เข้าสู่ระบบ“เป็นยังไงบ้างวะ โดนอะไรบ้าง” ต้อมรีบเอ่ยถามทันที หลังจากที่เพื่อนร่วมงานถูกเรียกขึ้นไปพบผู้จัดการใหญ่ กว่าจะได้ออกมาจากห้องผู้จัดการก็ได้เวลาพักเที่ยงพอดี
“แค่ตักเตือนน่ะ เพราะยังไม่ได้ถึงกับทำร้ายร่างกายกันรุนแรง แต่ถ้ามีอีกครั้งก็น่าจะถูกพักงาน” อิศราตอบแบบเซ็ง ๆ
แต่ไม่ได้เซ็งที่ถูกเรียกเข้าไปคุย เซ็งที่ต้องมาเจอกับเขาในสถานการณ์แบบนี้ไง มันดูโคตรแย่ ทะเลาะกันเพราะแย่งผู้ชาย ยิ่งคิดอิศราก็ยิ่งเซ็ง
“ก็ดีแล้วนี่ แล้วมึงจะทำหน้าเป็นตูดทำไม” ต้อมเอ่ยถามอย่างไม่เข้าใจ ในเมื่อผู้จัดการก็ไม่ได้ลงโทษอะไร ทำไมอิศราถึงได้ทำหน้าเหมือนกับว่าถูกพักงานอย่างนั้นล่ะ
“ก็เพราะผู้จัดการใหญ่ คือคนที่กูตามหามาตลอดหลายเดือนไง คนที่สัมภาษณ์กูวันนั้นคือ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ไม่ใช่ฝ่ายบุคคล” อิศราเน้นตำแหน่งของคนที่ตัวเองแอบปลื้มให้ต้อมฟังทีละคำ
“อะไรนะ?” ต้อมถึงกับวางช้อนที่กำลังจะตักข้าวเข้าปากลงแทบจะทันที
“เออ ตามที่ได้ยินนั่นแหละ”
“ถึงว่า ทำไมไม่เคยเจอเขาเลยเพราะเขาเป็นผู้จัดการใหญ่นี่เอง”
“ต้อม กูจะทำไงดีวะ?”
“มึงหมายถึงอะไร?”
“ก็เรื่องผู้จัดการไง เขาจะต้องมองกูไม่ดีแน่เลย ที่มีเรื่องแบบนั้น แถมยังเป็นเรื่องแย่งผู้ชายอีก”
“แต่มึงก็ไม่ได้แย่งสักหน่อย จะกลัวอะไรวะ” ต้อมพูดให้กำลังใจ เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นก็เป็นเพราะกาญจนาเป็นคนก่อทั้งนั้น
“อีกอย่าง ทำอย่างกับว่ามึงจะได้เจอผู้จัดการใหญ่บ่อย ๆ อย่างนั้นละ” ต้อมบอก เพราะระดับกรรมการผู้จัดการใหญ่แบบนั้น ไม่บ่อยนักหรอกที่จะลงมาเดินในไลน์การผลิตที่พวกเขาทำงานอยู่ อย่างมากก็แค่เวลามีลูกค้าหรือไม่ก็แขกจากข้างนอกมาเยี่ยมชมโรงงาน ระดับผู้จัดการถึงจะลงมาต้อนรับและพาเดินดูแผนกต่าง ๆ ในโรงงาน ซึ่งก็ไม่บ่อยอยู่ดี
“แต่กูก็รู้สึกแย่อยู่ดีนั่นแหละ” เพราะอิศราไม่อยากให้เขามองตัวเองเป็นพวกชอบสร้างปัญหา แถมยังก่อเรื่องชู้สาวแบบนั้นด้วย เขาคงมองว่าอิศราเป็นคนไม่ดีไปแล้วแน่ ๆ
“กูว่ามึงตัดใจเถอะ” อยู่ ๆ ต้อมก็พูดออกมาดื้อ ๆ ให้เพื่อนตัดใจ ทั้งที่ก่อนหน้านั้นก็ยังเชียร์กันอยู่เลย
