อู๋ชิงชิงกุมมือเซียงหรงแน่นขึ้น กล่าวเสียงใส “น้ำใจของน้องเซียงหรงในครั้งนี้ พี่หญิงอย่างข้าจะไม่มีวันลืม” นางก็มีชื่อเสียงหน้าตาของทั้งตนเองและวงศ์ตระกูลให้ต้องรักษาเช่นกัน ผลการแข่งขันออกมาว่าเสมอ ไม่ต้องตกรอบไปตั้งแต่ในรอบที่สองเช่นนี้ นับว่าส่งผลดีต่อนางมาก มากจริงๆ
เซียงหรงเห็นอีกฝ่ายคล้ายไม่ติดใจอะไรแล้ว ก็บีบมืออีกฝ่ายกลับเบาๆ กล่าวเสียงนุ่ม
“พี่ซู่ซินของข้าทำขนมอร่อยเป็นที่สุด เพราะวันนี้พี่ซู่ซินกลัวว่าข้าจะหิว จึงได้ทำขนมเตรียมเอาไว้ให้ข้าเสียมากมาย ไหนๆ พวกเราก็ยังต้องรอผู้อื่นประชันหมากกันอีกอย่างน้อยๆ ก็สองเค่อยามเห็นจะได้ ไม่สู้ไปนั่งจิบน้ำชากินขนมสนทนากันยังดีกว่า ข้า...ข้ามีเรื่องมากมายเกี่ยวกับท่านแม่ที่อยากสอบถามพี่ชิงชิง เอ่อ...ไม่ทราบว่า...”
อู๋ชิงชิงตอบโดยไม่แม้แต่จะหยุดคิด “เอาสิ แม่นมของข้าเองก็ชงชาได้ดีมากเช่นกัน อีกทั้งจวนสกุลอู๋เองก็เพิ่งจะได้ชาดีมาจากแดนไกล ก็อย่ากระนั้นเลย พวกเราไปร่วมจิบน้ำชาชิมขนม สนทนากันรอคนอื่นๆ ประลองหมากที่ห้องรับรองของพวกเราเหล่าผู้เข้าแข่งขันกันเถอะ”
ท้ายที่สุด คุณหนูทั้งสองซึ่งเมื่อครู่เพิ่งจะประชันหมากกันอย่างดุเด็ดเผ็ดร้อน ต่างประคองกันและกันไปนั่งจิบชา ชิมขนม หยอกล้อ พูดคุย ดูสนิทสนมกลมเกลียวเป็นอย่างยิ่ง
ไกลออกไป ผู้ที่เคยร้องท้าผู้อื่นพนันด้วยเงินถุงใหญ่ เอ่ยขึ้นด้วยเสียงก้องกังวาน
“เป็นอย่างไรเล่า เห็นได้ชัดว่าคุณหนูสามจวนเฉินกั๋วกงของข้าช่างเฉลียวฉลาดปราดเปรื่อง ทั้งยังมีอัธยาศัยไมตรีดีเยี่ยม ไม่ว่าจะมองจากมุมใดก็ล้วนงดงามหมดจด งดงามไปถึงสติปัญญาและจิตใจ ยิ่งมองก็ยิ่งไม่อาจละสายตา น่าชื่นชมเป็นอย่างยิ่ง!”
บุรุษคนอื่นๆ ซึ่งเมื่อครู่ยังกล่าวกันว่าคุณหนูสามจวนเฉินกั๋วกงไม่มีทางชนะต่างจนถ้อยคำจะกล่าว
เนิ่นนานนักผู้ที่นั่งอยู่แถวหน้าสุดก็เปิดปากเอ่ยขึ้นอย่างเสียไม่ได้
“จะอย่างไรก็ยังเหลือการแข่งขันอีกสี่รอบด้วยกัน ไม่ถูก...ยังไม่แน่ด้วยซ้ำว่าคุณหนูสามของเจ้าจะสามารถผ่านเข้าสู่รอบที่หกได้หรือไม่...”
ชายร่างสูงสง่าหนวดเครารุงรังในชุดอย่างคนแดนใต้กลับหัวเราะ กล่าวอย่างเชื่อมั่น ลำพองใจ
“คุณหนูสามจวนเฉินกั๋วกงผู้ปราดเปรื่องของข้าที่ไหนเลยจะสู้สตรีเหล่านั้นมิได้!”
