LOGINสามร้อยปีก่อนองค์เง็กเซียนฮ่องเต้[1]ได้พระราชทานสมรสให้กับจื่อหมิงหวงหลงกับเทพธิดาเหม่ยเหริน พระธิดาบุญธรรมของพระนางซีหวังหมู่[2] เทพธิดาพระองค์นี้เป็นเพียงองค์เดียวที่พระนางซีหวังหมู่ไว้พระทัยให้ช่วยควบคุมดูแลกาลเวลาของโลกมนุษย์
หลังจากสองร้อยปีของการสมรสเทพธิดาเหม่ยเหรินพลันขอหย่ากับจื่อหมิงโดยไม่ทราบสาเหตุ แม้ว่าพระนางซีหวังหมู่จะตรัสถามสาเหตุเท่าไร เทพธิดาเหม่ยเหรินก็เอาแต่นิ่งเงียบจนองค์เง็กเซียนฮ่องเต้ทรงกริ้วมาก ทรงตรัสว่าหากยังไม่เล่าความจริงจะทรงลงโทษนาง เนื่องจากพระองค์เป็นผู้ที่พระราชทานสมรสหากเทพธิดายังคงยืนยันจะหย่านั่นก็เท่ากับขัดพระราชโองการสวรรค์
ไม่ว่าจะถูกข่มขู่เท่าไรเทพธิดาเหม่ยเหรินก็ยังยืนยันคำเดิม จนองค์เง็กเซียนฮ่องเต้ทรงขู่ว่าหากยังไม่พูดจะลงโทษตามอาญาสวรรค์ นั่นก็คือไม่ว่าผู้ใดขัดราชโองการจะต้องถูกโยนลงไปยังบ่อพันวิญญาณ ซึ่งไม่ว่าเทพหรือเซียนตนใดหากตกลงไปก็จะดับสูญ ไม่อาจกลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีกชั่วกัปชั่วกัลป์
เทพธิดาเหม่ยเซียนได้ยินเช่นนั้นก็คุกเข่าลงรอรับพระอาญาโดยไม่ปริปาก ซึ่งนั่นทำเอาทั้งองค์เง็กเซียนฮ่องเต้และพระนางซีหวังหมู่ถึงกับทรงถอนพระปัสสาสะ
เพราะความรักและเอ็นดูที่ทั้งสองพระองค์มีต่อพระธิดาบุญธรรม องค์เง็กเซียนฮ่องเต้จึงทรงยื่นข้อเสนอ เพื่อให้เทพธิดาเหม่ยเซียนไปพำนักยังอาศรมแห่งโชคชะตานอกเขตสวรรค์ ทั้งนี้ก็เพื่อให้มีเวลาไต่ตรองเรื่องราวทั้งหมด จากนั้นก็ทรงตรัสให้ขุนพลสวรรค์พาไปส่งนางที่อาศรม
เรื่องราวทั้งหมดควรจะจบลงเช่นนั้น หากไม่ใช่ขุนพลสวรรค์ผู้ที่รับหน้าที่ไปส่งเทพธิดาเหม่ยเหรินกลับมารายงานเง็กเซียนฮ่องเต้ว่า
...เทพมังกรจื่อหมิง และเทพธิดาเหม่ยเหริน ทั้งสองต่างก็ตกลงไปยังบ่อพันวิญญาณ!!
