로그인เจอความจริงกระแทกหน้าสตรีบำเรอทั้งสามก็หน้าซีดหน้าเซียวราวกับคนป่วย เพราะในยามแรกที่พวกนางวางแผนตั้งแต่ไปหาเรื่องยั่วยุให้คนอารมณ์ร้ายเช่นเซี่ยผิงหลัวบันดาลโทสะจนทำร้ายพวกนาง แต่ผิดคาดเพราะท่านหญิงห้าทำเพียงใช้น้ำล้างปลาสาดขับไล่กันเท่านั้น สุดท้ายกลับไปตั้งสติที่เรือนของพวกนางครู่ใหญ่จึงออกอุบายเป็นต่างช่วยกันตบตีกันเองจนฟกช้ำดำเขียวไปทั่วกายทั้งสาม รอจนเยี่ยเฉิงโหวนั้นกลับจวนมา พวกนางก็ตรงเข้าไปบีบน้ำตาออดอ้อน ซึ่งในยามนั้นบุรุษตรงหน้าพวกนางผู้นี้เขาก็มีสีหน้าดำทะมึนคาดว่าบันดาลโทสะเต็มที่ ก่อนจะพุ่งตรงไปยังเรือนท้ายจวนแล้วเอาความฮูหยินแสนชังของเขาทันที พวกนางจึงดีใจแทบตีปีก
หากแต่ผู้ใดจะคาด ทั้งหมดพวกนางกลับตกเป็นเครื่องมือให้บุรุษร้ายกาจนำไปแก้แค้นฮูหยินของเขาเพียงเท่านั้น พวกนางช่างดูเบาเยี่ยเฉิงโหวเกินไปจริงๆ
"ท่านมันคนสารเลว!"
ซูฉิงถึงกับลืมกายลืมใจลุกขึ้นชี้หน้าของเยี่ยเฉิงโหวอย่างสิ้นแล้วถึงความรักตัวกลัวตายทั้งหลาย ทว่าแทนที่บุรุษสารเลวบนเก้าอี้จะบังเกิดโทสะ ตรงกันข้ามเขากลับระเบิดเสียงหัวเราะออกมาจนน่าหวาดหวั่นชวนให้ขนในกายทุกเส้นลุกเกรียวกราวไปหมด
"หึ! เจ้าเพิ่งกระจ่างแก่ใจหรือว่าข้าเป็นบุรุษสารเลว ซูฉิง
ข้าจะบอกให้นะ ตัวของข้านั้นยังคงสารเลวได้มากกว่านี้อีก เผื่อเจ้าจะดูเบาความสารเลวของข้าอยู่ ก็จงรับรู้เอาไว้ หากมีผู้ใดมาวุ่นวายกับคนของข้า""แต่ท่านชิงชังนางเกินผู้ใด"
เป็นเหรินเจียวบ้างที่หลุดความในใจออกมาเสียงเบา
อู๋หลิงเซียวหันไปกดยิ้มร้ายให้กับสตรีโง่งมหนึ่งสายก่อนเฉลยความจริงให้ทั้งสามได้ตาสว่างก่อนจะถูกส่งไปอยู่ไกลจากสี่เฉิงอีกหลายพันลี้"จะชิงจะชังเพียงใด นางก็คือคนของข้า เป็นภรรยาที่ถูกต้อง เป็นมารดาของบุตรข้า ที่สำคัญฐานะของนางเป็นถึงจิ้งหรานเสียนจู่ เช่นนั้นจะผิดหรือถูกมีเพียงข้าที่ตัดสินและลงโทษนางได้ พวกเจ้าเอาสิทธิ์ใดมาล่วงเกินคนของข้า เป็นเพียงสตรีบำเรอ ฐานะของพวกเจ้าเพียงไปเดินให้นางระคายดวงตาก็นับว่าผิดมหันต์แล้ว แต่นี่พวกเจ้าถึงกับบุกไปรังควานนางให้ระคายใจมาตลาด เพียงส่งพวกเจ้าไปเป่ยหยวนโดยที่ร่างกายยังอยู่ดี ไม่ขาดส่วนใดไปก็นับว่าข้าเมตตาพวกเจ้าอย่างยิ่งแล้ว ท่านพ่อบ้านถง...จัดการ!"
