Share

บทที่ 8

คำพูดนี้ของหญิงวัยกลางคนเปรียบเสมือนการส่งมอบอำนาจและความรับผิดชอบทั้งหมดมาไว้ในมือของเธอเอง ไป๋เหวินซี มองไปทางผู้เป็นย่าด้วยแววตาแห่งความขอบคุณและซาบซึ้งใจอย่างที่สุด ก่อนที่แววตาของเธอจะเปลี่ยนแปลงไปในชั่วพริบตา

จากความอ่อนโยนกลายเป็นความเยือกเย็นและเฉียบคมราวกับใบมีดผ่าตัดอันคมกริบ เธอรู้ดีว่านี่คือช่วงเวลาวิกฤตที่ไม่สามารถพลาดได้แม้แต่นิดเดียว ชีวิตของทั้งแม่และลูกน้อยกำลังแขวนอยู่บนเส้นด้าย และเธอคือผู้ที่จะต้องเป็นผู้นำในสถานการณ์นี้

“ย่าคะ” เธอเริ่มต้นอธิบายอย่างรวดเร็วแต่ชัดเจน ทุกคำพูดของเธอถูกกลั่นกรองมาจากความรู้ทางการแพทย์ที่เธอได้รับจากการฝึกฝนในโลกจำลองและของจริงในชาติก่อนมานับครั้งไม่ถ้วน

“การทำคลอดท่าก้นนั้น เราจะดึงเด็กออกมาตรง ๆ ไม่ได้เด็ดขาด เพราะจะทำให้คอหรือแขนของเด็กหักได้ง่ายมาก สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือการอดทนรอค่ะ เราต้องรอให้ร่างกายของน้าเหมยเบ่งตัวเด็กออกมาเองให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

หน้าที่ของเราคือคอยประคอง ไม่ใช่การดึงรุนแรง เพราะถ้าดึงผิดวิธีอาจทำให้เกิดการบาดเจ็บรุนแรงต่อเด็ก เช่น กระดูกหักหรือสมองถูกกระทบกระเทือนได้ ย่าคะเราต้องปฏิบัติตามหลักการแพทย์สมัยใหม่ที่เน้นความปลอดภัยสูงสุดสำหรับทั้งแม่และลูก”

หลิวซื่อเหม่ยพยักหน้าเข้าใจในทันที ใบหน้าของเธอที่เต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งกาลเวลาแสดงถึงความยอมรับ หลักการปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาตินี้สอดคล้องกับภูมิปัญญาโบราณที่เธอเคยเรียนรู้มาจากบรรพบุรุษ แต่การห้ามดึงเด็ดขาดนั้นเป็นสิ่งที่ตรงข้ามกับที่หมอตำแยทั่วไปในหมู่บ้านเคยทำกันมาแต่ไหน แต่ไร

เพราะพวกเขามักจะรีบร้อนดึงเด็กออกเพื่อให้จบงานเร็ว “ย่าเข้าใจแล้ว ย่าจะทำตามที่หลานบอกทุกอย่าง” หญิงวัยกลางคนตอบด้วยน้ำเสียงมั่นคง แม้ว่าหัวใจของเธอจะเต้นรัวด้วยความกังวล

หลังจากการสนทนากับย่าเสร็จสิ้น คราวนี้ก็เป็นคิวของคนไข้บ้างแล้ว “น้าเหมย ฟังหนูนะคะ!” เธอหันไปให้กำลังใจคนไข้ที่นอนหอบหายใจด้วยความเจ็บปวดบนเตียงที่ปกคลุมด้วยผ้าสะอาด

“หายใจเข้าลึก ๆ แล้วเบ่งตามจังหวะที่รู้สึกปวดเลยค่ะ! อย่ากลัวนะคะ เราจะผ่านมันไปด้วยกัน หนูจะคอยบอกทุกขั้นตอน ลมหายใจเข้า... หายใจออก... ดีมากค่ะ ทำแบบนี้ต่อไป”

