Share

บทที่ 6

last update Last Updated: 2026-01-07 20:54:43

เมื่อมองสูงขึ้นไปยังเส้นผมที่ยาวสลวยของเขา หญิงสาวกลับพบว่าเขาปล่อยเอาไว้ด้านบนโดยไม่มีการรวบมัดแต่อย่างใด ราวกับว่านี่เป็นเพียงการนอนหลับพักผ่อน ซึ่งนั่นก็ออกจะน่าแปลกเพราะเหม่ยเซียนเคยได้ยินว่าก่อนฝังศพ หากเป็นคนที่มียศศักดิ์ อย่างน้อยเขาก็ควรมีเกี้ยวหยกครอบมวยผมหรือที่เรียกว่า กวาน[1] ไม่ก็รวบผมขึ้นแล้วปักปิ่นเพื่อบ่งบอกถึงฐานะหรืออะไรทำนองนั้น

“คุณตายไปแล้วจริงๆ เหรอคะ หล่อขนาดนี้...น่าเสียดายจัง” กว่าจะรู้ตัวว่าตัวเองพูดอะไรออกไป เหม่ยเซียนก็แทบจะหลุดหัวเราะออกมา ที่ตนเพิ่งจะบอกว่าเสียดายความหล่อของคนที่ตายไปแล้ว ช่างบ้าบอดีแท้!

“ถึงคุณจะหล่อแต่ถ้าให้เลือกฉันขออยู่ข้างนอกดีกว่า อย่าว่ากันนะคะที่ลวนลามคุณไปตั้งเยอะแต่ไม่ได้อยู่เป็นเพื่อน ฉันว่าฉันควรหาทางออกไปจากโลงน้ำแข็งของคุณเสียที” พูดจบก็ลูบไล้ไปยังผนังโลงศพเพื่อดูว่าจะทำอะไรได้บ้าง

ถึงตอนนี้เองที่เหม่ยเซียนเพิ่งจะสังเกตว่าโลงน้ำแข็งดังกล่าวนั้นไม่ได้เย็นเยียบอย่างที่ควรจะเป็น แม้ว่ามันจะโปร่งใสและเย็นสบาย แต่มันช่างต่างจากน้ำแข็งทั่วไปโดยสิ้นเชิง กระนั้นหญิงสาวก็ให้สงสัยนักว่าหากมันไร้ซึ่งความเย็นแล้ว เหตุใดศพของบุรุษที่หญิงสาวกำลังนอนคร่อมอยู่ จึงยังคงสภาพราวกับคนที่ยังมีชีวิตอยู่เล่า

ปริศนามากมายในใจยังไม่ทันได้คำตอบ เสียงของผนังหินขนาดใหญ่กำลังครูดกันไปมาก็ดังขึ้นพร้อมกับแสงเจิดจ้าสาดส่องเข้ามาในถ้ำ เสียงฝีเท้าของคนเดินใกล้เข้ามาแผ่วเบา เหม่ยเซียนลังเลว่าควรจะส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือดีหรือไม่ เนื่องจากยังไม่รู้ถึงสถานการณ์ตรงหน้าชัดเจน แต่การเลือกที่จะติดอยู่ในโลงน้ำแข้งต่อไปก็ไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนัก

“กรี๊ด!!” เสียงกรีดร้องดังขึ้นก่อนที่หญิงสาวจะทันได้ส่งเสียงขอความช่วยเหลือ และเธอเองก็มั่นใจว่าที่ผู้มาใหม่กรีดร้องนั้น คงจะเป็นเพราะมองเห็นเงาของเธอนอนคร่อมอยู่บนตัวเจ้าของโลงศพนี้เป็นแน่

“นั่นไงล่ะ นึกอยู่แล้วเชียวว่าต้องเป็นแบบนี้” หญิงสาวทิ้งศีรษะลงหนุนแผ่นอกของชายหนุ่มราวกับคนกำลังปลงตก เมื่อนอนรออยู่นิ่งๆ ไปสักพัก เสียงฝีเท้าของคนหลายคนก็ดังขึ้น พร้อมกันนั้นเงาของคนมากมายก็ทาบทับลงมายังโลงศพ เป็นสัญญาณว่าคนที่กรีดร้องเมื่อครู่คงจะไปส่งข่าวให้ใครคนเหล่านี้ล่วงรู้ และตอนนี้พวกเขาคงจะเข้ามาดูเหตุการณ์กระมัง