กล่าวจบเขาก็สะบัดชายแขนเสื้อลุกจากห้องโถงกลางไปทันที ไม่สนใจเสียงกรีดร้องด่าทอของสตรีทั้งสามแม้แต่น้อย เพราะพวกนางคิด 'ลงมือ' ก็สมควรต้องเตรียมใจเตรียมกายเอาไว้รับผลที่จะบังเกิดได้ทุกด้าน ไม่ว่าจะดีหรือร้ายอยู่แล้ว จะมาเสียใจในยามนี้ก็นับว่าสายไปมากโข...
ทางด้านเซี่ยผิงหลัวที่ยังไม่ทราบอันใดก็มีเพียงความชิงชังมอบให้แก่อู๋หลิงเซียวเพิ่มพูนขึ้นอีกหลายส่วน จากเดิมที่ชิงชังเขานับจากวันที่นางต้องทนเจ็บครรภ์เพียงผู้เดียว พอวันนี้เขาหูเบาและโง่เขลา ถึงไม่ลงโทษเฆี่ยนตีนาง แต่ลงทัณฑ์สั่งโบยสองสาวใช้โดยที่พวกนางไร้ความผิด ซึ่งหากฉู่หรั่นจีและจางจื่อเว่ยจะผิดก็มีเพียงสิ่งเดียว...
...พวกนางผิดที่ดันต้องมาเป็นคนของท่านหญิงห้าเช่นนางเท่านั้น!...
"พวกเจ้ายังเดินเหินไหวหรือ?"
ก็สภาพของทั้งสองคือแผ่นหลังบอบบางแตกยับลงไปจนถึงสะโพก โลหิตชุ่มอาภรณ์จนน่ากลัว แต่ทั้งจางจื่อเว่ยกับฉู่หรั่นจีนั้นกลับยังเดินเหินได้คล่องแคล่วอย่างไม่น่าจะเป็นไปได้ คิ้วเรียวจึงยับย่นไปหมด
"เป็นท่านเกาเฟยและท่านจิ้งถีที่ปรานีพวกเราเจ้าค่ะท่านหญิงห้า"
ยิ่งฉู่หรั่นจีกล่าวเช่นนั้น เซี่ยผิงหลัวกลับไม่เข้าใจ ก็ถูกโบยจนเนื้อแตกเลือดชุ่มถึงเพียงนี้จะเรียกว่า 'ปรานี' ไปได้เช่นไร ถึงไม่ฉลาดมาก แต่นางก็ยังมิได้โง่เขลาเบาปัญญาจนไม่เข้าใจในสิ่งที่ตาเห็นนี่นา
"ปกติการลงมือในกองทัพจะมีสามลำดับขั้นเจ้าค่ะท่านหญิงห้า เริ่มจากหนึ่งลงโทษให้ดูหนัก เห็นบาดแผลได้ชัดเจนและน่ากลัวทั้งที่ความจริงแล้วมิใช่ กับสองลงมือโดยไร้บาดแผล แต่กลับหนักจนผู้ถูกลงโทษบาดเจ็บสาหัส และสามการลงโทษจริงที่เห็นทั้งบาดแผลและบาดเจ็บสาหัสจริง"
เป็นจางจื่อเว่ยที่ไขความกระจ่างให้กับเซี่ยผิงหลัว จนนางยิ่งขมวดคิ้วยุ่ง เพราะเด็กสาวอายุเพียงสิบสี่ และเป็นเพียงสาวใช้กำพร้าเหตุใดจึงทราบวิธีลงทัณฑ์ในกองทัพ ทั้งที่นางเป็นถึงจิ้งหรานเสียนจู่ยังไม่ทราบมาก่อนช่างน่าสงสัยเกินไปแล้ว
"เหตุใดเจ้าจึงรู้จื่อเว่ย?"