เสี่ยวเหมยพยักหน้าอย่างอ่อนแรง... น้ำตาของเธอไหลอาบแก้ม แต่เธอพยายามรวบรวมกำลังใจทั้งหมดที่มีเพื่อลูกน้อยในครรภ์ โดยมีหวังต้าหลี่ผู้เป็นสามีคอยให้กำลังใจอยู่ไม่ห่าง หลังจากที่ไป๋เหวินซีได้เชิญให้ผู้ไม่เกี่ยวข้องทั้งหมดออกไปแล้ว

เวลาผ่านไปอย่างบีบคั้นหัวใจ ทุกคนในห้องรวมถึงในบ้านต่างเฝ้ารออย่างเงียบเชียบ แต่ว่าบรรยากาศในห้องเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยกลิ่นเหงื่อและเลือดคละคลุ้งในอากาศนั่นกลับต่างออกไปเพราะในตอนนี้มีแต่ความตึงเครียด ไป๋เหวินซีคุกเข่าลงด้านข้างเสี่ยวเหมย คอยเช็ดเหงื่อและพูดให้กำลังใจหล่อนไม่ ขาดสาย

“น้าเหมยคะ ทนอีกนิดนะคะ ลูกของน้ากำลังมาแล้ว” เธอเฝ้าสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด มือของเธอสวมถุงมือที่แลกแต้มมาจากระบบหลังจากที่ล้างสะอาดมาแล้วเพื่อป้องกันการติดเชื้อ

ซึ่งเป็นขั้นตอนพื้นฐานที่เธอไม่เคยละเลยแม้ในสถานการณ์ฉุกเฉินแบบนี้ ในที่สุด... ส่วนก้นและขาของทารกก็ค่อย ๆ โผล่ออกมาจากช่องคลอด

ภาพนั้นทำให้ทุกคนในห้องสูดหายใจเฮือกใหญ่ หลิวซื่อเหม่ยทำท่าจะเอื้อมมือเข้าไปช่วยประคองตามสัญชาตญาณที่สั่งสมมาจากประสบการณ์หลายสิบปีในการช่วยทำคลอด

“เดี๋ยวฉันจะช่วยดึง...” เสียงของเธอเอ่ยขึ้น

“ยังค่ะย่า!” ไป๋เหวินซีร้องห้ามทันที เสียงของเธอเต็มไปด้วยความจริงจังและเด็ดขาด “ห้ามแตะตัวเด็กตอนนี้เด็ดขาด! รอจนกว่าจะเห็นสะดือก่อน ถ้าเราดึงตอนนี้สายสะดืออาจถูกกดทับมากขึ้นและทำให้เด็กขาดอากาศหายใจได้ทันที” เธออธิบายต่อ

“ตอนนี้เราต้องปล่อยให้มดลูกของน้าเหมยผลักเด็กออกมาจนถึงระดับสะดือก่อน แล้วเราจะจัดการกับสายสะดือที่พันคอ”

ติ๊ง!

[คำเตือน: อัตราการเต้นของหัวใจทารกลดลงเหลือ 100 bpm[1]... ระดับออกซิเจนในเลือดลดลง กรุณาตรวจสอบสายสะดือและดำเนินการโดยไม่ทำให้เกิดการบาดเจ็บ]

เสียงเตือนจากระบบในหัวของไป๋เหวินซียิ่งเพิ่มความกดดัน เธอรู้ว่าสายสะดือที่พันคออาจทำให้เกิดภาวะขาดออกซิเจนได้หากไม่จัดการอย่างถูกต้อง

เมื่อร่างกายของทารกเคลื่อนลงมาจนถึงระดับสะดือ ไป๋เหวินซีก็เห็นสายสะดือที่พันรอบคอของเขาอย่างชัดเจน แม้มันจะตึงเล็กน้อยแต่ยังไม่ถึงขั้นรัดแน่นจนเป็นอันตราย

