登入ตอนที่เนื้อตัวเราแนบชิดกันเราต่างรู้สึกว่ามีบางอย่างปรากฏขึ้นในใจ ทว่าไม่นานทุกอย่างก็ถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกว่างเปล่า เป็นอย่างที่เคยเป็น เป็นอย่างที่แล้วมา ไม่มีอะไรพิเศษแถมเธอกับเขายังทะเลาะกันจนเมฆินทร์หัวเสียก่อนเดินออกจากห้องยังทิ้งท้ายไว้อีกว่า
“ขอเก่งใช้เก่งไม่ว่า แต่ปากน่ะอย่าเก่งให้มันมาก”
เธอชินเสียแล้วกับวาจาร้ายกาจเช่นนี้ หลังจากจบกิจกรรมบนเตียงหญิงสาวหยิบชุดคลุมขึ้นมาสวมทับเรือนร่างเย้ายวน เดินเข้าไปชำระล้างร่างกายในห้องน้ำเกือบชั่วโมงได้ ยืนมองดูเรือนร่างในกระจกมุมปากกดยิ้มหยัน น้ำตาซึมไหลออกมาจนต้องยกปลายนิ้วขึ้นเกลี่ย ดารินแหงนหน้าขึ้นกะพริบตาสองสามครั้งเพื่อขับไล่ความอ่อนแอ
เพราะเธอว่าการร้องไห้ไม่ได้ช่วยอะไร...
เช้านี้ดารินตื่นสายกว่าทุกวันมองดูนาฬิกาข้างก็พบว่าแปดโมงกว่าเสียแล้ว เธอรีบก้าวลงจากเตียงหางตาสะดุดเข้ากับแผ่นกระดาษบางอย่างบนโต๊ะมันถูกเหยือกน้ำทับเอาไว้ไม่ให้พัดปลิว
เช็คเงินสดจำนวนยี่สิบล้านได้ตามคำขอไม่ขาดไม่เกินแม้แต่บาทเดียว...
ดวงตาเฉยชามีแต่ความว่างเปล่าก่อนเม้มปากจนเป็นเส้นตรงแล้วเปลี่ยนความสนใจไปยังผ้าคลุมไหล่ผืนบางแทน ดารินเดินลงมายังชั้นล่างห้องรับแขกในเวลานี้เงียบสงัด เด็กๆ น่าจะไปโรงเรียนกันแล้วความรู้สึกผิดพัดวูบเข้ากลางอกเธอตื่นไม่ทันส่งพวกเขาขึ้นรถเสียได้
“อรุณสวัสดิ์ค่ะคุณดา กาแฟสักแก้วหรือเป็นข้าวตุ้มกุ้งดีคะ” สาวใช้เอยทักทายด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ดารินกระชับผ้าคลุมไหล่ก่อนถามขึ้นว่า
“เมื่อเช้าการันต์งอแงหรือเปล่า” เพราะเธอรู้ว่าการันต์ไม่ชอบไปโรงเรียนเด็กชายติดแม่มาก
“มีนิดหน่อยค่ะ แต่ได้คุณเมฆเกลี้ยกล่อมถึงยอมขึ้นรถ”
“เขา...เขาไปส่งเด็กๆ เองเหรอคะ”
“เปล่าหรอกค่ะ คุณเขาพาเด็กๆ ทานข้าวเช้าแล้วก็ส่งขึ้นรถอีกทีเมื่อกี้ก็เพิ่งออกไปทำงานเองค่ะ”
ดารินพยักหน้ารับช้าๆ ความรู้สึกอยากอาหารแทบไม่มีเลยสักนิดเช้านี้จึงเลือกเป็นกาแฟดำแทน เมื่อจัดการตัวเองเรียบร้อยแล้วช่วงสายถึงเดินทางไปพบบิดา
คิ้วเรียงเส้นสวยขมวดเข้าหากันตอนที่เห็นเบนซ์ป้ายแดงสีขาวจอดอยู่ทางเข้าหน้าประตู ดารินดับเครื่องยนต์ก้าวขาลงมาจากรถ กระทั่งเสียงเดินของรองเท้าส้นเข็มดังเข้ามาใกล้ถึงได้รู้ว่าเจ้าของรถก็คือหญิงสาวเรือนร่างสะโอดสะอง ริมฝีปากเคลือบลิปสติกสีแดงจัด ผมดัดลอนสีน้ำตาลเข้มยุ่งเหยิงนิดๆ เจ้าหล่อนเดินลอยหน้าลอยตาไปยังเบนซ์ป้ายแดง
ดารินถามเสียงแข็ง “เธอเป็นใคร”
ใบหน้าเรียวแหลมตามทุนนิยมผ่านมีดหมอไม่รู้กี่หนหันมาสบตาดารินก่อนจะพูดออกมาคำหนึ่งที่ทำเอาคนฟังถึงกับกำหมัดแน่น
“อยากรู้ก็ไปถามคุณชัชเอาแล้วกันนะ”
ดารินกัดฟันกรอดรีบสาวเท้าเข้าไปในบ้าน ทันทีที่เดินเข้ามาก็ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายดังมาจากห้องรับแขก
เพียะ!
