คำพูดนี้ของหญิงวัยกลางคนเปรียบเสมือนการส่งมอบอำนาจและความรับผิดชอบทั้งหมดมาไว้ในมือของเธอเอง ไป๋เหวินซี มองไปทางผู้เป็นย่าด้วยแววตาแห่งความขอบคุณและซาบซึ้งใจอย่างที่สุด ก่อนที่แววตาของเธอจะเปลี่ยนแปลงไปในชั่วพริบตา
จากความอ่อนโยนกลายเป็นความเยือกเย็นและเฉียบคมราวกับใบมีดผ่าตัดอันคมกริบ เธอรู้ดีว่านี่คือช่วงเวลาวิกฤตที่ไม่สามารถพลาดได้แม้แต่นิดเดียว ชีวิตของทั้งแม่และลูกน้อยกำลังแขวนอยู่บนเส้นด้าย และเธอคือผู้ที่จะต้องเป็นผู้นำในสถานการณ์นี้
“ย่าคะ” เธอเริ่มต้นอธิบายอย่างรวดเร็วแต่ชัดเจน ทุกคำพูดของเธอถูกกลั่นกรองมาจากความรู้ทางการแพทย์ที่เธอได้รับจากการฝึกฝนในโลกจำลองและของจริงในชาติก่อนมานับครั้งไม่ถ้วน
“การทำคลอดท่าก้นนั้น เราจะดึงเด็กออกมาตรง ๆ ไม่ได้เด็ดขาด เพราะจะทำให้คอหรือแขนของเด็กหักได้ง่ายมาก สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือการอดทนรอค่ะ เราต้องรอให้ร่างกายของน้าเหมยเบ่งตัวเด็กออกมาเองให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
หน้าที่ของเราคือคอยประคอง ไม่ใช่การดึงรุนแรง เพราะถ้าดึงผิดวิธีอาจทำให้เกิดการบาดเจ็บรุนแรงต่อเด็ก เช่น กระดูกหักหรือสมองถูกกระทบกระเทือนได้ ย่าคะเราต้องปฏิบัติตามหลักการแพทย์สมัยใหม่ที่เน้นความปลอดภัยสูงสุดสำหรับทั้งแม่และลูก”
หลิวซื่อเหม่ยพยักหน้าเข้าใจในทันที ใบหน้าของเธอที่เต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งกาลเวลาแสดงถึงความยอมรับ หลักการปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาตินี้สอดคล้องกับภูมิปัญญาโบราณที่เธอเคยเรียนรู้มาจากบรรพบุรุษ แต่การห้ามดึงเด็ดขาดนั้นเป็นสิ่งที่ตรงข้ามกับที่หมอตำแยทั่วไปในหมู่บ้านเคยทำกันมาแต่ไหน แต่ไร
เพราะพวกเขามักจะรีบร้อนดึงเด็กออกเพื่อให้จบงานเร็ว “ย่าเข้าใจแล้ว ย่าจะทำตามที่หลานบอกทุกอย่าง” หญิงวัยกลางคนตอบด้วยน้ำเสียงมั่นคง แม้ว่าหัวใจของเธอจะเต้นรัวด้วยความกังวล
หลังจากการสนทนากับย่าเสร็จสิ้น คราวนี้ก็เป็นคิวของคนไข้บ้างแล้ว “น้าเหมย ฟังหนูนะคะ!” เธอหันไปให้กำลังใจคนไข้ที่นอนหอบหายใจด้วยความเจ็บปวดบนเตียงที่ปกคลุมด้วยผ้าสะอาด
“หายใจเข้าลึก ๆ แล้วเบ่งตามจังหวะที่รู้สึกปวดเลยค่ะ! อย่ากลัวนะคะ เราจะผ่านมันไปด้วยกัน หนูจะคอยบอกทุกขั้นตอน ลมหายใจเข้า... หายใจออก... ดีมากค่ะ ทำแบบนี้ต่อไป”
เสี่ยวเหมยพยักหน้าอย่างอ่อนแรง... น้ำตาของเธอไหลอาบแก้ม แต่เธอพยายามรวบรวมกำลังใจทั้งหมดที่มีเพื่อลูกน้อยในครรภ์ โดยมีหวังต้าหลี่ผู้เป็นสามีคอยให้กำลังใจอยู่ไม่ห่าง หลังจากที่ไป๋เหวินซีได้เชิญให้ผู้ไม่เกี่ยวข้องทั้งหมดออกไปแล้ว
เวลาผ่านไปอย่างบีบคั้นหัวใจ ทุกคนในห้องรวมถึงในบ้านต่างเฝ้ารออย่างเงียบเชียบ แต่ว่าบรรยากาศในห้องเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยกลิ่นเหงื่อและเลือดคละคลุ้งในอากาศนั่นกลับต่างออกไปเพราะในตอนนี้มีแต่ความตึงเครียด ไป๋เหวินซีคุกเข่าลงด้านข้างเสี่ยวเหมย คอยเช็ดเหงื่อและพูดให้กำลังใจหล่อนไม่ ขาดสาย
“น้าเหมยคะ ทนอีกนิดนะคะ ลูกของน้ากำลังมาแล้ว” เธอเฝ้าสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด มือของเธอสวมถุงมือที่แลกแต้มมาจากระบบหลังจากที่ล้างสะอาดมาแล้วเพื่อป้องกันการติดเชื้อ
ซึ่งเป็นขั้นตอนพื้นฐานที่เธอไม่เคยละเลยแม้ในสถานการณ์ฉุกเฉินแบบนี้ ในที่สุด... ส่วนก้นและขาของทารกก็ค่อย ๆ โผล่ออกมาจากช่องคลอด
ภาพนั้นทำให้ทุกคนในห้องสูดหายใจเฮือกใหญ่ หลิวซื่อเหม่ยทำท่าจะเอื้อมมือเข้าไปช่วยประคองตามสัญชาตญาณที่สั่งสมมาจากประสบการณ์หลายสิบปีในการช่วยทำคลอด
“เดี๋ยวฉันจะช่วยดึง...” เสียงของเธอเอ่ยขึ้น
“ยังค่ะย่า!” ไป๋เหวินซีร้องห้ามทันที เสียงของเธอเต็มไปด้วยความจริงจังและเด็ดขาด “ห้ามแตะตัวเด็กตอนนี้เด็ดขาด! รอจนกว่าจะเห็นสะดือก่อน ถ้าเราดึงตอนนี้สายสะดืออาจถูกกดทับมากขึ้นและทำให้เด็กขาดอากาศหายใจได้ทันที” เธออธิบายต่อ
“ตอนนี้เราต้องปล่อยให้มดลูกของน้าเหมยผลักเด็กออกมาจนถึงระดับสะดือก่อน แล้วเราจะจัดการกับสายสะดือที่พันคอ”
ติ๊ง!
[คำเตือน: อัตราการเต้นของหัวใจทารกลดลงเหลือ 100 bpm[1]... ระดับออกซิเจนในเลือดลดลง กรุณาตรวจสอบสายสะดือและดำเนินการโดยไม่ทำให้เกิดการบาดเจ็บ]
เสียงเตือนจากระบบในหัวของไป๋เหวินซียิ่งเพิ่มความกดดัน เธอรู้ว่าสายสะดือที่พันคออาจทำให้เกิดภาวะขาดออกซิเจนได้หากไม่จัดการอย่างถูกต้อง
เมื่อร่างกายของทารกเคลื่อนลงมาจนถึงระดับสะดือ ไป๋เหวินซีก็เห็นสายสะดือที่พันรอบคอของเขาอย่างชัดเจน แม้มันจะตึงเล็กน้อยแต่ยังไม่ถึงขั้นรัดแน่นจนเป็นอันตราย