คนอื่นๆ โดยเฉพาะเหล่าคนที่มีสาวงามผู้ควรค่ากับคำว่าโฉมงามยอดเมธีอยู่ในใจอยู่แล้ว ฟังคนต่างถิ่นกล่าวถึงตรงนี้แล้วก็พลันหงุดหงิดในอก นอกจากความหงุดหงิดไม่พอใจแล้ว ในใจยังมีส่วนผสมระหว่างความหมั่นไส้และเอือมระอาอย่างละส่วน
ใครสักคนเสนอขึ้นเสียงขุ่น “เช่นนั้นมาพนันกันเป็นอย่างไร!”
ชายร่างสูงผู้มาจากต่างถิ่นยกมุมปากยิ้มถาม “อะไรกัน เมื่อครู่ตอนข้าชวนพนันขันแข่ง พวกท่านยังกล่าวกันว่าไม่อยากรังแกคนต่างถิ่นที่ไม่รู้อะไรเช่นข้า ตอนนี้เกิดนึกอะไรขึ้นมา จึงคิดอยากร่วมวางเดิมพันกับคนต่างถิ่นไม่รู้ความอย่างข้าแล้ว”
ก็เพราะเจ้ามันน่าหมั่นไส้น่ะสิ! หึ!
“มา! ข้าเอาด้วย!” บุรุษที่นั่งอยู่ไม่ไกลกล่าวเสียงดัง “ข้าพนันว่าคุณหนูสามจวนเฉินกั๋วกงไม่อาจผ่านเข้ารอบสุดท้าย!”
“ข้าเอาด้วย!”
“ข้าด้วย!”
“ข้าด้วย!”
“มา! แม้จะไม่ชมชอบการพนันขันต่อ ทว่าหนนี้ข้าเอาด้วย!”
“ข้าเอาด้วย!”
“ข้าร่วมด้วย!”
“ข้าเอาด้วย!”
ท้ายที่สุดคนกลุ่มใหญ่ในบริเวณนั้นก็วางเดิมพันฝั่งตรงข้ามกับคนต่างถิ่นผู้หลงใหลในตัวคุณหนูสามจวนเฉินกั๋วกงกันทุกคน
“ดี!” ผู้เคยออกปากท้าคนอื่นๆ พนันกล่าวเสียงดังฟังชัด เขาร้องเรียกทหารที่อยู่ในบริเวณนั้น กล่าวด้วยท่าทีเข้มขรึม จริงจัง “พี่ชายทหารที่อยู่ตรงนั้น การพนันขันต่อเมื่อครู่ ท่านได้ยินแล้วใช่หรือไม่”
ทหารผู้นั้นตอบเสียงดังฟังชัดไม่แพ้กัน “ถูกแล้ว ล้วนได้ยินชัดถนัดหูทุกถ้อยคำ!”
“ดี! เช่นนั้นพี่ชายก็มาเป็นพยานให้ข้ากับพวกเขาทั้งหมดก็แล้วกัน หากข้าแพ้พนัน ข้ายินดีจ่ายพวกเขาทุกคนด้วยเงินเต็มถุงเช่นนี้คนละถุง!”
“ได้!” ผู้ซึ่งคล้ายเป็นตัวแทนของเหล่าบุรุษในบริเวณนั้นขานรับ น้ำเสียงหนักแน่นจริงจังไม่แพ้กัน “หากเจ้าเป็นฝ่ายชนะพนัน พวกข้าทุกคนก็จะจ่ายให้เจ้าคนละเท่านั้นเช่นกัน ดีหรือไม่!”
“ถูกแล้ว ถูกแล้ว!” คนอื่นๆ ร้องรับ
คนต่างถิ่นกล่าวเสียงเข้ม “ดี! เป็นบุรุษกล่าวแล้วไม่สมควรคืนคำ ต่อให้พวกท่านคิดคืนคำ พี่ทหารท่านนี้ย่อมไม่ปล่อยให้เกิดความอยุติธรรมต่อข้าแน่!”
ครั้งนี้พวกเขาเหล่าพ่อค้าและชาวเมืองกล่าวพร้อมเพรียงกัน เสียงดังยิ่งกว่าเก่า
“ย่อมไม่คืนคำ!”
กล่าวจบคนทั้งหมดก็จ้องมองไปยังลานประชันขันแข่งเบื้องหน้า ส่วนคนต่างถิ่นที่ลงพนันข้างคุณหนูสามจวนเฉินกั๋วกงอยู่ผู้เดียวผู้นั้น ในสายตากลับมีแต่นาง...คุณหนูสาม เฉินเซียงหรง สตรีที่ตนเชื่อมั่น
เหล่าผู้สังเกตการณ์อยู่รอบนอกเห็นท่าทีนั้นและรอยยิ้มมุมปากของคนต่างถิ่นผู้นี้แล้วก็ได้แต่นึกปลดปลงในใจ
เฮ้อ...ความงามนี่ก็ช่างร้ายกาจนัก ทำเอาคนซื่อต่างถิ่นคนหนึ่งถึงกับยอมเทหมดหน้าตักเพียงเพราะไม่อยากให้ผู้อื่นมองข้ามสตรีที่ตนหลงใหล...