เสียงพูดคุยกันอึงคะนึงดังเข้ามาทำให้เหม่ยเซียนขมวดคิ้ว ทั้งที่เธอเองก็ตระหนักดีนับตั้งแต่เห็นการแต่งตัวของชายหนุ่มแล้ว แต่การได้ยินบทสนทนาของคนด้านนอกอย่างชัดเจน ก็ยังนำความประหลาดใจมาให้หญิงสาวอยู่ดี

คนพวกนี้ใช้ภาษาจีนในยุคดั้งเดิมในการพูดคุยกัน อีกทั้งสำเนียงและการเลือกใช้คำยังต่างไปจากที่เธอเคยใช้ตอนที่เรียนอยู่ที่เซี่ยงไฮ้มาก

“นี่ฉันหลุดเข้ามาในซีรี่ย์จีนเรื่องจอมนางบัลลังก์ฮั่นหรือไงนะ เอ...หรือว่าเรื่องบทเพลงแห่งท้องทะเลทรายพระเอกหล่อดี ไม่สิฉันชอบพระรองนี่นา...”

แม้จะอยู่ในช่วงที่สับสนก็ยังอดที่จะหามุกตลกมาปลอบใจตัวเองไม่ได้ เนื่องจากสายตามองเห็นแล้วว่าคนด้านนอกกำลังแนบใบหน้าเข้ามามองเธอ

หญิงสาวได้แต่พยายามคาดเดาไปต่างๆ นานาว่าพวกเขาคงจะพยายามคิดว่าเธอเป็นใคร ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ และเหตุใดจึงเข้ามาในโลงน้ำแข็งนี้ได้ แต่ทั้งหมดที่คาดเดาไม่ได้เป็นอย่างที่คิดเลยสักนิด เนื่องจากคนที่อยู่นอกโลงนำแข็งต่างก็พยายามขบคิด เพื่อที่จะหาวิธีพาตัวเธอออกมาโดยเร็วที่สุดต่างหาก

“เร็วเข้าต้องมีวิธีสิ”

“นางติดอยู่ในนั้นนานเท่าไรแล้ว”

“นั่นไม่สำคัญ เจ้าไปตามเทพอสูรทั้งสี่ทิศมาเร็วเข้า”

“ไม่ต้องหรอก ข้าอยู่ที่นี่แล้ว”

ร่างสูงก้าวเดินเข้ามาในถ้ำด้วยท่าทางผ่อนคลาย ใบหน้าหล่อเหลาที่เต็มไปด้วยสง่าราศีปรากฏขึ้น พร้อมกับเสียงถอนใจของผู้คนที่ยืนรายล้อมอยู่

“คารวะจื่อชิงชิงหลง[2] ท่านมาเยือนตำหนักหวงหลง[3]เพลานี้ ประหนึ่งล่วงรู้ว่า...”

“แน่นอนข้าต้องรู้อยู่แล้ว เพราะข้าเป็นคนพานางมาเอง” จื่อชิงกล่าวจบก็เดินตรงไปยังโลงน้ำแข็งที่ตั้งอยู่ใจกลางถ้ำน้ำแข็งพันปี ถ้ำที่เขาและเทพอสูรอีกสามตนร่วมกันสร้างขึ้น ทั้งนี้ก็เพื่อเก็บรักษาร่างของเทพมังกรจื่อหมิง ผู้เป็นเจ้าของตำหนักหวงหลงแห่งแดนสวรรค์ ตำหนักซึ่งอยู่กึ่งกลางระหว่างเทพอสูรทั้งสี่

จื่อหมิง คือเทพมังกรซึ่งเป็นผู้นำของเทพอสูรทั้งสี่อย่าง จื่อชิงชิงหลง เฟิ่งเซียนจูเสว่[4] โม่เฉินไป๋หู่[5] ชางอี้เสวียนอู่[6]

