LOGINในความมืดมิดของยามค่ำคืน ปู่ ปรากฏกายขึ้นเบื้องหน้า ขุนศึก ร่างของท่านสูงใหญ่แต่กลับให้ความรู้สึกอบอุ่นและเปี่ยมไปด้วยอำนาจอันศักดิ์สิทธิ์ "ผีร้ายตนนั้นมีแรงอาฆาตหลายนัก...ต้องฟ้าวหาทางปลดปล่อยเขาก่อนที่คนบ้านเฮาจะเดือดฮ้อน" เสียงของปู่กังวานและหนักแน่น "หากปลดปล่อยบ่ได้...ก็จงจองจำเขาไว้เด้อ" "ครับผม... ผมสิปกป้องคนบ้านเฮาให้ปลอดภัย... ขออำนาจบารมีปู่ซ่อยคุ้มครองทุกคนแหน่เด้อ" ขุนศึกรับคำอย่างนอบน้อมพร้อมกับก้มลงกราบ ก่อนที่ร่างของปู่จะค่อยๆ เลือนหายไปในความมืด หลังจากปู่จากไป ขุนศึกก็ลุกขึ้นยืนแล้วหันไปหา ไอ้แหลม "ไอ้แหลม... เดี๋ยวมึงไปส่งกูที่เฮือน... แล้วก็ไปเอิ้นกำนันกับผู้ใหญ่บ้านมาให้แหน่เด้อ" "เอิ้นกลางดึกเลยบ่ครับพี่ขุน?" ไอ้แหลมถามด้วยความสงสัยปนความกลัว "อืม... หรือว่ามึงสิให้รอให้พวกผีมันมาจั่งค่อยไปเอิ้น?" ขุนศึกย้อนถามด้วยน้ำเสียงจริงจังจนไอ้แหลมรีบตัวสั่น "ครับๆ...ข่อยไปเดี๋ยวนี้แหละ" จากนั้นทั้งสองก็กลับไปที่เรือนไทย ก่อนที่ไอ้แหลมจะขับรถออกไปตามผู้ใหญ่บ้านและกำนันมาหาขุนศึก... การมาเยือนของปู่ในครั้งนี้ทำให้ขุนศึกรู้แล้วว่านี่ไม่ใช่เรื่องธรรมดา และเขาจะต้องรีบ
ในป่าอันมืดมิดที่เต็มไปด้วยพลังงานด้านลบ ไหมประคองร่างที่แน่นิ่งของขุนศึกไว้ในอ้อมกอด น้ำตาของเธอไหลอาบแก้มด้วยความเจ็บปวด เธอเขย่าร่างของเขาอย่างแผ่วเบา "พ่อครู!" เสียงของเธอแหบพร่าและเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น "พ่อครูอย่าเป็นอะไรนะ! ไหมขอโทษ!" "พ่อ!" เสียงเล็กๆ ของ ไอ้แดง กุมารทอง ดังขึ้นอย่างเป็นกังวล เขาปรากฎตัวอยู่ข้างๆ ไหม มองผู้เป็นพ่อด้วยความห่วงใย "ไหม! พ่อครู! เป็นยังไงบ้าง!" แพรรีบเข้ามาด้วยใบหน้าที่ซีดเผือด เธอตกใจสุดขีดเมื่อเห็นเลือดไหลอาบศีรษะของขุนศึก แต่แล้ว... สิ่งที่ทุกคนไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น ขุนศึกค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างช้าๆ แล้วพยุงตัวเองลุกขึ้นนั่งอย่างมั่นคง แม้จะมีเลือดไหลออกมาจากบาดแผลบนศีรษะ แต่แววตาของเขากลับเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยว "อย่าตกใจครับ... ผมไม่เป็นอะไรมาก" เขาเอ่ยขึ้นเสียงแผ่ว แต่เต็มไปด้วยพลัง "คุณไหม! คุณแพร! ตั้งจิตให้มั่นนะครับ!" "ค่ะ!" ไหมและแพรตอบรับพร้อมกัน พวกเธอรู้ดีว่าเวลานี้ไม่ใช่เวลาที่จะมามัวแต่เสียใจ ขุนศึกในสภาพที่สะบักสะบอม พนมมือขึ้นอย่างตั้งใจ หลับตาลง แล้วเริ่มสวด คาถาชุมนุมเทวดา เสียงของเขาดังก้องไปทั่วบริเวณ คาถาที่ร่ายออกมานั้นไ
