Masuk“มีอะไร”
ในทันใดนั้นเสียงด้านหลังก็ดังขึ้นด้วย ไม่ใช่ใครที่ไหน เจ้าของบ้านที่พาขวัญตั้งใจจะมาหา สายตาของโมกข์มีแต่ความเย็นชา
“พอดีป้าพิมพ์ให้ขวัญมาบอกกับคุณโมกข์ว่า สัปดาห์หน้าจะมีพี่ๆ คนงานลาคลอดสองคนค่ะ เผื่อคุณโมกข์จะได้หาคนมาทำงานแทน”
ป้าพิมพ์ที่กล่าวถึงคือ พิมพ์ผกา ภรรยาที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับลุงไม้มายี่สิบกว่าปี อีกฝ่ายเป็นคนดูแลคนงานรองจากสามี
“…”
ไร้ซึ่งเสียงตอบกลับมา พาขวัญเองไม่ได้อยู่รอคำตอบรีบหมุนตัวกลับเข้าบ้าน เพราะไม่อยากเป็นส่วนเกินและทำให้ทั้งสองต้องขุ่นข้องหมองใจ
“เข้าบ้านเถอะนุดี” ส่วนโมกข์หมุนตัวเข้าไปภายในบ้านหลังสิ้นเสียง ทิ้งให้หญิงสาวที่มีดวงหน้าเศร้าไม่ต่างจากพาขวัญทอดสายตามองไปยังบ้านอีกหลัง
ผ่านมานานพอสมควรแล้วกับการสูญเสียพี่สาวไปอย่างไม่มีวันกลับจากน้ำมือของพาขวัญ แต่เธอกลับเกลียดอีกฝ่ายไม่ลง เพราะทุกอย่างที่เกิดขึ้นพาขวัญนั้นก็เป็นแค่หมากในกระดานของคนที่มีจิตใจเต็มไปด้วยความแค้น คนผู้นั้นได้ทำลายหัวใจของทุกคนใน ‘‘อัศวัฒน์’’ จนยับเยินไม่เหลือชิ้นดี
แต่มันยังไม่จบ คนคนนั้นไม่ยอมรามือ ยังทำให้เธอต้องตกอยู่ในสภาพไม่ต่างจากตายทั้งเป็น ชั่วประเดี๋ยวสายตาก็ต้องไหวระริกหลังเห็นร่างสูงใหญ่ของผู้ชายคนหนึ่ง
ตามมาด้วยอาการชาหนึบไปถึงขั้วหัวใจเมื่อนัยน์ตาสีดำฉาดฉายความเย็นชามองมา ก่อนที่เขาจะหอบหิ้วถุงใบโตหายลับเข้าไปในบ้านที่อยู่ไม่ห่างกัน
ขอบตาร้อนผ่าวขึ้นมาทันใด ไม่ว่าจะนานเท่าไรเขายังเห็นเธอเป็นแค่อากาศธาตุไม่เปลี่ยนแปลง รวมไปถึงสถานะระหว่างกันยังคลุมเครือและถูกปิดบังซ่อนเร้น
ดวงตาไม่อาจซุกซ่อนความรู้สึก แต่เธอต้องอยู่เผชิญหน้าเพื่อรักษาทุกอย่างที่อัศวัฒน์เคยมี แล้วหมุนตัวกลับเข้าไปด้านในพร้อมปรับสีหน้าให้เป็นปกติ ไม่อยากทำให้คนที่รักเสมือนพี่ชายต้องเกิดความสงสัย
ด้านพาขวัญเลิกคิ้วขึ้นเมื่อได้ยินเสียงเคาะประตูบ้าน
พอเปิดประตูออกกว้างรอยยิ้มบนหน้านวลก็จุดประกายเต็มไปด้วยความดีใจ ต่างจากสีหน้าของคนมาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้า
“ผมแวะมาเยี่ยมหลานครับ” แม้น้ำเสียงและสีหน้าจะนิ่งเรียบ แต่หญิงสาวรับรู้ได้ดีว่า คนผู้นี้มาด้วยความเต็มใจและเป็นมิตร
“เชิญค่ะ”
พาขวัญถอยหลังเปิดทางให้ชายร่างสูงโตเดินเข้ามาในบ้าน รีบพาไปหาลูกสาวทั้งสองที่ยังนอนหลับสนิทอยู่
