Masukฝ่ายนุดีชะงักตัวไปยามต้องเผชิญหน้ากับคนที่เดินเข้ามา ก่อนหัวใจจะชาหนึบกับคำทักทายที่เต็มไปด้วยความห่างเหิน
“สวัสดีครับคุณนุดี” เป็นอีกครั้งที่ชายหนุ่มเหยียดยิ้มมุมปากอย่างดูแคลน พลางหันมองพี่ชาย
ด้านโมกข์จ้องมองน้องชายไม่วางตา
โมกข์-หมอก สองพี่น้องที่มีส่วนคล้ายกันพอสมควร แม้จะต่างมารดา ทว่าในวงสังคมแล้วน้อยคนนักจะรู้ว่า หมอก อัษฎาวุธ มีพี่ชายต่างมารดาที่อายุห่างกันสี่ปี
“ผมแค่จะแวะมาเยี่ยมหลานเท่านั้น ผมกลับก่อนละกัน” หมอกบอกด้วยสีหน้าเรียบนิ่งแล้วเดินจากไป ทว่าทุกครั้งที่แวะมาจะเข้ามาบอกพี่ชายด้วยคำเดิมๆ เสมอ ไม่เคยเลยที่จะไม่เข้ามาสบตา
ภายในบ้านเหลือเพียงแค่โมกข์และนุดี
“แล้วนี่ว่างหรือไงถึงมาเยี่ยมพี่ได้”
“นุดีต้องมาดูงานที่นี่เลยแวะมาเยี่ยมพี่โมกข์ค่ะ” ปากพูดกับโมกข์ แต่สายตากลับมองแผ่นหลังของคนที่จากไป
“แล้วบริษัทเราเป็นยังไงบ้าง”
“ก็ยังไม่ดีขึ้นเท่าไรค่ะ”
เพราะถูกเล่นงานจากคนที่มีความริษยาทำให้บริษัทที่เคยไปได้สวยของคุณตาของเธอถึงกับสั่นคลอนและเกือบจะพังลง ทำให้ท่านล้มป่วย ทุกอย่างจึงตกมาที่เธอ เพราะเป็นหลานสาวคนเดียวที่หลงเหลืออยู่ ทว่าหน้าที่กอบกู้บริษัทนั้นต้องแลกมาด้วยศักดิ์ศรี
หญิงสาวอยู่พูดคุยกับโมกข์อีกสักพักหนึ่งก็ขอตัวกลับ แต่ไม่ลืมนำของที่ซื้อมาหยิบยื่นให้แก่คนตัวโต ภายในเป็นของเล่นของฝาแฝดทั้งสอง
นุดีขับรถมินิคูเปอร์ออกจากไร่ตรงไปโรงแรมที่เข้าพัก แค่ไขกุญแจเข้าไปด้านในก็พบกับคนคนหนึ่งนั่งรออยู่บนเตียงด้วยสีหน้าขรึม
“คุณหมอก…”
ร่วมหนึ่งนาทีที่นุดีนิ่งเงียบไป แต่การหนีปัญหาไม่ใช่ทางออกจึงขยับตัวเดินไปหยุดอยู่หน้าชาย ผู้เป็นเจ้าชีวิตและสามี
คนหน้าขรึมยังไม่แสดงท่าที ทำแค่ยันตัวขึ้นและยังไม่ปริปาก มันเป็นความเย็นชาที่ภรรยาลับๆ อย่างนุดีชินชาไปเสียแล้ว
คนภายนอกไม่มีใครล่วงรู้ในความสัมพันธ์นี้ มีเพียงไม่กี่คนที่รู้ความอัปยศ แต่แม้ต้องฝืนทนอย่างไรนุดีก็ใช้สองเท้าหยัดยืนมาถึงทุกวันนี้
หนามแหลมจากเศษความแค้นเป็นตัวผลักดันให้หลายคนต้องตกนรกทั้งเป็น จากน้ำมือของคนที่ชายหนุ่มรักและเคารพสุดหัวใจ
