“ที่นี่คือเรือนของผู้นำคนต่อไป ใครก็ตามที่เข้ามาเพื่อทำลายความสงบ โจวเชามีสิทธิ์ที่จะกำราบ อำนาจนนี้เป็นคำสั่งของข้า ส่วนเจ้ากับลูกรักของเจ้า มีเรื่องอะไรกับทายาทหรือ จึงได้มารบกวนเขา ทั้งที่พระอาทิตย์เพิ่งพ้นขอบฟ้า”
ชายชราประกาศกร้าวถึงอำนาจ ที่มอบให้แก่โจวเชา อีกทั้งยังย้อนถามถึงการมาเยือนที่เรือนนี้ ของลูกสะใภ้ด้วยน้ำเสียงตำหนิ
“ไยท่านปู่ลำเอียง...” หยางเฮ่อหลง แทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงตัดพ้อ
“หุบปาก! ใครสอนให้เจ้าสอดแทรกการสนทนาของผู้อื่น แค่หมัดเดียวข้าว่ามันยังไม่พอกระมัง”
ชายชราตวาดหยางเฮ่อหลงเสียงกร้าว สายตาที่มองไปยังชายหนุ่ม ไร้ซึ่งความรักใดๆ ทั้งสิ้น มันแตกต่างจากสายตาที่มองหยางเหยาเหอ และลูกหลานคนอื่นๆ
“ท่านแม่”
หยางเฮ่อหลงรีบเรียกมารดา พร้อมแสดงถึงความหวาดกลัว ต่ออำนาจของผู้เป็นปู่ ด้วยเขารู้ดีว่าถ้าท่านปู่ลงมือเอง เขาจะต้องลำบากไปนานนับเดือนทีเดียว
“ข้าเป็นแม่ของเหยาเกอ การที่ข้ามาเยี่ยมเยียนลูกของตัวเอง มันผิดนักหรือเจ้าคะ”
ฮูหยินน้อยหยาง เชิดใบหน้าขึ้นสูงอย่างทะนง พร้อมตั้งคำถามกับพ่อสามี
“ไม่ผิด! ถ้าเจ้าคิดเช่นนั้นจริงๆ แต่จากที่ข้ายืนฟังมาตั้งแต่ต้น จนถึงตอนนี้ ตรงไหนหรือที่แม่มาหาลูกด้วยความห่วงใย”
ฉีเหนียนเหนียน จนด้วยคำพูด เมื่อนางไม่ได้คิดจะมาเยี่ยมบุตรชายคนโตอย่างที่ปากพูด แต่นางมาเพราะห่วงว่าบุตรชายคนรอง จะได้รับความเดือดร้อน จากคนไร้ค่าที่กุมอำนาจในมือ มากกว่านาง และลูกชายอันเป็นที่รักเสียอีก
“ข้าสอนลูกไม่ดีเองเจ้าค่ะ ข้าจะอบรมเขาให้มากขึ้น เช่นนั้นข้าขอตัวก่อนเจ้าค่ะ”
เมื่อไม่อาจที่จะต่อกรกับพ่อสามีได้ นางจึงเลือกที่จะพาบุตรชายกลับไปก่อน เพราะถ้ายังอยู่ต่อแม้พียงเสี้ยวนาที พ่อสามีอาจทำสิ่งใดกับลูกของนางอีก
“ต่อไปถ้าข้าหรือทายาทไม่อนุญาต อย่าได้เข้ามาที่เรือนนี้ แม้แต่ครึ่งก้าว โดยเฉพาะเจ้าหยางเฮ่อหลง เจ้ายังไม่คู่ควรที่จะเข้าใกล้หลานชายข้า”
“แล้วข้ามิใช่หลานหรือขอรับ”
ชายหนุ่มตะโกนออกมาด้วยความคับแค้นใจ เพราะเขาไม่เคยถูกมองว่าเป็นสายเลือดของสกุลหยางเลย แม้แต่บิดาก็ยังเลือกที่จะไม่สนใจเขา ต่างกับเจ้าสวะหยางเหยาเกอ ที่ได้รับการพะเน้าพะนอ และมีอำนาจเหนือทุกคนในจวน
