로그인ฮึก…ฮึก ในที่สุดหญิงสาวก็ไม่สามารถสะกดกลั้นน้ำตาต่อไปได้ไหว ปล่อยมันรินไหลลงมาเป็นทาง จริงอย่างโมกข์ว่า เธอต่างหากที่ทำให้ลูกต้องเกิดมาในสภาพนั้น แต่หัวใจของเธอก็ทุ่มรักให้สุดตัว เพราะไม่อยากจะทำให้พวกแกรู้สึกขาด สองมือกำกระโปรงแน่น คนที่เลวคือเธอ แถมยังเป็นคนโง่เขลาอย่างสุดขีด แม้ภายนอกโมกข์จะดูไร้หัวใจ แต่เขากลับแอบทำเพื่อลูกอย่างลับๆ โดยที่คนอย่างเธอเอาแต่กล่าวหาว่าเขาไม่รักลูก ไม่เคยดูแล พาขวัญปาดน้ำตาออกจากใบหน้า ยามได้ยินเสียงลูกเรียกหา “แม่อยู่นี่ค่ะหนูภัค หนูดา” หญิงสาวรีบขึ้นไปหาเด็กๆ ที่ชั้นบน ปัดความเศร้าทิ้งไว้ด้านหลัง ด้านโมกข์เดินหน้าตึงออกจากบ้าน เตะดินเตะทรายมาตลอดทาง ระบายออกกับสิ่งเหล่านี้ เพราะไม่เคยคิดจะลงไม้ลงมือกับแม่ของลูก หรือว่ากับคนอื่นๆ ถึงจะโกรธจะขัดเคืองเป็นอย่างมาก กระนั้นก็รู้ว่าตัวเองผิด เขาไม่สมควรพูดออกไปเช่นนั้น ไม่รู้เหมือนกันว่าอะไรดลใจให้เขาอยากมีลูกคนที่สาม ลูก? คำคำนี้แสลงใจไม่น้อย เจ็บทุกครั้งที่ต้องพบสายตาไร้เดียงสา เพราะยังไม่สามารถทำให้พวกแกพ้นอำนาจของคนเป็นย่าได้
“คุณโมกข์” โรสรินร้องคราง ไม่คิดว่าจะได้ยินคำแสลงใจ “ได้โปรดรับความจริงให้ได้ครับคุณโรส ผมกับพาขวัญเราเป็นผัวเมียนอนเตียงเดียวกัน” โมกข์พูดอย่างไม่สะทกสะท้าน “ขวัญ พาลูกขึ้นไปบนห้อง” เขานึกถึงใจของเด็กๆ พวกแกไม่สมควรมารับรู้หรือได้ยินถ้อยคำแบบนี้ ก่อนส่งสายตาออกคำสั่ง พาขวัญจึงขยับตัวเข้ามาใกล้ “พาเด็กๆ ไปไว้ในห้อง แล้วรีบลงมาคุยกัน” ธัญญาเรศบอก อย่างไรวันนี้ก็ต้องคุยให้รู้เรื่อง พาขวัญรีบพาเด็กๆ ขึ้นไปบนห้องนอน ก่อนกลับลงมาอีกครั้ง “ย่าจะฉีกสัญญาของพาขวัญทิ้ง พาขวัญจะได้เป็นอิสระเสียที” ธัญญาเรศอธิบาย ทำตัวเหมือนนางฟ้ามาเห็นใจ ทำให้หลานชายถึงกับเหยียดปากลึกอย่างดูแคลน “ดีครับ เมียผมจะได้มีอิสระ” ข้อนี้เขาไม่ขัด “และพาขวัญต้องไปจากที่นี่ทันที” คนที่คิดว่าตนเองอยู่เหนือกว่าทุกคนพูดออกมาอีก “อย่างที่ผมบอกไว้เมื่อครู่ครับว่าคงจะไม่ได้ พาขวัญเป็นเมียผมก็ต้องอยู่ที่นี่” โมกข์เองก็ยืนกรานคำเดิม จะไม่ยอมให้คนตรงหน้ามาบงการชีวิตของคนในปกครองได้อีก ทุกคนย่อมมีสิทธิ์คิดและตัดสินใจเลือกหนทางที่จะเดิน ไม่ใช่จำนนต่ออำนาจเถื่อน
