Masukในวันดีๆ เช่นนี้ ผู้ที่ริษยาเคียดแค้นจนไม่อาจทนอยู่เฉยได้ก็คือเฉินเหม่ยลี่
หลังจากได้พักฟื้นรักษาจิตใจและร่างกายจนหายดี เฉินเหม่ยลี่พลันระลึกได้ว่า วันนั้น เป็นคนชุดดำผู้หนึ่ง ที่กรอกยาบางอย่างใส่ปากนาง
วัดจากสิ่งที่เกิดขึ้นกับนาง ไม่ต้องบอกก็รู้ว่ายานั่นคือยาอะไรกันแน่
มีคนจงใจทำร้ายนาง!
เดิมทีนางสงสัยว่าเฉินชิวเยว่อาจลงมือกับนางด้วยอีกคน คิดจะกำจัดนางไปพร้อมๆ กันกับเฉินเซียงหรง ทว่าเฉินเซียงหรงเคราะห์ดี จึงรอดไปได้เช่นนั้น ต่อมาเมื่อได้เห็นองครักษ์จากตำหนักจวิ้นหวังผู้หนึ่งคอยติดตามคุ้มครองเฉินเซียงหรง นางจึงได้รู้ว่าที่แท้คนชุดดำที่ทำร้ายนาง ก็คือองครักษ์ของน้องสามสารเลวสมควรตายที่กำลังได้ดิบได้ดี ได้เป็นว่าที่จวิ้นหวังเฟยที่สูงศักดิ์!
ทั้งหมดเป็นเพราะเฉินเซียงหรง!
สาเหตุที่นางต้องหมดอนาคต ถูกทำลายจนย่อยยับเช่นนี้ ที่แท้แล้วล้วนเป็นเพราะเฉินเซียงหรง!
นางปีศาจจิ้งจอกสารเลวสมควรตาย!
ที่ผ่านมา นางสารเลวเฉินเซียงหรงต้องแสร้งทำเป็นอ่อนโยนแสนดีไม่ทันคนเป็นแม่นมั่น!
ต่ำช้ายิ่งนัก!
เหตุใดคนที่ทำร้ายนางจึงได้ดีมีความสุข ชีวิตรุ่งโรจน์ดุจโรยด้วยกลีบบุปผาก็ไม่ปาน นางไม่ยอม!
เฉินเหม่ยลี่เหลียวมองตลับชาดเหม่ยกุยที่เดิมทียังคงเก็บรักษาเอาไว้ ไม่ได้ทิ้งไปดังที่เฉินชิวเยว่สั่ง ก็เพราะคิดว่าอาจสามารถใช้ตลบหลังเฉินชิวเยว่ หรือใช้เป็นหลักฐานเรียกร้องให้เฉินชิวเยว่และอนุหานทำสิ่งใดเพื่อนางและมารดาได้บ้าง
นางหยิบมาเปิดออก ละเลงมันลงบนริมฝีปากด้วยแววตาเลื่อนลอย ใบหน้าเหยียดยิ้ม
เฉินเซียงหรงถูกปลุกขึ้นมาตั้งแต่ย่ำรุ่ง ฟูเหรินของแม่ทัพท่านหนึ่ง ที่มีชื่อเสียงในเรื่องครอบครัวอบอุ่น บิดามารดาทั้งฝ่ายตนและฝ่ายชายอยู่ครบถ้วน ทั้งยังกำเนิดบุตรชายถึงสี่คน ได้รับเชิญมาเป็นฟูเหรินมงคล[1]ในวันนี้ นางบัญชาการวุ่นวายให้บ่าวไพร่จัดเตรียมชุดพิธีการและมงกุฎหงส์ให้พร้อม ก่อนจะเริ่มแต่งหน้าให้กับเซียงหรงอย่างประณีตบรรจง