“ไยไม่ถามแม่เจ้าดูล่ะ”
“ท่านพ่อ! การพูดแบบนี้ จะทำให้เกิดความเข้าใจผิดในตัวข้าได้นะเจ้าคะ”
“ข้าอยู่มาจนผมเปลี่ยนสี คิดว่าอย่างไรเล่า ฉีเหนียงเหนียง”
ชายชราย้อนถามลูกสะใภ้คนโต ด้วยน้ำเสียงกดลึก เรื่องในบ้านใช่ว่าเขาอยากนำมาพูด แต่การถูกล้ำเส้นอยู่บ่อยครั้ง มันก็ไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องอดทน สิ่งที่ต้องรอในตอนนี้ คือรอให้บุตรชายกลับมาสะสางเรื่องนี้ให้จบสิ้นเสียที
“เจ้าไม่เป็นอะไรนะ”
คล้อยหลังลูกสะใภ้ไปแล้ว ชายชราก็ก้าวเดินไปหาหลานชาย ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง พร้อมทำหน้าแย้มยิ้มอย่างเอาใจ ต่างจากความดุดันเมื่อครู่ ราวกับมิใช่คนเดียวกัน
“ข้าย่อมไม่เป็นไรขอรับ ท่านปู่อยากพูดสิ่งใดก็พูดมาเถอะขอรับ”
ชายหนุ่มเอ่ยดักทางผู้เป็นปู่อย่างรู้ทัน หากพ่อบ้านโจวไม่ได้บอกเขาก่อนล่วงหน้า เขาคงต้องเกิดความสงสัย และคำถามมากมายตามมาอย่างแน่นอน แต่นี่เพราะเขารู้อยู่แล้ว ว่าท่านปู่คงจะพูดเรื่องลั่วคังอัน
“ปู่ทำแบบนี้โดยไม่ได้ปรึกษาเจ้าก่อน เจ้าคงขุ่นเคืองไม่น้อย”
ชายชราพูดด้วยน้ำเสียง กึ่งสำนึกผิด แต่มีหรือที่ชายหนุ่มจะรู้ไม่เท่าทันผู้เป็นปู่ ว่าแท้จริงแล้ว ดีใจแค่ไหนกับการที่เขาจะแต่งงาน
“นางไม่รังเกียจข้า ไยข้าต้องขุ่นเคืองด้วยเล่าขอรับ”
“ปู่ขอบใจเจ้ามาหลานรัก ความรักเป็นสิ่งสวยงามเสมอ วันนี้มันอาจยังไม่เกิด แต่สักวันจะต้องมีเชื่อสิ ยกเว้นพ่อแม่ของเจ้า แต่อย่าได้เอาเรื่องของพวกเขา มาตัดสินคู่ของเจ้าเข้าในหรือไม่”
“ข้าทราบขอรับท่านปู่ ข้าเชื่อในสายตาของท่านปู่ขอรับ”
ชายหนุ่มยิ้มละมุน แม้ว่าเขาจะมองไม่เห็น ว่าชายสูงวัยทั้งสอง ต่างพากันยินดีแค่ไหน กับการตอบรับของเขาในครั้งนี้ เขาไม่มีเหตุผลต้องแสดงความเกรี้ยวกราด ในสิ่งเล็กน้อยแค่นี้
กลางดึก ณ เรือนชูเฟย จวนอ๋องจิ้ง ความเงียบสงัด ทำให้เจ้าของเรือน นอนหลับสนิทอยู่บนเตียง ภายในห้องมีเพียงแสงเทียบริบหรี่ เพื่อมิให้เป็นการรบกวนการนอนของชูเฟย ร่างอวบอิ่มที่สวมเพียงชุดเนื้อบางเบา พลิกกายจนทำให้ผ้าห่มเลื่อนหลุดลงไปอยู่ที่เอว เผยให้เห็นสองแต่งตึง ที่ดันเนื้อผ้าออกมาอวดความใหญ่โต “อื้อ...ท่านอ๋อง...