LOGINหลังเห็นสายตาดุกระด้าง พาขวัญรีบบอกถึงสาเหตุที่ต้องอุ้มลูกเข้ามาในไร่ แล้วหันหลังไปมองคู่ชายหญิงที่น่าจะเป็นสามีภรรยากัน อึดใจต่อมาอีกฝ่ายก็พยักหน้าให้ขยับเท้าเข้าไปใกล้ โดยท่าทีของโมกข์ยังคงเรียบเฉย ทำแค่ปรายตามองทั้งสองอย่างพิจารณา
คนเป็นส่วนเกินอย่างพาขวัญรู้ตัวดีจึงขยับเท้าหมายจะกลับไปในที่ของตน ทว่าไม่เร็วไวเท่าใครคนหนึ่งที่เดินเข้ามาประชิด
โมกข์โน้มตัวลงมองหน้าคนในอ้อมกอด แล้วพบพวงแก้มเริ่มแดงระเรื่อ เขาคิดว่าคงเป็นเพราะแสงแดดแรงจ้า แม้จะยังอยู่ในช่วงเช้า แต่วันนี้ตะวันเริ่มออกฤทธิ์แผ่ความร้อนเร็วกว่าปกติ ชายหนุ่มจึงถอดหมวกออกแล้วครอบใส่ศีรษะเล็กๆ พลันจ้ำอ้าวเดินจากไปพร้อมคู่ชายหญิง
ส่วนพาขวัญกะพริบตาปริบๆ ไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ตาเห็น
“หมวกป๊ะป๋า” พาณิธิดายกสองมือป้อมๆ จับหมวกแล้วทำท่าอวดพี่สาว
พาณิภัคเลยทำท่ายื่นมือไปคล้ายจะแย่ง
“ไม่เอาค่ะ หนูภัคไม่แย่งของน้องนะคะ”
พาขวัญยังอยู่ในอาการมึนงง แต่แอบปลื้มใจ อย่างน้อยคนที่เธอมองว่าตอนนี้เขาไม่ต่างจากหุ่นยนต์ก็มีความรู้สึกนึกห่วงลูก โมกข์คงรู้อยู่บ้างพาณิธิดาอ่อนแอ เจ็บออดๆ แอดๆ อยู่บ่อยครั้ง เลยหยิบยื่นความห่วงใยมาเป็นหมวกใบกว้างให้บังแดด จากนั้นสายตาก็ต้องหลุบลงต่ำเมื่อโรสรินจ้องเขม็งมา
โรสรินไม่อยากจะเชื่อ สองครั้งสองหนแล้วกับการแสดงออกของผู้ชายที่หมายปอง ปกติไม่ค่อยเห็นเขาสนใจสามคนแม่ลูกเท่าไร แต่หมู่นี้กลับแสดงออกมากจนเธอนึกหวั่นใจ
พาขวัญไม่ได้ยกยิ้มตอบกลับให้โรสริน เธอเดินหมุนตัวกลับไปยังออฟฟิศ ทิ้งให้อีกฝ่ายยืนนิ่งอยู่ที่เดิมโรสรินมองไปทางโมกข์ที่กำลังซักถามข้อมูลจากคู่ชายหญิง ตั้งใจว่าวันนี้เธอจะไม่ถอย ยังรุกหน้าได้อีก และคงต้องเร่งรีบทำคะแนนให้มากกว่าเดิม ไม่เช่นนั้นใจดวงแกร่งอาจถูกมือดีแย่งไป
โมกข์ยืนซักถามประวัติจากคู่สามีภรรยาอยู่นานพอสมควร เพราะไม่อยากจะรับคนที่มีความร้ายแอบแฝงอยู่ในตัวหรือเป็นพวกหนักก็ไม่เอาเบาก็ไม่สู้เข้ามาทำงาน สุดท้ายเขาก็เอ่ยปากตกลงรับคนทั้งสอง แต่เป็นเพียงการทำงานชั่วคราวเท่านั้น เพื่อทดแทนคนงานหญิงซึ่งลาคลอดไป