“ย่าคะ ช่วยจับตัวเด็กที่กระดูกเชิงกรานไว้นะคะ เบา ๆ ค่ะ อย่าบีบที่ท้อง” เหวินซีสั่งการด้วยความระมัดระวัง เธอใช้มือข้างหนึ่งประคองตัวเด็กไว้ และใช้มืออีกข้างค่อย ๆ คลายสายสะดือที่พันรอบคออย่างนุ่มนวล

“สายสะดือยังไม่ตึงมาก เราจะลองคลายมันก่อน” เธอสอดนิ้วเข้าไปใต้สายสะดืออย่างระวังเพื่อไม่ให้เกิดแรงกดเพิ่มเติม และค่อย ๆ ดึงสายสะดือให้คลายออกจากคอของทารก

โชคดีที่สายสะดือพันเพียงรอบเดียวและไม่แน่นเกินไป ทำให้เธอสามารถคลายออกได้สำเร็จโดยไม่ต้องตัดสายสะดือก่อน ซึ่งเป็นวิธีที่ใช้ในกรณีที่สายสะดือตึงมากจนไม่สามารถคลายได้

“ดีแล้วค่ะ สายสะดือหลุดแล้ว” เธอพูดด้วยความโล่งใจ “ตอนนี้เราจะรอให้ตัวเด็กออกมามากกว่านี้ก่อน”

หลิวซื่อเหม่ยพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ... และเมื่อตัวเด็กเคลื่อนลงมาจนถึงระดับหน้าท้อง เหวินซีสังเกตว่าแขนทั้งสองข้างของทารกติดค้างอยู่ในช่องคลอด ซึ่งเป็นภาวะที่พบได้บ่อยในการคลอดท่าก้น

“ย่าคะ ตอนนี้แขนของเด็กติดอยู่ เราจะใช้เทคนิคที่เรียกว่า Lovset’s maneuver/ลอฟ-เซ็ตส์ มะ-นู-เวอร์[2] เพื่อช่วยให้แขนหลุดออกมาทีละข้าง” เธออธิบายอย่างใจเย็น แม้ว่าหญิงวัยกลางคนจะไม่เข้าใจแต่เธอมีความเชื่อมั่นในตัวของหลานสาวอย่างเต็มเปี่ยม

เธอกล่าวพร้อมกับสาธิตให้ย่าดู “ก่อนอื่น ย่าช่วยประคองตัวเด็กไว้นะคะ จับที่กระดูกเชิงกรานแบบนี้ อย่าบีบที่ท้องเด็กเด็ดขาด เพราะอาจทำให้อวัยวะภายในบาดเจ็บได้” หญิงวัยกลางคนทำตามด้วยความระมัดระวัง มือที่สั่นเล็กน้อยจากความตื่นเต้นและความกังวลยังคงมั่นคงเนื่องจากประสบการณ์อันยาวนาน

ไป๋เหวินซีค่อย ๆ หมุนลำตัวของทารกไปทางขวา 90 องศาด้วยความนุ่มนวล เพื่อให้แขนข้างหนึ่งหลุดออกมา

“แขนขวาออกมาแล้วค่ะ” เธอพูดเมื่อแขนข้างแรกหลุดออกมาได้สำเร็จ จากนั้นจึงหมุนตัวเด็กกลับไปทางซ้ายอีก 90 องศาเพื่อนำแขนอีกข้างออกมา

“แขนซ้ายออกแล้ว! ดีมากค่ะย่า” การหมุนนี้ต้องทำอย่างระวังเพื่อไม่ให้เกิดแรงบิดที่อาจทำร้ายกระดูกสันหลังหรือแขนของทารก หวังต้าหลี่ที่เห็นภาพนี้ใบหน้าของเขาซีดขาวราวไก่ต้มไม่ต่างจากภรรยาเลยทีเดียว

“ตอนนี้ถึงช่วงที่อันตรายที่สุดแล้วค่ะ” เด็กหญิงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เคร่งเครียด “ศีรษะของเด็กยังไม่ออกมา และสายสะดืออาจถูกกดทับระหว่างตัวเด็กกับช่องคลอด ทำให้เด็กขาดอากาศได้ง่ายขึ้น เรามีเวลาไม่ถึงสามนาที!”