อื้อ” ชูเฟยครางออกมา เมื่อผิวเนื้อของนางถูกสัมผัส ก่อนที่นางจะเอียงใบหน้าเปิดให้สามี ได้ซุกไซ้ซอกคอขาวผ่องของนางได้อย่างสะดวก นานแค่ไหนแล้วที่สามีไม่เคยมาที่เรือนของนาง เมื่อถูกเขากระตุ้นด้วยมือที่หยาบกร้าน ก็ทำให้นางอ่อนระทวย ยิ่งกว่าขี้ผึ้งถูกไฟรน ผ้าห่มที่คลุมเพียงครึ่งร่าง ถูกกระชากออกพ้นกาย ชูเฟยยังคงหลับตาพริ้ม เพื่อรอรับการปรนเปรอจากสามี แม้จะรู้สึกว่าเขามีหนวดเครา นั่นคงเพราะมิได้โกนออก ด้วยโหมงานหนัก ตัวนางเองก็มิได้ไปหาเขาเท่าใดนัก เสียงครางดังจากเบาๆ เริ่มที่จะมีเสียงดังมากขึ้น นั่นทำให้คนที่ยืนมองทุกอย่างอยู่ในความมืด ยิ้มอย่างพอใจ ในเมื่อเคยเตือนแล้วยังรั้นที่จะทำ บทเรียนราคาแพงนี้ เขาก็จะมอบให้นาง ถือเส
ยามบ่ายสองวันถัดมา ณ เรือนไม้ไผ่ริมทะเลสาบตะวันตก ร่างสูงในชุดคลุมสีเข้ม ใบหน้าสวมทับด้วยหน้ากาก กำลังยืนทอดสายตามองไปยังฝูงนก ที่บินโฉบลงมาจับปลาในทะเลสาบ มันคือความงามที่ใช่ว่าใครจะมาเห็นได้บ่อยๆ นานแล้วที่เขาไม่ได้มาที่นี่ เรียกว่านับตั้งแต่คนกลุ่มหนึ่ง กลับมาถึงเมืองหลวง เขาก็ไม่เคยถูกเรียกมาที่นี่อีกเลย “เจ้าออกมาได้แล้วหรือ” ชายชราผู้มีใบหน้าอิ่มเอิบ ภายใต้หมวกปีกว้าง ได้เดินมาหยุดอยู่เบื้องหลังของชายหนุ่ม ซึ่งเขาได้หันกลับมา พร้อมทำความเคารพผู้มาใหม่ อย่างนอบน้อม “ข้ามีเวลาเพียงเล็กน้อยเท่านั้นขอรับ นายท่านมีสิ่งใดต้องการให้ข้าทำหรือขอรับ จึงได้เรียกข้าน้อยอกมาที่นี่” ชายหนุ่มเอ่ยถามชายชรา เมื่ออีกฝ่ายก้าวไปนั่งลง ยังเก้าอี้ไม้ไผ่ ที่วางเอาไว้เพื่อให้สามารถนั่งตกปลาได้ ชายหนุ่มก้าวไปเอาคันเบ็ด พร้อมกับเหยื่อมายื่นส่งให้แก่ชายชรา ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่เขาจะทำในทุกครั้ง ที่ชายชรานัดพบเขา “บุตรชายข้ากลับมาแล้ว เจ้ารู้แล้วใช่หรือไม่” ชายชราใส่เหยื่อล่อปลา พร้อมกับเอ่ยถามชายหนุ่ม ด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ ทว่ากลับแฝงด้วยควา