[1]กวาน คือสิ่งที่ชนชั้นสูงชาวจีนในสมัยโบราณใช้สวมครอบบนศีรษะ เพื่อเป็นเครื่องบอกระดับประดับพระยศพระเกียรติ

[2] ชิงหลง คือมังกรเขียว เป็นเทพอสูรแห่งทิศตะวันออก เป็นอสูรธาตุไม้ ตัวแทนแห่งฤดูใบไม้ผลิ ในที่นี้ จื่อชิงคือชื่อ ส่วนชิงหลงเป็นตำแหน่งเทพอสูร หรือก็คือเทพอสูรมังกรเขียวจื่อชิงนั่นเอง

[3]หวงหลง คือมังกรทอง เป็นเทพตัวแทนของธาตุดินหรือธาตุทอง ประจำอยู่จุดศูนย์กลางของสวรรค์ ในที่นี้คือชื่อของตำหนักซึ่งเป็นที่พำนักของเทพมังกรทอง

[4] จูเชว่ หรือ จูเสว่ คือหงส์แดงเป็นเทพอสูรแห่งทิศใต้ ตัวแทนแห่งฤดูร้อน เป็นอสูรธาตุไฟที่ถูกจับคู่กับมังกรเขียว ในฐานะความสมดุลตามธรรมชาติความสุขในการสมรสเป็นทั้งผู้ให้และผู้รับ ในที่นี้เฟิ่งเซียนคือชื่อ จูเสว่คือตำแหน่งเทพอสูร หรือก็คือเทพอสูรหงส์แดงเฟิ่งเซียนนั่นเอง

[5] ไป๋หู่ คือพยัคฆ์ขาว หรือ เสือขาว เป็นเทพอสูรแห่งทิศตะวันตก ตัวแทนแห่งฤดูใบไม้ร่วง เป็นอสูรธาตุลม พยัคฆ์ขาวเป็นเทพอสูรแห่งการปกป้อง การคุ้มครอง เป็นราชาแห่งสรรพสัตว์ทั้งปวง รวมถึงเป็นราชันย์แห่งขุนเขาด้วย

[6] เสวียนอู่ คือเต่าดำ เทพอสูรแห่งทิศเหนือ ตัวแทนฤดูหนาว เป็นอสูรธาตุน้ำ

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • มายาพ่ายเล่ห์   บทที่ 11

    “นางคือภูตดอกโบตั๋น ภูตรับใช้ที่พระนางซีหวังหมู่พระราชทานในวันที่เจ้าสมรสกับเทพมังกร นางจะดูแลเจ้ารวมไปถึงดูแลเรื่องต่างๆ ในตำหนักหวงหลงแห่งนี้” ในขณะที่พูดเฟิ่งเซียนจ้องตรงไปยังจื่อเหยาที่เอาแต่ก้มหน้าลงมองพื้นด้วยความหวาดหวั่น ซึ่งนั่นทำให้จื่อชิงต้องรีบตัดบท“จื่อเหยาเจ้ากลับไปห้องของเจ้าก่อนเถิด ส่วนภูตโบตั๋นเจ้าก็ไปจัดการดูแลทุกอย่างให้พร้อมสำหรับนายของเจ้าเถิด”“ข้าน้อยรับบัญชาเจ้าค่ะ” แม้จะรับคำแต่ดวงตาที่ยังคงคลอคลองไปด้วยหยาดน้ำตา ก็ยังคงจับจ้องมายังเหม่ยเซียนผู้ซึ่งเป็นนาย“นางจะอยู่ที่นี่อีกนาน หากเจ้ายังไม่ไปเตรียมทุกอย่างให้พร้อม ข้าจะพานางไปพำนักที่ตำหนักจูเสว่ของข้าเสีย” เฟิ่งเซียนกล่าวเสียงเข้มคำขู่ของเฟิ่งเซียนดูเหมือนจะได้ผล หลังจากที่ค้อนไปทีหนึ่งภูติโบตั๋นก็หายวับไปทันที ทั้งนี้ก็เพื่อไปสั่งการเรื่องต่างๆ ในตำหนัก เช่นเรื่องแรกอย่างเช่นเรื่องชาร้อนๆ สำหรับเทพอสูรทั้งสี่และผู้เป็นนาย ในยามที่ทั้งหมดสนทนากันในห้องโถงอันโอ่อ่าของตำหนักหวงหลงตำหนักหวงหลงอันโอ่อ่ากว้างใหญ่ หากแต่ยังตระการตาได้ไม่เทียบเท่ากับความงดงามของเรือนในซึ่งเป็นเรือนหอที่เทพมังกรสร้างขึ้นเพื่อเท