กว่าองค์เง็กเซียนฮ่องเต้และพระนางซีหวังหมู่จะไปถึงบ่อพันวิญญาณ ดวงจิตแห่งเทพธิดาของเทพธิดาเหม่ยเหรินก็แทบจะดับสูญ ทั้งที่เทพมังกรจื่อหมิงใช้จิตวิญญาณของตนปกป้องดวงจิตและวิญญาณของนางเอาไว้
หลังจากเกิดเรื่องขึ้นเทพมังกรจื่อหมิงไม่อาจฟื้นคืนสติ ไม่มีผู้ใดออกมาให้ความกระจ่าง องค์เง็กเซียนฮ่องเต้มีพระราชโองการห้ามผู้ใดเอ่ยถึง ทั้งยังรับสั่งให้เทพมังกรเขียวจื่อชิงย้ายร่างของเทพมังกรจื่อหมิงกลับไปยังตำหนักหวงหลง ก่อนจะสร้างสุสานน้ำแข็งขึ้นเพื่อเก็บรักษาร่างที่ไร้ซึ่งดวงจิตของเทพมังกรเอาไว้ เนื่องจากพลังที่ยังคงหลงเหลืออยู่ภายในร่างของเทพมังกรจื่อหมิงถูกผนึกเพื่อรักษาสมดุลของแดนสวรรค์
...หากร่างเทพมังกรจื่อหมิงยังคงอยู่ สมดุลของความว่างเปล่า และสมดุลแห่งแดนสวรรค์ก็จะยังคงอยู่เช่นกัน
องค์เง็กเซียนฮ่องเต้มีพระบัญชาให้ขุนพลสวรรค์รับผิดชอบที่ละเลยหน้าที่ จนเป็นเหตุให้เทพธิดาและเทพมังกรตกลงไปยังบ่อพันวิญญาณ ทั้งที่เส้นทางจากสวรรค์ไปยังอาศรมโชคชะตานั้น เป็นคนละเส้นทางกับเส้นทางที่จะไปยังบ่อพันวิญญาณ ดังนั้นขุนพลสวรรค์นับยี่สิบชีวิตจึงสละชีพลงไปในบ่อพันวิญญาณ เพียงเพื่อค้นหาดวงจิตของเทพธิดาเหม่ยเหริน ซึ่งยังคงถูกห่อหุ้มด้วยดวงจิตแห่งเทพมังกร ทว่ากว่าจะถูกช่วยขึ้นมาดวงจิตอันอ่อนแรงก็ยังคงไม่ครบสมบูรณ์
ทวยเทพทั้งหลายพบว่าดวงจิตทั้งสามของเทพมังกรนั้นหลงเหลือเพียงหนึ่ง ทั้งยังถูกผนึกเอาไว้กับดวงจิตของเทพธิดาเหม่ยเหรินจนไม่อาจแยกออกจากกัน
มีเพียงหนทางเดียวคือต้องฟื้นฟูดวงจิตขึ้นมาพร้อมๆ กันสองดวงเท่านั้น จึงสามารถนำดวงจิตของเทพมังกรจื่อหมิงกลับมาเข้าร่าง
เพื่อช่วยให้รวบรวมดวงจิตและวิญญาณซึ่งถูกบ่อพันวิญญาณแผดเผาทำลาย พระนางซีหวังหมู่ตัดสินพระทัยใช้ดวงแก้วแห่งกาลเวลาช่วยเยียวยาดวงจิตของเทพธิดาเหม่ยเหริน
กระนั้นเทพธิดาเหม่ยเหรินก็ยังคงต้องเกิดและแตกดับจนครบหนึ่งร้อยครั้ง เพื่อให้จิตวิญญาณของนางกลับมาสมบูรณ์ ทวยเทพจึงจะสามารถแยกดวงจิตของเทพมังกรจื่อหมิงออกมาได้
ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นการจะส่งเทพธิดาไปเกิดยังโลกมนุษย์ จำเป็นต้องอาศัยผู้ที่มีชะตากล้าแข็งเป็นผู้ให้กำเนิด เนื่องจากจิตวิญญาณของคนผู้นั้นจะช่วยหล่อหลอมให้เทพธิดาเหม่ยเหรินแข็งแกร่งเร็วขึ้น...
“พวกท่านออกไปก่อนข้าจะจัดการเอง”
จื่อชิงกล่าวกับบรรดาเทพสวรรค์ที่รับหน้าที่เฝ้าดูแลถ้ำน้ำแข็ง ตามพระบัญชาของเง็กเซียนฮ่องเต้
“แต่ว่า...”