ช่างโง่เง่านัก ใช่ว่าเจ้าทุ่มเทถึงเพียงนี้แล้ว โฉมงามผู้นั้นจะมองเห็นเจ้าในสายตาเสียเมื่อไหร่...
แม้จะถูกคนรอบข้างมองอย่างไร ทั้งสายตาและความคิดของ ‘ชายซื่อต่างถิ่น’ กลับมีเพียงยอดหญิงงามในดวงใจอย่างคุณหนูสาม เฉินเซียงหรงเท่านั้น
เซียงหรงเงยหน้าขึ้นมองพระพักตร์ที่ประดับเอาไว้ด้วยรอยยิ้มที่ให้ความรู้สึกว่าน่าเคารพและเกรงขามมากกว่าอย่างอื่นของหวงโฮ่วอย่างลืมตัว หวงโฮ่วเองก็บังเอิญจ้องมองมาที่นางเช่นกันเซียงหรงตกใจจนทำตัวไม่ถูก สุดท้ายคนมีท่าไม้ตายเดียวอย่างการแย้มรอยยิ้มอย่างนางก็แย้มยิ้มเซียงหรงไม่ทันรู้ตัว ว่ารอยยิ้มนั้นทำให้หวงโฮ่วถึงกับทรงชะงักไปรอยยิ้มเช่นนี้...ราวกับจะล่มบ้านล่มเมืองได้เลยทีเดียว...ชั่วขณะนั้น หวงโฮ่วผู้ยังทรงมีพระสิริโฉมงดงามอ่อนเยาว์เองก็แย้มยิ้ม“คุณหนู...เชิญ”เสียงนางกำนัลข้างกายเรียกให้เซียงหรงได้สติ นางรีบยอบกายถวายพระพรให้หวงโฮ่ว ก่อนหันหน้ากลับมาหานางกำนัลนางกำนัลที่คล้ายได้รับหน้าที่ให้ดูแลนาง ผายมือบอกทางอย่างรู้หน้าที่ เมื่อเซียงหรงมองตาม ก็เห็นว่าเหล่านางกำนัลที่ถูกยืมตัวมาช่วยงานในครั้งนี้ได้ตระเตรียมทั้งกระดาษ พู่กัน และ และข้าวของอื่นๆ ที่จำเป็นต้องใช้เอาไว้ให้แล้วของที่จัดเตรียมไว้ให้เหล่านี้ ก็เหมือนกับของที่คนอื่นๆ ได้รับทุกอย่างเซียงหรงเข้าใจได้ในทันที...นี่คงเป็นความเป็
เพราะทนแบกรับความอัปยศอดสูที่ยังไม่อาจกระทำสิ่งใดได้ไม่ไหว บิดาอย่างเขาจึงได้แต่ใช้การงานและสุรา มอมเมาให้ตนเองสามารถใช้ชีวิตผ่านมาได้เนิ่นนานถึงเพียงนี้...นึกไม่ถึงว่าผ่านไปเพียงชั่วอึดใจเดียว บุตรสาวคนสำคัญที่กลายเป็นว่าถูกบิดาอย่างตนทั้งละเลย ทั้งกักขังเอาไว้ในจวน ก็เติบใหญ่ขึ้นมาเป็นหญิงงามที่ส่องประกายเจิดจ้าถึงเพียงนี้แล้วหากเช้าวันนี้บุตรชายคนโตไม่ได้บุกเข้ามาปลุกถึงในเรือนนอน กล่าวว่าน้องสามของตนนั่งรถม้าออกจากจวนมากับอนุภรรยาที่ยามนี้ยิ่งใหญ่คับจวน กำลังจะเข้าประชันขันแข่งชิงตำแหน่งโฉมงามยอดเมธี บิดาอย่างเขาก็คงยังมัวมอมเมาตนเองด้วยการงานและสุรา คงมิได้เรียกให้บ่าวรับใช้ไปนำน้ำแกงสร่างเมามาให้ จากนั้นก็เร่งชำระล้างร่างกาย แต่งเนื้อแต่งตัว ตามบุตรสาวที่น่าสงสารเข้าสู่สำนักศึกษาที่ตนไม่แม้แต่จะส่งนางเข้ามาศึกษาเล่าเรียนแห่งนี้ ถูกแล้ว...ทั้งหมดก็เพราะบิดาที่ไร้ความสามารถอย่างเขา เป็นห่วงเกินกว่าจะปล่อยให้บุตรสาวคนสำคัญนั่งรถม้าออกมากับอนุภรรยาของตนและบุตรสาวอีกสองคนที่ล้วนเกิดจากเหล่าอนุ โดยไม่ติดตามมาดูนางด้วยสองตาของตนเองสักหน่อย อย่างน้อยบิดาไร้ความสามารถเช่นเขาก็อ