เสียงตบดังลั่นเข้าโสตประสาท ภาพตรงหน้าเล่นเอาเข่าแทบทรุด ชัชวาลย์วาดฝ่ามือลงบนใบหน้าภรรยาจนร่างผอมบางล้มลงกองกับพื้น ดารินวิ่งเข้าไปใช้มือดันหน้าแข้งบิดาเมื่อเห็นว่าเขาตั้งใจจะใช้ขาฟาดลงมาซ้ำทั้งที่แม่ก็ล้มไม่เป็นท่าขนาดนั้น
“พ่อทำแม่ได้ยังไง ทำแบบนี้ได้ยังไง!” ดารินตะคอกใส่บิดาเสียงแข็ง ริมฝีปากสั่นระริก เธอโมโหและเสียใจมากคาดไม่ถึงว่าพ่อจะกล้าทำเรื่องต่ำทราม
“ก็ใครใช้ให้มันมายุ่งกับคนของฉันก่อนล่ะ”
“หมายถึงอีกะหรี่คนนั้นใช่มั้ยที่ทำให้พ่อถึงขั้นลงไม้ลงมือกับแม่” ดารินแผดเสียงใส่ทั้งน้ำตาไหลอาบแก้ม
“นังดา พูดให้มันดีๆ นะแก”
“ไม่! อย่านะ อย่าทำลูกเลยค่ะฉันขอ” คุณหญิงกำไลคลานเข่ากอดขาสามี จะทำอะไรกับหล่อนย่อมได้ แต่อย่าทำร้ายลูกอีกเลย ชัชวาลย์ถูกอารมณ์โทสะเข้าครอบงำ สะบัดขาออกจากการเกาะกุมจนคุณหญิงเกือบหงายหลัง ดารินประคองแม่ไว้ ดวงตาแดงก่ำเงยขึ้นจ้องผู้เป็นพ่อด้วยความรู้สึกแสนจะผิดหวัง นี่น่ะหรือพ่อบังเกิดเกล้า แต่เพราะถูกความอบอุ่นจากแม่กอบกุมฝ่ามือไว้แน่น ทำให้เธอไม่ได้โต้ตอบกลับไป
คุณหญิงกำไลส่ายหน้าทั้งน้ำตาเป็นเชิงห้ามปรามลูกสาว เพราะไม่อยากให้เรื่องบานปลายไปมากกว่านี้ เกรงว่าลูกจะเจ็บตัวไปด้วย
ดารินพยุงแม่ลุกขึ้นก่อนจะหันไปพูดกับบิดาเสียงสั่นเครือ “ต่อไปนี้ถ้าพ่อกล้าทำร้ายร่างกายแม่อีก เงินสักบาทเดียวดาก็จะไม่ให้!”
“อ้อ... กล้าต่อรองกับฉันงั้นเหรอ วอนซะแล้วนังนี่” ชัชวาลย์เลือดขึ้นหน้า เตรียมง้างฝ่ามือฟาดใส่ใบหน้าลูกสาวอีกคน
ดวงตาแข็งกร้าวจ้องกลับไร้แววหวาดกลัว ยื่นหน้าเข้าหาพร้อมเอ่ยน้ำคำเย็นชา “เอาสิ! อยากตบก็ตบเลย แต่บอกไว้ก่อนนะว่า ดาพูดจริงทำจริง อย่ามาหาว่าเนรคุณแล้วกัน”
ชัชวาลย์ขบเคี้ยวฟันกระแทกลมหายใจหนักหน่วง “แล้วไหนล่ะเงินที่ฉันขอไปน่ะ ถ้าหามาให้ไม่ได้ก็ไม่ต้องเสนอหน้ามาต่อรอง”
ดารินเช็ดน้ำตาออกจากใบหน้าลวกๆ
ปึก!
เช็คเงินสดถูกกระแทกลงบนโต๊ะตัวใกล้กัน ชัชวาลย์ชักสีหน้า แต่ก็ดึงเช็คขึ้นมาดูเมื่อเห็นจำนวนเลขศูนย์ที่กรอกลงไปครบเจ็ดตัวรอยยิ้มพึงพอใจก็ปรากฏขึ้นบนมุมปาก ไม่นานก็กลับมาบึ้งตึงตามเดิมเมื่อเห็นใบหน้าของเมียกับลูกสาว
“ใครอยู่ข้างนอกน่ะ เตรียมรถให้ฉันด้วย”
ตะโกนเรียกคนขับรถแล้วหันหลังเดินจากไป ไม่แม้จะหันกลับมามองกันเลยด้วยซ้ำ ดารินพาแม่มานั่งที่โซฟาลูบแก้มท่านแผ่วเบา เพราะตอนนี้เริ่มขึ้นรูปรอยนิ้วมือเสียแล้วตั้งแต่จำความได้เธอไม่เคยเห็นพ่อลงมือกับแม่ขนาดนี้มาก่อน
เธอโกรธพ่อเหลือเกิน หากวันนี้เธอไม่เข้ามาบ้านแม่จะเป็นยังไงอยู่ในสภาพแบบไหน
“เจ็บมั้ยคะ”
คุณหญิงกำไลส่ายหน้าดึงลูกสาวเข้ามาสวมกอด
“แม่โอเคค่ะน้องดา”
สิ้นสุดเสียงมารดา เธอก็ปล่อยโฮออกมากอดร่างอุ่นไว้แน่นหนาราวกับกลัวว่าแม่จะหายไปจากกัน
“ฮึก...แม่ไปอยู่กับดานะคะ ไปช่วยเลี้ยงหลานเถอะนะอย่าอยู่ที่นี่เลย”
คุณหญิงกำไลผละออกจากลูกสาว ใช้หลังมือเกลี่ยหยาดน้ำตาให้อย่างแผ่วเบา
“แม่ไม่อยากทิ้งพ่อไว้คนเดียว ตอนนี้พ่อเขากำลังหลงผิด ไม่นานหรอกลูก สักวันพ่อเขาจะคิดได้”
“แล้วมันเมื่อไรคะ ถ้าพ่อคิดไม่ได้เลยล่ะแม่จะอยู่ยังไง”
“น้องดาเชื่อแม่สิ ทุกอย่างมันจะต้องดีขึ้น แม่ทนได้ไม่เป็นไรเลยลูก”
ความเชื่อมั่นและความศรัทธาที่ส่งผ่านมาจากแววตาโศกเศร้าทำให้ดารินไม่เข้าใจเอาเสียเลย เกิดคำถามมากมายทำไมแม่ถึงยอมพ่อได้ทุกอย่าง เจ็บทั้งกาย เจ็บทั้งใจ
“แม่จะทนไปทำไม”
แม่ส่งยิ้มให้เธอแม้น้ำตาจะรินไหลอาบสองแก้ม น้ำเสียงสั่นเครือเอ่ยบอก
“เพราะรักละมั้ง...แม่ถึงยังทนอยู่ทุกวันนี้” คุณหญิงกำไลพูดติดตลก ทว่าคำตอบที่ได้ทำเอาดารินนิ่งเงียบเธอหลุบตาลงต่ำ ทนเพราะรักงั้นหรือ
แต่ท้ายสุดแล้วไม่ว่าอย่างไรดารินก็ไม่ปรารถนามีบั้นปลายชีวิตอย่างที่ผู้เป็นแม่กำลังเผชิญหน้าหากเป็นเช่นนั้นเธอจะทนได้อย่างไร...