“ข้าจะเป็นคนพานางออกไปเอง อย่างไรเสียตอนนี้นางก็เป็นเพียงแค่มนุษย์ที่ดวงวิญญาณทั้งเจ็ดยังไม่ผสานกันเต็มที่ แม้จะมีหนึ่งดวงจิตของเทพมังกรคอยคุ้มครอง แต่ความทรงจำของนางก็ยังไม่กลับคืนมา แม้พวกท่านจะถามอะไรนางก็ยังไม่อาจตอบสิ่งใดได้”
“เช่นนั้นรบกวนท่านแล้ว”
จื่อชิงมองเหล่าเทพสวรรค์ที่ค่อยๆ ทยอยเดินออกไปด้วยใบหน้าเรียบเฉย เขารู้ดีว่าทั้งหมดร้อนใจเพียงใด เพราะเขาเองก็ไม่ได้ต่างไปจากทวยเทพเหล่านั้นนัก
เรื่องราวในวันนั้นเขาเองก็อยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นไม่น้อยไปกว่าเง็กเซียนฮ่องเต้และพระนางซีหวังหมู่ ทั้งเรื่องที่ว่าเหตุใดเทพธิดาเหม่ยเหรินจึงต้องการหย่าขาดจากเทพมังกรจื่อหมิง
และเหตุใดในวันนั้นนางจึงตัดสินใจไปยังบ่อพันวิญญาณ
ที่สำคัญ...เหตุใดเทพมังกรจื่อหมิงซึ่งสมควรอยู่ที่หอประชุมของทวยเทพ กลับไปปรากฏตัวที่นั่นกับนางด้วย
ฝาของโลงน้ำแข็งพันปีค่อยๆ ละลายจนเกิดเป็นช่องขนาดใหญ่ ใบหน้างงงันของเหม่ยเซียนโผล่ออกมาช้าๆ ดวงตาที่จับจ้องเทพอสูรมังกรเขียวเต็มไปด้วยความหวาดระแวง แต่ถึงเป็นอย่างนั้นหญิงสาวก็ยังก้าวออกมา โดยไม่ลืมหันไปมองบุรุษที่ยังคงนอนนิ่งอยู่ในโลงนั้นให้เต็มตา
“ฉันไปแล้วนะคะ” เหม่ยเซียนกระซิบบอกลาเขาทั้งที่ไม่รู้ว่าเขาจะได้ยินหรือไม่
จื่อชิงหลุดยิ้มออกมาด้วยความเอ็นดู “เจ้าไม่จำเป็นต้องกล่าวลาเพราะอีกไม่นานเจ้าต้องได้พบกับเขาอย่างแน่นอน”
[1]หยูหวงฉางตี้ เง็กเซียนฮ่องเต้ เป็นพระมหาจักรพรรดิที่ทรงปกครองเทวดาทั้งเก้าชั้น ซึ่งประกอบด้วยเทวดาเป็นหมื่นๆ องค์ ทรงเป็นใหญ่เหนือ ฟ้า ดิน และมนุษย์ ทรงเป็นผู้สร้างสวรรค์ ทรงมีพระราชอำนาจที่จะสั่งเทวดาได้ทุกชั้นฟ้า
[2]ซีหวังหมู่ เจ้าแม่หวังหมู่ เป็นมเหสีแห่งองค์เง็กเซียนฮ่องเต้
“นางคือภูตดอกโบตั๋น ภูตรับใช้ที่พระนางซีหวังหมู่พระราชทานในวันที่เจ้าสมรสกับเทพมังกร นางจะดูแลเจ้ารวมไปถึงดูแลเรื่องต่างๆ ในตำหนักหวงหลงแห่งนี้” ในขณะที่พูดเฟิ่งเซียนจ้องตรงไปยังจื่อเหยาที่เอาแต่ก้มหน้าลงมองพื้นด้วยความหวาดหวั่น ซึ่งนั่นทำให้จื่อชิงต้องรีบตัดบท“จื่อเหยาเจ้ากลับไปห้องของเจ้าก่อนเถิด