“คุณหนูสามงดงามยิ่งนัก เพียงประทินโฉมบางๆ ก็งามยิ่งกว่าเทพธิดาบนสวรรค์ชั้นฟ้าเสียอีก” ฟูเหรินมงคลเอ่ยพลางติดฮวาเตี้ยนให้นางอย่างเบามือ สีแดงของชุดเจ้าสาวขับเน้นให้ใบหน้าของเซียงหรงแดงระเรื่องามจับตายิ่งนัก
วันนี้เดิมหากนางมีมารดา ท่านแม่ของนางคงเป็นผู้แต่งตัวให้นาง เป็นคนติดฮวาเตี้ยน[2]ให้นาง
ทว่าท่ามกลางเรือนหลังใหญ่ นางกลับมีเพียงฟูเหรินมงคลและบ่าวไพร่ ช่วงวัยเยาว์กระทั่งย่างเข้าสู่วัยสาวของนางเต็มไปด้วยการว่าร้ายใส่ความเรื่องที่นางสูญเสียความบริสุทธิ์ไป ดังนั้นนางจึงแทบไม่ได้รู้จักมักจี่กับฟูเหรินสูงศักดิ์คนใดมากนัก ผู้ที่นางรู้จักมักคุ้นอย่างจวิ้นหวังเฟยก็กำลังจะกลายเป็นแม่สามี ดังนั้นนางจึงไม่มีผู้ใดมาจัดการเรื่องการเตรียมตัวเหล่านี้ให้
อนุทั้งหลายของบิดาล้วนแล้วแต่มีศักดิ์เป็นเพียงเจ้านายครึ่งหนึ่ง นางในฐานะคุณหนูสายตรงฐานะสูงศักดิ์กว่าพวกนางมากนัก ในงานพิธีเช่นนี้ อนุเหล่านั้นไม่มีหน้าแม้แต่จะสามารถโผล่ออกมาให้แขกเหรื่อเห็นได้ด้วยซ้ำ
ฟูเหรินมงคลวางแปรงที่ใช้ปัดพวงแก้มอิ่มของอีกฝ่าย ก่อนจะเริ่มหยิบหวีไม้โบราณขึ้นมา ค่อยๆ หวีผมนางตั้งแต่โคนถึงปลาย
“หวีแรกจากโคนถึงปลาย ชีวิตแต่งงานสุขสันต์ยืนยาว
หวีสองครองคู่เรื่อยไป ตราบเกศาหงอกขาว
หวีสามลูกหลานมากล้น
หวีสี่สุขสมหวังสมดังใจปอง”
หลังจากหวีผมยาวสลวยนี้แล้ว ฟูเหรินมงคลก็ค่อยๆ เกล้าผมนางขึ้นอย่างเบามือ เอ่ยเสียงก้องกังวาน “เมื่อแรกยังเยาว์ปล่อยผมยาวสยาย ยามเติบใหญ่ออกเรือนจะต้องเกล้ามวยผม” นางพูดพลางเกล้าผมเป็นมวยง่ายๆ เพื่อให้สะดวกต่อการสวมมงกุฎหงส์
“ข้าทำพิธีแต่งงานให้กับคู่บ่าวสาวมานับไม่ถ้วน ทว่าหนุ่มเหน้าสาวงาม ดังเช่นจวิ้นหวังจ๋างจื่อกับท่านนี้ ข้าเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรกจริงๆ” ฟูเหรินมงคลยิ้มกริ่ม ก่อนจะเริ่มป้อนขนมบัวลอยให้เซียงหรงกินช้าๆ
กว่าทุกอย่างจะเสร็จสิ้น ด้านนอกแสงแดดยามบ่ายเริ่มโรยราลงแล้ว เซียงหรงนั่งอยู่ในห้อง ขณะที่ฟูเหรินมงคลเดินออกไปเพื่อเปิดโอกาสให้พี่สาวน้องสาวของนางได้มาร่วมกันร่ำไห้ส่งนางออกเรือน
เซียงหรงเห็นพี่หญิงน้องหญิงของตนเองแล้ว กลับร้องไห้ไม่ออก