ดวงหน้าเล็กๆ ช้อนตาขึ้นมองสามีทางพฤตินัยอย่างรู้ตัวว่า ไม่สมควรละเมิดกฎข้อสำคัญ
“นุดีขอโทษค่ะ” คนผิดยอมรับอย่างไม่มีข้อแก้ตัว ดวงตายังมองคนที่ทำตามคำสั่งของผู้หญิงใจร้าย
“รู้แต่ยังทำ” หมอกไม่แยแสต่อคำขอโทษ มันไม่มีค่าหากภายในใจรู้ว่าผิด แต่ไม่คิดล้มเลิก ดวงตานิ่งเฝ้ามองคนที่ร่วมเตียงมาเกือบสองปี
“นุดีแค่คิดถึงพี่โมกข์”
“เธอไม่มีสิทธิ์คิดถึงคนของอัษฎาวุธน่าจะรู้ดี” หมอกบอกเสียงหนัก
“แม้กระทั่งคุณ…”
นุดีคลี่ยิ้มขื่นขมระบายความเศร้า
“ถ้ายังไม่อยากให้อัศวัฒน์พังลงในตอนนี้ จงอย่าละเมิดกฎของคุณย่าอีก” หมอกย้ำเตือนความจำ เรื่องนี้ขืนรู้ไปถึงหูคุณย่าธัญญาเรศ นุดีต้องโดนเล่นงานจนยืนไม่ไหว เขาไม่อยากต้องฆ่าหญิงสาวด้วยมือของตนเอง
หมอกไม่อยู่มองนัยน์ตาโศกเดินเลี่ยงตัวเข้าไปชำระร่างกาย พรุ่งนี้มีงานสำคัญรออยู่ ไม่พ้นการช่วยบริษัทของภรรยาลับให้กลับมาเป็นหนึ่งในบริษัทชั้นนำของประเทศ
แม้นุดีจะนั่งแท่นบริหาร แต่คนกุมบังเหียนทั้งหมดคือเขา มือน้อยๆ ไม่สามารถต่อสู้กับคู่แข่งได้ เพราะนุดีอ่อนประสบการณ์
นุดีคล้ายโดนตบหน้าฉาดใหญ่ ปากสั่นระริกเพราะเหนื่อยเกินกว่าจะแบกรับปัญหาทั้งหมด แต่ยังต้องกัดฟันสู้
หลังการสนทนาจบลงก็ผ่านมาเกือบสองชั่วโมงแล้วภายในห้องมีแต่ความเงียบ ตอนนี้หมอกหลับอยู่บนเตียง ส่วนเธอยืนมองพระจันทร์อยู่หน้าระเบียงด้วยความรู้สึกเหน็บหนาว
กระทั่งรู้สึกง่วงจึงเดินกลับเข้าด้านในไปค่อยๆ แทรกตัวเข้าในผ้าห่ม นอนห่างจากชายหนุ่มเล็กน้อย ก่อนต้องขดตัวเมื่อรู้สึกหนาว
ไม่นานความเย็นจากเครื่องปรับอากาศก็ถูกลดลงจากฝีมือของอีกคนบนเตียง หมอกสังเกตเห็นและจำได้ดีในส่วนลึกว่า นุดีขี้หนาว
“ขอบคุณค่ะคุณหมอก” หญิงสาวเอ่ยบอก แม้จะรู้ว่าคงไม่มีเสียงตอบกลับมา
ชั่วครู่ต่อมาทั้งสองก็ได้ทิ้งความว้าวุ่นลงสู่ห้วงนิทรา หวังว่าตะวันฉายแสงอีกหนจะพบกับสิ่งดีๆ ในชีวิต