“ย่าคะ ช่วยจับตัวเด็กที่กระดูกเชิงกรานไว้นะคะ เบา ๆ ค่ะ อย่าบีบที่ท้อง” เหวินซีสั่งการด้วยความระมัดระวัง เธอใช้มือข้างหนึ่งประคองตัวเด็กไว้ และใช้มืออีกข้างค่อย ๆ คลายสายสะดือที่พันรอบคออย่างนุ่มนวล
“สายสะดือยังไม่ตึงมาก เราจะลองคลายมันก่อน” เธอสอดนิ้วเข้าไปใต้สายสะดืออย่างระวังเพื่อไม่ให้เกิดแรงกดเพิ่มเติม และค่อย ๆ ดึงสายสะดือให้คลายออกจากคอของทารก
โชคดีที่สายสะดือพันเพียงรอบเดียวและไม่แน่นเกินไป ทำให้เธอสามารถคลายออกได้สำเร็จโดยไม่ต้องตัดสายสะดือก่อน ซึ่งเป็นวิธีที่ใช้ในกรณีที่สายสะดือตึงมากจนไม่สามารถคลายได้
“ดีแล้วค่ะ สายสะดือหลุดแล้ว” เธอพูดด้วยความโล่งใจ “ตอนนี้เราจะรอให้ตัวเด็กออกมามากกว่านี้ก่อน”
หลิวซื่อเหม่ยพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ... และเมื่อตัวเด็กเคลื่อนลงมาจนถึงระดับหน้าท้อง เหวินซีสังเกตว่าแขนทั้งสองข้างของทารกติดค้างอยู่ในช่องคลอด ซึ่งเป็นภาวะที่พบได้บ่อยในการคลอดท่าก้น
“ย่าคะ ตอนนี้แขนของเด็กติดอยู่ เราจะใช้เทคนิคที่เรียกว่า Lovset’s maneuver/ลอฟ-เซ็ตส์ มะ-นู-เวอร์[2] เพื่อช่วยให้แขนหลุดออกมาทีละข้าง” เธออธิบายอย่างใจเย็น แม้ว่าหญิงวัยกลางคนจะไม่เข้าใจแต่เธอมีความเชื่อมั่นในตัวของหลานสาวอย่างเต็มเปี่ยม
เธอกล่าวพร้อมกับสาธิตให้ย่าดู “ก่อนอื่น ย่าช่วยประคองตัวเด็กไว้นะคะ จับที่กระดูกเชิงกรานแบบนี้ อย่าบีบที่ท้องเด็กเด็ดขาด เพราะอาจทำให้อวัยวะภายในบาดเจ็บได้” หญิงวัยกลางคนทำตามด้วยความระมัดระวัง มือที่สั่นเล็กน้อยจากความตื่นเต้นและความกังวลยังคงมั่นคงเนื่องจากประสบการณ์อันยาวนาน
ไป๋เหวินซีค่อย ๆ หมุนลำตัวของทารกไปทางขวา 90 องศาด้วยความนุ่มนวล เพื่อให้แขนข้างหนึ่งหลุดออกมา
“แขนขวาออกมาแล้วค่ะ” เธอพูดเมื่อแขนข้างแรกหลุดออกมาได้สำเร็จ จากนั้นจึงหมุนตัวเด็กกลับไปทางซ้ายอีก 90 องศาเพื่อนำแขนอีกข้างออกมา
“แขนซ้ายออกแล้ว! ดีมากค่ะย่า” การหมุนนี้ต้องทำอย่างระวังเพื่อไม่ให้เกิดแรงบิดที่อาจทำร้ายกระดูกสันหลังหรือแขนของทารก หวังต้าหลี่ที่เห็นภาพนี้ใบหน้าของเขาซีดขาวราวไก่ต้มไม่ต่างจากภรรยาเลยทีเดียว
“ตอนนี้ถึงช่วงที่อันตรายที่สุดแล้วค่ะ” เด็กหญิงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เคร่งเครียด “ศีรษะของเด็กยังไม่ออกมา และสายสะดืออาจถูกกดทับระหว่างตัวเด็กกับช่องคลอด ทำให้เด็กขาดอากาศได้ง่ายขึ้น เรามีเวลาไม่ถึงสามนาที!”
ติ๊ง!