  • มายาพ่ายเล่ห์   บทที่ 10

    “มากันแล้วหรือพวกเรารอกันตั้งนาน” โม่เฉินส่งเสียงขึ้นเป็นคนแรกทั้งยังเดินตรงเข้ามาหาเหม่ยเซียน “เหมือนเดิมจริงๆ ด้วยไม่เปลี่ยนไปเลยสักนิด”“นั่นสิ” ชางอี้เสริม“เปลี่ยนสิทำไมจะไม่เปลี่ยน” ผู้ที่ไม่เห็นด้วยนั้นคือเฟิ่งเซียน ผู้ซึ่งจับจ้องเหม่ยเซียนมานับตั้งแต่หญิงสาวเดินใกล้เข้ามา“ตรงไหนหรือ” แม้แต่จื่อชิงยังอดที่จะสงสัยไม่ได้“นางกล้าสบตาพวกเราทุกคน ไม่สังเกตหรือนางจ้องทุกคนไม่มีท่าทีขัดเขินแล้วก็ไม่หลบตาสักนิด” เฟิ่งเซียนเอ่ยแล้วส่งยิ้มให้เหม่ยเซียน “ต้องอย่างนี้สิจึงจะสนุก มาเถิดข้าจะพาเจ้าไปยังตำหนักในของเทพมังกร เจ้าเคยอยู่ที่นั่นมาถึงสองร้อยปีน่าจะมีตรงไหนที่ดูคุ้นตาบ้าง ไม่แน่อาจช่วยให้เจ้าจดจำอะไรขึ้นมาได้บ้าง”เหม่ยเซียนยอมเดินตามเฟิ่งเซียน ผู้ซึ่งเป็นถึงเทพอสูรแห่งทิศใต้ไป ด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยคำถาม แต่อีกฝ่ายกลับเพียงแค่ยิ้มให้แล้วจับจูงนางให้ออกเดิน“แล้วพวกข้าเล่า” จื่อชิงเอ่ยถามเสียงดัง“ก็ตามมาสิ ใครไปห้ามพวกท่านเอาไว้กันเล่า” เฟิ่งเซียนตอบโดยไม่หันกลับไปมอง นางกำลังชี้ชวนให้เหม่ยเซียนจดจำส่วนต่างๆ ของตำหนักหวงหลงเอาไว้ เนื่องจากความสลับซับซ้อนของตัวตำหนักอาจจะทำให้เห