ต่อให้ใครจะว่าอย่างไร แต่ยามนี้นางทั้งเหนื่อยหน่ายต่อท่าทีแสนดีเปี่ยมมารยาททว่าปากอย่างใจอย่างของเหล่าพี่สาวน้องสาว จนพานตะขิดตะขวงใจ ไม่ได้เหลือความรู้สึกผูกพันให้กับพี่หญิงพี่หญิงคนใดแล้วทั้งนั้น ทั้งยังไม่อาจเชื่อว่าทั้งสี่คนจะร่ำไห้เพราะอาลัยนางจากใจ ทว่าไม่ว่าอย่างไรก็ต้องทำตามธรรมเนียม เซียงหรงจึงได้แต่ก้มหน้าส่งเสียงร้องไห้เบาๆ ทั้งที่แทบจะไร้น้ำตา
ในฐานะพี่สาว เฉินชิวเยว่และเฉินเหม่ยลี่นั้น หลังจากสมทบสินเดิมให้กับน้องสาวที่ออกเรือนก่อนอย่างเซียงหรงด้วยปิ่นทองคนละด้ามแล้ว ต่างก็ต้องอยู่เพื่อดำเนินพิธีร้องไห้นี้ร่วมกับเฉินเหม่ยเซียงและเฉินหมิงเยว่เสียก่อน
เดิมพวกนางก็ไม่ได้คิดอยากจะร้องไห้ให้สมจริงแต่อย่างใด เซียงหรงนั้นเนื่องจากมารดาไม่มีอยู่แล้ว จึงมิได้ร่ำไห้ เฉินชิวเยว่ เฉินเหม่ยลี่ เฉินเหม่ย เซียง และเฉินหมิงเยว่เอง ก็ไม่ได้รู้สึ้กผูกพันรักใคร่ ‘บุตรสาวเพียงผู้เดียวที่เกิดจากฟูเหรินของจวน’ อย่างเซียงหรงสักเท่าใด ต่างฝ่ายจึงได้แต่แสดงละครฉากหนึ่งให้ฟูเหรินมงคลและคนอื่นๆ ดูเท่านั้น
[1] 全福人
[2] กลีบดอกไม้เล็กๆ บนหน้าผาก ทำเป็นรูปดอกไม้
“แน่นอน ใครจะดีใจที่เจ้าบ่าวเมามายเสียหมดสภาพทั้งที่เป็นวันเข้าหอวันแรกเล่า” องค์ชายสามยืนยันหนักแน่น สองมือประคองเจ้าบ่าวมุ่งหน้าไปทางห้องพักแขก หางตาก็คอยเหลือบมองเฉินเหม่ยลี่เป็นระยะเมื่อเห็นชายกระโปรงสีอ่อนของเฉินเหม่ยลี่ รู้ว่านางยังคงลอบเดินตามมาห่างๆ และคิดว่าเขามองไม่เห็น องค์ชายสามหลี่เจี๋ยก็ได้แต่นึกขันในอกโง่เง่ายิ่งนัก!สตรีผู้นี้โง่เง่าถึงเพียงนี้ได้อย่างไรนะ...นางไม่คิดหรืออย่างไรว่าหูตาของตำหนักจวิ้นหวังมีมากมายเพียงใด เป็นเพียงลูกอนุที่ตระกูลมารดากำลังตกต่ำย่ำแย่ผู้หนึ่งของจวนกั๋วกง กลับต้องการเข้าหาจ๋างจื่อของตำหนักจวิ้นหวังในวันสมรส ใช่รนหาที่ตายหรือไม่?แต่ช่างเถิด... หลี่เจี๋ยลอบยิ้มกับตนเองในเมื่อนางกับเขาต่างก็มี ‘เป้าหมายเดียวกัน’ อำนวยความสะดวกให้นางสักหน่อยจะเป็นไร…องค์ชายสามค่อยๆ พาหลี่จือหลินเข้าไปนั่งพักบนตั่งในห้องพักแขก อันที่จริงเขาก็อยากจะส่งให้ถึงเตียงอยู่หรอก แต่จ๋างจื่อผู้นี้ไม่รู้ว่ากินอะไรเข้าไป รูปร่างก็ไม่ได้อวบอ้วน แต่กลับตัวหนักนัก!“พี่จือหลินนอนพักรอน้ำแกงสร่างเมาอยู่ที่นี่สักเดี๋ยวก็แล้วกัน”เห็นเจ้าบ่าวหมาดๆ พยักหน้าอย่างว่าง่าย องค์ชาย