“วันนี้ฉันอนุญาตให้หยุดงานต่ออีกวัน ส่วนเด็กๆ ฉันจะพาเข้าไร่ไปด้วย” โมกข์บอกเท่านั้น และไม่มีบทสนทนาใดเกิดขึ้นอีก ทุกอย่างเงียบเชียบจนกระทั่งเสียงประตูบ้านถูกปิดลง ทิ้งให้คนเป็นแม่นั่งหงอยอยู่ลำพัง หญิงสาวปรายตามองไปรอบๆ บ้านแล้วนึกกลัว เหตุร้ายในวันนั้นยังเกาะแน่นหนึบอยู่ในหัวใจ โมกข์พาลูกแวะเข้าไปที่ออฟฟิศก่อนเพื่อเคลียร์งานบนโต๊ะแทนพาขวัญ มีเด็กๆ คอยส่งเสียงถามอยู่ตลอดเวลา แต่โมกข์ก็ไม่ยักรำคาญ หันมาตอบทุกครั้ง เมื่อเสร็จสิ้นก็พากันเข้าไปในไร่ เขายืนคุมคนงานอยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่ หนนี้จะไม่ยอมให้สัตว์ร้ายตัวไหนมากัดลูกสาวได้อีก ศีรษะเล็กๆ ของพาณิธิดาถูกสวมด้วยหมวกใบโปรดของบิดา ด้านพาณิภัคมีหมวกใบโตของลุงไม้ช่วยบดบังแสงแดดจากพระอาทิตย์ “ทิ้งหนูขวัญอยู่บ้านคนเดียวจะดีหรือครับคุณโมกข์” “พาขวัญต้องอยู่ให้ได้ครับ เธอต้องผ่านมันไปได้แน่นอน” ลุงไม้รู้สึกกังวล คิดว่าเหตุร้ายที่หญิงสาวเผชิญนั้นน่าจะยังฝังตัวอยู่ในอก เจ้าของสีหน้าตึงเรียบสัมผัสได้ถึงความห่วงใยนั้น แต่พาขวัญต้องเผชิญและก้าวข้ามความกลัวไปให้ได้ด้วยตัวเอง อาจจะลำ
“ไปนั่งลง เดี๋ยวฉันจะต้มข้าวต้มให้กิน” คนฟังถึงกับตกตะลึง อะไรนะ เขาจะทำข้าวต้มให้เธอ พลางยืนนิ่งเพราะคิดว่าป่วยจนถึงขั้นหูฝาดไปเชียวหรือ แต่สีหน้าจริงจังบนกรอบหน้าคมนั้นบ่งบอกชัดเจนว่าเขาพูดจริง หญิงสาวจึงพาตัวเองไปนั่งลงหน้าโซฟาตัวประจำของเด็กๆ พลางเฝ้ามองเจ้าของบ้านรื้อค้นวัตถุดิบในตู้เย็น ชายหนุ่มรู้ดีว่าทุกการกระทำของตนถูกจับจ้อง จนต้องเงยหน้าไปถลึงตาใส่ แล้วขยับปากแต่ไม่ออกเสียงว่า ‘หันหน้ากลับไป’ พาขวัญรีบหันขวับไปมองทางอื่น กลัวชายหนุ่มจะนึกโมโห ไม่นานเท่าไรข้าวต้มกลิ่นหอมก็ถูกตั้งไว้ตรงหน้าพร้อมยาหนึ่งเม็ดกับน้ำอีกหนึ่งแก้ว “ขอบคุณค่ะคุณโมกข์” หญิงสาวกล่าวขอบคุณจากใจจริง แต่แล้วก็ต้องนิ่วหน้าและยิ้มเจื่อน เมื่อพ่อคนหวังดีไม่ได้อยู่ฟัง เดินลิ่วๆ กลับไปยังห้องนอน แต่เท่านี้ก็ถือว่าดีที่สุดแล้ว เธอไม่คิดด้วยว่าชายหนุ่มจะมาสนใจไยดี ทั้งที่ไม่มีความจำเป็นเลย ดวงตากลมโตมองข้าวต้มร้อนๆ ด้วยแววตาวาววับ มือเรียวเล็กหยิบช้อนขึ้นมาตักใส่ปาก แม้จะไม่สบายแต่ก็รับรู้ได้ว่าข้าวต้มชามนี้รสชาติดีทีเดียว พาขวัญซึมซับในควา