เธอใช้เวลาตลอดช่วงเช้าจนถึงช่วงบ่ายทำขนมถ้วยฟูกับมารดาเด็กๆ ทั้งสามชอบทานขนมหวานฝีมือคุณยายมาก เมื่อถึงเวลาที่ต้องกลับ ดารินสวมกอดแม่นานพอสมควร เธอเป็นห่วงกลัวว่าพ่อจะมาอาละวาดอีก แต่ก็ไม่แน่ได้เงินไปขนาดนั้นเผลอๆ วันนี้คงไม่กลับบ้านด้วยซ้ำ
ใช้เวลาเพียงไม่นานก็ขับรถมาจอดหน้าโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่ง คุณแม่ลูกสามแต่ทรวดทรงราวนาฬิกาทรายเดินนวยนาดไปยังคุณครูผู้หญิงที่ยืนรออยู่ก่อนแล้ว พร้อมทักทายด้วยรอยยิ้มกว้างรวมถึงเหล่าบรรดาพ่อบ้านที่มารับเด็กๆ ก็ต่างเหลียวมองคอแทบเคล็ด ดารินไม่ได้สนใจ เพราะความสนใจทั้งหมดของเธอตกไปอยู่ที่พี่ภูมิ พี่ภีม และเด็กชายการันต์เจ้าก้อนนุ่มของเธอ
เด็กชายในชุดเอี๊ยมสก็อตแดงวิ่งถลามาสวมกอดขามารดา การันต์ติดสกินชิปมากชอบคลอเคลียทั้งที่จะสี่ขวบแล้วแท้ๆ ก็ยังออดอ้อนให้แม่อุ้ม
พี่ภูมิเดินเอากล่องนมน้องไปทิ้งถังขยะไม่ไกลนัก ก่อนจะเดินกลับมาหาแม่ส่วนภีมเดินนำหน้าขึ้นรถไปนู่นแล้ว
“กินติมกันไหมเด็กๆ” ดารินเอ่ยถามหลังจากพากันขึ้นมานั่งบนรถคนที่ตอบตกลงไวสุดก็คือการันต์
“ไปค้าบน้องอยากกินติม”
เธอหัวเราะยกมือขยี้ศีรษะเด็กชายอย่างมันเขี้ยว
“แม่ ภีมอยากกินอาหารญี่ปุ่น”
“แต่ภูมิอยากปิ้งย่าง”
“ไม่เอาอะ ปิ้งย่างอีกแล้วน่าเบื่อ”
“ของตัวเองก็น่าเบื่อเหมือนกันนั่นแหละ ปลาดิบอะไรอะ ไม่เห็นจะอร่อย”
เอาอีกแล้ว วางมวยกันอีกแล้ว ดารินสูดลมหายใจเข้าออกลึกๆ
“เป้ายิงฉุบ ใครชนะก็ได้กินอันนั้น แต่ถ้าเสมอกลับไปกินกับข้าวบ้านตกลงมั้ย”
เจ้าแฝดพยักหน้าแข็งขันท่าทีจริงจังเสียยิ่งกว่าตอนเรียนพิเศษอีกละมั้ง
“ยัง ยิง เยา ปักกะเป่ายิ้งฉุบ!”