“อะไรของมึงวะต้อม”
“ก็เขาเป็นถึงผู้จัดการใหญ่ แต่มึงเป็นแค่พนักงานธรรมดา ๆ เท่านั้น กูว่ามันไม่น่าจะเป็นไปได้หรอก”
“ทำไมมึงพูดดับฝันกูแบบนี้ละต้อม”
“นี่มันชีวิตจริงนะอิงค์ ไม่ใช่นิยายน้ำเน่าที่พระเอกรวยฐานะดีจะมารักกับนางเอกจน ๆ คนรวยก็ต้องคบกับคนที่อยู่ระดับเดียวกันอยู่แล้ว” ต้อมเตือนสติเพื่อน เพราะไม่อยากให้เพื่อต้องผิดหวัง
ในตอนแรกที่เชียร์เพราะคิดว่าคนที่อิศราแอบชอบเป็นแค่พนักงานออฟฟิศในโรงงานเท่านั้น แต่นี่เขาเป็นถึงกรรมการผู้จัดการใหญ่ ความแตกต่างระหว่างทั้งคู่มันต่างกันเกินไป ถึงจะชอบแค่ไหนก็ไม่มีทางสมหวังอยู่ดี
อิศราแค่ฟังสิ่งที่คนเป็นเพื่อนเตือนเท่านั้น ส่วนจะทำตามที่เพื่อนบอกหรือเปล่าก็อีกเรื่องหนึ่ง
ตอนเย็นหลังเลิกงาน อิศรากลับมาที่อาร์ตเมนต์ในเวลาเกือบสองทุ่ม เพราะมัวแต่แวะซื้อของกินและผลไม้ที่ตลาดแถวนั้น และก็จำพวกอาหารแห้งอีกนิดหน่อยที่ซูเปอร์ใกล้ ๆ กับอพาร์ตเมนต์ ก่อนจะหอบของพะรุงพะรังเข้ามาในตัวตึก ไม่มีแม้แต่มือจะกดลิฟต์ด้วยซ้ำ แต่ก็ยังถือว่าโชคดที่มีคนใจดีช่วยกดให้ แต่พออิศราจะหันไปขอบคุณคนมีน้ำใจที่อาศัยอยู่อพาร์ตเมนต์เดียวกัน เขากลับพูดคำนั้นออกมาไม่ครบประโยคเสียอย่างนั้น
“คุณก็พักที่นี่ด้วยเหรอ?”
“พี่ก็อยากเปิดตัวว่าเราเป็นแฟนกันกับป๊าแล้วก็แม่ของอิงค์นี่ครับ” รชานนท์บอกพร้อมทั้งรั้งร่างบางเข้ามากอดไว้แน่นใต้แสงไฟ“กลับห้องกันดีกว่าครับ” อิศราเอ่ยกับอกแกร่ง“ครับ” รชานนท์ตอบ พลางลูบหลังมือเล็กอย่างทะนุถนอมแล้วพากับห้องพักบนเตียงนอนนุ่ม สองร่างเปลือยเปล่านอนกกกอดกันอย่างแนบชิด จมูกโด่งก้มลงหอมเส้นผมสีดำที่มีกลิ่นแชมพูอ่อน ๆ อย่างรักใคร่ คนที่เพิ่งจะเสร็จกิจกรรมบนเตียงเงยหน้าขึ้นมามองคนตัวโตอย่างรักสุดหัวใจไม่ต่างกัน“รักพี่นนจังเลย” อิศราพูด ก่อนจะผงกหัวทุย ๆ ที่ผมยุ่งนิด ๆ ขึ้นมาจุ๊บที่ข้างแก้มของคนรัก“อย่าอ้อนแบบนี้ เดี๋ยวจะไม่ได้นอนนะครับ” รชานนท์พูดจบก็ก้มลงไปจูบปากแดง ๆ นั่นอย่างมันเขี้ยว“กลัวซะที่ไหนล่ะ” คนตัวเล็กพูดท้าทาย“พี่นนรู้มั้ยว่าอิงค์แอบชอบพี่นนตั้งแต่เราเจอกันวันนั้นเลยนะ”“วันไหน?” รชานนท์เอ่ยถาม“ก็วันที่พี่นนรับอิงค์เข้าทำงานที่โรงงานไง วันนั้นอิงค์เกือบไม่ได้งานแล้วถ้าพี่นนไม่ช่วย” อิศราเล่าต่อ“ตั้งแต่วันนั้นอิงค์ก็ตั้งใจเอาไว้ว่าจะต้องจีบพี่นนมาเป็นแฟนให้ได้ แต่พี่นนกลับเข้าใจผิดว่าอิงค์เป็นเด็กเลี้ยงของพี่วี แล้วก็หาว่าอิงค์จะจับพี่นนเพราะหวังจะก้าวหน