ส่วนภูตโบตั๋นเจ้าก็ไปจัดการดูแลทุกอย่างให้พร้อมสำหรับนายของเจ้าเถิด”“ข้าน้อยรับบัญชาเจ้าค่ะ” แม้จะรับคำแต่ดวงตาที่ยังคงคลอคลองไปด้วยหยาดน้ำตา ก็ยังคงจับจ้องมายังเหม่ยเซียนผู้ซึ่งเป็นนาย“นางจะอยู่ที่นี่อีกนาน หากเจ้ายังไม่ไปเตรียมทุกอย่างให้พร้อม ข้าจะพานางไปพำนักที่ตำหนักจูเสว่ของข้าเสีย” เฟิ่งเซียนกล่าวเสียงเข้มคำขู่ของเฟิ่งเซียนดูเหมือนจะได้ผล หลังจากที่ค้อนไปทีหนึ่งภูติโบตั๋นก็หายวับไปทันที ทั้งนี้ก็เพื่อไปสั่งการเรื่องต่างๆ ในตำหนัก เช่นเรื่องแรกอย่างเช่นเรื่องชาร้อนๆ สำหรับเทพอสูรทั้งสี่และผู้เป็นนาย ในยามที่ทั้งหมดสนทนากันในห้องโถงอันโอ่อ่าของตำหนักหวงหลงตำหนักหวงหลงอันโอ่อ่ากว้างใหญ่ หากแต่ยังตระการตาได้ไม่เทียบเท่ากับความงดงามของเรือนในซึ่งเป็นเรือนหอที่เทพมังกรสร้างขึ้นเพื่อเท
“มากันแล้วหรือพวกเรารอกันตั้งนาน” โม่เฉินส่งเสียงขึ้นเป็นคนแรกทั้งยังเดินตรงเข้ามาหาเหม่ยเซียน “เหมือนเดิมจริงๆ ด้วยไม่เปลี่ยนไปเลยสักนิด”“นั่นสิ” ชางอี้เสริม“เปลี่ยนสิทำไมจะไม่เปลี่ยน” ผู้ที่ไม่เห็นด้วยนั้นคือเฟิ่งเซียน ผู้ซึ่งจับจ้องเหม่ยเซียนมานับตั้งแต่หญิงสาวเดินใกล้เข้ามา“ตรงไหนหรือ” แม้แต่จื่อชิงยังอดที่จะสงสัยไม่ได้“นางกล้าสบตาพวกเราทุกคน ไม่สังเกตหรือนางจ้องทุกคนไม่มีท่าทีขัดเขินแล้วก็ไม่หลบตาสักนิด” เฟิ่งเซียนเอ่ยแล้วส่งยิ้มให้เหม่ยเซียน “ต้องอย่างนี้สิจึงจะสนุก มาเถิดข้าจะพาเจ้าไปยังตำหนักในของเทพมังกร เจ้าเคยอยู่ที่นั่นมาถึงสองร้อยปีน่าจะมีตรงไหนที่ดูคุ้นตาบ้าง ไม่แน่อาจช่วยให้เจ้าจดจำอะไรขึ้นมาได้บ้าง”เหม่ยเซียนยอมเดินตามเฟิ่งเซียน ผู้ซึ่งเป็นถึงเทพอสูรแห่งทิศใต้ไป ด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยคำถาม แต่อีกฝ่ายกลับเพียงแค่ยิ้มให้แล้วจับจูงนางให้ออกเดิน“แล้วพวกข้าเล่า” จื่อชิงเอ่ยถามเสียงดัง“ก็ตามมาสิ ใครไปห้ามพวกท่านเอาไว้กันเล่า” เฟิ่งเซียนตอบโดยไม่หันกลับไปมอง นางกำลังชี้ชวนให้เหม่ยเซียนจดจำส่วนต่างๆ ของตำหนักหวงหลงเอาไว้ เนื่องจากความสลับซับซ้อนของตัวตำหนักอาจจะทำให้เห