ผลออกมาว่าภูมินทร์ออกกระดาษ ส่วนภูเบศวร์ออกค้อน
“พี่ชนะนายแล้วภีม...ไปกินปิ้งย่างกันครับแม่” ประโยคท้ายหันมาบอกแม่ด้วยดวงตาเป็นประกาย ภูเบศวร์จิ๊ปากล้อเลียน แต่ก็ยอมจำนนต่อความพ่ายแพ้ของตน
“ที่ปิ้งย่างก็มีซูชินะพี่ภีม เดี๋ยวแม่สั่งให้”
“ก็ได้ครับ แต่ครั้งหน้าแม่ต้องพาไปร้านโปรดภีมนะไม่เป่ายิ้งฉุบแล้วแพ้ตลอดเลยอะ โกงเปล่าก็ไม่รู้”
“ภูมิออกของไวจะตาย ไม่ได้อิดออดเหมือนตัวเองเลย” คนถูกกล่าวหาว่าโกงเถียงกลับคอเป็นเอ็น
“ไม่ทะเลาะกันสิลูก ไม่ดีเลย ไม่อายน้องเหรอ ดูสิน้องทำหน้างงแล้ว”
สักพักก็ระเบิดเสียงหัวเราะกันออกมาลั่นรถ เพราะเด็กชายการันต์นั่งฟังพี่ๆ เถียงกันจนน้ำลายหก
“น้องหิวแล้ววววว”
ดารินระบายยิ้มอ่อนก่อนสตาร์ตรถขับเคลื่อนออกสู่ถนนหนทางข้างหน้า โดยมีเสียงหัวเราะของเด็กๆ แว่วมาให้ได้ยินตลอดทาง
ห้างสรรพสินค้า
ดูยังไงก็ไม่เหมือนคุณแม่ลูกสาม ถ้าบอกว่าเด็กๆ ที่เดินขนาบข้างตามกันมาเป็นน้องชายก็ยังน่าเชื่อเสียมากกว่า ภูเบศวร์ขอแม่แวะร้านหนังสือ เห็นว่าอยากได้สมุดวาดภาพอะไรสักอย่าง ภูมินทร์ก็เอากับเขาด้วยเลยได้กันมาคนละหนึ่งเล่ม ส่วนการันต์ขอตังค์ห้าสิบบาทหยอดตู้ของเล่นจนได้พวงกุญแจรถจากหนังการ์ตูนเรื่อง Cars ดีอกดีใจยิ้มแก้มบาน
กว่าคนทั้งสี่จะเดินมาถึงร้านปิ้งย่างกันได้ก็กินเวลาไปชั่วโมงเต็ม
ภูมินทร์ได้กินปิ้งย่างสมใจ ภูเบศวร์ที่ว่าเบื่อไม่อยากกินก็เห็นเคี้ยวแก้มตุ่ย อร่อยเขาละ การันต์แม่คอยป้อน แต่ด้วยเป็นเด็กที่กินนิดเดียวก็อิ่มจึงเริ่มงอแง ดารินเลยสั่งไอติมมาหลอกล่อ เจ้าก้อนนุ่มพอเห็นไอติมรสวานิลลาก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ของโปรดเขาเชียวละ
ส่วนเธอกินได้ไม่เท่าไร เพราะก่อนออกมาจากบ้านแม่ก็กินขนมถ้วยฟูไปเยอะอยู่เหมือนกัน
“นั่นพ่อใช่มั้ยฮะ”
ดารินหันไปตามสายตาภูมินท์ก็เห็นแผ่นหลังคุ้นเคยของสามีจริงๆ เมฆินทร์เดินเข้าชอปชาแนล กระเป๋าผู้หญิง...
“เราเรียกพ่อมากินด้วยกันดีมั้ยครับ” ภูเบศวร์เสนอ แต่เธอคิดว่าไม่ชวนจะดีกว่า
“พ่อน่าจะมาธุระ...ไม่กวนเขาดีกว่านะ”
ลูกๆ พยักหน้าเห็นด้วย จากนั้นก็ไม่มีใครสนใจผู้เป็นพ่ออีก จะมีก็แต่ดารินที่ยังคงมองอยู่ห่างๆ เธอบอกกับตัวเองว่าไม่ได้รู้สึกอะไร เขาจะซื้อกระเป๋าไปทำอะไร หรือให้ใครก็ย่อมได้ ไม่เกี่ยวกับเธออยู่แล้วนั่นคือสิทธิ์ของเขา
ไม่นานนักเมฆินทร์ก็เดินออกมาพร้อมกับถุงกระดาษชาแนลในมือ ร่างสูงดูโดดเด่นท่ามกลางผู้คนที่เดินขวักไขว่ เขาไม่ใช่คนผิวขาว แต่ออกไปทางผิวสีแทนเสียมากกว่า ใบหน้าคมเข้ม ดวงตาสองชั้นหลบในดูเป็นผู้ชายร้ายๆ ริมฝีปากไม่หนาไม่บางมีเสน่ห์ทุกครั้งที่ขยับรอยยิ้มหากจะมีเรื่องผู้หญิงบ้างเธอก็ไม่แปลกหรอก
ช่างเถอะ คิดมากไปทำไม...