ณ ร้านอาหารจีนชื่อดัง ที่บรรยากาศเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและกลิ่นหอมของอาหารรสจัดจ้านที่วางเรียงรายอยู่บนโต๊ะ อันประกอบไปด้วยอาหารจานใหญ่เล็กสารพัดเมนู ทั้งติ่มซำ ข้าวผัด เป็ดปักกิ่ง และปลานึ่งมังกร กลิ่นหอมชวนให้น้ำลายสอ แต่สิ่งที่ทำให้บรรยากาศอบอุ่นและเป็นกันเองที่สุด ก็คือเสียงหัวเราะของสมาชิกทุกคนบนโต๊ะวันนี้เป็นวันที่อิศรากับครอบครัวมาทานอาหารจีนกันที่ร้านประจำของครอบครัว โดยที่วันนี้มีสมาชิกใหม่อย่างรชานนท์มาร่วมรับประทานอาหารมื้อนี้ด้วยรชานนท์เห็นสายตาที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม และแววตาที่สื่อถึงความรักและความผูกพันของครอบครัวนี้ ที่เขาเองก็รู้จักกับครอบครัวนี้มาเป็นเวลาหลายปี เพราะความที่เป็นเพื่อนสนิทของวีรภัทรด้วย เพียงแค่ไม่เคยได้รู้จักกับอิศราที่เป็นลูกชายคนเล็กของบ้านเลยก็เท่านั้น เพราะอิศราเองก็ไปเรียนต่อที่ต่างประเทศด้วย เลยยิ่งทำให้ทั้งคู่ไม่เคยได้โคจรมาเจอกันสักครั้ง“ตกลงวันนี้จะกลับมาอยู่ที่บ้านได้หรือยัง?” วีรภัทรเอ่ยถามคนน้อง ที่จนป่านนี้แล้วอิศราก็ยังติดแฟนหนึบ บ้านช่องไม่คิดที่จะกลับไปนอน“เดี๋ยวก็กลับเองแหละน่า” อิศราเอ่ยอย่างติดจะลำคาญคนพี่ที่เซ้าซี้ถามเรื่องนี้ไม่เ
รชานนท์ส่ายหน้าอย่างเอือม ๆ แต่ริมฝีปากกลับเผลอคลี่ยิ้มออกมา“พูดไม่หยุดแบบนี้ ทุกคนในบ้านถึงพากันเอ็นดูไงล่ะ”“ก็คุณพ่อคุณแม่แล้วก็พี่แนนน่ารักนี่ครับ แถมอบอุ่นมากด้วย” อิศราตอบกลับพลางเงยหน้าขึ้นมองผ่านเงาสะท้อนในกระจก แววตาที่สบเข้ากับสายตาของรชานนท์ทำเอาบรรยากาศเปลี่ยนไปในทันที จากหยอกล้อกลายเป็นความเงียบงันที่มีเพียงเสียงลมหายใจมือใหญ่หยุดเช็ดผมไปชั่วครู่ ก่อนจะเลื่อนลงมาจับไหล่เล็กเบา ๆ นิ้วโป้งเกลี่ยไปตามแนวกระดูกไหปลาร้า ราวกับไม่ทันรู้ตัวว่าแรงสัมผัสนั้นทำให้อีกฝ่ายสะดุ้งเล็กน้อย“พี่นน...” เสียงเรียกแผ่วเบาหลุดจากริมฝีปากอิศรา ใบหน้าที่ขึ้นสีแดงจัดยิ่งทำให้หัวใจรชานนท์สั่นวูบเขาโน้มตัวลงมาใกล้ กลิ่นสบู่และกลิ่นแชมพูอ่อน ๆ ที่ลอยเข้ามา มันยิ่งเหมือนเป็นแรงดึงดูดระหว่างกัน“รู้ตัวมั้ย เวลาทำหน้าแบบนี้ มันอันตรายกับพี่แค่ไหน?”