เป็นฉู่หรั่นจีที่ออกปากถามแทนผู้เป็นนายหญิงของตน เพราะนางเองก็บังเกิดความสงสัยเช่นกัน ด้วยอดีตนางก็คือนางกำนัลในตำหนักชินอ๋อง เติบโตมาจากที่แห่งนั้น กลับยังไม่ทราบลึกซึ้งเช่นที่จางจื่อเว่ยนั้นทราบเพราะนางนั้นทราบเพียงว่าในยามถูกโบย จิ้งถีไม่ได้ลงแรงทั้งหมดที่เขามีลงมา คาดว่าเขาคงใช้เพียงหนึ่งในสี่ส่วน นางจึงไม่บาดเจ็บเช่นที่เห็น
"เป็นเพราะอดีตข้าเติบโตมาจากค่ายทหาร มีบิดาเป็นนายกองผู้ควบคุมคุกของกองทัพ จึงรู้แจ้งถึงวิธีลงโทษในกองทัพของซีฉู่น่ะเจ้าค่ะ ท่านหญิง พี่หรั่นจี"
เซี่ยผิงหลัวพยายามจะจับสังเกตว่าที่เด็กสาวกล่าวออกมานั้นจริงใจเพียงใด หรือแอบแฝงจุดประสงค์ใด มีความนัยซุกซ่อนหรือไม่ แต่มองอยู่หลายอึดใจนางก็เห็นเพียงแววตาใส่ซื่อเท่านั้น
"เอาเถอะ หากพวกเจ้ายืนยันว่าไม่เป็นอันใดมากดังสภาพภายนอกที่ข้าเห็นจริงก็ไปอาบน้ำแล้วมาเอายาใส่ให้เรียบร้อย ถึงไม่บาดเจ็บสาหัสลึกซึ้ง แต่ก็ได้บาดแผลนะ รักษาตัวให้ดี"
“เจ้าค่ะท่านหญิง / เจ้าค่ะท่านหญิงห้า”
พอสาวใช้ทั้งสองออกไปจัดการกับตนเอง เซี่ยผิงหลัวก็คิดว่าคงถึงเวลาแล้วที่ตนเองสมควรหย่าขาดจากอู๋หลิงเซียวสักครา หาไม่มิใช่เพียงตนเองและสาวใช้ที่จะเดือดร้อนและเป็นอันตราย ทว่าเจ้าสองแฝดของนางเองก็ไม่แน่ว่าจะถูกสตรีของอู๋หลิงเซียวปองร้ายเอาได้
ทางที่ดีนางต้องตัดไฟเสียแต่ต้นลม ในยามนี้ที่ภัยร้ายยังมาไม่ถึงดีกว่าจะรอให้เกิดเรื่องร้ายจึงค่อยคิดได้ แต่นางไร้คนหนุนหลัง นับจากวันที่ฟื้นขึ้นมาแล้วพบว่าตนเองอยู่บนเตียงนอนหลังโตด้วยสภาพร่างกายบอบช้ำกับอู๋หลิงเซียวนั่นแล้ว เพราะนางถูกบิดาและมารดาในชาติภพนี้มองด้วยสายตาผิดหวังมากล้นไม่พอ หากแต่พอความจริงที่เซี่ยผิงหลัวคนเดิมหลอกลวงให้ท่านหญิงสามไปให้หนานจิ้งอ๋องแห่งแคว้นจ้าวข่มเหงปรากฏ จากผิดหวังจึงกลายเป็นถูกชิงชังและตัดขาด เพราะความผิดนั้นร้ายแรงเกินอภัยทันที
ดังนั้นบัดนี้นอกจากเจ้าสองแฝดและสองสาวใช้ นางก็เป็นคนตัวคนเดียว ไร้ญาติขาดมิตรอย่างแท้จริง หากบุตรทั้งสองเติบโตกว่านี้นางจะมิกังวล แต่อาหมิงและอาเมี่ยวเพิ่งมีอายุสี่สิบหกวัน ยังเล็กนักที่จะออกไปเผชิญความลำบาก แต่หากนางไม่ไป จวนนี้ก็มิใช่ที่ปลอดภัยอีกแล้ว นับจากบ่ายวันนี้ที่สตรีบำเรอบุกมาระรานใส่ร้ายป้ายสีนางไม่พอ เจ้าสามีโง่อู๋หลิงเซียวนั่นยังเลือกจะฟังคำโกหกเหล่านั้นอีก ยิ่งอยู่บุตรทั้งสองก็ยิ่งไม่ปลอดภัย
"หนานจิ้งอ๋อง..."
