผ่านมา "รบกวนเจ้าพอข้ากลับไปส่งที่เรือนนอนเจ้าสะดวกหรือไม่" ในยามนี้เขาวางใจสตรีตรงหน้าที่สุด หากจะเกิดสิ่งใดขึ้นกับนางมันคือความตั้งใจหา
ตอนพิเศษ3เกิดมาถึงสองชีวิตอายุรวมกันก็ปาเข้าไปยี่สิบสี่หนาวแล้วเซี่ยผิงหลัวก็เพิ่งจะรับรู้ว่าการยืนบื้อใบ้เป็นเช่นไรวันนี้นางเพิ่งซาบซึ้งแก่ใจเป็นครั้งแรกแต่พอนางคิดจะสอบถามเข้าให้กระจ่างจัดมิคาดเจ้าคนเสียสติอู๋หลิงเซียวดันยืมรองเท้าสุนัขมาสวมวิ่งหนีหน้านางไปไม่สมกับเป็นแม่ทัพไร้พ่ายผู้รบสิบครั้งชนะไม่เคยขายหน้าแต่มาตายสนิทกับเพียงคิดจะบอกรักอดีตภรรยาเช่นนาง “บัดซบ!” ‘เขายังเป็นบุรุษอยู่หรือไม่เจ้าคนบ้าเอ๊ย’เซี่ยผิงหลัวสบถด่าคนที่นางยังมองเห็นแผ่นหลังกว้างไวไวก่อนจะลับหายไปจากประตูเพราะอยู่ดีๆ มาบอกรักกันจากนั้นก็วิ่งหนีเขาเห็นนางเป็นสตรีหรือไม่หรือเขาเห็นนางเป็นนางยักษ์ไปแล้วกันแน่เจ้าบุรุษตาขาวผู้นี้ช่างไม่สมกับที่ทรมานนางอยู่นานถึงเก้าเดือนเลยสักนิดหรือที่แท้อู๋หลิงเซียวผู้นี้ก็เป็นดวงจิตของผู้อื่นข้ามภพมาเช่นนางกันแน่ “ท่านแม่…” เสียงบนเตียงดึงให้นางหันไปมองก่อนจะเห็นเด็กแฝดสองคนที่หลับไปแล้วกลับลุกขึ้นมานั่งตาใสมองนางอยู่ก่อนแล้วหญิงสาวจึงหลับตาก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึกเรียบเรียงสติอีกครู่จึงค่อยแน่ใจว่าตนเอง ‘พลาดพลั้ง’ให้กับสองฝาแฝดเสียแล้ว “เดี๋ยวนี้เก่งแล้วนะ รวมหัวกันรัง
ส่วนชินหวางเฟยผู้เป็นมารดานั้นยิ่งไปกันใหญ่ เพราะนับจากวันที่นางปฏิเสธการที่จะให้คนจากตำหนักพาสองแฝดไปเข้าเฝ้าเพียงลำพัง เพราะฮองเฮาเตือนว่ามารดาของนางไม่ได้คิดดีเป็นแน่ จึงได้ต้องการเพียงสองแฝดให้ไปเข้าเฝ้า ไม่ยอมให้นางที่เป็นมารดานั้นติดตามไปด้วย พระนางกลับไม่ย่อท้อส่งคนมาขโมยตัวของอู๋เฟยเมี่ยวไปจนได้ แล้วจึงเรียกร้องให้นางต้องไปหา โดยใช้บุตรสาวของนางเป็นตัวประกัน ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลไม่ใช่เพราะห่วงใย แต่ต้องการนำตัวนางไปลงโทษที่หนีออกจากจวนสกุลอู๋ ไม่พอนางยังข้ามหน้าข้ามตาพระนางด้วยการหย่าขาดจากอู๋หลิงเซียว ทำเอาในวันนั้นนางยิ่งซาบซึ้งว่าบางคนก็ไม่สมควรจะมีบุตรนั้นมีอยู่จริง เพราะชินหวางเฟยผู้นั้นนับจากอดีตจนถึงทุกวันนี้ สุดท้ายพระนางก็รักเพียงตนเองเท่านั้นจริงๆ ยังโชคดีที่ก่อนหน้านั้นอู๋หลิงเซียวเพิ่งได้รับพระราชทานยศเป็นอ๋องต่างแซ่ จากผลงานที่ตงอี้ได้ไปปกครองแคว้นเป่ยหยวนแล้วเขาจึงมีอำนาจพอจะไปต่อกรกับชินหวางเฟยผู้เป็นอดีต 'แม่ยาย' ในฐานะที่เขาคือบิดาของอู๋เฟยเมี่ยว จึงไปพาตัวบุตรสาวออกมาจากเงื้อมือของ 'ปีศาจเฒ่า' ชินหวางเฟยได้ ซึ่งหลังจากเหตุการณ์นั้นชินอ๋องและฮ่องเต้ต่างลงความเห