แทนที่จื่อชิงจะพาเหม่ยเซียนไปเข้าเฝ้าองค์เง็กเซียนฮ่องเต้ยังท้องพระโรงสวรรค์ แต่เขากลับนำทางนางเข้าไปยังลานแห่งเทพธิดา ซึ่งที่นั่นพระนางซีหวังหมู่และเทพธิดาทั้งเจ็ดได้ทรงรออยู่ก่อนแล้ว“จากตรงนี้เจ้าต้องเข้าไปเพียงลำพัง”“แต่ว่าท่าน...”“เรียกข้าว่าจื่อชิง”“ท่านเป็นเทพอสูรมังกรเขียวใช่หรือไม่เจ้าคะ ข้าได้ยินเสียงพูดคุยกันเกี่ยวกับท่าน ยังมี...เทพอสูรทั้งสาม ตอนที่รอให้มีคนช่วยออกมาจากโลงน้ำแข็ง”“ข้ากับเจ้าเคยเป็นสหายกัน ดังนั้นเรียกข้าว่าจื่อชิง จำคำของข้าเอาไว้ให้ดี ตอบเมื่ออยากตอบ ตอบไม่ได้ก็ไม่ต้องตอบ นั่นเป็นสิทธิ์ของเจ้า ข้าจะไปรอเจ้าตรงนั้นไม่ต้องกลัว” พูดจบเขาก็ชี้ไปยังต้นกุ้ยฮวา[1]ที่อยู่ห่างออกไปหลายก้าวจากจุดที่ทั้งสองยืนอยู่ จากนั้นก็ยิ้มให้เหม่ยเซียนด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน“ทำไมเล่าเจ้าคะ”“ที่นี่คือลานแห่งเทพธิดา ข้าเป็นเทพอสูรทั้งยังเป็นบุรุษ”ความหมายก็คือมีเพียงเทพธิดาเท่านั้นที่เข้าไปได้นั่นเอง นั่นก็คือที่มาของชื่อลานเทพธิดา ซึ่งพระนางซีหวังหมู่หมู่ทรงพระราชทานให้ หลังจากที่ทรงร่ายคาถาเอาไว้เพื่อให้เทพธิดาทั้งเจ็ดพระองค์ทรงพระสำราญได้อย่างเต็มที่ โดยไร้ซึ่งเงาบุรุษเข้าม
เหม่ยเซียนเลิกคิ้วที่อีกฝ่ายเข้าใจในสิ่งที่เธอพูด ก็แน่ล่ะเธอตั้งใจพูดเป็นภาษาไทยเพื่อไม่ให้เขาเข้าใจ เพราะยังไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นถึงเทพอสูรที่เป็นคนไปรับตัวเธอมา ที่สำคัญกว่านั้นภาษาจีนที่อีกฝ่ายใช้นั้น มันเป็นภาษาจีนแบบดั้งเดิมที่แม้เธอจะฟังออกแต่กลับรู้สึกไม่คุ้นเคยเอาเสียเลย“คุณเป็นใครหรือคะ พอจะรู้ไหมว่าฉันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง”“เจ้ามาเพราะต้องมา ในเมื่อมาแล้วก็ตามข้ามาเถิด ระหว่างนี้ยังต้องเจอกับคำถามมากมาย เจ้าอยากตอบก็ตอบ ตอบไม่ได้ก็ไม่ต้องตอบ มาเถิดข้าจะนำทางให้เจ้า” จื่อชิงกล่าวเป็นนัยแล้วเดินนำหญิงสาวออกมา“คือ... ฉันมีคำถามค่ะ หมายถึงข้าขอถามท่านสักข้อได้หรือไม่เจ้าคะ” จากภาษาไทยเปลี่ยนเป็นภาษาจีนอย่างกล้าๆ กลัวๆ จนตัวหญิงสาวเองยังรู้สึกขายหน้า ...ที่เรียนมาห้าปีนั้นไม่ได้ช่วยอะไรในยามที่กำลังประหม่าอย่างนี้“เหม่ยเหริน เจ้าเป็นคนปรับตัวเก่ง ไม่นานเจ้าจะรู้สึกคุ้นชินดังนั้นฝึกเอาไว้เถิด เพราะเจ้ายังต้องอยู่ที่นี่อีก...ชั่วระยะหนึ่ง” จื่อชิงเว้นระยะไปเล็กน้อยคล้ายกับว่าเขาเองก็ลังเลเหม่ยเซียนเบิกตากว้าง “คุณหมายถึงคุณรู้ว่าฉันเป็นใคร...” เหม่ยเซียนชะงักเมื่อจื่อชิงหยุดเดิ