อยู่ๆ
นามของบุรุษที่รักใคร่เซี่ยผิงหลัวในอดีตอย่างไม่ลืมหูลืมตาโผล่ขึ้นมาในห้วงคำนึง 'หรือข้าจะหน้าด้านหน้าทนไปขอความช่วยเหลือจากเขาดีนะ?' คงมีเพียงบุรุษผู้นั้นที่จะออกหน้าแทนนางได้ เพราะฐานะของเขาเหนือกว่าอู๋หลิงเซียว แต่...'หากทำเช่นนั้นจะไม่เป็นการกลับไปให้ความหวังกับเว่ยซือหลางหรอกหรือ'
วันนี้นางเพิ่งซาบซึ้งถึงคำว่า 'ก้าวไปข้างหน้าก็ยาก แต่ถอยหลังยิ่งยากกว่า' อย่างแท้จริง เพราะทราบถึงความรักที่หนานจิ้งอ๋องมีให้กับร่างกายนี้ว่ามากเพียงใด ดังนั้นจะทำสิ่งใดนางต้องคิดให้ถี่ถ้วนอย่างดี มิใช่คิดหนีจากปากพยัคฆ์ไปอยู่ในกรงเล็บสิงโตในท้ายที่สุด
'คงต้องทดลองวิธีนุ่มนวลก่อน หากไม่สำเร็จจึงค่อยเล่นยาแรง' สุดท้ายในวันนี้เซี่ยผิงหลัวก็ได้ข้อสรุปให้กับตนเอง ก่อนจะไปขอร้องผู้อื่นมาช่วย นางต้องช่วยตนเองให้สุดความสามารถเสียก่อน หาไม่หากคิดง่ายทำง่ายสุดท้ายผลที่ได้อาจเป็นยุ่งยากกว่าเดิมก็เป็นไปได้...
บทส่งท้ายผ่านเหตุการณ์คืนพลิกชะตานั้นมานี่ก็ผ่านมาได้สิบวันแล้วจึงมีพิธีกราบไว้บรรพชนสกุลอู๋ และลงลายมือชื่อในหนังสือสมรสแห่งซีฉู่ซึ่งในครั้งนี้นับเป็นครั้งที่สอง โดยมีผู้ลงนามเป็นบุรุษและสตรีคู่เดิมเมื่อกว่าหกหนาวก่อน หากแต่ความรู้สึกของทั้งสองล้วนต่างไปจากเดิมโดยสิ้นเชิงซึ่งทุกพิธีล้วนกระทำเป็นการภายในและเรียบง่าย มีเพียงฮ่องเต้ ฮองเฮา ไท่จื่อ ท่านอ๋องสาม ชินอ๋องกับชินอ๋องซื่อจื่อ รวมไปถึงสองคนสนิทของนางและอู๋หลิงเซียวเช่น จิ้งถี ฉู่หรั่นจี เกาเฟย จางจื่อเว่ย และสองฝาแฝดคนสำคัญที่สุดของเซี่ยผิงหลัวกับอู๋เซียวผู้เป็นเจ้าบ่าวและเจ้าสาวได้อยู่ร่วมรู้ และร่วมเป็นสักขีพยานคนสำคัญที่สุดของผู้เป็นเปี้ยนเฉิงอ๋องและพระชายาเอกในเปี้ยนเฉิงอ๋อง“น้องห้า วันนี้เป็นวันดีของเจ้า พี่ใหญ่เร่งเดินทางมาจากตงอี้ คราวแรกที่เดินทางมาเพราะได้ข่าวที่เสด็จแม่ทำเรื่องไม่ยุติธรรมกับเจ้าและหลานทั้งสอง มิคาดว่าพอมาถึงจะกลายเป็นมีเรื่องมงคล จึงไม่ได้จัดเตรียมของขวัญใดติดกายมาให้เจ้าเลย มีเพียงหยกแขวน และกำไลหยกให้แก่หลานชายและหลานสาวเท่านั้น”หลังจากเสร็จทุกพิธีการวันนี้ เซี่ยเหลียนเฉิงได้ขออนุญาตบิดาเป็นคนส่