คนตัวเล็กเบือนหน้าหลบ แต่ก็ถูกมือใหญ่ดันคางกลับมาให้สบตาอีกครั้ง คราวนี้ไม่มีใครพูดต่อ ริมฝีปากทั้งสองแนบเข้าหากันอย่างแผ่วเบาในตอนแรก ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นร้อนแรงยิ่งขึ้นเมื่ออิศราตอบรับโดยไม่ลังเลเสียงหัวใจเต้นดังแข่งกับเสียงหายใจ รชานนท์โอบร่างเล็กขึ
หลังจากที่เคลียร์ปัญหาที่โรงงานเรียบร้อย ก็ได้มีการจัดตั้งทีมบัญชีขึ้นใหม่ยกชุดแทนทีมงานชุดเก่าที่เป็นลูกน้องของนิกร ซึ่งทีมงานชุดใหม่ถูกส่งมาจากโรงงานใหญ่ เป็นทีมงานที่มีคุณภาพและวีรภัทรเองก็ไว้ใจ“วันนี้จะกลับบ้านได้หรือยังไอ้ตัวแสบ?” วีรภัทรเอ่ยถามน้องชายในห้องทำงาน หลังจากที่ได้มีการแนะนำทีมบัญชีชุดใหม่ในที่ประชุมเรียบร้อย“เดี๋ยวค่อยกลับ พรุ่งนี้พี่นนจะพาอิงค์ไปเที่ยวที่บ้านเขาน่ะ” อิศราบอก“เอาใหญ่เลยนะ ตกลงคบกันแล้วว่างั้น?” วีรภัทรเอ่ยถามอย่างหมั่นไส้ ตนไม่อยู่แค่สองอาทิตย์ แต่ดูเหมือนว่าความสัมพันธ์ระหว่างไอ้เพื่อนตัวดีกับน้องชายของเขาจะคืบหน้าไปจนเขาเองก็ตามไม่ทัน“ก็ประมาณนั้น” อิศราบอกอย่างไม่เต็มเสียง เพราะระหว่างเขากับรชานนท์มันเกินเลยไปถึงไหนต่อไหนแล้ว“ตามใจ แล้วก็อย่าลืมบอกป๊ากับแม่ล่ะ เรื่องไอ้นนน่ะ” ถึงทางครอบครัวจะไม่ได้ห้ามเรื่องพวกนี้ แต่การบอกให้ทางผู้ใหญ่รับรู้เอาไว้ก็เป็นเรื่องที่ควรจะทำ“อิงค์รู้หรอกน่า เดี๋ยวจะพาว่าที่ลูกเขยไปแนะนำตัวแน่นอนไม่ต้องห่วงนะครับ”วันรุ่งขึ้นซึ่งเป็นวันหยุดของโรงงาน รชานนท์พาอิศราไปหาครอบครัวตามที่คนเป็นพ่อบอก เพราะรชานนท์เองก็ไม่