“คุณโมกข์คะ”
“ครับ”
เมื่อเห็นโมกข์เดินเข้ามาใกล้ โรสรินก็รีบเอ่ยปาก
“โรสอยากจะชวนคุณโมกข์ออกไปหาอะไรทานกัน จะได้คุยเรื่องเมล็ดกาแฟกันด้วย” เธอยกเอาเรื่องงานมาอ้าง แต่เชื่อว่าโมกข์รู้ความหมายดี ร้านอาหารอยู่ไม่ห่างจากไร่มากนัก
“ได้สิครับ ถ้าเป็นเรื่องงาน”
ประโยคท้ายน้ำเสียงทุ้มบอกชัดเจน คล้ายเตือนให้คนตรงหน้าเข้าใจไว้ว่า ความสัมพันธ์จะยั่งยืนหากยังอยู่ในรูปแบบเพื่อนทางธุรกิจ แต่ถ้าขยับขยายเลื่อนขั้นมาเป็นคนร่วมหัวใจทุกอย่างจะพังทลายลงต่อหน้าต่อตาในทันที เขาไม่มีเยื่อใยหรือความรู้สึกพิเศษให้ใครอีกแล้วแววหวานเชื่อมในดวงตาของโรสรินหายไปในทันทีคล้ายโดนตบหน้าฉาดใหญ่ ไม่ชินเสียทีกับการโดนปฏิเสธในแบบฉบับคนไร้หัวใจ
ด้านคุณแม่ลูกสองทิ้งตัวลงบนเก้าอี้ตัวเดิมเฉกเช่นทุกวัน ลูกน้อยนั่งเล่นของเล่นชิ้นใหม่อย่างสนุกสนาน ไม่พ้นหมวกของโมกข์
พาขวัญเริ่มทำงานด้วยการจิ้มปลายนิ้วลงบนปุ่มเล็กๆ ตรงหน้าจอคอมพิวเตอร์ เมื่อแสงสว่างบนหน้าจอสว่างขึ้น เธอก็เริ่มทำงานที่ค้างไว้เมื่อวานให้เสร็จสิ้น
ไม่นานสายตาก็มองตามเสียงรถยนต์ที่แล่นผ่านหน้าออฟฟิศไป คาดเดาได้ไม่ยากว่าคงเป็นโมกข์และโรสริน ก่อนจะหันไปมองคนที่เรียกหา
“แม่...ขัน” เสียงเล็กๆ ในคำท้ายฟังดูผิดเพี้ยนทำให้พาขวัญหันไปยิ้ม
“อะไรคะ” หลายครั้งหลายหนแล้วกับการพยายามให้ลูกสาวเรียกชื่อตนเองให้ถูกต้อง กระนั้นมันอาจจะไม่ง่ายนักสำหรับเด็กวัยนี้
“หม่ำนม”
แต่สำหรับเรื่องความหิว ฝาแฝดทั้งสองมักออกเสียงได้ชัดเจน
พาขวัญลุกขึ้นพร้อมคว้าขวดนมที่วางไว้บนโต๊ะ แล้วพาลูกน้อยไปยังเบาะนอน ก่อนยกมือตีก้นเบาๆ ตบท้ายด้วยการร้องเพลงกล่อม ชั่วครู่ต่อมาทุกอย่างก็เข้าสู่ความเงียบ เมื่อแม่หนูน้อยหลับสนิทคาขวดนม ขณะที่พาขวัญเองก็เผลอหลับไปเช่นกัน
แม้มีฝีเท้าหนึ่งสืบใกล้เข้ามาเจียนจะประชิดร่างก็ยังไม่รู้ตัว คนมาใหม่พิจารณาสามคนแม่ลูกด้วยสายตาคงเดิมเช่นทุกวัน แล้วทิ้งตัวนั่งยองๆ ดึงผ้าห่มผืนน้อยมาคลุมให้ แต่ในจังหวะนั้นกลับมีแววตาหนึ่งคู่ขยับขึ้น
“ป๊ะป๋า”
เป็นพาณิภัคที่ลืมตา