ติ๊ง!

[คำเตือน: อัตราการเต้นของหัวใจทารกลดลงเหลือ 85 bpm! ระดับออกซิเจนต่ำกว่า 80% กรุณาใช้เทคนิค Mauriceau-Smellie-Veit maneuver/โม-รี-โซ-สเมล-ลี-ไวต์ มะ-นู-เวอร์[3] ทันทีเพื่อช่วยให้ศีรษะเด็กก้มลงและออกมาได้อย่างปลอดภัย]

เมื่อไป๋เหวินซีได้ยินเช่นนี้เธอก็ได้จัดท่าทารกให้อยู่ในท่านอนคว่ำพาดอยู่บนแขนข้างหนึ่งของเธออย่างรวดเร็วแต่ละมุนละม่อม

“ย่าคะ ช่วยกดเบา ๆ ที่บริเวณเหนือหัวหน่าวของน้าเหมยหน่อยค่ะ เพื่อช่วยให้ศีรษะเด็กก้มลง” เธอบอกพลางสอดนิ้วชี้และนิ้วกลางของมืออีกข้างเข้าไปในปากของทารกอย่างระมัดระวังเพื่อช่วยก้มศีรษะลง

เทคนิค Mauriceau-Smellie-Veit/โม-รี-โซ-สเมล-ลี-ไวต์ มะ-นู-เวอร์ นี้เป็นวิธีที่ซับซ้อนที่สุดในการคลอดท่าก้น ต้องใช้ความแม่นยำสูงเพื่อป้องกันการบาดเจ็บที่คอหรือศีรษะของทารก

“น้าเหมย! เบ่งครั้งสุดท้าย! แรงที่สุดในชีวิตเลยค่ะ!” เหวินซีตะโกนให้กำลังใจ น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยพลังและความหวัง

“อ๊า!!!” เสียงกรีดร้องสุดแรงของเสี่ยวเหมยดังก้องไปทั่วห้อง ตามมาด้วยการหลุดออกมาของศีรษะทารกจากช่องคลอดอย่างสมบูรณ์! ใบหน้าที่เปียกชุ่มไปด้วยน้ำคร่ำและเลือดเจือจางปรากฏขึ้นต่อของหน้าทุกคน

อุแว้... อุแว้... เสียงร้องไห้จ้าของทารกแรกเกิดดังขึ้นทันที ทำลายความเงียบอันตึงเครียดในห้อง มันคือเสียงที่ไพเราะที่สุดที่ทุกคนในห้องเคยได้ยิน เป็นสัญญาณของชีวิตใหม่ที่แข็งแรงและปลอดภัย

“เป็นเด็กผู้ชายจ้ะ... แข็งแรงมาก” หลิวซื่อเหม่ยพูดด้วยน้ำเสียงค่อนข้างสั่นด้วยความดีใจขณะรับร่างทารกไปทำความสะอาด เธอห่อเด็กด้วยผ้าสะอาดที่ต้มฆ่าเชื้อแล้ว คอยเช็ดใบหน้าและร่างกายเบา ๆ เพื่อให้เด็กหายใจได้สะดวก

“ดูสิ ผิวขาวเหมือนหิมะ นัยน์ตาโตเหมือนพ่อเขาเลย”

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

[1] (บี-พี-เอ็ม) ซึ่งย่อมาจาก Beats Per Minute หรือ จังหวะต่อนาที

[2] เป็นเทคนิคทางการแพทย์ที่ใช้ในการช่วยคลอดทารกในท่าก้น (breech presentation) โดยเฉพาะเมื่อแขนของทารกติดค้างอยู่ในช่องคลอด ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่พบได้บ่อยในการคลอดท่าก้น เทคนิคนี้ถูกพัฒนาโดย Jørgen Løvset สูตินรีแพทย์ชาวนอร์เวย์ในช่วงทศวรรษ 1930 เพื่อช่วยให้แขนของทารกหลุดออกมาได้อย่างปลอดภัยโดยไม่ก่อให้เกิดการบาดเจ็บต่อทารกหรือมารดา

