Mag-log in
ชวินทร์ยอมลุกขึ้น โดยมีร่างอวบของพู่กลิ่นอยู่ในวงแขน ระหว่างนั้นเรียวปากของสามีภรรยาก็เคล้าคลอเคลีย ไม่ห่างกันไปไหน แขนเรียวของเธอโอบรัดรอบคอเขาไว้อย่างหวงแหน หลังจากที่ห่อเหี่ยวมานาน ก็นึกมีกำลังใจกับชีวิตแต่งงานขึ้นมาบ้างทุกอย่างกำลังจะไปได้ดี หากทั้งสองคนก็ต้องหยุดชะงักเมื่อโทรศัพท์มือถือของสามีสั่นเตือน มีเบอร์แปลกโทร.เข้ามาซึ่งเป็นเบอร์ที่ชวินทร์คงรู้จัก เพราะจู่ ๆ เขาก็หยุดการกระทำทุกอย่าง ก่อนจะหันมาสบตากับพู่กลิ่น และเลือกที่จะก้มลงมาบดขยี้ริมฝีปากกับเธออีกครั้ง จากนั้นก็ก้าวขาฉับไปที่เตียงกว้าง เพื่อวางเธอไว้และเอ่ยบอกเสียงหวาน“นอนเถอะ ผมจะไปทำงานต่อ” ชายหนุ่มบอกไว้เพียงเท่านั้น ความอ่อนโยนที่สุดที่เขามอบให้ในตอนนี้ก็คือการหอมแก้มพู่กลิ่น และใช้มือขยี้หัวเหมือนตอนที่เธอเป็นเด็กสาวที่อุ้มท้องลูกชายของเขาให้ซึ่งมันไม่ได้ทำให้หญิงสาวรู้สึกดี ไม่เลยสักนิดที่เธอจะให้อภัยเขาได้เพียงเพราะการกระทำนั้นพู่กลิ่นก้มมองตัวเองที่นั่งเปลือยด้านบนอยู่ที่เตียงกว้าง ขณะที่หูฟังเสียงฝีเท้าของสามีก้าวเดินจากไป เสียงประตูที่ปิดลง เสียงลั่นกลอน และหลังจากนั้นก็เป็นเสียงร้องไห้เป็นเสียง
“ลูกโตแล้วไง เขาถึงเข้าใจว่าคนเป็นแม่ต้องมีเวลาผ่อนคลายบ้าง” พู่กลิ่นลอยหน้าลอยตาพูดขึ้น หากชวินทร์กลับทำเสียง หึ ออกมาหนึ่งครั้ง “ชีวิตคุณมีอะไรให้เครียดกัน ถึงกับต้องใช้คำว่าผ่อนคลาย” ระหว่างพูด ชายหนุ่มก็มองไปตามเนื้อตัวของภรรยา ไล่จากล่างขึ้นบน นับตั้งแต่ขาเรียวไปจนถึงหน้าอกอวบอัด ที่ถึงแม้ไม่ได้มีตรงไหนที่วับแวม แต่มันก็ช่างรัดรูปเสียจนน่าเกลียด เผยให้เห็นส่วนเว้าส่วนโค้งชัดเจนเหลือเกิน มองแล้วหงุดหงิด... ไม่เชิงว่าไม่พอใจหรอก แต่เขาไม่ชอบให้เธอแต่งตัวแบบนี้ ผู้หญิงมีลูกแล้ว แถมยังเป็นลูกชายวัยรุ่น ไม่ว่าอยู่ที่ไหนก็ตามก็ควรจะไว้ตัวไว้หน้าตัวเองบ้าง ก็อยู่กับคนอย่างนี้ไง ถึงเครียดจนเส้นเลือดแทบแตก พู่กลิ่นอยากตอบกลับไปอย่างนั้น แต่อยู่ด้วยกันมานาน พอจะรู้อยู่บ้างว่าอย่าทำให้อารมณ์ของสามีไปถึงขั้นที่ไม่ควรเลย เพราะไม่อย่างนั้นคืนนี้คงโดนสวดอีกยาว “พู่ไปนอนดีกว่า ง่วงจะตายชัก” ไม่มีประโยชน์ที่จะต้องคุยต่อเพื่อไปสู่การมีปากเสียงกัน ขี้เกียจฟังเขาบ่นมากไปกว่านี้ด้วย ไม่อย่างนั้นเธอเองนั่นแหละที่ต้องเป็นฝ่ายเสียใจ เช่นนั้นแล้วพู่กลิ่นเลยทำท่าจะเดินจากไป แต่ไม่รู้ครึ้ม