หยางเหยาเกอ ไม่ได้คิดใส่ใจ ความขุ่นเคืองที่อาสะใภ้มีต่อเขา เพราะครั้งนี้นางล้ำเส้นเขาจนเกินไป เรื่องครอบครัวนาง เขาหรือใครๆ ไม่เคยที่จะสอดมือเข้าไปยุ่งเกี่ยว แต่คราวนี้นางกล้าที่จะมาวุ่นวาย กับชีวิตแต่งงานของเขา มันคือสิ่งที่เกินขีดจำกัดที่เขามีให้“เจ้ากล้าสอนข้าหรือ! ฮึ! เจ้ายังคิดหรือว่าตอนนี้มารดาของเจ้า กลับมารักเจ้าแล้ว นางก็แค่รู้สึกผิด และยังชิงชังเจ้าอยู่ดี คนที่นางจะรักก็คือน้องชายของเจ้า หยางสวี่เหยา”ต้วนเจินจู ที่กำลังมีอารมณืที่เต็มไปด้วยโทสะ ยกเรื่องความรักที่มารดาของหยางเหยาเกอมีต่อบุตรชาย มนไม่เคยเท่าเทียมกันตั้งแต่หลานชายคนโตถือกำเนิด แล้วแบบนี้เจ้าคนไร้ค่านี่ ยังจะมาปากดีสอนนางอยู่อีกหรือ“ท่านอาสะใภ้! มิควรพูดเช่นนี้นะขอรับ”หยางสวี่เหยา กลัวพี่ชายจะหมางเมินต่อมารดาอีก เขาจึงเรียกอาสะใภ้เพื่อเตือนสตินาง มิให้พูดไปเรื่อยเช่นนี้ แต่เขาต้องเงียบเสียงลง เมื่อมือของพี่ชาย แตะที่แขนของเขาเป็นเชิงให้นิ่งเข้าไว้“นางจะรักหรือชังข้า นางจะรู้สึกอย่างไรต่อข้า คิดว่าข้าสนหรือ แต่สิ่งที่นางเหนือกว่าท่านคืออะไรรู้ไหม! นั่นคือมารดาของข้า ไม่สอดเรื่องผู้อื่น”หยางเหยาเกอ ตอบกลับด้
ใช้เวลาไม่นาน สาวใช้ก็นำชุดข้าวมาเพิ่ม หยางเหยาเกอ จึงได้เอ่ยปากชวนให้ทุกคนลงมือกินข้าวกันได้แล้ว ลั่วคังอันจึงคีบอาหารใส่ในถ้วยให้แก่สามี จึงค่อยเริ่มกิน หลังจากญาติทั้งสองของสามีลงมือแล้ว ตามมารยาทอันพึงมีของผู้น้อย คำพูดเสียดแทงใจกัน สงบลงเมื่อมีอาหารอยู่ในปาก จะมีบ้างที่ถามไถ่กัน เพื่อมิให้บรรยากาศอึมครึมจนเกินไป ลั่วคังอันเลือกที่จะเงียบอย่างเดียวเท่านั้น เพราะไม่มีคำถามใด ที่เกี่ยวข้องกับนาง “เห็นทีข้าต้องขอตัวก่อนนะเจ้าคะ ข้ายังมีงานต้องสะสางอีกมากเจ้าค่ะ” จนกระทั้งมื้ออาหารได้สิ้นสุดลง ลั่วคังอันจึงได้เอ่ยขอตัว ที่จะไปทำงานของตนเองเสียที หากไม่ติดว่ากลัวสามีจะน้อยใจ นางคงไม่รั้งอยู่นานขนาดนี้ ชีวิตทหารกินข้าวมิได้ยืดเยื้อให้เสียเวลา รีบกินรีบเสร็จยิ่งในยามถูกรุกราน เรียกว่าไม่ได้กินได้นอนกันอย่างเต็มอิ่มเลย แต่วันนี้คือการกินข้าว ที่ไม่คล่องคอที่สุดแล้ว เพราะทุกคำที่เอ่ยออกมาของอาวสะใภ้ ล้วนไม่น่าฟังสักนิด “เพิ่งแต่งงาน ไยจึงขยันออกนอกบ้านนักเล่า หรือว่า...เบื่อหน่ายที่สามี ไม่อาจเอาใจเจ้าได้หรือ” ต้วนเจินจู เอ่ยออกมาพร้อมส่งสายตาไปยังร่างก