กลับมาจากกินปิ้งย่างท้องฟ้าก็มืดแล้ว เด็กๆ วิ่งเล่นกันในห้องรับแขกเสียงหัวเราะปนเสียงทะเลาะของเจ้าแฝดทั้งครื้นเครงและปวดหัวไปพร้อมๆ กัน
ดารินนั่งเฝ้าลูกทำการบ้านสักพักก็ได้ยินเสียงเครื่องยนต์แผ่วเบาขับเคลื่อนเข้ามาภายในโรงจอดรถ เหมือนจะมีมากกว่าหนึ่งคัน เดาว่าวันนี้เพื่อนสามีคงมาสังสรรค์ที่บ้าน
เป็นจริงอย่างว่าอัคนีกับเหมันต์เพื่อนสมัยเรียนของเมฆินทร์รวมถึงเป็นรุ่นพี่ดารินด้วย พวกเขาเดินมาถึงก็ยิ้มทักทายให้กัน เธอยิ้มรับยกมือไหว้พวกเขาตามมารยาทเพราะไม่ว่าอย่างไรก็อายุห่างกันถึงสามปี แถมเมื่อสมัยเรียนเราก็พอจะรู้จักกันอยู่บ้าง
แอบชำเลืองมองเมฆินทร์อย่างช่วยไม่ได้ และเขาก็ไม่ได้ถืออะไรติดมือมาด้วย ที่เข้าชอปแบรนด์เนมก็คงมีคนสำคัญที่เขาจะมอบให้สินะ
ช่างเถอะ ไม่ใช่เรื่องของเธอ
“ให้เตรียมของว่างเลยมั้ยคะ พอดีวันนี้ทำขนมถ้วยฟูไว้ด้วย”
เมฆินทร์เหยียดยิ้มอดทึ่งกับผู้หญิงคนนี้ไม่ได้ ต่อหน้าเพื่อนๆ ของเขาเธอช่างดูเป็นภรรยาที่แสนดีเหลือทน ก็ได้ไปตั้งยี่สิบล้านนี่นะ ขนมถ้วยฟูจะไปพออะไรถ้าลูกไม่นั่งอยู่ด้วยเขาคงหาเรื่องเธอไปแล้ว
“สวนหลังบ้านปีกขวา ขอกับแกล้มด้วยละกัน” บอกสถานที่ตั้งวงเหล้าจบก็เดินไปดูว่าเจ้าแฝดว่าทำอะไร พอเห็นว่าตั้งใจทำการบ้านเขาก็ไม่ได้รบกวนสมาธิลูก หันไปถามป้าแววแทนว่าการันต์ไปไหน ได้ความว่าวันนี้คุณผู้หญิงพาไปเดินเล่นที่ห้างกลับมาถึงบ้านอาบน้ำเสร็จเรียบร้อยก็หาวหวอดๆ หลับคาตักพี่เลี้ยง
เขาไม่ได้ถามอะไรอีก ทว่ายามหันกลับไปมองเมียก็หงุดหงิดอย่างบอกไม่ถูก ดูสิคุยกับเพื่อนเขายิ้มน้อยยิ้มใหญ่ดูเป็นคนใจกว้างอัธยาศัยดีเหลือเกินทีกับเขาเอาแต่ทำหน้ายักษ์ใส่อยู่นั่น
เฮอะ !
เหมันต์กระตุกแขนอัคนีเป็นการปรามเพื่อนที่ยังพูดคุยกับดารินอย่างออกรสชาติเมื่อเห็นว่าเจ้าบ้านเดินสะบัดตูดไปนู่นแล้ว รู้กันอยู่ไอ้นี่มันหึงหมดไม่สนลูกใคร กับเพื่อนก็ยังหึงได้ลงคอแต่ดันปากแข็งทำเป็นบอกว่าทนๆ อยู่กันมาหลายปีนี้ก็เพราะลูก ควรเชื่อดีไหม
“เดี๋ยวดาให้เด็กเอาขนมไปเสิร์ฟให้นะคะ ส่วนกับแกล้มขอเวลาดาทำแป๊บนะ นอกจากยำวุ้นเส้นแล้วอยากได้อะไรเพิ่มมั้ยคะ”
“ไม่แล้วค่ะ แค่นี้ก็เกรงใจจะแย่เดี๋ยวไอ้เมฆมันเขมือบหัวพวกพี่” อัคนียิ้มแห้ง อีกอย่างวันนี้ที่มาก็ตั้งใจคุยเรื่องงานไม่ได้คิดจะอยู่นาน
เธอเพียงส่งยิ้มให้เท่านั้น เหตุผลที่ต้องยิ้มบ่อยๆ เพราะยามใบหน้าสวยไร้รอยยิ้มเธอจะดูเป็นคนหน้าเหวี่ยงมาก บางครั้งตอนเจ้าแฝดดื้อ แค่แม่ใช้สายตามองกันนิ่งๆ โดยไม่ต้องพูดอะไรสักคำก็พากันศิโรราบแล้ว
สามทุ่มครึ่ง
ดารินส่งลูกเข้านอนก็เดินกลับห้อง สามียังคงนั่งดื่มอยู่กับเพื่อน ส่วนเธอนอนไม่หลับเพราะคิดถึงมารดา มีเรื่องมากมายให้ขบคิดไหนจะเรื่องที่พ่อมีบ้านเล็กบ้านน้อย เธอไม่อยากให้แม่ต้องทนอยู่อย่างนั้นเลย...