“หนูดาไม่สบายอย่างนั้นหรือครับ”เขาคนนั้นวางถุงใบโตไว้บนโต๊ะตัวเล็ก ภายในมีของเล่นและเสื้อผ้าอยู่จำนวนหนึ่ง ตั้งใจจะซื้อมาฝากหลานสาว แววตามีความห่วงใยเมื่อสัมผัสกับตัวของหลานคนเล็ก
หญิงสาวพยักหน้าแล้วเสสายตาไปมองเลือดในอกที่ยังนอนนิ่ง ถ้าแกตื่นขึ้นมาคงดีใจไม่น้อยที่เห็นของเล่นและเสื้อผ้าใหม่
“แล้วพี่โมกข์รู้หรือยังครับ”
คำถามนี้ทำให้พาขวัญลำบากใจ คำตอบอาจจะทำให้กำแพงที่กั้นไว้ระหว่างชายที่เอ่ยถามกับคนไร้หัวใจสูงขึ้นจนยากจะปีนขึ้นไปทำลาย
“…”
“เฮอะ! รู้แล้วแต่ยังทำตัวเป็นก้อนหินเหมือนเดิมใช่ไหมครับ” แค่เห็นท่าทางเขาก็พอเดาออก
พาขวัญได้แต่ยิ้มแห้งๆ อึดใจนั้นใบหน้าก็มองตามแผ่นหลังที่ลุกพรวดออกจากบ้านไป ช่างเหมือนกันเสียกระไร ทั้งพี่ทั้งน้อง โดยเฉพาะดวงตาที่มีแต่ความเย็นยะเยือก
ชายที่มีใบหน้าเคร่งขรึมเดินมุ่งตรงไปยังบ้านหลังใหญ่ เขาไม่ได้มีสิทธิ์ในผืนดินแห่งนี้ ไม่มีความผูกพันแม้แต่น้อย สิ่งเดียวที่เกี่ยวข้องกับเจ้าของไร่จอมใจคือสายเลือด แถมยังถูกคั่นกลางด้วยความขัดแย้งมาตลอด รวมถึงการถูกเลี้ยงดูด้วยสถานะที่ต่างกัน
คนมีศักดิ์เป็นพี่ชายอยู่ไร่แห่งนี้ ส่วนตัวเขาอยู่ในบ้านที่มีความสะดวกสบาย ถูกเลี้ยงมาประดุจดังเจ้าชายสองเท้าก้าวเข้าไปในบ้านของพี่ หยุดลงเมื่อสายตาพบเจ้าของร่างระหง แต่ไม่ได้จับโฟกัสที่เธอคนนั้น ให้ความสนใจกับเจ้าของบ้านมากกว่า
“คะ…คุณหมอก”
“ฉันเก็บไว้เป็นความทรงจำที่ดีไง พอแล้วละกับการอยู่กับอดีต ทุกวันนี้ฉันมีแค่เธอกับลูกเท่านั้น” เรื่องทั้งหมดจบลงแล้วตั้งแต่พาขวัญเป็นอิสระ ความใกล้ชิดที่ผ่านมาทำให้เขาเรียนรู้หัวใจได้มากขึ้น จึงเลือกที่จะอยู่กับปัจจุบัน กว่าจะคิดได้ก็เกือบที่จะสายไปเสียแล้ว อึดใจต่อมาก็ได้หันไปดึงมือนุ่มมากุมไว้ “แล้วฉันก็อยากจะขอโทษด้วยนะที่ฉันไม่เคยเชื่อเธอเลย ตอนนี้คนของคุณย่าสารภาพแล้วว่า เธอไม่ได้เต็มใจ เธอเปลี่ยนใจไม่ยอมทำตามแผนแล้ว แต่โดนคุณย่าซ้อนแผน” เมื่อคนเป็นย่าถูกจับ คนสนิทของเจ้าตัวก็มาสารภาพกับเขา เพราะกลัวจะถูกลูกหลงไปด้วยและอยากจะให้ยื่นมือเข้าไปช่วย แต่อีกฝ่ายก็ไม่ได้พ้นกฎหมาย เพราะช่วยธัญญาเรศทำผิดไว้หลายอย่าง พาขวัญรู้สึกคล้ายได้ปลดล็อกสิ่งที่ติดค้างอยู่ในใจและไม่ได้รู้สึกโกรธอะไร รวมถึงไม่อยากคิดถึงอดีตอีกแล้ว แล้วมองคนที่ยื่นมือมาลูบหน้าท้อง “พรุ่งนี้ฉันต้องกลับแล้วนะ” เขาอยากจะอยู่กับพาขวัญต่อ แต่ก็ไม่สามารถทิ้งที่ไร่ได้นาน แต่สัญญาว่าจะมาหาอีกแน่ จะมาจนกว่าพาขวัญจะใจอ่อน พาขวัญขบเม้มปากแน่น เพราะหัวใจบอกชัดว่า ไม่อยาก