“สาวไปนอนเถอะ พี่ขึ้นไปเองได้” เมื่อเดินมาถึงห้องโถงใหญ่ของบ้าน พู่กลิ่นก็หันไปบอกสาวรับใช้ เมื่อร่างเล็กแยกตัวจากไป คุณนายของบ้านก็จำเป็นต้องสูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่ ก่อนจะตบหน้าตัวเองให้ตื่นเบา ๆ เพราะมั่นใจว่าตอนนี้สามีคงยังไม่นอน และเธอก็จำเป็นต้องเผชิญหน้าขาเรียวก้าวขึ้นบันได ไม่เข้าใจว่ามันจะสั่นทำไม ทั้งที่ไม่ได้ทำอะไรผิด แต่ทำไมถึงกลัวขนาดนั้นเพราะชวินทร์เป็นคนดุเหรอ ไม่หรอก ไม่น่าจะใช่เหตุผลนั้น เพราะต่อให้เขาดุแค่ไหน แต่ชายหนุ่มก็ไม่เคยพ่นคำหยาบคาย ไม่มีขึ้นเสียง ยิ่งเรื่องทำร้ายร่างกายยิ่งไม่เฉียดใกล้ คงเป็นเธอเองแหละมั้งที่เกรงใจ ก็วันนี้ละเลยหน้าที่ไปหลายอย่างประเด็นสำคัญคือเรื่องอาหาร ทั้งที่เตรียมให้ลูกพร้อมสรรพ แต่ไม่มีของเขาเลยสักอย่างคุณแม่ยังสาวถอนหายใจออกมา คงต้องยอมรับชะตากรรม อะไรจะเกิดก็ให้มันเป็นไปตามนั้น เมื่อดีลกับตัวเองได้ก็เอื้อมมือไปบิดลูกบิด เปิดประตูอย่างเบามือและปิดลงให้เบากว่า ก่อนจะถอนหายใจออกมายืดยาวทันทีที่พบกับเตียงว่างเปล่า... อย่างน้อยชวินทร์ก็ยังไม่นอนคราวนี้ไม่ต้องเกรงใจจนเกร็งอีกต่อไป พู่กลิ่นจึงก้าวเดินอย่างคนปกติ ไม่จำเป็นต้องย่
“เราสองคนอะเมฆ เอาไง... ฉันแบกแกกลับคนเดียวไม่ไหวหรอกนะ” ไพลินเป็นกังวลเมื่อเห็นเมธัสโงนไปเงนมา ทั้งที่นั่งอยู่แต่มันกลับต้องเอนตัวมาพิงพู่กลิ่นไว้ เมาเป็นหมาทั้งที่รับปากว่าจะเป็นคนดูแลเพื่อนด้วยซ้ำ“นี่มากันยังไงครับ” กานต์ดูเหมือนจะเป็นคนที่มีสติที่สุด เขาดื่มไปมากก็จริง แต่แค่เบียร์มันทำอะไรเขาไม่ได้สักนิด “กลับกับพี่ไหม พี่ให้คนขับรถของที่บ้านมารอรับ ดื่มอย่างนี้อย่าขับรถเลย อันตราย”“พวกเราก็ไม่ได้เอารถมาหรอกค่ะ” พู่กลิ่นเป็นคนตอบ ตาปรือเหมือนเด็กที่ง่วงนอน ดวงตาที่ถูดปัดมาอย่างดีดำปี๋ เพราะเจ้าตัวเอาแต่ขยี้ตาให้หายง่วง “ว่าจะเรียกรถกลับ แล้ววนไปส่งทั้งสามคน ให้เมฆเป็นคนปิดท้าย”“อย่างนั้นให้พี่ไปส่งเถอะ จะได้ไม่ต้องเรียกรถให้วุ่นวาย อีกอย่าง พี่จะได้ช่วยดูเมฆด้วย” ขืนถ้าให้กลับไปกับสองคนนี้คงอันตรายเกินไป ไพลินน่ะไม่เท่าไร สวยน่ะสวย แต่ไม่ดึงดูดเท่าอีกคน“เอาไงดีพู่ จะกวนพี่เขาเกินไปหรือเปล่า ต้องวนรถไปมา ฉันเกรงใจ” ไพลินแอบกระซิบที่ข้างหูของพู่กลิ่น ซึ่งกระซิบอีท่าไหนไม่รู้ถึงได้ยินกันทั่วหน้า แต่คนฟังกลับทำเสียงจิ๊จ๊ะ ก่อนจะพูดออกมาเสียงดัง“แต่ฉันไม่!... ไม่เกรงใจแล้วนะ