เมื่อทานข้าวเสร็จเรียบร้อย ทั้งสามคนก็ออกเดินทางกันต่อทันที จุดหมายปลายทางคือจังหวัดอุดรธานี การเดินทางดำเนินไปอย่างราบรื่นจนกระทั่งรถเข้าสู่เขตนครราชสีมา จู่ๆ ก็เริ่มมีเรื่องแปลกๆ เกิดขึ้น แพร ที่นั่งอยู่เบาะหลังเริ่มรู้สึกไม่ดี เธอได้แต่ภาวนาในใจ 'ขออย่าให้เป็นเหมือนรอบก่อนที่พาไหมมาครั้งแรกด้วยเถอะ' เพราะสิ่งที่เธอเคยเจอมาในวันนั้นมันน่ากลัวจนถึงขั้นไม่อยากมีชีวิตอยู่ เธอเริ่มรู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งตัว เหงื่อมือเหงื่อเท้าออกอย่างควบคุมไม่ได้ "พ่อครูคะ..." ไหมเอ่ยขึ้น แต่ยังไม่ทันที่จะพูดจบ "อย่าทักครับคุณไหม" ขุนศึก กล่าวด้วยน้ำเสียงที่จริงจังและเด็ดขาด ทำให้ไหมรู้สึกใจคอไม่ดีขึ้นมาทันที สิ่งที่ขุนศึกห้ามมันตรงกับสิ่งที่แพรกำลังรู้สึกอยู่พอดี ท้องฟ้าที่เคยสดใสเบื้องหน้าเริ่มมัวหมองและมืดครึ้มเหมือนฝนกำลังจะตก บรรยากาศรอบนอกรถเงียบสงัดลงอย่างผิดปกติ ถนนที่ควรจะมีรถวิ่งพลุกพล่านกลับว่างเปล่า... ตลอดทางเหลือเพียงรถของพวกเขาอยู่แค่คันเดียว ความเงียบที่ปกคลุมอยู่ภายในรถช่างน่าอึดอัดหนักอึ้ง ทุกคนต่างรู้ดีว่ามีบางสิ่งบางอย่างกำลังคืบคลานเข้ามา... และมันกำลังจะปรากฏตัวในไม่ช้า... หลัง
หลังจากคำสารภาพที่เปลี่ยนทุกสิ่งทุกอย่างให้ไม่เหมือนเดิม ไหมได้ใช้เวลาขบคิดทบทวนอยู่นาน เธอตระหนักได้ว่าการผลักไส ขุนศึกออกไป ไม่ใช่ทางออกที่ถูกต้อง เพราะไม่ว่าเธอจะหนีไปไกลแค่ไหน คำสาปแห่งความแค้นข้ามภพก็ยังคงตามติดเธอไปทุกที่ และอาจจะทำให้คนอื่นๆ ต้องมาเดือดร้อนอีกครั้ง ในที่สุด ไหมจึงตัดสินใจที่จะเผชิญหน้ากับโชคชะตาด้วยความกล้าหาญ โดยมีขุนศึกอยู่เคียงข้าง หลังจากจัดการทุกอย่างเรียบร้อย ไหมก็ได้ตกลงกับเขาว่าจะเดินทางกลับจังหวัดอุดรธานีด้วยกัน "ผมอยากให้คุณมีชีวิตรอด...ไม่ว่ายังไงก็ตาม" ขุนศึกกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น เขารู้ดีว่าวิญญาณร้ายของ ปานขวัญไม่มีทางปล่อยไหมไปง่ายๆ การไปอยู่ในสถานที่ที่เขาคุ้นเคยและเต็มไปด้วยอาคมจะช่วยปกป้องเธอได้ อย่างน้อยก็ให้ผ่านช่วงอายุเบญจเพสที่ดวงตกที่สุดนี้ไปก่อน เธออาจจะอยู่รอดปลอดภัย แพรเองก็เห็นด้วยกับความคิดของขุนศึก เธอรู้ว่าเพื่อนรักต้องการใครสักคนที่จะช่วยพยุงเธอให้ก้าวเดินต่อไปได้ และขุนศึกคือคนๆ นั้น... ไม่ใช่แค่เพราะเขาเป็นผู้มีอาคม แต่เพราะเขาคือคนที่รักและพร้อมจะปกป้องไหมด้วยชีวิต การเดินทางกลับไปยังบ้านเกิดของขุนศึกที่จังหวัดอุดรธานี