“คุณโมกข์ทำหรือคะ” หญิงสาวร้องถาม บุญตาพยักหน้ารับ มือเล็กหยิบช้อนขึ้นมาตักกับข้าวหลายอย่างใส่ปาก บอกไม่ถูกว่ากำลังรู้สึกอย่างไร ดีใจผสมกับความไม่คาดหมาย ส่วนชายหนุ่มก็ทำหน้าที่พ่อโดยการพาลูกไปเดินเลือกซื้อของในตัวจังหวัด แล้วต่อด้วยการไปห้างสรรพสินค้า แต่แล้วก็มีหนึ่งสิ่งที่เรียกความสนใจแก่เด็กๆ ได้ดี ไม่พ้นมุมของเล่น โมกข์จึงพาลูกไปเดินดู ไม่ได้สนใจกับเด็กผู้ชายวัยซนด้านหลัง ทว่าไม่นานสายตาคมกริบก็ต้องหันมองหลังจากพาณิธิดานั้นล้มลงหน้าคะมำ “แง...ป๊ะป๋า” เด็กหญิงร้องไห้ด้วยความเจ็บและตกใจที่จู่ๆ ก็โดนผลักเข้าเต็มแรง ทำให้โมกข์หันไปมองตัวต้นเหตุแล้วต้องส่ายศีรษะเมื่อพบว่าเป็นเด็กด้วยกันนี่เอง จึงต้องมองหาผู้ปกครองของเด็กคนดังกล่าวแล้วพาไปหาเพื่อตักเตือน ทว่าเรื่องนี้กลับลุกลามกว่าที่ควรจะเป็น ในด้านเจ้าของร่างระหงจู่ๆ ก็มีอาการใจหวิวๆ ขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ ขณะกำลังนั่งรอสามคนพ่อลูกอยู่บนแคร่ไม้หน้าบ้าน คงจะไม่มีอะไรหรอก อาจจะคิดมากไปเอง โมกข์กับลูกแค่ออกไปซื้อของกัน จะมีอะไรร้ายแรงเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่ไม่นานเท้าก็ต้องก้าวขยับยามได้
ตกดึกพาณิภัคและพาณิธิดายังไม่ยอมห่างจากบิดา ทำให้พาขวัญต้องนำผ้าห่มมาปูให้พวกแกได้นอนด้วยกันสมใจที่ด้านหน้า มีเสียงหัวเราะเอิ๊กอ๊ากดังขึ้นอยู่ตลอด ดูมีความสุขอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ บ้านไม่จำเป็นต้องหลังใหญ่ เงินทองไม่ต้องมีเป็นถุงเป็นถัง แค่มีความสุขกองโตเท่านี้ก็สร้างรอยยิ้มให้ได้มากมาย และคงหาจากที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว “ที่ไร่เป็นยังไงบ้างคะ” หญิงสาวยังคิดถึงทุกคนเสมอ “ก็เหมือนเดิม ลุงไม้กับป้าพิมพ์บ่นว่าคิดถึง ครั้งหน้าว่าจะพามาหาด้วย” โดยเฉพาะคนเก่าคนแก่ของไร่บ่นให้ฟังทุกวันว่าอยากจะอุ้มเด็กๆ เหมือนก่อน “ขวัญเองก็คิดถึงลุงไม้กับป้าพิมพ์เหมือนกันค่ะ” หญิงสาวยังพึงระลึกอยู่เสมอถึงความเมตตาของผู้ใหญ่ทั้งสอง คราแรกที่เธอเข้าไปอยู่ในไร่จอมใจนั้นแสนจะอ้างว้าง แต่พอทั้งสองเข้ามาพูดคุยด้วยก็ทำให้เธอคลายจากความกลัวไปได้เยอะ จนค่อยๆ สนิทมากขึ้น ไม่นานก็มีหนึ่งคำถามดังขึ้น “แล้วไม่คิดถึงฉันบ้างเหรอ” คนฟังไม่ตอบ เบือนหน้าหนีไปอีกทาง ขณะที่โมกข์ระบายยิ้มอมเศร้า “ช่างเถอะ” หลังจากนั้นพาขวัญและโมกข์ก็ไม่มีการสนทนา