องค์ชายสามรีบปราดเข้ามาประคองเจ้าบ่าวหมาดๆ เอาไว้ น้ำเสียงอบอุ่นอ่อนโยนยิ่ง“ให้ข้าได้ประคองพี่จือหลินไปส่งเถอะ” หลี่เจี๋ยประคองร่างสูงโปร่งของหลี่จือหลินเอาไว้แล้วเดินออกจากห้องโถงไปตามทางเดิน ก่อนจะออกจากห้องก็หันหน้าไปหาบ่าวคนสนิทของตนแวบหนึ่ง ครั้นเห็นว่าเขาพยักหน้าแล้วหายไปในฝูงชนก็ประคองหลี่จือหลิน ออกเดินไปอย่างช้าๆ ไปตามทางเดินที่ทอดอยู่ในสวนอันเงียบสงบ ทางเดินในสวนยามนี้ล้วนตกแต่งด้วยเสาโคมไฟที่แขวนโคมแดงเอาไว้ ดูงดงามเป็นสิริมงคลเป็นอย่างยิ่ง “พี่จือหลินจากไปสนามรบไม่ได้กลับมาเมืองหลวงบ้างเลย ข้าเองอยากสนิทสนมกับพี่จือหลินมานานแล้ว” องค์ชายสาม หลี่เจี๋ย เอ่ยปากอย่างเชื่องช้า พลางหัวเราะในลำคอ “วันนี้ถือว่าสบโอกาส ขอข้าทำหน้าที่น้องชายอารักขาพี่จือหลินไปที่ห้องหอ ระหว่างทางเราจะได้คุยกันให้มากหน่อย” แม้ว่าใบหน้าจะแย้มยิ้ม ทว่าในใจหลี่เจี๋ยกลับคั่งแค้นเหลือจะกล่าวเดิมเขาเองควรจะได้ตบแต่งกับโฉมงามยอดเมธีในปีนี้...เฉินเซียงหรงช่างงดงามและเปี่ยมด้วยความสามารถชวนให้ผู้อื่นชื่นชมยิ่งนัก ทว่านางกลับมีเจ้าของอยู่ก่อนแล้ว เสด็จแม่ของเขา
เซียงหรงถูกพาไปนั่งบนเตียงที่ปูผ้าคลุมสีแดงปักลายยวนยาง ตอนนั้นเองที่จวิ้นหวังเฟยเดินเข้ามาด้วยรอยยิ้มเต็มใบหน้า พร้อมบุตรชายที่ยามนี้ทุกคนในตำหนักได้เห็นแล้วว่าจ๋างจื่อของพวกตนช่างยิ้มได้งดงามนัก จวิ้นหวังเฟยรับจานเกี๊ยวมาจากแม่สื่อ ก่อนคีบป้อนสะใภ้หมาดๆ ของตนเองผ่านผ้าคลุมหน้า เซียงหรงได้แต่อ้าปากรับ ก่อนจะเคี้ยวแล้วเบิกตาโพลง …คายออกได้หรือไม่ มันยังดิบอยู่เลย... จวิ้นหวังเฟยหัวเราะเบาๆ ก่อนถาม “ดิบหรือไม่” เซียงหรงไม่กล้าเบ้ปาก ได้แต่พยักหน้าเบาๆ “ดิบเจ้าค่ะ” “ดีแล้ว ดิบก็ดีแล้ว” สตรีที่แต่งงานแล้วทุกคนในที่นั้นหัวเราะเสียงใส