[3] เทคนิคนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บของทารก เช่น การบาดเจ็บที่คอหรือสมอง เนื่องจากการคลอดท่าก้นมีความซับซ้อนและเสี่ยงสูง โดยเฉพาะในกรณีที่มีภาวะแทรกซ้อน เช่น สายสะดือพันรอบคอ

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ภารกิจนาทีชีวิต แพทย์เวหา    บทที่ 277

    “คุณแม่! คุณพ่อ!”เสียงเรียกของจ้าวซินเยว่ดังขึ้นขัดจังหวะความคิด สองสามีภรรยาหันกลับไปมอง ก็เห็นลูก ๆ หลาน ๆ เดินขึ้นมาบนดาดฟ้ากันพร้อมหน้าจ้าวซินเยว่ในชุดสูททำงานดูทะมัดทะแมง เดินมาพร้อมกับจ้าวเฉินอวี่ที่ยังสวมชุดกาวน์ตามมาด้วย ไป๋เจ๋อในชุดสครับสีเขียว“พวกเราตามหาตั้งนาน นึกว่าแอบหนีไปเดทกันสองค

  • ภารกิจนาทีชีวิต แพทย์เวหา    บทที่ 276

    หนึ่งสัปดาห์หลังจากงานวันเกิด... บนดาดฟ้าอาคารสำนักงานใหญ่แห่งใหม่ของเครือโรงพยาบาลเวหา... ในขณะที่สายลมเย็นฉ่ำของยามเช้าพัดผ่านยอดตึกสูงเสียดฟ้าที่ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางมหานครจิงตู เบื้องล่างคือเมืองที่เจริญรุ่งเรืองด้วยเทคโนโลยีและความทันสมัยแต่เบื้องบนนี้... คืออาณาจักรแห่งความหวังที่ไป๋เหวินซี

  • ภารกิจนาทีชีวิต แพทย์เวหา    บทที่ 275

    “เฮ้อ...” จางเหว่ยถอนหายใจยาว “พวกนายดูสิ... ทำไมลี่หลินถึงไม่ยอมไปเป็นหมอเหมือนฉัน หรือเป็นนักข่าวสายลุยเหมือนแม่นะ... ดันอยากเป็นไอดอลซะงั้น แล้วดูกระโปรงนั่นสิ! ฉันบอกแล้วว่าให้เพิ่มความยาวอีก 2 นิ้วก็ไม่ยอม!”“โอ๊ย! คุณหมอจาง!” ซุนเผิงตบไหล่เพื่อนดังป้าบ “อย่าหัวโบราณน่า ลูกนายสวย เก่ง มีความสาม

  • ภารกิจนาทีชีวิต แพทย์เวหา    บทที่ 274

    กลับมายังปัจจุบัน เวลาเย็นย่ำท่ามกลางแสงไฟสีนวลตาจากโคมไฟระย้าและไฟประดับในสวนกำลังสาดส่องกระทบแก้วไวน์คริสตัลจนเกิดประกายระยิบระยับคลอเคล้าไปกับเสียงดนตรีแจ๊สบรรเลงเบา ๆ ผสมผสานไปกับเสียงหัวเราะพูดคุยที่ดังเซ็งแซ่ซึ่งวันนี้เป็นงานเลี้ยงฉลองวันเกิดของไป๋เหวินซีที่ไม่ได้จัดขึ้นอย่างหรูหราฟู่ฟ่าเพื่อ

  • ภารกิจนาทีชีวิต แพทย์เวหา    บทที่ 273

    “หนูทำได้ค่ะ!” จ้าวซินเยว่รับคำเสียงหนักผิดกับเด็กสาวทั่วไป “หนูสัญญา... ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น หนูจะปกป้องตระกูลจ้าวและตระกูลไป๋ด้วยชีวิต หนูจะเป็นพี่สาวที่ดูแลน้อง ๆ เองค่ะ!”สุดท้าย... สายตาของหญิงชราก็เคลื่อนมาหยุดอยู่ที่ จ้าวเฉินอวี่ เหลนคนกลางที่เอาแต่ก้มหน้าร้องไห้อยู่เงียบ ๆ ข้างเตียง เด็กชายผ

  • ภารกิจนาทีชีวิต แพทย์เวหา    บทที่ 272

    ซ่งซูเฟินที่ยืนกลั้นสะอื้นอยู่ด้านหลังสามี รีบขยับเข้ามาใกล้ “ฉันอยู่นี่ค่ะคุณแม่”“มาใกล้ ๆ แม่สิ”ซ่งซูเฟินคุกเข่าลงข้างสามี กุมมืออีกข้างของแม่สามีไว้ “คุณแม่คะ...”“ขอบใจนะซูเฟิน...” หญิงชราเอ่ยด้วยน้ำเสียงเปี่ยมเมตตา “ขอบใจที่เข้ามาเติมเต็มบ้านหลังนี้... ขอบใจที่ช่วยดูแลกั๋วเฉียง และดูแลคนแก่อย

  • ภารกิจนาทีชีวิต แพทย์เวหา    บทที่ 62

    จบคำกล่าวของครูประจำชั้นก็ได้มีเสียงฮือฮาดังขึ้นจากรอบทิศทาง จากคำพูดที่ว่าจะมีการย้ายห้องทุกภาคการศึกษา เนื่องจากมันได้สร้างแรงกดดันมหาศาลให้กับทุกคนในทันทีแต่คนที่ดูเหมือนจะหวาดวิตกมากที่สุดก็คงหนีไม่พ้น เกาฮุ่ย (พ่อบอกเราแล้วว่าต้องตั้งใจเรียน หากว่าเรายังอยากจะรักษาหน้าตาของตัวเอง) เธอกำมือของ

  • ภารกิจนาทีชีวิต แพทย์เวหา    บทที่ 57

    “พวกเรามาแลกเบอร์กันดีไหม” หลิวซือซือพูดพร้อมกับหยิบโทรศัพท์มือถือของเธอที่ดูเหมือนว่าจะเป็นรุ่นใหม่ของปีออกมา“ดีเหมือนกัน” หวังลี่สนับสนุน “ฉันก็เพิ่งได้เครื่องใหม่มาเหมือนกัน! ส่วนจางเหมย... เธอก็มีใช่ไหม”จางเหมยพยักหน้าอย่างเขิน ๆ แล้วจึงหยิบโทรศัพท์รุ่นเดียวกันกับของไป๋เหวินซีออกมาจากกระเป๋า “

  • ภารกิจนาทีชีวิต แพทย์เวหา    บทที่ 48

    ไป๋เหวินซีเงยหน้าขึ้นสบตากับทุกคนด้วยแววตาแสดงความจริงจัง“ครูหลิงคะ... ช่วงนี้มีอาการปวดหัว ตาพร่ามัว หรือจุกเสียดแน่นท้องบ้างไหมคะ”หลิงหนานเบิกตากว้างด้วยความตกใจ “มี... มีจ้ะ มีอาการปวดหัวตุบ ๆ มาสองสามวันแล้ว... หนูรู้ได้ยังไง”ไป๋เหวินซีไม่ได้ตอบคำถามนี้ของหล่อน แต่กลับหันไปทางเถ้าแก่ถังแทน“เ

  • ภารกิจนาทีชีวิต แพทย์เวหา    บทที่ 43

    สามวันผ่านไปหลังจากที่คุณนายจางได้ซื้อครีมหยกมุกตลับแรกไป... ภายในชมรมไพ่นกกระจอกสำหรับสตรีชั้นสูงในเมืองซีฮวา ซึ่งตั้งอยู่ในโรงน้ำชาที่หรูหราในร้านอาหารชั้นบนสุด บรรยากาศโดยรอบเต็มไปด้วยเสียงกระทบกันของตัวไพ่และเสียงพูดคุยอย่างออกรส“ตาฉัน!” คุณนายหลี่ประกาศเสียงใสพลางวางไพ่ลงบนโต๊ะ“อะไรกัน! เธอมื

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status