“พี่นี่มัน...” “แล้วนี่รู้หรือยังว่าผู้หญิงหรือผู้ชาย” โมกข์ไม่ตอบแถมยังเปลี่ยนเรื่อง ทำให้หมอกต้องส่ายศีรษะ “ผู้ชายค่ะพี่โมกข์” นุดีตอบแล้วหันไปมองหน้าสามี เพราะถูกใจหมอกเป็นที่สุด ชายหนุ่มอยากจะมีลูกผู้ชายเป็นคนแรก แต่ถ้าเป็นลูกสาวก็ไม่ว่ากัน “เสียดายนะครับ ไม่ได้แบบยัยหนูภัค หนูดา” หมอกยังอดเสียดายไม่หาย อยากจะได้ควบสองแบบพี่ชายบ้าง แต่อย่างไรก็ยังรักลูกไม่เปลี่ยนแปลง “งั้นท้องหน้าก็มีแบบฉันให้ได้สิ” คนเป็นพี่คล้ายท้าน้อง ทำให้หมอกยักคิ้ว คอยดูสิ เขาจะต้องมีลูกฝาแฝดแบบพี่ชายให้ได้ คราวนี้ละคงสนุกน่าดู น่าจะทั้งแสบและซนไม่ต่างจากพาณิภัคและพาณิธิดา “แล้วนี่คิดจะทำอะไรครับ” อดถามไม่ได้กับอาการนิ่งๆ “เรียนรู้หัวใจของตัวเอง” โมกข์ตอบ “ระวังเถอะครับ สุนัขจะคาบไปรับประทาน” ถึงกับเตือนด้วยความหวังดี ชักช้าไปจะไม่ทันการณ์ พาขวัญเองก็ไม่ใช่ผู้หญิงขี้ริ้วขี้เหร่ เธอมีเสน่ห์ แถมยังเป็นคนดี หนุ่มๆ คงอยากได้มาเป็นแม่ของลูก “ไม่ต้องกลัวหรอก ฉันส่งเจ้าเปี๊ยกไปเป็นทัพหน้าแล้ว” คนฟังทั้งสองทำหน้าไม่เข้าใจ โมกข
ลุงไม้และภรรยาถึงกับออกอาการดีใจกับข่าวที่เจ้านายนำมาบอก สายตานั้นขยายกว้างขึ้น แต่ก็ต้องเศร้าในประโยคถัดมาอยู่ดี “ทำไมถึงไม่พาหนูขวัญกับเด็กๆ กลับมาล่ะคะ” พิมพ์ผกาทำสีหน้าเศร้า คิดถึงพาขวัญและฝาแฝด เธอช่วยเลี้ยงดูมาตั้งแต่ยังแบเบาะ จากไปเช่นนี้ย่อมทำให้เกิดความโหยหาเป็นธรรมดา อีกอย่างอยากให้คนเป็นนายได้มีความสุข เชื่อว่าสายตาของตนไม่ผิดเพี้ยน คนหน้านิ่งกำลังมีความรักบรรจุอยู่ภายใน “ผมไม่อยากบังคับครับ พาขวัญเองก็ตกอยู่ภายใต้กรงขังมานาน เธอสมควรใช้ชีวิตตามต้องการ อีกอย่างเธอคงอยากจะอยู่กับแม่ของเธอด้วยครับ” เป็นเหตุผลง่ายๆ ซึ่งโมกข์ไม่เคยอธิบายให้เจ้าตัวรับรู้ เอาแต่ทำตัวทื่อๆ “แล้วทำไมไม่ลองพาคุณแม่ของหนูขวัญมาอยู่ที่นี่ด้วยกันล่ะครับ” ลุงไม้เสนออีกหนึ่งหนทาง “เรื่องนั้นผมทำแน่ครับ แต่อยู่ที่ว่าบทเรียนหัวใจของผมกับพาขวัญครั้งนี้จะต้องใช้ระยะเวลาอีกยาวนานไหม ผมไม่อยากไปเร่งอะไร ค่อยเป็นค่อยไปจะดีกว่าครับ” บทเรียนชีวิตของตนและภรรยาผ่านอะไรมามาก ทุกข์มากกว่าสุข กว่าจะปลดปล่อยตัวเองให้เป็นอิสระได้ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ จึงอยากให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์