"กูตามหามึงเจอแล้ว...อีเพียงรัก!" เสียงแหบโหยของแม่หมอเฒ่าดังขึ้นอย่างน่าขนลุก ราวกับเสียงของปีศาจที่เพิ่งหลุดออกมาจากขุมนรก ลมพายุโหมกระหน่ำรุนแรงกว่าเดิม พัดเอาเศษฝุ่นและใบไม้เข้ามาในบริเวณที่ยืนอยู่ ใบหน้าของแม่หมอเฒ่าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธแค้น ดวงตาแดงก่ำราวกับเลือดที่พร้อมจะกระเด็นออกมาได้ทุกเมื่อ "ตายซะเถอะมึง! กูจะได้จองจำวิญญาณของมึงให้เป็นทาสรับใช้กูตลอดไป!" สิ้นคำนั้น แม่หมอก็ล้วงมีดสั้นอาคมออกมาจากกระเป๋าที่ซ่อนอยู่แนบอก ปลายมีดส่องประกายวาววับในความมืดที่เข้าปกคลุม... ราวกับความตายกำลังโบกมือทักทาย ไหมน้ำตาคลอหน่วย เธอมองไปยังเปลวเพลิงที่ยังคงโหมไหม้ มองไปยังร่างไร้วิญญาณของพี่ชายและภพที่นอนอยู่บนพื้น... เหตุใดเบญจเพสของเธอถึงได้ร้ายแรงได้ขนาดนี้? เธอสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างไปแล้ว... หากต้องตายไปเสียตอนนี้... ก็คงจะดีเหมือนกัน... คนอื่นจะได้ไม่เดือดร้อนเพราะเธออีก... ความรู้สึกผิดที่กัดกินใจมานาน ผลักดันให้เธอตัดสินใจที่จะยอมรับชะตากรรม... เธอค่อยๆ หลับตาลงช้าๆ ... ปล่อยให้ร่างของตัวเองเตรียมพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับคมมีดที่กำลังจะปลิดชีพ... "ปัง!" ในจังหวะที่แม่หมอเงื้อม
ในสถานการณ์ที่อันตรายถึงขีดสุด ขุนศึกไม่รอช้า เขาใช้นิ้วชี้จรดลงบนหน้าผากของ ไหม และ หมอก เพื่อร่ายคาถาคุ้มครองอย่างรวดเร็ว พลังแห่งอาคมแผ่ซ่านออกมาจากตัวขุนศึก สร้างเกราะคุ้มภัยที่มองไม่เห็นปกป้องทั้งสองจากเหล่าวิญญาณร้ายที่พุ่งเข้ามา จากนั้น ขุนศึกก็หยิบ กริชสั้น ที่ซ่อนอยู่ในกระเป๋าสะพายออกมา เขามองกริชด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่น ตั้งใจบริกรรมคาถาโบราณที่เคยร่ำเรียนมาจากปู่ผู้เป็นอาจารย์ เสียงพึมพำแผ่วเบาแต่เต็มไปด้วยพลังแห่งจิตอาคม รอบๆ ตัวของเขาเกิดลมหมุนวนราวกับมีพลังงานบางอย่างถูกดึงเข้ามา วินาทีต่อมา ขุนศึกก็ลืมตาขึ้น ดวงตาของเขาฉายแววคมกริบราวกับพญาอินทรีที่มองเห็นเหยื่อในระยะไกล เขาปากริชสั้นเล่มนั้นออกไปอย่างรวดเร็วและแม่นยำที่สุดเท่าที่จะทำได้ "ฉึบ!" แรงอานิสงส์จากคาถาที่ร่ายออกมาพร้อมกับการปากริช ทำให้เหล่าผีร้ายที่อยู่รอบข้างกรีดร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด ตัวมันถูกเผาไหม้และสลายหายไปในอากาศราวกับควันไฟ ส่วนกริชสั้นที่พุ่งออกไปนั้น มุ่งตรงไปยัง ริน ด้วยความเร็วสูง เกือบปักเข้าที่กลางหน้าผากของเธอ! แต่ในเสี้ยววินาทีสุดท้าย ยายแม่หมอก็ปรากฏกายขึ้นอย่างกะท