[คำเตือน: อัตราการเต้นของหัวใจทารกลดลงเหลือ 85 bpm! ระดับออกซิเจนต่ำกว่า 80% กรุณาใช้เทคนิค Mauriceau-Smellie-Veit maneuver/โม-รี-โซ-สเมล-ลี-ไวต์ มะ-นู-เวอร์[3] ทันทีเพื่อช่วยให้ศีรษะเด็กก้มลงและออกมาได้อย่างปลอดภัย]
เมื่อไป๋เหวินซีได้ยินเช่นนี้เธอก็ได้จัดท่าทารกให้อยู่ในท่านอนคว่ำพาดอยู่บนแขนข้างหนึ่งของเธออย่างรวดเร็วแต่ละมุนละม่อม
“ย่าคะ ช่วยกดเบา ๆ ที่บริเวณเหนือหัวหน่าวของน้าเหมยหน่อยค่ะ เพื่อช่วยให้ศีรษะเด็กก้มลง” เธอบอกพลางสอดนิ้วชี้และนิ้วกลางของมืออีกข้างเข้าไปในปากของทารกอย่างระมัดระวังเพื่อช่วยก้มศีรษะลง
เทคนิค Mauriceau-Smellie-Veit/โม-รี-โซ-สเมล-ลี-ไวต์ มะ-นู-เวอร์ นี้เป็นวิธีที่ซับซ้อนที่สุดในการคลอดท่าก้น ต้องใช้ความแม่นยำสูงเพื่อป้องกันการบาดเจ็บที่คอหรือศีรษะของทารก
“น้าเหมย! เบ่งครั้งสุดท้าย! แรงที่สุดในชีวิตเลยค่ะ!” เหวินซีตะโกนให้กำลังใจ น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยพลังและความหวัง
“อ๊า!!!” เสียงกรีดร้องสุดแรงของเสี่ยวเหมยดังก้องไปทั่วห้อง ตามมาด้วยการหลุดออกมาของศีรษะทารกจากช่องคลอดอย่างสมบูรณ์! ใบหน้าที่เปียกชุ่มไปด้วยน้ำคร่ำและเลือดเจือจางปรากฏขึ้นต่อของหน้าทุกคน
อุแว้... อุแว้... เสียงร้องไห้จ้าของทารกแรกเกิดดังขึ้นทันที ทำลายความเงียบอันตึงเครียดในห้อง มันคือเสียงที่ไพเราะที่สุดที่ทุกคนในห้องเคยได้ยิน เป็นสัญญาณของชีวิตใหม่ที่แข็งแรงและปลอดภัย
“เป็นเด็กผู้ชายจ้ะ... แข็งแรงมาก” หลิวซื่อเหม่ยพูดด้วยน้ำเสียงค่อนข้างสั่นด้วยความดีใจขณะรับร่างทารกไปทำความสะอาด เธอห่อเด็กด้วยผ้าสะอาดที่ต้มฆ่าเชื้อแล้ว คอยเช็ดใบหน้าและร่างกายเบา ๆ เพื่อให้เด็กหายใจได้สะดวก
“ดูสิ ผิวขาวเหมือนหิมะ นัยน์ตาโตเหมือนพ่อเขาเลย”
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
[1] (บี-พี-เอ็ม) ซึ่งย่อมาจาก Beats Per Minute หรือ จังหวะต่อนาที
[2] เป็นเทคนิคทางการแพทย์ที่ใช้ในการช่วยคลอดทารกในท่าก้น (breech presentation) โดยเฉพาะเมื่อแขนของทารกติดค้างอยู่ในช่องคลอด ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่พบได้บ่อยในการคลอดท่าก้น เทคนิคนี้ถูกพัฒนาโดย Jørgen Løvset สูตินรีแพทย์ชาวนอร์เวย์ในช่วงทศวรรษ 1930 เพื่อช่วยให้แขนของทารกหลุดออกมาได้อย่างปลอดภัยโดยไม่ก่อให้เกิดการบาดเจ็บต่อทารกหรือมารดา
[3] เทคนิคนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บของทารก เช่น การบาดเจ็บที่คอหรือสมอง เนื่องจากการคลอดท่าก้นมีความซับซ้อนและเสี่ยงสูง โดยเฉพาะในกรณีที่มีภาวะแทรกซ้อน เช่น สายสะดือพันรอบคอ