"ดิฉัน แค่ทำตามคำสั่งของคุณนิกรค่ะ ท่านยืนยันว่าเจ้านี้มั่นคงและไว้ใจได้" คำตอบสั้น ๆ แต่กลับทำให้สิ่งที่เขาสงสัยยิ่งชัดเจนยิ่งขึ้นเย็นวันนั้น รชานนท์ไปส่งอิศราที่ห้องแล้วตัวเขาเองก็ย้อนกลับเข้ามาที่โรงงานอีกครั้งในช่วงค่ำโดยที่ไม่ได้บอกกับอิศราว่าจะมาที่โรงงานเพราะไม่อยากให้คนตัวเล็กต้องเป็นห่วง และคิดจะตามมาด้วยพอเข้ามาในตัวอาคารของโรงงานก็เห็นไฟห้องบัญชียังสว่างอยู่ เขาจึงเดินเข้าไปโดยไม่ส่งเสียง เห็นพนักงานบัญชีหญิงคนหนึ่งกำลังนั่งก้มหน้าอยู่หลังโต๊ะ มือสั่นระริกขณะใช้ปากกาลบคำผิดขีดฆ่าตัวเลขบางแถว แล้วเขียนตัวเลขใหม่ทับลงไปอย่างรีบร้อนข้างกายมีเครื่องคิดเลขที่ยังเปิดอยู่ ตัวเลขค้างบนหน้าจอไม่สอดคล้องกับยอดที่เธอกำลังเขียนลงไป แถมบนโต๊ะยังมีกองใบเสร็จและใบเสนอราคาอีกหลายฉบับ บางฉบับถูกถ่ายเอกสารซ้อนกันจนหมึกพร่ามัว เห็นร่องรอยการแก้ไขชัดเจนเสียงฝีเท้าของรชานนท์ที่เดินมาใกล้ทำให้เธอสะดุ้ง พนักงานสาวรีบยกแฟ้มขึ้นมาปิดบังใบเสร็จที่เพิ่งแก้ไขเสร็จ สีหน้าซีดเผือดเหมือนถูกจับได้คาหนังคาเขา"ถ้าคุณไม่อยากลำบากต้องหางานใหม่ บอกผมมาเดี๋ยวนี้ว่าใครสั่งให้คุณจัดทำเอกสารพวกนี้?" รชานนท์หย
“ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ” ลิษายิ้มทักทาย“ลิษากลับเลยดีกว่าค่ะนน รบกวนเวลางานนนมานานแล้ว”“จะกลับเลยเหรอ? ตอนนี้ก็เที่ยงพอดีไปกินข้าวด้วยกันก่อนสิ” รชานนท์เอ่ยชวน จนคนที่นั่งข้าง ๆ ถึงกับหน้าตึงขึ้นมา เพราะอิศราตั้งใจที่จะมาชวนเขาไปกินข้าวด้วยกันแท้ ๆ แต่รชานนท์กลับชวนคนอื่นไปแทน“ไม่ดีกว่า ลิษามีนัดกับเพื่อนน่ะ เอาไว้ค่อยเจอกันนะ” ลิษาปฏิเสธ“ขอตัวกลับก่อนนะคะคุณอิศรา ไว้มีโอกาสเจอกันอีกนะคะ” เธอหันมายิ้มให้อย่างเป็นมิตร ก่อนจะขอตัวกลับลิษากลับไปแล้ว ภายในห้องทำงานของรชานนท์จึงมีแค่เพียงเขากับอิศรา แต่แทนที่อิศราจะอยู่กับเขาในห้องทำงานต่อ กลับเลือกที่จะเดินออกจากห้องไปด้วยอีกคน จนรชานนท์ต้องรั้งมือเอาไว้“จะไปไหน?”“ออกไปกินข้าวข้างนอก” อิศราพูดโดยที่ไม่มองหน้าคนที่ที่รั้งมือตัวเองเอาไว้แม้แต่น้อย“จะไปกับใคร?”“คนเดียวครับ”“ทำไมถึงจะออกไปกินข้าวคนเดียว อิงค์ตั้งใจจะเข้ามาชวนพี่ไปด้วยกันไม่ใช่เหรอ?” รชานนท์เอ่ยถามอย่างรู้ทัน เขารู้ตั้งแต่อิศราเดินเข้ามาในห้องแล้ว เพราะเขาเองก็ตั้งใจที่จะพาคนตัวเล็กออกไปหาข้าวกลางวันกินเหมือนกัน“ก็เห็นคุณลิษาไปว่างไปกินข้าวด้วย อิงค์ก็คิดว่าพี่นนจะไม