พู่กลิ่นจำไม่ได้ว่าตัวเองตอบคำถามนั้นของกานต์ไปอย่างไรแต่ถ้าถามว่าเธอเหงาไหม... อาจจะไม่ต้องรอให้ถึงวันที่ลูกโตขนาดนั้น เธอก็รู้ตัวว่าตัวเองเหงา ยิ่งตอนที่ได้อยู่กับชวินทร์เพียงลำพังแค่สองคน ยิ่งเป็นอะไรที่เหงามากที่ผ่านมา การได้ทุ่มเทชีวิตให้กับชวินบุตรก็พอช่วยให้ลืมความหมางเมินของสามีไปได้ พู่กลิ่นเป็นแม่เต็มตัว ต่อให้อยู่ในวัยที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะก็ตาม แต่เธอก็ทำทุกอย่างตามคำแนะนำของคุณแม่สามี แม้จะยังเด็กมาก แต่ก็ทำได้ดีและไม่มีขาดตกบกพร่อง จนคนที่ตั้งแง่มีอคติต่อเด็กใจแตกอย่างคุณนายเอื้อมเดือนยังชื่นชม... หากเธอไม่รู้จริง ๆ ว่าการที่เธอพยายามเป็นแม่ที่ดีให้ได้ มันทำให้ละเลยหน้าที่เมียที่ควรไปหรือเปล่าเพราะหลังจากที่คลอดชวินบุตรออกมา ความสัมพันธ์ของเธอกับสามีที่เคยดีมาตลอดก็จืดจางและทุกวันนี้ พอลูกเริ่มโต... พู่กลิ่นก็เริ่มสัมผัสได้ถึงความเหงาที่คืบคลาน เมื่อสามีเอาแต่ทำงาน ชวินบุตรเองก็มีโลกของเขาที่เธอเข้าไม่ถึง ลูกมีความมุ่งมั่นตั้งใจ คล้ายกับคนเป็นพ่อในอดีตมาก แล้วถ้าหากวันข้างหน้าลูกชายต้องไปอยู่ที่อื่น มีชีวิตเป็นของตัวเอง สร้างครอบครัวของเขาเอง เธอจะทำอย่างไร“เป็
“นี่แกจดขนาดนี้เลยเหรอวะ” เมธัสอุทานขึ้น เมื่อเห็นลายมือของเพื่อนเป็นระเบียบเรียบร้อยอยู่ในสมุดจิ๋วเล่มนั้น ซึ่งแต่ละอย่างที่มันบันทึกลงไป ก็จะเป็นอาการเกี่ยวกับท้องไส้ของคนเป็นสามีและลูก ของที่บ่นว่าอยากกิน หรือไม่ก็พวกข้าวของบำรุงแบบเฉพาะเจาะจง เช่น ช่วงนี้ชวินบุตรอ่านหนังสือหนัก ต้องกินต้องใช้อะไร ไหนจะสามีที่ปวดหลังปวดไหล่ มีอะไรที่พอจะช่วยทำให้ดีขึ้นได้บ้าง “แกเป็นแดจังกึมหรือเปล่าพู่ ทำไมถึงต้องท่องจำทุกอย่าง”“ไม่ได้ท่องจำ แค่ฟัง ๆ มา... แต่ฉันรู้อยู่แล้วว่าอาการพวกนี้มันต้องกินต้องใช้อะไร แต่ก่อนที่จะเมาปลิ้นไปก่อนฉันต้องจดไว้ ไม่งั้นพรุ่งนี้ถูกแม่ผัวจี้ขึ้นมา ถ้าตอบไม่ได้จะซวยเอา”“แกเป็นเมียและแม่ที่ประเสริฐมาก ดีเยี่ยมจนฉันอยากจะให้รางวัล... แถมสาขาลูกสะใภ้ดีเด่นให้ด้วยเอ้า”ไพลินพูดพร้อมกับยกแก้วขึ้นมาชู ซึ่งเมธัสกับพู่กลิ่นก็ไม่ลืมที่จะร่วมด้วย สามเพื่อนซี้ยกแก้วชนกัน แต่ก่อนที่จะยกขึ้นดื่ม กานต์ที่นั่งสังเกตอยู่นานก็ยกแก้วตัวเองมาร่วมแจมซึ่งสามคนได้แต่ทำหน้างง ด้วยความที่เป็นโต๊ะใหญ่ หลายคนต่างก็จับกลุ่มสนทนากันเรื่องอื่นไป แต่กานต์กลับให้ความสนใจกับหญิงสาวที่ไม่รู้