“ฉันเก็บไว้เป็นความทรงจำที่ดีไง พอแล้วละกับการอยู่กับอดีต ทุกวันนี้ฉันมีแค่เธอกับลูกเท่านั้น” เรื่องทั้งหมดจบลงแล้วตั้งแต่พาขวัญเป็นอิสระ ความใกล้ชิดที่ผ่านมาทำให้เขาเรียนรู้หัวใจได้มากขึ้น จึงเลือกที่จะอยู่กับปัจจุบัน กว่าจะคิดได้ก็เกือบที่จะสายไปเสียแล้ว อึดใจต่อมาก็ได้หันไปดึงมือนุ่มมากุมไว้ “แล้วฉันก็อยากจะขอโทษด้วยนะที่ฉันไม่เคยเชื่อเธอเลย ตอนนี้คนของคุณย่าสารภาพแล้วว่า เธอไม่ได้เต็มใจ เธอเปลี่ยนใจไม่ยอมทำตามแผนแล้ว แต่โดนคุณย่าซ้อนแผน” เมื่อคนเป็นย่าถูกจับ คนสนิทของเจ้าตัวก็มาสารภาพกับเขา เพราะกลัวจะถูกลูกหลงไปด้วยและอยากจะให้ยื่นมือเข้าไปช่วย แต่อีกฝ่ายก็ไม่ได้พ้นกฎหมาย เพราะช่วยธัญญาเรศทำผิดไว้หลายอย่าง พาขวัญรู้สึกคล้ายได้ปลดล็อกสิ่งที่ติดค้างอยู่ในใจและไม่ได้รู้สึกโกรธอะไร รวมถึงไม่อยากคิดถึงอดีตอีกแล้ว แล้วมองคนที่ยื่นมือมาลูบหน้าท้อง “พรุ่งนี้ฉันต้องกลับแล้วนะ” เขาอยากจะอยู่กับพาขวัญต่อ แต่ก็ไม่สามารถทิ้งที่ไร่ได้นาน แต่สัญญาว่าจะมาหาอีกแน่ จะมาจนกว่าพาขวัญจะใจอ่อน พาขวัญขบเม้มปากแน่น เพราะหัวใจบอกชัดว่า ไม่อยาก
“คุณโมกข์ทำหรือคะ” หญิงสาวร้องถาม บุญตาพยักหน้ารับ มือเล็กหยิบช้อนขึ้นมาตักกับข้าวหลายอย่างใส่ปาก บอกไม่ถูกว่ากำลังรู้สึกอย่างไร ดีใจผสมกับความไม่คาดหมาย ส่วนชายหนุ่มก็ทำหน้าที่พ่อโดยการพาลูกไปเดินเลือกซื้อของในตัวจังหวัด แล้วต่อด้วยการไปห้างสรรพสินค้า แต่แล้วก็มีหนึ่งสิ่งที่เรียกความสนใจแก่เด็กๆ ได้ดี ไม่พ้นมุมของเล่น โมกข์จึงพาลูกไปเดินดู ไม่ได้สนใจกับเด็กผู้ชายวัยซนด้านหลัง ทว่าไม่นานสายตาคมกริบก็ต้องหันมองหลังจากพาณิธิดานั้นล้มลงหน้าคะมำ “แง...ป๊ะป๋า” เด็กหญิงร้องไห้ด้วยความเจ็บและตกใจที่จู่ๆ ก็โดนผลักเข้าเต็มแรง ทำให้โมกข์หันไปมองตัวต้นเหตุแล้วต้องส่ายศีรษะเมื่อพบว่าเป็นเด็กด้วยกันนี่เอง จึงต้องมองหาผู้ปกครองของเด็กคนดังกล่าวแล้วพาไปหาเพื่อตักเตือน ทว่าเรื่องนี้กลับลุกลามกว่าที่ควรจะเป็น ในด้านเจ้าของร่างระหงจู่ๆ ก็มีอาการใจหวิวๆ ขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ ขณะกำลังนั่งรอสามคนพ่อลูกอยู่บนแคร่ไม้หน้าบ้าน คงจะไม่มีอะไรหรอก อาจจะคิดมากไปเอง โมกข์กับลูกแค่ออกไปซื้อของกัน จะมีอะไรร้ายแรงเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่ไม่นานเท้าก็ต้องก้าวขยับยามได้