“ฉันเก็บไว้เป็นความทรงจำที่ดีไง พอแล้วละกับการอยู่กับอดีต ทุกวันนี้ฉันมีแค่เธอกับลูกเท่านั้น” เรื่องทั้งหมดจบลงแล้วตั้งแต่พาขวัญเป็นอิสระ ความใกล้ชิดที่ผ่านมาทำให้เขาเรียนรู้หัวใจได้มากขึ้น จึงเลือกที่จะอยู่กับปัจจุบัน กว่าจะคิดได้ก็เกือบที่จะสายไปเสียแล้ว อึดใจต่อมาก็ได้หันไปดึงมือนุ่มมากุมไว้ “แล้วฉันก็อยากจะขอโทษด้วยนะที่ฉันไม่เคยเชื่อเธอเลย ตอนนี้คนของคุณย่าสารภาพแล้วว่า เธอไม่ได้เต็มใจ เธอเปลี่ยนใจไม่ยอมทำตามแผนแล้ว แต่โดนคุณย่าซ้อนแผน” เมื่อคนเป็นย่าถูกจับ คนสนิทของเจ้าตัวก็มาสารภาพกับเขา เพราะกลัวจะถูกลูกหลงไปด้วยและอยากจะให้ยื่นมือเข้าไปช่วย แต่อีกฝ่ายก็ไม่ได้พ้นกฎหมาย เพราะช่วยธัญญาเรศทำผิดไว้หลายอย่าง พาขวัญรู้สึกคล้ายได้ปลดล็อกสิ่งที่ติดค้างอยู่ในใจและไม่ได้รู้สึกโกรธอะไร รวมถึงไม่อยากคิดถึงอดีตอีกแล้ว แล้วมองคนที่ยื่นมือมาลูบหน้าท้อง “พรุ่งนี้ฉันต้องกลับแล้วนะ” เขาอยากจะอยู่กับพาขวัญต่อ แต่ก็ไม่สามารถทิ้งที่ไร่ได้นาน แต่สัญญาว่าจะมาหาอีกแน่ จะมาจนกว่าพาขวัญจะใจอ่อน พาขวัญขบเม้มปากแน่น เพราะหัวใจบอกชัดว่า ไม่อยาก
“คุณโมกข์ทำหรือคะ” หญิงสาวร้องถาม บุญตาพยักหน้ารับ มือเล็กหยิบช้อนขึ้นมาตักกับข้าวหลายอย่างใส่ปาก บอกไม่ถูกว่ากำลังรู้สึกอย่างไร ดีใจผสมกับความไม่คาดหมาย ส่วนชายหนุ่มก็ทำหน้าที่พ่อโดยการพาลูกไปเดินเลือกซื้อของในตัวจังหวัด แล้วต่อด้วยการไปห้างสรรพสินค้า แต่แล้วก็มีหนึ่งสิ่งที่เรียกความสนใจแก่เด็กๆ ได้ดี ไม่พ้นมุมของเล่น โมกข์จึงพาลูกไปเดินดู ไม่ได้สนใจกับเด็กผู้ชายวัยซนด้านหลัง ทว่าไม่นานสายตาคมกริบก็ต้องหันมองหลังจากพาณิธิดานั้นล้มลงหน้าคะมำ “แง...ป๊ะป๋า” เด็กหญิงร้องไห้ด้วยความเจ็บและตกใจที่จู่ๆ ก็โดนผลักเข้าเต็มแรง ทำให้โมกข์หันไปมองตัวต้นเหตุแล้วต้องส่ายศีรษะเมื่อพบว่าเป็นเด็กด้วยกันนี่เอง จึงต้องมองหาผู้ปกครองของเด็กคนดังกล่าวแล้วพาไปหาเพื่อตักเตือน ทว่าเรื่องนี้กลับลุกลามกว่าที่ควรจะเป็น ในด้านเจ้าของร่างระหงจู่ๆ ก็มีอาการใจหวิวๆ ขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ ขณะกำลังนั่งรอสามคนพ่อลูกอยู่บนแคร่ไม้หน้าบ้าน คงจะไม่มีอะไรหรอก อาจจะคิดมากไปเอง โมกข์กับลูกแค่ออกไปซื้อของกัน จะมีอะไรร้ายแรงเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่ไม่นานเท้าก็ต้องก้าวขยับยามได้