ล่วงเลยเข้าสู่วันใหม่ เที่ยงคืนกับอีกห้านาที ประตูห้องนอนถูกเปิดออกกว้าง เสียงย่ำเท้าเข้ามาใกล้ พร้อมกับกลิ่นเหล้าลอยมาเตะปลายจมูก เธอนอนนิ่งแสร้งหลับตาลง
เมฆินทร์เมามากมาถึงเตียงก็ล้มตัวลงนอน ทว่าเขาไม่ได้นอนอย่างเดียว มือปลาหมึกสอดเข้ามาใต้ผ้าห่มบีบเคล้นเต้าอวบโนบราภายใต้ชุดนอนตัวบาง ดารินถอนหายใจเหนื่อยหน่าย เธอจับมือเขาออก แต่ไม่เป็นผล ยิ่งห้ามอีกฝ่ายกลับยิ่งทำ
ใบหน้าคมคร้ามคลอเคลียซอกคอหอมกรุ่น กลิ่นเหล้าจากลมหายใจปนกลิ่นบุหรี่คละคลุ้งทั่วอากาศ ทำเอาดารินเวียนหัวไปหมดเธอลุกขึ้นนั่งปรายตามองคนเมาอย่างหงุดหงิด
“เหม็น ลุกไปอาบน้ำ”
“เหม็นอะไร ท้องเหรอ ไหนว่าทำหมันแล้ว” คนเมาพูดไม่รู้เรื่อง ดารินก้าวขาลงจากเตียง แต่ถูกมือหนาคว้าท่อนแขน
“จะไปไหนวะ ทำไม แค่นี้ทำรังเกียจเหรอ แค่ถ่างขาให้เอานิดหน่อยจะเป็นจะตายเลยหรือไง”
“คุณนี่มันน่ารังเกียจจริงๆ นั่นแหละ ปล่อย!” เธอสะบัดแขนออกจากการเกาะกุม
เมฆินทร์หัวเสียความร้อนรุ่มภายในทำให้ต้องปลดกระดุมเชิ้ตออกบวกกับความเมาเขาจับผิดจับถูกหงุดหงิดเกินกว่าจะใจเย็น มือหนาจึงกระชากมันจนเนื้อผ้าขาดกระดุมกลิ้งหลุนๆ ไปตามแรงโน้มถ่วง เชิ้ตสีน้ำเงินเข้มถูกปาลงพื้นด้วยความโมโห
“จะเล่นตัวอะไรหนักหนาวะ หรือยี่สิบล้านที่ให้ไปมันไม่พอ...ลูกสามแล้วแม่คุณ ทำตัวอย่างกับเป็นสาวบริสุทธิ์”
“เออ! ก็แล้วแต่จะคิดแล้วกัน” ดารินกระชากเสียงใส่เท้านุ่มก้าวลงพื้น
เมฆินทร์กัดฟันกรอด ”ผัวอย่างกูมันก็มีประโยชน์แค่ตอนเมียมันร้อนเงินล่ะวะ ช่างเป็นเมียที่ดีจริงๆ แม่งเอ๊ย น่าเบื่อฉิบหาย อยากไปก็ไปเลย ไสหัวออกจากบ้านไปเลยยิ่งดี”
เท้าบางหยุดชะงักหน้าบานประตู เอี้ยวคอมองเห็นสามีที่โยนโคมไฟข้างหัวเตียงลงพื้นจนแตกกระจาย เธอสะดุ้งโหยงกัดปากจนเจ็บรีบสาวเท้าเดินหนีทันที ดารินยืนพิงบานประตูหลับตาลงช้าๆ ข่มใจให้เข้มแข็งไม่ให้หวั่นไหวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และยังคงได้ยินเสียงโครมครามอยู่ภายในนั้น
ไอ้หมาบ้าพอเหล้าเข้าปากก็ชอบทำลายข้าวของ
นานหลายนาทีกว่าที่ทุกอย่างจะสงบลง โชคดีที่เด็กๆ หลับแล้วจึงไม่มีใครได้ยินเสียงประหลาดที่ดังมาจากห้องนอนใหญ่
คำพูดของมารดาสะท้อนใจดาริน ‘เพราะรักถึงต้องทนงั้นเหรอ'
หากคุณหญิงกำไลทนเพราะรักสามี ส่วนดารินน่ะเธอทนเพราะลูกล้วนๆ ...
ห้าล้านสำหรับค่าตัวงั้นหรือ... เฮอะ ดีจริงๆ เมฆินทร์จ้องภรรยาตาเขม็งก่อนสอดฝ่ามือรั้งท้ายทอยเธอดึงเข้าหาด้วยแรงที่ไม่เบาเลย ดารินเผยอปากเตรียมสวดสามี แต่เขากลับไม่เว้นช่องว่างนั้นให้เธอได้เอื้อนเอ่ยคำใดขึ้นมาอีกการบดจูบที่เร่าร้อนแฝงไว้ด้วยอารมณ์ดิบเถื่อน ดารินเจ็บแปลบทั่วริมฝีปากนั่นเพราะคมเขี้ยวแหลมคมขบกัดอย่างแรงเรียวลิ้นร้ายเกี่ยวกระหวัดทั้งไล่ต้อนและดูดดุน น้ำลายและหยดเลือดถูกคละเคล้าด้วยกันจนได้รสชาติขมปร่าอบอวลในโพรงปาก เสียงเฉอะแฉะดังผสานอย่างต่อเนื่อง เป็นดารินที่ไม่อาจทนไหว เธอใช้มือดันหน้าสามีให้ออกห่าง“จูบหรือจงใจฆาตกรรมกันแน่” ถามหน้าบึ้งพลางใช้หลังมือเช็ดคราบน้ำลายออกจากขอบปากเมฆินทร์ยิ้มหยัน หากเขาฆ่าใครด้วยการจูบได้ เช่นนั้นเธอคงตายคาอกเขานับพันครั้ง“ตั้งห้าล้านเชียว เลือดออกนิดหน่อยทำบ่น” เขากดบั้นท้ายภรรยาไม่ให้ขยับเขยื้อนก่อนจะก้มหน้าลงอีกครั้ง ลิ้นชื้นปาดเลียตั้งแต่เนินอกลากยาวถึงยอดปทุมถันสีอ่อนจนมันลู่ไปกับผิวเนื้อ“อ๊า...” ดารินเชิดหน้าขึ้นหลุดเสียงครางแหบพร่าคนเจ้าเล่ห์เหลือบมองปลายคางมน ดวงตาคู่คมโค้งลงเป็นสระอิคล้ายถูกใจที่ทำเธอเสียการควบคุมได้ ยอดถัน