ตกดึกพาณิภัคและพาณิธิดายังไม่ยอมห่างจากบิดา ทำให้พาขวัญต้องนำผ้าห่มมาปูให้พวกแกได้นอนด้วยกันสมใจที่ด้านหน้า มีเสียงหัวเราะเอิ๊กอ๊ากดังขึ้นอยู่ตลอด ดูมีความสุขอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ บ้านไม่จำเป็นต้องหลังใหญ่ เงินทองไม่ต้องมีเป็นถุงเป็นถัง แค่มีความสุขกองโตเท่านี้ก็สร้างรอยยิ้มให้ได้มากมาย และคงหาจากที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว “ที่ไร่เป็นยังไงบ้างคะ” หญิงสาวยังคิดถึงทุกคนเสมอ “ก็เหมือนเดิม ลุงไม้กับป้าพิมพ์บ่นว่าคิดถึง ครั้งหน้าว่าจะพามาหาด้วย” โดยเฉพาะคนเก่าคนแก่ของไร่บ่นให้ฟังทุกวันว่าอยากจะอุ้มเด็กๆ เหมือนก่อน “ขวัญเองก็คิดถึงลุงไม้กับป้าพิมพ์เหมือนกันค่ะ” หญิงสาวยังพึงระลึกอยู่เสมอถึงความเมตตาของผู้ใหญ่ทั้งสอง คราแรกที่เธอเข้าไปอยู่ในไร่จอมใจนั้นแสนจะอ้างว้าง แต่พอทั้งสองเข้ามาพูดคุยด้วยก็ทำให้เธอคลายจากความกลัวไปได้เยอะ จนค่อยๆ สนิทมากขึ้น ไม่นานก็มีหนึ่งคำถามดังขึ้น “แล้วไม่คิดถึงฉันบ้างเหรอ” คนฟังไม่ตอบ เบือนหน้าหนีไปอีกทาง ขณะที่โมกข์ระบายยิ้มอมเศร้า “ช่างเถอะ” หลังจากนั้นพาขวัญและโมกข์ก็ไม่มีการสนทนา
“พี่นี่มัน...” “แล้วนี่รู้หรือยังว่าผู้หญิงหรือผู้ชาย” โมกข์ไม่ตอบแถมยังเปลี่ยนเรื่อง ทำให้หมอกต้องส่ายศีรษะ “ผู้ชายค่ะพี่โมกข์” นุดีตอบแล้วหันไปมองหน้าสามี เพราะถูกใจหมอกเป็นที่สุด ชายหนุ่มอยากจะมีลูกผู้ชายเป็นคนแรก แต่ถ้าเป็นลูกสาวก็ไม่ว่ากัน “เสียดายนะครับ ไม่ได้แบบยัยหนูภัค หนูดา” หมอกยังอดเสียดายไม่หาย อยากจะได้ควบสองแบบพี่ชายบ้าง แต่อย่างไรก็ยังรักลูกไม่เปลี่ยนแปลง “งั้นท้องหน้าก็มีแบบฉันให้ได้สิ” คนเป็นพี่คล้ายท้าน้อง ทำให้หมอกยักคิ้ว คอยดูสิ เขาจะต้องมีลูกฝาแฝดแบบพี่ชายให้ได้ คราวนี้ละคงสนุกน่าดู น่าจะทั้งแสบและซนไม่ต่างจากพาณิภัคและพาณิธิดา “แล้วนี่คิดจะทำอะไรครับ” อดถามไม่ได้กับอาการนิ่งๆ “เรียนรู้หัวใจของตัวเอง” โมกข์ตอบ “ระวังเถอะครับ สุนัขจะคาบไปรับประทาน” ถึงกับเตือนด้วยความหวังดี ชักช้าไปจะไม่ทันการณ์ พาขวัญเองก็ไม่ใช่ผู้หญิงขี้ริ้วขี้เหร่ เธอมีเสน่ห์ แถมยังเป็นคนดี หนุ่มๆ คงอยากได้มาเป็นแม่ของลูก “ไม่ต้องกลัวหรอก ฉันส่งเจ้าเปี๊ยกไปเป็นทัพหน้าแล้ว” คนฟังทั้งสองทำหน้าไม่เข้าใจ โมกข
ลุงไม้และภรรยาถึงกับออกอาการดีใจกับข่าวที่เจ้านายนำมาบอก สายตานั้นขยายกว้างขึ้น แต่ก็ต้องเศร้าในประโยคถัดมาอยู่ดี “ทำไมถึงไม่พาหนูขวัญกับเด็กๆ กลับมาล่ะคะ” พิมพ์ผกาทำสีหน้าเศร้า คิดถึงพาขวัญและฝาแฝด เธอช่วยเลี้ยงดูมาตั้งแต่ยังแบเบาะ จากไปเช่นนี้ย่อมทำให้เกิดความโหยหาเป็นธรรมดา อีกอย่างอยากให้คนเป็นนายได้มีความสุข เชื่อว่าสายตาของตนไม่ผิดเพี้ยน คนหน้านิ่งกำลังมีความรักบรรจุอยู่ภายใน “ผมไม่อยากบังคับครับ พาขวัญเองก็ตกอยู่ภายใต้กรงขังมานาน เธอสมควรใช้ชีวิตตามต้องการ อีกอย่างเธอคงอยากจะอยู่กับแม่ของเธอด้วยครับ” เป็นเหตุผลง่ายๆ ซึ่งโมกข์ไม่เคยอธิบายให้เจ้าตัวรับรู้ เอาแต่ทำตัวทื่อๆ “แล้วทำไมไม่ลองพาคุณแม่ของหนูขวัญมาอยู่ที่นี่ด้วยกันล่ะครับ” ลุงไม้เสนออีกหนึ่งหนทาง “เรื่องนั้นผมทำแน่ครับ แต่อยู่ที่ว่าบทเรียนหัวใจของผมกับพาขวัญครั้งนี้จะต้องใช้ระยะเวลาอีกยาวนานไหม ผมไม่อยากไปเร่งอะไร ค่อยเป็นค่อยไปจะดีกว่าครับ” บทเรียนชีวิตของตนและภรรยาผ่านอะไรมามาก ทุกข์มากกว่าสุข กว่าจะปลดปล่อยตัวเองให้เป็นอิสระได้ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ จึงอยากให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์
“หึ กล้าพูดนะพาขวัญ แล้วทีเธอล่ะยังจะไม่บอกฉันเรื่องลูกเลย” ประโยคที่สวนกลับมาทำให้เธอสะอึกแล้วนิ่งไป “แม่ว่าใจเย็นกันดีกว่านะ แล้วเราเข้าไปคุยกันในบ้าน ขวัญเองเรากำลังท้องกำลังไส้จะมาโมโหแบบนี้ได้ยังไง ไม่คิดถึงลูกหรือไง ส่วนคุณโมกข์ใจเย็นหน่อยนะคะ อย่าทำให้หลานๆ ต้องตกใจเลย” คนอาบน้ำร้อนมาก่อนพอจะดูออก แท้จริงแล้วคนทั้งคู่ไม่ได้ถึงขั้นจะเกลียดกัน