“แปลกดี...ปกติแล้วพวกเขา ไม่เคยไปไหนด้วยกันได้เลยสักครั้ง” ชายหนุ่มอดแปลกใจไม่ได้ ที่อยู่ๆ ครอบครัวของเขา ก็สามัคคีกันขึ้นมาเสียอย่างนั้น เพราะปกติแล้วท่าปู่กับท่านย่า มิใคร่จะร่วมทางกับมารดาของเขาเท่าใดนัก ต่างฝ่ายต่างก็เมินเฉยต่อกันมาตลอด แต่วันนี้ทุกคนนอกจากจะไม่มาหาเขาที่เรือน ยังไปไหว้พระด้วยกัน โดยไม่คิดจะชักชวน หรือบอกเขาสองคนสามีภรรยาเลยสักคำ “อ้าว! วันนี้คู่สามีภรรยา อยู่กินข้าวด้วยกันหรอกหรือ ข้านึกว่าเจ้าสาวหมาดๆ จะออกไปร่วมงานเลี้ยง เริงร่าอยู่นอกบ้านเสียอีก” ลั่วคังอันหันมองไปตามเสียง ซึ่งก็มิใช่เพียงนางแค่คนเดียว แต่ทุกคนก็หันไป คงเว้นแค่เพียงหยางเหยาเกอ เพราะมิว่าเขาจะหันไปหรือไม่ เขาก็มองไม่เห็นผู้มาใหม่อยู่ดี ทว่าเขาจดจำเสียงนั้นได้ อาสะใภ้ผู้ดูจะชอบวุ่นวาย กับชีวิตเขาและครอบครัวอยู่เสมอ วันนี้อะไรหอบให้นาง มาเยือนถึงเรือน พร้อมคำพูดเหน็บแนมเยี่ยงนี้ หรือจะเรื่องที่ภรรยาของเขา ออกไปร่วมงานเลี้ยงเมื่อวาน “ฮูหยินน้อยรอง มีสิ่งใดหรือขอรับ จึงมาที่เรือนของคุณชายใหญ่ขอรับ”พ่อบ้านโจว เอ่ยถามผู้มาเยือน โดยที่ไม่มีใครเชื้อเชิญ ซ้ำ
สายวันถัดมา ณ จวนสกุลหยาง แม่ทัพสาวก้าวออกจากเรือน ก่อนจะยืนนิ่งค้างไปชั่วขณะ เมื่อหลายสายตามองมายังนาง ด้วยแววตาอันหลากหลาย ลั่วคังอันไม่รู้ว่าจะทำหน้าอย่างไร เมื่อเห็นรอยยิ้มของน้องชายสามี และสาวใช้ทั้งสองของนาง “พอดีข้าเพลียๆ เลยหลับนานไปหน่อย พวกเจ้าไม่มีอะไรทำหรืออย่างไร” แม่ทัพสาวเอ่ยถามคนทั้งสาม ก่อนจะรีบสาวเท้าก้าวลงบันไดหน้าเรือน มุ่งสู่หน้าจวน เพื่อไปสะสางงานที่ยังค้างคา ทว่าเพียงก้าวมาถึงประตูทางเข้าเรือน ก็ต้องยืนนิ่งอีกครั้ง เมื่อพ่อบ้านโจว เดินยิ้มกว้างตรงมาที่นาง “ฮูหยินน้อยตื่นแล้วหรือขอรับ อาหารเช้าเตรียมพร้อมแล้วที่ศาลาชมบัว อย่างไรฮูหยินน้อยเชิญด้านนั้นสักครู่นะขอรับ กินมื้อเช้ากับนายน้อยก่อนค่อยออกไปทำงาน” ลั่วคังอันตั้งใจจะปฏิเสธ ทว่าชายชรากลับผายมือให้แก่นางก่อนแล้ว แม่ทัพสาวจำต้องเปลี่ยนทศทาง เพื่อไม่ให้เป็นการเสียน้ำใจของพ่อบ้านโจว เมือ่เดินมาถึงศาลา ซึ่งตอนนี้สาวใช้ทั้งสองของนาง ก็ได้ติดตามมาด้วยเช่นกัน คงมีเพียงน้องชายสามี ที่มิได้มากับสาวใช้ทั้งสองนาง “คุณชายรองหยาง เข้าไปช่วยพาคุณชายใหญ่ ออกมากิน