ดารินแต่งตัวภายในห้องน้ำ ด้วยเหตุนี้จึงไม่ได้ยินเสียงการเคลื่อนไหวด้านนอก เมื่อเปิดประตูออกมากลับพบว่า เธอไม่ได้อยู่เพียงลำพังกลิ่นเหล้าอ่อนๆ เจือกลิ่นน้ำหอมจากกายใหญ่แตะปลายจมูกสวย สายตาเธอกดต่ำมองเท้าเปลือยเลื่อนขึ้นไปยังไหล่กว้างของสามี เมฆินทร์นั่งเอนหลังบนขอบเตียง แขนทั้งสองข้างเท้ายันบนฟูกสปริงหกฟุต ใบหน้าคมคายยียวนสมเป็นเขานั่นแหละ จากสายตาดูแคลนที่จ้องมองมา เดาได้เลยว่าอีกฝ่ายคงไม่ได้มาดี“แค่มาอาบน้ำเดี๋ยวก็ไปแล้ว” เอ่ยบอกเสียงห้วนเมฆินทร์แสยะยิ้มมุมปาก “จะรีบไปไหนซะล่ะ นัดใครไว้เหรอแต่งตัวสวยเชียว” “ขอละคุณเมฆ อย่าชวนทะเลาะได้ปะ” เธอไม่พร้อมปะทะฝีปากในเวลานี้ เขาก็เหลือเกิน หายใจเข้าออกก็จ้องแต่จะหาเรื่องกัน ดารินเลิกสนใจสามี หยิบกระเป๋าตั้งใจจะไม่อยู่ทะเลาะกับเขาอีก แต่เสียงเข้มกลับเอ่ยขึ้นมาประโยคหนึ่ง“เธอยังไปไหนไม่ได้” มุมปากสวยกระตุกยิ้มหยัน เอี้ยวคอมองสามีที่นั่งหน้าระรื่นอยู่บนเตียง“มีสิทธิ์อะไรมาสั่งฉัน” “ว่าแล้วเชียวคนสวยต้องพูดคำนี้” เขาลุกจากเตียงก้าวเดินมายังภรรยา ดารินรู้สึกฉุนท่าทางสัพยอกนั้นเหลือเกินคิดจะมาไม้ไหนกันแน่แต่แล้วก็ต้องชะงัก เม
ภายในรถ ดารินกลืนน้ำตาตัวเองหลายอึก เธออธิบายทุกอย่างเท่าที่จะทำได้ให้ลูกชายทั้งสองเข้าใจ การันต์ไม่ชอบใจเลยยามเห็นแม่มีน้ำตา เด็กน้อยปีนขึ้นตักมารดาใช้หลังมือป้อมๆ เช็ดคราบน้ำตาออกให้อย่างแผ่วเบาดารินปล่อยโฮออกมาในที่สุด เธอกอดร่างนุ่มนิ่มไว้แนบแน่น รู้สึกเหมือนจะขาดใจตายเดี๋ยวนั้น“แม่...แม่ไม่ได้อยากให้เรื่องเป็นแบบนี้เลย พี่ภูมิ การันต์ แม่ขอโทษจริงๆ ถึงแม่จะไม่ได้อยู่บ้านหลังนี้แล้ว แต่เราก็ยังเจอกันเหมือนเดิมทุกวันนะ แม่จะไปรับที่โรงเรียนทุกวันเลยดีมั้ย เสาร์อาทิตย์เราก็ไปหาอะไรกินกันเหมือนเดิม”ภูมินทร์แม้เขาจะแค่เจ็ดขวบ แต่ก็พอทำความเข้าใจได้ และเขาไม่ได้โกรธแม่ แต่แค่ไม่เข้าใจว่าทำไม พ่อกับแม่ต้องหย่ากัน“แม่ไม่ได้รักพ่อแล้วเหรอครับ” เขาถาม“...” ดารินยกมือปาดน้ำตาออกจากใบหน้าก่อนจะตอบไปว่า“เรื่องนั้นมันไม่สำคัญหรอกพี่ภูมิ แม่อยากให้พี่ภูมิมั่นใจว่า แม่จะไม่ทอดทิ้งพวกหนูอย่างแน่นอน”อ้อมแขนของดาริน ใบหน้ากลมอิ่มซบอกมารดาแขนขาอ่อนเปลี้ยด้วยเจ้าตัวเข้าสู้ห้วงนิทราไปแล้วเธอกระชับอ้อมแขนมองเจ้าก้อนอย่างอ่อนใจ เด็กก็คือเด็กจริงๆ นั่นแหละ...“ทุกคืนต่อจากนี้จะไม่มีแม่แล