ก่อนที่พระชายาจะวางเกี๊ยวกลับไปให้กับแม่สื่อ “เอาล่ะ พักผ่อนเถิด จือหลิน เจ้ายังคงต้องไปรับแขกอยู่นะ” “ขอรับท่านแม่” เขาพยักหน้า รอจนกระทั่งมารดาและคนอื่นๆ เดินออกไป หลี่จือหลินจึงหันกลับมาหาเจ้าสาวของตนเองอีกครั้ง พลางยกน้ำชาให้นางอย่างเอาใจ “ค่อยๆ ดื่ม อาหารเหล่านี้เจ้ากินได้ทั้งหมดเลย ไม่ต้องรอข้ากลับมาหรอก หากง่วงก็นอนก่อนเสีย” “…เกี๊ยวเมื่อครู่ไม่เห็นอร่อยสักน
เฉินเหม่ยลี่กับเฉินชิวเยว่ ผู้หนึ่งเตรียมตัวก่อเรื่อง ผู้หนึ่งหวังชมเรื่องสนุก ต่างฝ่ายต่างแย้มยิ้มให้กันขณะนั่งร่วมเกี้ยวเล็กๆ ตามเกี้ยวเจ้าสาวแปดคนหาม ดูรักใคร่กลมเกลียวเป็นอย่างมาก จนเฉินเหม่ยเซียงและเฉินหมิงเยว่อดตะขิดตะขวงใจแทนไม่ได้ขบวนแห่เจ้าสาวครั้งนี้ยาวเหยียด มีผู้คนมาโห่ร้องยินดีมากมาย ส่วนหนึ่งเพราะต้องการเห็นขบวนสินเดิมเจ้าสาวที่กล่าวกันว่ายาวหลายลี้ อีกส่วนหนึ่งก็เพราะพ่อบ้านของตำหนักจวิ้นหวังช่างมือหนัก โปรยเหรียญมงคลให้กับผู้ที่อำนวยพรคู่บ่าวสาวไม่หยุดหย่อนเพียงพริบตาเดียว ทั่วทั้งถนนก็เต็มไปด้วยคำอวยพรยินดี มาถึงตรงนี้ เหล่าบุตรสาวสกุลเฉินในเกี้ยวต่างสีหน้าบิดเบี้ยวด้วยความหงุดหงิด ดวงตาฉายแววริษยาอย่างไม่อาจปิดบัง แม้เฉินชิวเยว่เองจะไม่ได้รู้สึกว่าตนเองด้อยไปกว่าเฉินเซียงหรงที่ใด ซ้ำคู่ครองในอนาคตของนาง ก็ยังเป็นถึงผู้สูงศักดิ์ที่จ๋างจื่อตำหนักจวิ้นหวังอย่างหลี่จือหลินเทียบไม่ติด แต่นางกลับอดสงสัยไม่ได้เลยว่าองค์ชายสามจะทุ่มเทให้กับนาง ดังเช่นที่จวิ้นหวังจ๋างจื่อทำให้น้องสามสารเลวสมควรตายหรือไม่ ไม่ต้องพูดถึงเฉินเหม่ยลี่ ที่ยามนี้ผ้าเช็ดหน้า
เซียงหรงเม้มปากแน่น แต่นางถอยหลังไม่ได้แล้ว มีแต่ต้องเดินหน้าเท่านั้นแม้ว่าเทียนจินในยามนี้จะมิได้เคร่งครัดในเรื่องการยกอนุขึ้นเป็นภรรยาเอกเช่นรัชสมัยอื่นๆ แต่ว่านางก็หวังไม่ให้บิดาดำเนินไปในทางผิดมากกว่านี้...