  • มายาพ่ายเล่ห์   บทที่ 9

    แทนที่จื่อชิงจะพาเหม่ยเซียนไปเข้าเฝ้าองค์เง็กเซียนฮ่องเต้ยังท้องพระโรงสวรรค์ แต่เขากลับนำทางนางเข้าไปยังลานแห่งเทพธิดา ซึ่งที่นั่นพระนางซีหวังหมู่และเทพธิดาทั้งเจ็ดได้ทรงรออยู่ก่อนแล้ว“จากตรงนี้เจ้าต้องเข้าไปเพียงลำพัง”“แต่ว่าท่าน...”“เรียกข้าว่าจื่อชิง”“ท่านเป็นเทพอสูรมังกรเขียวใช่หรือไม่เจ้าคะ ข้าได้ยินเสียงพูดคุยกันเกี่ยวกับท่าน ยังมี...เทพอสูรทั้งสาม ตอนที่รอให้มีคนช่วยออกมาจากโลงน้ำแข็ง”“ข้ากับเจ้าเคยเป็นสหายกัน ดังนั้นเรียกข้าว่าจื่อชิง จำคำของข้าเอาไว้ให้ดี ตอบเมื่ออยากตอบ ตอบไม่ได้ก็ไม่ต้องตอบ นั่นเป็นสิทธิ์ของเจ้า ข้าจะไปรอเจ้าตรงนั้นไม่ต้องกลัว” พูดจบเขาก็ชี้ไปยังต้นกุ้ยฮวา[1]ที่อยู่ห่างออกไปหลายก้าวจากจุดที่ทั้งสองยืนอยู่ จากนั้นก็ยิ้มให้เหม่ยเซียนด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน“ทำไมเล่าเจ้าคะ”“ที่นี่คือลานแห่งเทพธิดา ข้าเป็นเทพอสูรทั้งยังเป็นบุรุษ”ความหมายก็คือมีเพียงเทพธิดาเท่านั้นที่เข้าไปได้นั่นเอง นั่นก็คือที่มาของชื่อลานเทพธิดา ซึ่งพระนางซีหวังหมู่หมู่ทรงพระราชทานให้ หลังจากที่ทรงร่ายคาถาเอาไว้เพื่อให้เทพธิดาทั้งเจ็ดพระองค์ทรงพระสำราญได้อย่างเต็มที่ โดยไร้ซึ่งเงาบุรุษเข้าม

  • มายาพ่ายเล่ห์   บทที่ 8

    เหม่ยเซียนเลิกคิ้วที่อีกฝ่ายเข้าใจในสิ่งที่เธอพูด ก็แน่ล่ะเธอตั้งใจพูดเป็นภาษาไทยเพื่อไม่ให้เขาเข้าใจ เพราะยังไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นถึงเทพอสูรที่เป็นคนไปรับตัวเธอมา ที่สำคัญกว่านั้นภาษาจีนที่อีกฝ่ายใช้นั้น มันเป็นภาษาจีนแบบดั้งเดิมที่แม้เธอจะฟังออกแต่กลับรู้สึกไม่คุ้นเคยเอาเสียเลย“คุณเป็นใครหรือคะ พอจะรู้ไหมว่าฉันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง”“เจ้ามาเพราะต้องมา ในเมื่อมาแล้วก็ตามข้ามาเถิด ระหว่างนี้ยังต้องเจอกับคำถามมากมาย เจ้าอยากตอบก็ตอบ ตอบไม่ได้ก็ไม่ต้องตอบ มาเถิดข้าจะนำทางให้เจ้า” จื่อชิงกล่าวเป็นนัยแล้วเดินนำหญิงสาวออกมา“คือ... ฉันมีคำถามค่ะ หมายถึงข้าขอถามท่านสักข้อได้หรือไม่เจ้าคะ” จากภาษาไทยเปลี่ยนเป็นภาษาจีนอย่างกล้าๆ กลัวๆ จนตัวหญิงสาวเองยังรู้สึกขายหน้า ...ที่เรียนมาห้าปีนั้นไม่ได้ช่วยอะไรในยามที่กำลังประหม่าอย่างนี้“เหม่ยเหริน เจ้าเป็นคนปรับตัวเก่ง ไม่นานเจ้าจะรู้สึกคุ้นชินดังนั้นฝึกเอาไว้เถิด เพราะเจ้ายังต้องอยู่ที่นี่อีก...ชั่วระยะหนึ่ง” จื่อชิงเว้นระยะไปเล็กน้อยคล้ายกับว่าเขาเองก็ลังเลเหม่ยเซียนเบิกตากว้าง “คุณหมายถึงคุณรู้ว่าฉันเป็นใคร...” เหม่ยเซียนชะงักเมื่อจื่อชิงหยุดเดิ