การแข่งขันในรอบที่สาม ล้วนเป็นที่รู้กันว่าเป็นการแข่งขันวาดภาพ เหล่าสาวงามผู้ผ่านเข้าสู่รอบที่สามต่างตื่นเต้น ลุ้นระทึก ปรารถนาจะได้เห็นหัวข้อของการแข่งขันในรอบที่สามกันโดยเร็วแม้แต่แรกจะไม่ได้นึกอยากประชันขันแข่งกับคนเหล่านี้ กระทั่งเซียงหรงเองก็ยังโดนบรรยากาศรอบๆ ตัว และสหายผู้พี่ที่ได้มาเพราะการประลองหมาก กระตุ้นให้พลอยอยากรู้อยากเห็น ตื่นตัวตามไปด้วยอีกราย พาให้รู้สึกสดชื่นแจ่มใส มีชีวิตชีวาเป็นอย่างยิ่งเฉินกั๋วกงที่นั่งอยู่ในที่นั่งของเหล่าขุนนางชั้นสูงมองตรงไปยังบุตรสาวคนที่สามด้วยแววตาเต็มตื้น ทั้งภูมิใจและเสียใจในคราวเดียวกันผู้คนข้างนอกต่างกล่าวกันว่าบิดาเช่นเขาโมโหโกรธาและรู้สึกอับอายขายหน้า ที่บุตรสาวซึ่งเกิดจากภรรยาเอกกลับเกิดเรื่องอื้อฉาวคาวคลุ้งเช่นนั้น จึงกักขังบุตรสาวที่ไม่อาจออกหน้าออกตาของตนเอาไว้ในเรือนหลัง...แท้ที่จริงแล้ว บิดาอย่างเขาก็แค่สะเทือนใจและรู้สึกผิดต่อภรรยาที่ตายจากไป จนไม่อาจฝืนทนมองใบหน้าที่เหมือนกับผู้หญิงเพียงคนเดียวที่ตนรักราวถอดแบบกันมาของบุตรสาวคนนี้ได้ และได้แต่สำนึกเสียใจอยู่ตลอดเวลา คิดอยู่เสมอว่า หากบิดาไร้ความสามารถเช่นตนไม่ปล่อยให้บุตรสา
หลังการแข่งขันในรอบที่สองสิ้นสุดลง เหล่าสาวงามผู้เข้าประชันขันแข่งชิงตำแหน่งโฉมงามยอดเมธีก็ถูกตัดออกกึ่งหนึ่ง ทำให้ยามนี้เหลือสาวงามอยู่ราวยี่สิบกว่าคน...จำนวนยี่สิบกว่าคนที่ว่านี้ นับว่าเยอะกว่าปีก่อนๆ ไม่เบาโดยมากแล้ว เมื่อการแข่งขันรอบที่สองสิ้นสุดลง จะคงเหลือสาวงามเพียงสิบกว่าคนเท่านั้น การที่ในปีนี้มีสาวงามผ่านเข้ามาถึงรอบที่สามมากมายถึงเพียงนี้ ไม่รู้ว่าสมควรกล่าวว่าคุณธรรมความสามารถของเหล่าสตรีเทียนจินเรา พุ่งสูงขึ้นกว่าปีก่อนๆ หน้านี้ไม่น้อย หรือคำถามที่ใช้คัดสาวงามส่วนหนึ่งออกไปในรอบแรกเป็นคำถามที่ตอบได้ง่ายเกินไปกันแน่…ก็กระทั่งคุณหนูสามจวนเฉินกั๋วกงที่ไม่เคยเข้ารับการศึกษาจากสำนักศึกษาชื่อดังใด ก็ยังสามารถตอบคำถามได้ถูกต้องจนผ่านเข้ารอบมาได้นี่นา...ต่างคนก็ต่างใจ เหล่าพ่อค้าและชาวเมืองซึ่งนั่งชมอยู่บนที่นั่งรอบๆ ลานต่างก็มีความคิดเป็นของตนเองทั้งนั้น เฉินชิวเยว่เองก็เช่นกันเฉินชิวเยว่ในยามนี้ กำพัดในมือแน่นจนข้อนิ้วยิ่งกว่าซีดขาว ยิ่งเห็นว่าน้องสาวสารเลวสมควรตายของตน กำลังนั่งจิบน้ำชาชิมขนม หัวร่อต่อกระซิกอยู่กับอู๋ชิงชิงที่เป็นเหมือนคู่แข่งตลอดกาลของตน ในใจคุณหนูใหญ่จวน