อนุหานไม่ใช่คนที่จะสามารถเป็นหน้าเป็นตาให้กับจวนกั๋วกงได้จริงๆเซียงหรงตามองจมูก จมูกมองใจ [1]นางได้ยินเสียงบิดาพูดอวยพร ทว่ากลับฟังไม่รู้ความแล้วสักคำนางไร้มารดา จึงมีเพียงแต่ป้ายวิญญาณเท่านั้นที่นางเคารพกราบไหว้แม้ว่าอนุหานจะนั่งอยู่ด้านข้างเฉินกั๋วกง สวมชุดสีเดียวกับอาทิตย์อัสดงที่เกือบคล้ายสีแดงสด ทว่าอนุผู้หนึ่งก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะได้รับการคารวะจากคุณหนูสายตรงเช่นนางกว่าที่เซียงหรงจะรู้ตัวอีกที ก็ถูกพี่ชายใหญ่แบกขึ้นหลัง พาเดินออกจากจวนกั๋วกงทีละก้าวๆ ด้วยฝีเท้ามั่นคงชั่วอึดใจนั้น ร่างบอบบางซบลงบนแผ่นหลังกว้างของพี่ชาย นางจับเสื้อเขาเอาไว้แน่น น้ำตาร้อนๆ ไหลออกมาทีละหยดตกต้องบ่าของคุณชายใหญ่แห่งจวนเฉินกั๋วกง“จำไว้ หรงเอ๋อร์ เจ้ากลับมาที่นี่ได้เสมอ” พี่ชายนาง เฉินจิ้งอี้ พูดเสียงทุ้มต่ำ “อย่าได้กลัว อย่าได้กังวล ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น จวนเฉินกั๋วกงและพี่ใหญ่จะยืนเคียงข้า
อนุหาน หานชิงเยว่ รีบฉวยโอกาสขณะเฉินกั๋วกงกำลังรับคำแสดงความยินดีจากอดีตเสนาบดีสวีผู้มีศักดิ์เป็นปู่ของสวีหวงโฮ่ว ซึ่งกำลังจะเกี่ยวดองเป็นทองแผ่นเดียวกัน และท่านปู่กับท่านลุงของนาง มุ่งหน้าไปบอกกล่าวหว่านล้อมขออนุญาตให้ ‘บุตรสาว’ อีกสี่คนสามารถติดตามขบวนแห่เกี้ยวเจ้าสาวไปส่งตัวพี่หญิงน้องหญิงของตนออกเรือนได้ ขณะที่ด้านนอกเริ่มมีเสียงเอะอะ เสียงหัวเราะเฮฮาประสมกันเมื่อพี่ชายน้องชายของเจ้าสาวทดสอบว่าที่ท่านเขยของตนเองด้วยปัญหาเชาว์เซียงหรงได้ยินเสียงทุ้มนุ่มของหลี่จือหลินตอบคำถามแต่ละข้อจนครบ ร่ายบทกวีที่แต่งขึ้นสดๆ ร้อนๆ ต่อหน้าผู้ทดสอบและแขกเหรื่อที่มาร่วมงานคนอื่นๆเสียงของผู้คนมากมายเริ่มย้ายไปที่ห้องโถงบรรพบุรุษเมื่อหลี่จือหลิน ต้องคำนับบรรพบุรุษในจวนกั๋วกงเพื่อบอกกล่าวว่าเขาได้มารับเจ้าสาวสกุลเฉินแล้ว แล้วจึงกลับมารอเจ้าสาวของตนที่หน้าห้องโถงพิธี รอให้นางออกไปกราบไหว้บิดามารดาอีกครั้งแล้วจึงออกขบวนเซียงหรงรู้สึกเหมือนตนเองเป็นตุ๊กตาที่ได้แต่เคลื่อนไหวไปตามการจับจูงของผู้คน เริ่มจากฟูเหรินมงคล จากนั้นก็เป็นมือใหญ่ของหลี่จือหลินที่รอรับอยู่อย่างมั่นคง ก่อนที่เขาจะพานางไปกราบไหว้บิ