ตกดึกพาณิภัคและพาณิธิดายังไม่ยอมห่างจากบิดา ทำให้พาขวัญต้องนำผ้าห่มมาปูให้พวกแกได้นอนด้วยกันสมใจที่ด้านหน้า มีเสียงหัวเราะเอิ๊กอ๊ากดังขึ้นอยู่ตลอด ดูมีความสุขอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ บ้านไม่จำเป็นต้องหลังใหญ่ เงินทองไม่ต้องมีเป็นถุงเป็นถัง แค่มีความสุขกองโตเท่านี้ก็สร้างรอยยิ้มให้ได้มากมาย และคงหาจากที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว “ที่ไร่เป็นยังไงบ้างคะ” หญิงสาวยังคิดถึงทุกคนเสมอ “ก็เหมือนเดิม ลุงไม้กับป้าพิมพ์บ่นว่าคิดถึง ครั้งหน้าว่าจะพามาหาด้วย” โดยเฉพาะคนเก่าคนแก่ของไร่บ่นให้ฟังทุกวันว่าอยากจะอุ้มเด็กๆ เหมือนก่อน “ขวัญเองก็คิดถึงลุงไม้กับป้าพิมพ์เหมือนกันค่ะ” หญิงสาวยังพึงระลึกอยู่เสมอถึงความเมตตาของผู้ใหญ่ทั้งสอง คราแรกที่เธอเข้าไปอยู่ในไร่จอมใจนั้นแสนจะอ้างว้าง แต่พอทั้งสองเข้ามาพูดคุยด้วยก็ทำให้เธอคลายจากความกลัวไปได้เยอะ จนค่อยๆ สนิทมากขึ้น ไม่นานก็มีหนึ่งคำถามดังขึ้น “แล้วไม่คิดถึงฉันบ้างเหรอ” คนฟังไม่ตอบ เบือนหน้าหนีไปอีกทาง ขณะที่โมกข์ระบายยิ้มอมเศร้า “ช่างเถอะ” หลังจากนั้นพาขวัญและโมกข์ก็ไม่มีการสนทนา
“พี่นี่มัน...” “แล้วนี่รู้หรือยังว่าผู้หญิงหรือผู้ชาย” โมกข์ไม่ตอบแถมยังเปลี่ยนเรื่อง ทำให้หมอกต้องส่ายศีรษะ “ผู้ชายค่ะพี่โมกข์” นุดีตอบแล้วหันไปมองหน้าสามี เพราะถูกใจหมอกเป็นที่สุด ชายหนุ่มอยากจะมีลูกผู้ชายเป็นคนแรก แต่ถ้าเป็นลูกสาวก็ไม่ว่ากัน “เสียดายนะครับ ไม่ได้แบบยัยหนูภัค หนูดา” หมอกยังอดเสียดายไม่หาย อยากจะได้ควบสองแบบพี่ชายบ้าง แต่อย่างไรก็ยังรักลูกไม่เปลี่ยนแปลง “งั้นท้องหน้าก็มีแบบฉันให้ได้สิ” คนเป็นพี่คล้ายท้าน้อง ทำให้หมอกยักคิ้ว คอยดูสิ เขาจะต้องมีลูกฝาแฝดแบบพี่ชายให้ได้ คราวนี้ละคงสนุกน่าดู น่าจะทั้งแสบและซนไม่ต่างจากพาณิภัคและพาณิธิดา “แล้วนี่คิดจะทำอะไรครับ” อดถามไม่ได้กับอาการนิ่งๆ “เรียนรู้หัวใจของตัวเอง” โมกข์ตอบ “ระวังเถอะครับ สุนัขจะคาบไปรับประทาน” ถึงกับเตือนด้วยความหวังดี ชักช้าไปจะไม่ทันการณ์ พาขวัญเองก็ไม่ใช่ผู้หญิงขี้ริ้วขี้เหร่ เธอมีเสน่ห์ แถมยังเป็นคนดี หนุ่มๆ คงอยากได้มาเป็นแม่ของลูก “ไม่ต้องกลัวหรอก ฉันส่งเจ้าเปี๊ยกไปเป็นทัพหน้าแล้ว” คนฟังทั้งสองทำหน้าไม่เข้าใจ โมกข
ลุงไม้และภรรยาถึงกับออกอาการดีใจกับข่าวที่เจ้านายนำมาบอก สายตานั้นขยายกว้างขึ้น แต่ก็ต้องเศร้าในประโยคถัดมาอยู่ดี “ทำไมถึงไม่พาหนูขวัญกับเด็กๆ กลับมาล่ะคะ” พิมพ์ผกาทำสีหน้าเศร้า คิดถึงพาขวัญและฝาแฝด เธอช่วยเลี้ยงดูมาตั้งแต่ยังแบเบาะ จากไปเช่นนี้ย่อมทำให้เกิดความโหยหาเป็นธรรมดา อีกอย่างอยากให้คนเป็นนายได้มีความสุข เชื่อว่าสายตาของตนไม่ผิดเพี้ยน คนหน้านิ่งกำลังมีความรักบรรจุอยู่ภายใน “ผมไม่อยากบังคับครับ พาขวัญเองก็ตกอยู่ภายใต้กรงขังมานาน เธอสมควรใช้ชีวิตตามต้องการ อีกอย่างเธอคงอยากจะอยู่กับแม่ของเธอด้วยครับ” เป็นเหตุผลง่ายๆ ซึ่งโมกข์ไม่เคยอธิบายให้เจ้าตัวรับรู้ เอาแต่ทำตัวทื่อๆ “แล้วทำไมไม่ลองพาคุณแม่ของหนูขวัญมาอยู่ที่นี่ด้วยกันล่ะครับ” ลุงไม้เสนออีกหนึ่งหนทาง “เรื่องนั้นผมทำแน่ครับ แต่อยู่ที่ว่าบทเรียนหัวใจของผมกับพาขวัญครั้งนี้จะต้องใช้ระยะเวลาอีกยาวนานไหม ผมไม่อยากไปเร่งอะไร ค่อยเป็นค่อยไปจะดีกว่าครับ” บทเรียนชีวิตของตนและภรรยาผ่านอะไรมามาก ทุกข์มากกว่าสุข กว่าจะปลดปล่อยตัวเองให้เป็นอิสระได้ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ จึงอยากให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์
“หึ กล้าพูดนะพาขวัญ แล้วทีเธอล่ะยังจะไม่บอกฉันเรื่องลูกเลย” ประโยคที่สวนกลับมาทำให้เธอสะอึกแล้วนิ่งไป “แม่ว่าใจเย็นกันดีกว่านะ แล้วเราเข้าไปคุยกันในบ้าน ขวัญเองเรากำลังท้องกำลังไส้จะมาโมโหแบบนี้ได้ยังไง ไม่คิดถึงลูกหรือไง ส่วนคุณโมกข์ใจเย็นหน่อยนะคะ อย่าทำให้หลานๆ ต้องตกใจเลย” คนอาบน้ำร้อนมาก่อนพอจะดูออก แท้จริงแล้วคนทั้งคู่ไม่ได้ถึงขั้นจะเกลียดกัน แต่ต้องปรับความเข้าใจกัน