ด้วยฤทธิ์ของยาและอาการป่วยทำให้พาขวัญหลับสนิทไปอีกอย่างเร็วไว จนกระทั่งรถเคลื่อนเข้าสู่ตัวจังหวัดอันคุ้นเคย ดวงตาของหญิงสาวก็เปิดขึ้น เพราะได้ยินเสียงเรียกของเด็กๆ “แม่ขัน แม่ขัน” พาณิธิดาพยายามเรียกมารดา “แม่ไม่สบาย หนูดาอย่าไปเรียกแม่สิคะ ปล่อยให้แม่นอนพัก” โมกข์บอก ส่วนพาณิธิดาเบ้ปาก อยากจะได้ยินเสียงของมารดา พาขวัญฝืนตัวค่อยๆ ขยับลุกขึ้น หันไปฉีกยิ้มให้ลูกสาว แต่ไม่อาจเอี้ยวตัวไปอุ้มแกมาไว้บนตักได้ “ไหวไหม” เสียงทุ้มห้วนๆ แว่วเข้ามา พาขวัญเลยต้องหันไปมอง ไม่คิดว่าจะได้ยินคำถามนี้จากปากได้รูป ปกติแล้วชายหนุ่มจะทำเป็นไม่ใส่ใจมากกว่า และเธอเองก็ไม่ได้หวังว่าจะได้รับความห่วงใย แค่เขาปันความห่วงใยนั้นให้ลูกก็พอ หญิงสาวพยักหน้าตอบ แล้วหันไปมองยังเส้นทางข้างหน้า อีกนิดเดียวก็จะถึงบ้านแล้ว อึดใจต่อมาดวงตาก็ปิดลงอีกครั้ง แม้จะตกอยู่ในอ้อมกอดกำยำแล้ว คนป่วยก็ยังไม่รู้สึกตัว เป็นสาเหตุให้โมกข์ต้องอุ้มร่างบางลงจากรถและพาขึ้นไปยังห้องนอน เห็นท่าวันนี้คงต้องให้เด็กๆ มานอนที่ห้องเขาเสียแล้ว “ตอนนี้แม่ไม่สบาย หนูภัคหนูดาห้ามกวนแม่นะคะ ออ
บทที่ 18 ปันรัก ปันใจ งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา มีพบเจอก็ต้องมีจาก เช้ามาพาขวัญมีสีหน้าเศร้าลง เพราะวันนี้ต้องลามารดากลับไปไร่กาแฟแล้ว ส่วนบุญตาระบายยิ้มบางๆ นางเข้าใจดี “แล้วขวัญจะมาเยี่ยมแม่อีกนะคะ” พาขวัญบอกเสียงสั่นเครือ ระยะเวลาแค่สองวันไม่สามารถทดแทนความคิดถึงได้ “จ้ะ แล้วพาหลานๆ มาด้วยนะขวัญ” “หนูภัค หนูดา มาลาคุณยายสิคะ” พาขวัญบอกกับเด็กๆ พาณิภัคและพาณิธิดาจึงวิ่งเข้าไปกอดแข้งกอดขาคุณยาย พลางหอมแก้มยามถูกสวมกอด “ไว้มาหายายใหม่นะ” คนเป็นยายหอมแก้มทั้งซ้ายและขวา เมื่อเด็กทั้งสองพยักหน้า บุญตาก็หันไปยิ้มให้กับชายที่ยืนถือกระเป๋าอยู่ “งั้นขวัญไปก่อนนะคะ” “เดินทางปลอดภัยนะลูก ขอบคุณคุณโมกข์มากเลยนะคะ” “ครับ” โมกข์ยิ้มรับ แล้วหมุนตัวเดินไปรอที่รถ มีลูกสาวทั้งสองวิ่งตามไปไวๆ พาขวัญโผตัวเข้าสวมกอดมารดาแน่น เธอจะอดและทนเพื่อรอวันได้พบหน้ากันอีกครั้ง หลังจากนั้นรถก็เคลื่อนตัวออก พาขวัญนั่งเงียบ รู้สึกใจหายทุกครั้งที่ต้องจากอกของมารดา ด้านโมกข์ไม่ได้พูดอะไร มีแต่เสีย






![ผัวสามร่านรัก (4P) + [PWP] + [NC30+]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)