แต่ต้องปรับความเข้าใจกัน หนนี้คนที่ถอนหายใจระบายความเครียดเป็นชายหนุ่มเอง เขาพยักหน้าแล้วปล่อยลูกลง ก่อนจะหันมองแม่ของลูก แล้วยิ้ม เผลอแป๊บเดียวเขากำลังจะกลายไปเป็นคุณพ่อลูกสามแล้ว “เราเข้าไปคุยกันข้างในดีกว่านะคะคุณโมกข์” ชายหนุ่มพยักหน้าแล้วเดินเข้าไปด้านใน เด็กๆ ก็วิ่งตามคอยเกาะแข้งเกาะขาด้วยความคิดถึง เสียงเจื้อยแจ้วดังขึ้นซักถามบิดาถึงหลายวันที่ผ่านมา ภาพเหล่านั้นสะเทือนหัวใจคนยืนมองทั้งสองคน โดยเฉพาะคนที่หอบเด็กๆ หนีมา “เห็นความสุขของลูกไหมขวัญ” บุญตาตั้งคำถาม “แต่แม่ไม่ได้ยัดเยียดให้ขวัญต้องเลือกในสิ่งที่ฝืนใจนะลูก แม่แค่อยากให้คุยกัน และไม่ปิดบัง คุณโมกข์เองก็มีสิ
แค่ไม่กี่ชั่วโมงต่อมาโมกข์ก็รับรู้ข่าวร้าย ความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ทำให้พาขวัญถูกเกลียดชังจากโมกข์ หญิงสาวปวดไปทั้งหัวใจที่ทำให้เขาต้องสูญเสียคนรัก แต่เธอก็พยายามอธิบายออกไปว่า เธอเปลี่ยนใจไม่อาจทำร้ายเขา แต่มันก็คงเชื่อได้ยากเมื่อธัญญาเรศแอบอัดคลิปเสียงในครั้งแรกที่เธอตกลงเอาไว้แล้วมาเปิ
บทที่ 3 ความห่วงใยจางๆ ในเช้าวันใหม่รอยยิ้มถูกแต่งแต้มบนวงหน้าของพาขวัญ ใจเต้นเร็วกว่าทุกวัน มือหยิบบางอย่างขึ้นมาดู มีลักษณะคล้ายใบปลิวที่แจกตามท้องถนน รอยยิ้มกว้างขึ้นอยากให้ถึงยามเย็นเร็วๆ เป็นความตื่นเต้นเล็กๆ ที่จะได้ไป แต่ติดอยู่ปัญหาเดียว คือต้องขออนุญาตจากสามีเสียก่อนจึง
ฝ่ายนุดีชะงักตัวไปยามต้องเผชิญหน้ากับคนที่เดินเข้ามา ก่อนหัวใจจะชาหนึบกับคำทักทายที่เต็มไปด้วยความห่างเหิน “สวัสดีครับคุณนุดี” เป็นอีกครั้งที่ชายหนุ่มเหยียดยิ้มมุมปากอย่างดูแคลน พลางหันมองพี่ชาย ด้านโมกข์จ้องมองน้องชายไม่วางตา โมกข์-หมอก สองพี่น้องที่มีส่วนคล้ายกันพอส
“มีอะไร” ในทันใดนั้นเสียงด้านหลังก็ดังขึ้นด้วย ไม่ใช่ใครที่ไหน เจ้าของบ้านที่พาขวัญตั้งใจจะมาหา สายตาของโมกข์มีแต่ความเย็นชา “พอดีป้าพิมพ์ให้ขวัญมาบอกกับคุณโมกข์ว่า สัปดาห์หน้าจะมีพี่ๆ คนงานลาคลอดสองคนค่ะ เผื่อคุณโมกข์จะได้หาคนมาทำงานแทน” ป้าพิมพ์ที่กล่าวถึงคื