  • มายาพ่ายเล่ห์   บทที่ 7

    สามร้อยปีก่อนองค์เง็กเซียนฮ่องเต้[1]ได้พระราชทานสมรสให้กับจื่อหมิงหวงหลงกับเทพธิดาเหม่ยเหริน พระธิดาบุญธรรมของพระนางซีหวังหมู่[2] เทพธิดาพระองค์นี้เป็นเพียงองค์เดียวที่พระนางซีหวังหมู่ไว้พระทัยให้ช่วยควบคุมดูแลกาลเวลาของโลกมนุษย์หลังจากสองร้อยปีของการสมรสเทพธิดาเหม่ยเหรินพลันขอหย่ากับจื่อหมิงโดยไม่ทราบสาเหตุ แม้ว่าพระนางซีหวังหมู่จะตรัสถามสาเหตุเท่าไร เทพธิดาเหม่ยเหรินก็เอาแต่นิ่งเงียบจนองค์เง็กเซียนฮ่องเต้ทรงกริ้วมาก ทรงตรัสว่าหากยังไม่เล่าความจริงจะทรงลงโทษนาง เนื่องจากพระองค์เป็นผู้ที่พระราชทานสมรสหากเทพธิดายังคงยืนยันจะหย่านั่นก็เท่ากับขัดพระราชโองการสวรรค์ไม่ว่าจะถูกข่มขู่เท่าไรเทพธิดาเหม่ยเหรินก็ยังยืนยันคำเดิม จนองค์เง็กเซียนฮ่องเต้ทรงขู่ว่าหากยังไม่พูดจะลงโทษตามอาญาสวรรค์ นั่นก็คือไม่ว่าผู้ใดขัดราชโองการจะต้องถูกโยนลงไปยังบ่อพันวิญญาณ ซึ่งไม่ว่าเทพหรือเซียนตนใดหากตกลงไปก็จะดับสูญ ไม่อาจกลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีกชั่วกัปชั่วกัลป์เทพธิดาเหม่ยเซียนได้ยินเช่นนั้นก็คุกเข่าลงรอรับพระอาญาโดยไม่ปริปาก ซึ่งนั่นทำเอาทั้งองค์เง็กเซียนฮ่องเต้และพระนางซีหวังหมู่ถึงกับทรงถอนพระปัสสาสะเพรา

  • มายาพ่ายเล่ห์   บทที่ 6

    เมื่อมองสูงขึ้นไปยังเส้นผมที่ยาวสลวยของเขา หญิงสาวกลับพบว่าเขาปล่อยเอาไว้ด้านบนโดยไม่มีการรวบมัดแต่อย่างใด ราวกับว่านี่เป็นเพียงการนอนหลับพักผ่อน ซึ่งนั่นก็ออกจะน่าแปลกเพราะเหม่ยเซียนเคยได้ยินว่าก่อนฝังศพ หากเป็นคนที่มียศศักดิ์ อย่างน้อยเขาก็ควรมีเกี้ยวหยกครอบมวยผมหรือที่เรียกว่า กวาน[1] ไม่ก็รวบผมขึ้นแล้วปักปิ่นเพื่อบ่งบอกถึงฐานะหรืออะไรทำนองนั้น“คุณตายไปแล้วจริงๆ เหรอคะ หล่อขนาดนี้...น่าเสียดายจัง” กว่าจะรู้ตัวว่าตัวเองพูดอะไรออกไป เหม่ยเซียนก็แทบจะหลุดหัวเราะออกมา ที่ตนเพิ่งจะบอกว่าเสียดายความหล่อของคนที่ตายไปแล้ว ช่างบ้าบอดีแท้!“ถึงคุณจะหล่อแต่ถ้าให้เลือกฉันขออยู่ข้างนอกดีกว่า อย่าว่ากันนะคะที่ลวนลามคุณไปตั้งเยอะแต่ไม่ได้อยู่เป็นเพื่อน ฉันว่าฉันควรหาทางออกไปจากโลงน้ำแข็งของคุณเสียที” พูดจบก็ลูบไล้ไปยังผนังโลงศพเพื่อดูว่าจะทำอะไรได้บ้างถึงตอนนี้เองที่เหม่ยเซียนเพิ่งจะสังเกตว่าโลงน้ำแข็งดังกล่าวนั้นไม่ได้เย็นเยียบอย่างที่ควรจะเป็น แม้ว่ามันจะโปร่งใสและเย็นสบาย แต่มันช่างต่างจากน้ำแข็งทั่วไปโดยสิ้นเชิง กระนั้นหญิงสาวก็ให้สงสัยนักว่าหากมันไร้ซึ่งความเย็นแล้ว เหตุใดศพของบุรุษที่หญิง

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status