“หึ กล้าพูดนะพาขวัญ แล้วทีเธอล่ะยังจะไม่บอกฉันเรื่องลูกเลย” ประโยคที่สวนกลับมาทำให้เธอสะอึกแล้วนิ่งไป “แม่ว่าใจเย็นกันดีกว่านะ แล้วเราเข้าไปคุยกันในบ้าน ขวัญเองเรากำลังท้องกำลังไส้จะมาโมโหแบบนี้ได้ยังไง ไม่คิดถึงลูกหรือไง ส่วนคุณโมกข์ใจเย็นหน่อยนะคะ อย่าทำให้หลานๆ ต้องตกใจเลย” คนอาบน้ำร้อนมาก่อนพอจะดูออก แท้จริงแล้วคนทั้งคู่ไม่ได้ถึงขั้นจะเกลียดกัน แต่ต้องปรับความเข้าใจกัน หนนี้คนที่ถอนหายใจระบายความเครียดเป็นชายหนุ่มเอง เขาพยักหน้าแล้วปล่อยลูกลง ก่อนจะหันมองแม่ของลูก แล้วยิ้ม เผลอแป๊บเดียวเขากำลังจะกลายไปเป็นคุณพ่อลูกสามแล้ว “เราเข้าไปคุยกันข้างในดีกว่านะคะคุณโมกข์” ชายหนุ่มพยักหน้าแล้วเดินเข้าไปด้านใน เด็กๆ ก็วิ่งตามคอยเกาะแข้งเกาะขาด้วยความคิดถึง เสียงเจื้อยแจ้วดังขึ้นซักถามบิดาถึงหลายวันที่ผ่านมา ภาพเหล่านั้นสะเทือนหัวใจคนยืนมองทั้งสองคน โดยเฉพาะคนที่หอบเด็กๆ หนีมา “เห็นความสุขของลูกไหมขวัญ” บุญตาตั้งคำถาม “แต่แม่ไม่ได้ยัดเยียดให้ขวัญต้องเลือกในสิ่งที่ฝืนใจนะลูก แม่แค่อยากให้คุยกัน และไม่ปิดบัง คุณโมกข์เองก็มีสิ
“คะ...คุณหมอก” นุดีลืมตาขึ้นเมื่อรู้สึกถึงแรงยุบตัวของเตียง หนำซ้ำยังสัมผัสได้ถึงบางสิ่ง ไม่กี่วินาทีต่อมาก็แทบกลืนน้ำลายไม่ลงคอ เมื่อร่างน้อยๆ โดนเรือนกายสูงใหญ่คร่อมทับ สีหน้าบ่งบอกว่ามีเรื่องไม่ชอบใจ นัยน์ตาของคนตัวโตเข้มขึ้น โครงหน้าหล่อเหลาค่อยๆ โน้มลงมาใกล้กับดวง
“ไม่ต้องทำสีหน้าแบบนั้นหรอกครับ พี่รู้ว่าพี่เป็นได้แค่พี่ชาย แต่ถ้าวันหนึ่งที่นุดีไม่เหลือใคร อย่าลืมนะว่ายังมีพี่ที่รอจะปกป้องนุดีอยู่” วาคิมมีความห่วงใยและจริงใจให้นุดีเสมอ แต่ถ้าเป็นใครอีกคน เขากลับมีให้แต่ความเย็นชา ช่างแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่จะทำอย่างไรได้ในเมื่อหัวใจไม่ได้รัก หญ
โมกข์ทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้มหยัน ก่อนสาวเท้าขึ้นไปยังห้องนอน ทิ้งให้คนมีใจคับแค้นยืนกัดฟันกรอด แต่เห็นทีวันนี้คงต้องถอยกลับก่อน ถ้าทำอย่างใจไม่ได้ก็ต้องเฝ้ารอต่อไป กระนั้นก็วางใจมากไม่ได้ เพราะท่าทางของหลานชายเริ่มแปลกไป อาจมีสายใยเบาบางเกิดขึ้น หากปล่อยไว้มันอาจจะกลายไปเป็นเชือกเส้นหนา
“หนูภัค” หญิงสาวร้องห้ามแทบไม่ทัน เมื่อเห็นว่าในมือป้อมๆ นั้นกำลังจะติดกิ๊บตัวสวยลงบนเรือนผมดกดำของโมกข์ แต่มันก็ช้าไปแล้ว “ป๊ะป๋าฉวย…เอิ๊ก” หัวโจกอย่างพาณิภัคหัวเราะจนเห็นฟันซี่เล็ก ส่งผลให้น้องสาวหัวเราะตาม แต่มีคนคนหนึ่งไม่ได้มีความสุขตามลูก แววตาคู่นั้นเต