อู๋ชิงชิงกุมมือเซียงหรงแน่นขึ้น กล่าวเสียงใส “น้ำใจของน้องเซียงหรงในครั้งนี้ พี่หญิงอย่างข้าจะไม่มีวันลืม” นางก็มีชื่อเสียงหน้าตาของทั้งตนเองและวงศ์ตระกูลให้ต้องรักษาเช่นกัน ผลการแข่งขันออกมาว่าเสมอ ไม่ต้องตกรอบไปตั้งแต่ในรอบที่สองเช่นนี้ นับว่าส่งผลดีต่อนางมาก มากจริงๆเซียงหรงเห็นอีกฝ่ายคล้ายไม่ติดใจอะไรแล้ว ก็บีบมืออีกฝ่ายกลับเบาๆ กล่าวเสียงนุ่ม“พี่ซู่ซินของข้าทำขนมอร่อยเป็นที่สุด เพราะวันนี้พี่ซู่ซินกลัวว่าข้าจะหิว จึงได้ทำขนมเตรียมเอาไว้ให้ข้าเสียมากมาย ไหนๆ พวกเราก็ยังต้องรอผู้อื่นประชันหมากกันอีกอย่างน้อยๆ ก็สองเค่อยามเห็นจะได้ ไม่สู้ไปนั่งจิบน้ำชากินขนมสนทนากันยังดีกว่า ข้า...ข้ามีเรื่องมากมายเกี่ยวกับท่านแม่ที่อยากสอบถามพี่ชิงชิง เอ่อ...ไม่ทราบว่า...”อู๋ชิงชิงตอบโดยไม่แม้แต่จะหยุดคิด “เอาสิ แม่นมของข้าเองก็ชงชาได้ดีมากเช่นกัน อีกทั้งจวนสกุลอู๋เองก็เพิ่งจะได้ชาดีมาจากแดนไกล ก็อย่ากระนั้นเลย พวกเราไปร่วมจิบน้ำชาชิมขนม สนทนากันรอคนอื่นๆ ประลองหมากที่ห้องรับรองของพวกเราเหล่าผู้เข้าแข่งขันกันเถอะ”ท้ายที่สุด คุณหน
อู๋ชิงชิงถูกนัยน์ตาแวววาวของเซียงหรงทำให้ถึงกับตาพร่า ชั่วขณะนั้นรู้สึกคล้ายจะมองเห็นอีกฝ่ายมีหูและหางฟูๆ ดูนุ่มนิ่ม ทั้งน่ารัก ทั้งน่าถนอมอู๋ชิงชิงกะพริบตาเพียงครั้ง ภาพที่ว่านั้นก็จางหายไปแล้วนะ นี่มัน...แววตาเช่นนี้...นะ นางนึกออกแล้วว่าแววตาเช่นนี้ดูคล้ายกับอะไร!ทว่า...ทว่านางจะไม่มีวันพูดออกไปเด็ดขาด หากพูดออกไปว่าอีกฝ่ายมีแววตาน่ารักซื่อใสเหมือนสุนัขตัวโปรดที่บ้าน อีกฝ่ายคงยากจะมองนางในแง่ดีแล้ว!แม้จะรู้สึกผิดอยู่ในใจ ทว่าอู๋ชิงชิงกลับรู้สึกว่าแววตาที่เป็นเช่นนี้ของคุณหนูสามจวนเฉินกั๋วกงช่างน่ารักน่าเอ็นดู น่าจ้องมองยิ่งนักถึงกระนั้นก็เถอะ มีเรื่องหนึ่ง ที่หากไม่ได้พูดออกมา นางก็คงไม่สบายใจ“น้องเซียงหรง หมากกระดานเมื่อครู่ หากเจ้าเอาจริงตั้งแต่แรก ข้าคงเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ย่อยยับ” ข้อนี้เป็นสิ่งที่นางสมควรต้องยอมรับแม้หมากกระดานนี้จะดูสูสี ทว่าเมื่อลองตรองดูให้ดี ในยามนี้นางกลับรู้สึกว่า ที่ผลของหมากกระดานนี้ออกมาเป็นเช่นนี้ ล้วนเป็นเพราะน้องเซียงหรงต้องการให