แต่ก็เพียงแค่เท่านั้น เพราะเขายังมีสติรู้ว่าหากตนเอง ‘หลอมรวม’ คงยากจะไม่รุนแรงจึงจำต้องระบายออกภายนอก จนกว่าตนเองจะสามารถหลอมรวมเป็นหนึ่งกับนางได้ด้วยสติที่มากกว่านี้อีกหน่อย จึงไม่ทำรุนแรงจนนางยากจะทานทนไหว“ซี้ด…”เสียงแหบหลุดออกมาจากเรียวปากแกร่งเมื่อเขาถอนจุมพิตสูบ แต่ยังคงไถลทั้งปากและจมูกลงไปยังลำคอระหง ในขณะที่ด้านล่างนั้นกำลังขยับสะโพกโยกไหวเสียดสีท่อนลำกับกลีบของบุปผานางหนักหน่วง ความแข็งขึงนั้นก็บดเบียดจนนางเริ่มเสียววูบตรงท้องน้อย จนนิ้วทั้งสิบจิกเกร็งบนท่อนแขนแกร่งไปเต็มแรง“อื้อ!”พอเรียวปากแกร่งแนบลงไปบนลำคอแล้วระหงก่อนจะดูดลงไปเต็มแรงอย่างหักห้ามใจของตนเองไม่ทัน คนตัวเล็กจึงอุทานออกมาเพราะทั้งเจ็บและตกใจ แต่อู๋หลิงเซียวห้ามตนเองไม่ไหว หยุดยิ่งยาก มีเพียงต้องเดินไปให้สุดปลายทางเท่านั้น เพราะเอาเข้าจริงทั้งกลิ่นกายหอมละมุนกับความรักที่ตนเองมีให้กับสตรีในอ้อมแขนจึงยิ่งยากแสนจะยากหากคิดควบคุม“ขออภัยที่ข้ามิอาจทำตามสัญญาได้ แต่จะพยายามนะผิงเอ๋อร์”เสียงเนื้อแนบเนื้อเสียดสีกันดังหยาบโลน แต่ก็เร่งเร้าให้อารมณ์พิศวาสยิ่งตื่นเตลิด ถึงยังไม่ได้สอดใส่หลอมรวม แต่เพราะอีกคนห่างหา
ตอนพิเศษ 4"!!!" เซี่ยผิงหลัวไม่ทันได้อุทานด้วยซ้ำเมื่อเขาออกแรงกระชากข้อมือเล็กของนางให้ล้มลงไปบนหน้าอกแกร่งตึงแน่น และเพียงนางเตรียมจะร้องคัดค้านหลังจากเขาบอกสิ่งที่ประสงค์ เรียวปากแกร่งที่มีกลิ่นสุราผสมอยู่เล็กน้อยกับลมหายใจก็แนบลงมานางจึงเริ่มออกแรงดิ้น ทั้งทุบแผ่นหลังกว้าง ทั้งพยายามจะถีบ แต่ก็ถูกเขาใช้ท่อนขากำยำกดจนกระดิกไม่ได้นางจึงพยายามกางนิ้วทั้งสิบจิกข่วนไม่ยั้ง นางออกแรงจนหอบ พยายามกัดปากปิดแน่นไม่ยอมให้อีกฝ่ายล่วงเกิน แต่พอนางเหนื่อยหอบจากการออกแรงมากไปก็เริ่มจะทนไม่ไหว ยิ่งอีกฝ่ายเล่นวิธีสกปรกบีบจมูกกัน สุดท้ายนางจึงต้องอ้าปากหวังฮุบเอาอากาศเข้าท้อง จึงเปิดโอกาสอู๋หลิงเซียวจุมพิตนางได้เต็มอารมณ์หวาม"อื้อ!!!" เกิดมาสองชีวิตไม่พอ นางยังคงอุ้มท้องและคลอดบุตรมาถึงสองคน แต่เรื่องบนเตียงระหว่างสามีกับภรรยาในความทรงจำนี้เลือนรางนัก ยิ่งจุมพิตหากจำไม่ผิดในราตรีนั้นคล้ายกับว่าอู๋หลิงเซียวไม่ได้แตะต้องเรียวปากของเซี่ยผิงหลัวเลย เขาเพียง 'เสพสม' เพื่อระบายฤทธิ์ยาปลุกกำหนัดเท่านั้นจริงๆ หากแต่ราตรีนี้เขากลับ......จุมพิตนางอย่างลึกซึ้ง...เพียะ! เพียะ! เพียะ!หลังจากเขาถอยห่าง นาง
เพราะอดีตเขาเองก็เผชิญกับสถานการณ์เหล่านี้มาแล้วจากฝีมือของเซี่ยผิงหลัวคนเดิมและผู้เดียวที่เขาเพิ่งหลบเลี่ยงแต่ก่อนจะสลัดนางออกไปก็จำเป็นต้องรับสุราที่นางมอบให้มาดื่มตามมารยาทเพราะยิ่งในวันนี้เขาเป็นถึง'เปี้ยนเฉิงอ๋อง'แล้วทว่ายิ่งตำแหน่งของเขาสูงส่งก็ยิ่งต้องรักษามารยาทรักษาหน้าของราชวงศ์ยิ่งกว่าเดิมแต่เกรงว่ากับสตรีบางคนเขาก็ไม่สมควรรักษามารยาทอันดีอีกต่อไป! "ท่านอ๋องเป็นอันใดหน้าของท่านแดงยิ่งนัก ไม่สบายหรือเพคะ" หลังจากสองแฝดหลับไปแล้วนางเองก็เตรียมจะแยกตัวไปเข้าห้องนอนที่อยู่ติดกันนี้หากทว่าพอลงจากเตียงสภาพของอู๋หลิงเซียวก็ไม่เหมือนเดิมเช่นครู่ก่อนแล้ว เพราะใบหน้าที่หลายเดือนผ่านมาเขาไม่ได้ตากแดดตากลมอยู่ชายแดนผิวจึงกับมาขาวกระจ่างเช่นเดิมพอผิดปกติจึงมองเห็นชัดเจนว่าแดงจัดไม่เว้นแม้แต่ลำคอกับใบหูยิ่งดวงตานั้นยิ่งแดงก่ำหายใจก็แรงฟืดฟาดเหงื่อกาฬไหลซึมเต็มใบผากแต่กลับมมีกลิ่นอายอำมหิตแปลกๆ เช่นอดีตที่นางตื่นขึ้นมาบนเตียงกับเขาให้อดีตหลายหนาวที่ผ่านมา "รบกวนเจ้าพอข้ากลับไปส่งที่เรือนนอนเจ้าสะดวกหรือไม่" ในยามนี้เขาวางใจสตรีตรงหน้าที่สุด หากจะเกิดสิ่งใดขึ้นกับนางมันคือความตั้งใจหา
ตอนพิเศษ3เกิดมาถึงสองชีวิตอายุรวมกันก็ปาเข้าไปยี่สิบสี่หนาวแล้วเซี่ยผิงหลัวก็เพิ่งจะรับรู้ว่าการยืนบื้อใบ้เป็นเช่นไรวันนี้นางเพิ่งซาบซึ้งแก่ใจเป็นครั้งแรกแต่พอนางคิดจะสอบถามเข้าให้กระจ่างจัดมิคาดเจ้าคนเสียสติอู๋หลิงเซียวดันยืมรองเท้าสุนัขมาสวมวิ่งหนีหน้านางไปไม่สมกับเป็นแม่ทัพไร้พ่ายผู้รบสิบครั้งชนะไม่เคยขายหน้าแต่มาตายสนิทกับเพียงคิดจะบอกรักอดีตภรรยาเช่นนาง “บัดซบ!” ‘เขายังเป็นบุรุษอยู่หรือไม่เจ้าคนบ้าเอ๊ย’เซี่ยผิงหลัวสบถด่าคนที่นางยังมองเห็นแผ่นหลังกว้างไวไวก่อนจะลับหายไปจากประตูเพราะอยู่ดีๆ มาบอกรักกันจากนั้นก็วิ่งหนีเขาเห็นนางเป็นสตรีหรือไม่หรือเขาเห็นนางเป็นนางยักษ์ไปแล้วกันแน่เจ้าบุรุษตาขาวผู้นี้ช่างไม่สมกับที่ทรมานนางอยู่นานถึงเก้าเดือนเลยสักนิดหรือที่แท้อู๋หลิงเซียวผู้นี้ก็เป็นดวงจิตของผู้อื่นข้ามภพมาเช่นนางกันแน่ “ท่านแม่…” เสียงบนเตียงดึงให้นางหันไปมองก่อนจะเห็นเด็กแฝดสองคนที่หลับไปแล้วกลับลุกขึ้นมานั่งตาใสมองนางอยู่ก่อนแล้วหญิงสาวจึงหลับตาก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึกเรียบเรียงสติอีกครู่จึงค่อยแน่ใจว่าตนเอง ‘พลาดพลั้ง’ให้กับสองฝาแฝดเสียแล้ว “เดี๋ยวนี้เก่งแล้วนะ รวมหัวกันรัง
ส่วนชินหวางเฟยผู้เป็นมารดานั้นยิ่งไปกันใหญ่ เพราะนับจากวันที่นางปฏิเสธการที่จะให้คนจากตำหนักพาสองแฝดไปเข้าเฝ้าเพียงลำพัง เพราะฮองเฮาเตือนว่ามารดาของนางไม่ได้คิดดีเป็นแน่ จึงได้ต้องการเพียงสองแฝดให้ไปเข้าเฝ้า ไม่ยอมให้นางที่เป็นมารดานั้นติดตามไปด้วย พระนางกลับไม่ย่อท้อส่งคนมาขโมยตัวของอู๋เฟยเมี่ยวไปจนได้ แล้วจึงเรียกร้องให้นางต้องไปหา โดยใช้บุตรสาวของนางเป็นตัวประกัน ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลไม่ใช่เพราะห่วงใย แต่ต้องการนำตัวนางไปลงโทษที่หนีออกจากจวนสกุลอู๋ ไม่พอนางยังข้ามหน้าข้ามตาพระนางด้วยการหย่าขาดจากอู๋หลิงเซียว ทำเอาในวันนั้นนางยิ่งซาบซึ้งว่าบางคนก็ไม่สมควรจะมีบุตรนั้นมีอยู่จริง เพราะชินหวางเฟยผู้นั้นนับจากอดีตจนถึงทุกวันนี้ สุดท้ายพระนางก็รักเพียงตนเองเท่านั้นจริงๆ ยังโชคดีที่ก่อนหน้านั้นอู๋หลิงเซียวเพิ่งได้รับพระราชทานยศเป็นอ๋องต่างแซ่ จากผลงานที่ตงอี้ได้ไปปกครองแคว้นเป่ยหยวนแล้วเขาจึงมีอำนาจพอจะไปต่อกรกับชินหวางเฟยผู้เป็นอดีต 'แม่ยาย' ในฐานะที่เขาคือบิดาของอู๋เฟยเมี่ยว จึงไปพาตัวบุตรสาวออกมาจากเงื้อมือของ 'ปีศาจเฒ่า' ชินหวางเฟยได้ ซึ่งหลังจากเหตุการณ์นั้นชินอ๋องและฮ่องเต้ต่างลงความเห