หนนี้คนที่ถอนหายใจระบายความเครียดเป็นชายหนุ่มเอง เขาพยักหน้าแล้วปล่อยลูกลง ก่อนจะหันมองแม่ของลูก แล้วยิ้ม เผลอแป๊บเดียวเขากำลังจะกลายไปเป็นคุณพ่อลูกสามแล้ว “เราเข้าไปคุยกันข้างในดีกว่านะคะคุณโมกข์” ชายหนุ่มพยักหน้าแล้วเดินเข้าไปด้านใน เด็กๆ ก็วิ่งตามคอยเกาะแข้งเกาะขาด้วยความคิดถึง เสียงเจื้อยแจ้วดังขึ้นซักถามบิดาถึงหลายวันที่ผ่านมา ภาพเหล่านั้นสะเทือนหัวใจคนยืนมองทั้งสองคน โดยเฉพาะคนที่หอบเด็กๆ หนีมา “เห็นความสุขของลูกไหมขวัญ” บุญตาตั้งคำถาม “แต่แม่ไม่ได้ยัดเยียดให้ขวัญต้องเลือกในสิ่งที่ฝืนใจนะลูก แม่แค่อยากให้คุยกัน และไม่ปิดบัง คุณโมกข์เองก็มีสิ
“เดิน” เท้าเรียวสวยก้าวไปข้างหน้าตามคำสั่ง ดวงตาเหลือบมองคนหน้านิ่งเดินกางร่มให้ตนและลูกสาวด้วยอาการฉงนฉงาย โมกข์ไม่แสดงสีหน้าใดๆ นอกจากไร้ความรู้สึก เขาแค่ทำหน้าที่ที่เห็นว่าสมควร และไม่ปริปากบ่นสักคำแม้ลำตัวจะเริ่มเปียกชุ่มด้วยหยดน้ำฝน แค่ร่มคันเล็กๆ ปกป้องร่างน้อยๆ ถึงสามคนก็
ส่วนคนโดนเรียกยกมือขึ้นแล้วร้อง “ชู่วว์” บ่งบอกให้คนมองตาแป๋วห้ามส่งเสียงดัง พาณิภัคทำตามอย่างว่าง่าย คว้าขวดนมขึ้นมาดูดอีกหน สายตาเฝ้ามองบิดาอยู่ตลอด ก่อนจะฉีกยิ้มเมื่อมีมือใหญ่มาลูบศีรษะเบาๆ นัยน์ตาเย็นชาแอบเปิดเผยบางอย่างออกมา เป็นสิ่งที่พาขวัญไม่เคยมีโอกาสได้เห็นและจะไม่มีวั
หลังเห็นสายตาดุกระด้าง พาขวัญรีบบอกถึงสาเหตุที่ต้องอุ้มลูกเข้ามาในไร่ แล้วหันหลังไปมองคู่ชายหญิงที่น่าจะเป็นสามีภรรยากัน อึดใจต่อมาอีกฝ่ายก็พยักหน้าให้ขยับเท้าเข้าไปใกล้ โดยท่าทีของโมกข์ยังคงเรียบเฉย ทำแค่ปรายตามองทั้งสองอย่างพิจารณา คนเป็นส่วนเกินอย่างพาขวัญรู้ตัวดีจึงขยับเท้าหมายจะกลับไ
ถ้อยคำดุห้วนดังเป็นครั้งที่สอง พาขวัญรีบพาลูกสาวทั้งสองเดินกลับไปยังรถคันโต แม้จะอยากเที่ยวต่อ แต่ใจไม่อยากจะขัดแย้งกับชายหนุ่ม และไม่อยากมีเรื่องมีราวให้ทะเลาะกัน แค่นี้ก็เหินห่างกันราวอยู่คนละฟากฟ้าแล้ว ฝ่ายคนออกคำสั่งหนนี้เดินประชิดติดตัว ไม่ยอมให้สามคนแม่ลูกคลาดสายตา แล้วพากันขึ้นรถกลับไปยังไร่