ดารินมารอรับลูกชายทั้งสามตามแผนการเดิมที่วางไว้ ในขณะเดียวกันเธอรู้สึกเจ็บแปลบบริเวณอกด้านซ้ายยามเห็นใบหน้ากลมแฉล้มเดินยิ้มแย้มมาแต่ไกล ริมฝีปากเธอสั่นระริก ยากเย็นเหลือเกินกว่าจะกลั่นกรองรอยยิ้มสดใสตอบรับพวกเขา“แม่มาแล้ววว” เสียงยานคางของการันต์พร้อมกับอ้อมแขนเล็กจิ๋วสวมกอดหน้าขามารดาแน่น ดารินยอบลงตัวปัดเส้นผมชื้นเหงื่อออกจากกรอบหน้ากลมอิ่มเรียวแขนเล็กดูบอบบาง ทว่าอุ้มการันต์ได้อย่างมั่นคง “คิดถึงจังเลยคนเก่งของแม่”ระหว่างเดินทางไปโรงพยาบาล ดารินถามไถ่เรื่องการเรียนของเจ้าแฝดไปพลางๆ และไม่นานหลังจากนั้นการันต์ที่นั่งคาดเข็มขัดอยู่เบาะหน้ากับมารดาก็เข้าสู่ห้วงนิทราด้วยความอ่อนล้า ดารินปรับเบาะให้ลูกชายเพื่อให้เจ้าตัวเล็กนอนได้ถนัดมากขึ้น ก่อนเอ่ยถามภูมินทร์กับภูเบศวร์ว่า“หิวหรือยังเด็กๆ แวะทานอะไรก่อนขึ้นไปเยี่ยมคุณยายไหม” ภูเบศวร์ “มีไก่ทอดมั้ยครับ”“ช่วงนี้อินกับไก่ทอดเหรอ” ภูมินทร์หันมองเสี้ยวหน้าน้องชายที่เกิดทีหลังเขาถึงสิบห้าวินาที“อือ อยากกิน”“พี่ภูมิล่ะเอาด้วยมั้ยคะ”“ภูมิเอาเนื้อน่องครับ เขาว่าเนื้อตรงนั้นนุ่มสุด”ภีมอ้าปากล้อเลียนพี่ชาย “เขาน่ะใครเหรอ” ไม
เมฆินทร์นั่งรอภรรยาภายในรถชั่วโมงกว่าแล้ว ระหว่างนั้นเขาพยายามทำใจให้เย็นลงพลางกดโทร.หาดารินรอบที่เท่าไรไม่อาจนับแม้รู้เต็มอกว่า เธอปิดเครื่องหนีกันก็เถอะ กระทั่งขึ้นแจ้งเตือนว่า ปลายทางสามารถติดต่อได้ คิ้วเข้มยังคงขมวดยุ่งเหยิง เพราะไม่ว่าอย่างไรก็ไร้การตอบรับจากเธอนิตยสารครอบครัวเคยขอสัมภาษณ์ภรรยาของผู้บริหารเมธากรูปเมื่อปีก่อน หัวข้อเคล็ดลับของชีวิตคู่ที่ยาวนานดาริน : เราควรมีเวลาให้กันเสมอ สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้คือความเอาใจใส่ และตบท้ายด้วยการบอกว่า'สามีของเธอน่ะน่ารักขนาดไหน' เพราะแบบนั้นจึงไม่แปลกหากคนภายนอกมองว่า ครอบครัวเขาน่ะแสนสมบูรณ์แบบ มีลูกที่น่ารัก มีภรรยาที่คอยเอาใจใส่สามีตลอดเวลาเมฆินทร์กลั้วหัวเราะ ช่างเป็นเรื่องน่าขำสิ้นดี หาความจริงในนั้นไม่ได้เลยสักนิดเดียว เคยเห็นจิ้งจกเปลี่ยนสีไหมล่ะ หากไม่เคยก็ดูเมียเขาไว้นะ นั่นแหละ ดารินเธอแสดงละครเก่งยิ่งกว่าดาราบางคนเสียอีกสิบนาทีต่อมาเขายังอยู่ที่เดิม เพิ่มเติมคือดับเครื่องรถลงมารอข้างนอกแทน ก้านนิ้วเรียวยาวเคาะฝากระโปรงรถ ดารินต้องเฝ้าคุณหญิงกำไล ดังนั้นเขามั่นใจว่าอย่างไรเธอก็ต้องลงมา สายตาคู่คมเพ่งมองประตูลิฟต์อี
แม่ยายป่วยทั้งคนมีหรือเมฆินทร์จะนิ่งดูดาย เขาสั่งให้เลขาตรวจสอบจึงทราบมาว่า คุณหญิงกำไลป่วยด้วยอาการโรคมะเร็งเต้านม แต่เพราะได้รับการรักษาทันเวลาจึงสามารถผ่าตัดเนื้อร้ายได้สำเร็จ เมฆินทร์ยังรู้มาอีกว่าเสี้ยนหนามอย่างจิรันตน์ก็ประจำการอยู่ที่นั่นด้วยเดิมทีไม่ใช่คนเชื่อใจในตัวภรรยาอยู่แล้ว ยิ่งสถานการณ์คลุมเครือที่มีใบหย่าเป็นตัวกั้นกลาง ทำให้เมฆินทร์อดคิดไม่ได้ว่า ดารินกำลังวางลู่ทางเอาไว้ หลังจากเขายอมเซ็นใบหย่า เธอคงจะหวังพึ่งพามัน... จิรันตน์ ชายหนุ่มที่ไม่ต้องทำอะไรก็ชนะเขาเสมอ แม้กระทั่งเรื่องของหัวใจ... ชายหนุ่มทั้งสองมีสายเลือดจากบิดาคนเดียวกัน จึงไม่แปลกที่หน้าตาพวกเขาจะคล้ายคลึงกันมาก ต่างกันตรงที่จิรันตน์เป็นประเภทเด็กเนิร์ดของโรงเรียน ชอบทำกิจกรรม และมักถูกส่งไปแข่งขันตอบคำถามวิชาการสร้างชื่อเสียงให้โรงเรียนเสมอ ต่างกับเมฆินทร์ที่เป็นเด็กหลังห้อง มักมีเรื่องชกต่อยกับเด็กในและนอกโรงเรียนเป็นประจำหากเมฆินทร์ไม่ใช่ลูกที่เกิดจากเมียหลวง ผู้ถือใบทะเบียนสมรสเหนือกว่าเมียคนอื่นๆ คาดว่าคงถูกบิดาเฉดหัวออกจากบ้านไปนานแล้ว เพราะลูกชายคนนี้มีแต่สร้างเรื่องไม่เว้นแต่ละวัน ส่วนจ