สามร้อยปีก่อนองค์เง็กเซียนฮ่องเต้[1]ได้พระราชทานสมรสให้กับจื่อหมิงหวงหลงกับเทพธิดาเหม่ยเหริน พระธิดาบุญธรรมของพระนางซีหวังหมู่[2] เทพธิดาพระองค์นี้เป็นเพียงองค์เดียวที่พระนางซีหวังหมู่ไว้พระทัยให้ช่วยควบคุมดูแลกาลเวลาของโลกมนุษย์หลังจากสองร้อยปีของการสมรสเทพธิดาเหม่ยเหรินพลันขอหย่ากับจื่อหมิงโดยไม่ทราบสาเหตุ แม้ว่าพระนางซีหวังหมู่จะตรัสถามสาเหตุเท่าไร เทพธิดาเหม่ยเหรินก็เอาแต่นิ่งเงียบจนองค์เง็กเซียนฮ่องเต้ทรงกริ้วมาก ทรงตรัสว่าหากยังไม่เล่าความจริงจะทรงลงโทษนาง เนื่องจากพระองค์เป็นผู้ที่พระราชทานสมรสหากเทพธิดายังคงยืนยันจะหย่านั่นก็เท่ากับขัดพระราชโองการสวรรค์ไม่ว่าจะถูกข่มขู่เท่าไรเทพธิดาเหม่ยเหรินก็ยังยืนยันคำเดิม จนองค์เง็กเซียนฮ่องเต้ทรงขู่ว่าหากยังไม่พูดจะลงโทษตามอาญาสวรรค์ นั่นก็คือไม่ว่าผู้ใดขัดราชโองการจะต้องถูกโยนลงไปยังบ่อพันวิญญาณ ซึ่งไม่ว่าเทพหรือเซียนตนใดหากตกลงไปก็จะดับสูญ ไม่อาจกลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีกชั่วกัปชั่วกัลป์เทพธิดาเหม่ยเซียนได้ยินเช่นนั้นก็คุกเข่าลงรอรับพระอาญาโดยไม่ปริปาก ซึ่งนั่นทำเอาทั้งองค์เง็กเซียนฮ่องเต้และพระนางซีหวังหมู่ถึงกับทรงถอนพระปัสสาสะเพรา
เมื่อมองสูงขึ้นไปยังเส้นผมที่ยาวสลวยของเขา หญิงสาวกลับพบว่าเขาปล่อยเอาไว้ด้านบนโดยไม่มีการรวบมัดแต่อย่างใด ราวกับว่านี่เป็นเพียงการนอนหลับพักผ่อน ซึ่งนั่นก็ออกจะน่าแปลกเพราะเหม่ยเซียนเคยได้ยินว่าก่อนฝังศพ หากเป็นคนที่มียศศักดิ์ อย่างน้อยเขาก็ควรมีเกี้ยวหยกครอบมวยผมหรือที่เรียกว่า กวาน[1] ไม่ก็รวบผมขึ้นแล้วปักปิ่นเพื่อบ่งบอกถึงฐานะหรืออะไรทำนองนั้น“คุณตายไปแล้วจริงๆ เหรอคะ หล่อขนาดนี้...น่าเสียดายจัง” กว่าจะรู้ตัวว่าตัวเองพูดอะไรออกไป เหม่ยเซียนก็แทบจะหลุดหัวเราะออกมา ที่ตนเพิ่งจะบอกว่าเสียดายความหล่อของคนที่ตายไปแล้ว ช่างบ้าบอดีแท้!“ถึงคุณจะหล่อแต่ถ้าให้เลือกฉันขออยู่ข้างนอกดีกว่า อย่าว่ากันนะคะที่ลวนลามคุณไปตั้งเยอะแต่ไม่ได้อยู่เป็นเพื่อน ฉันว่าฉันควรหาทางออกไปจากโลงน้ำแข็งของคุณเสียที” พูดจบก็ลูบไล้ไปยังผนังโลงศพเพื่อดูว่าจะทำอะไรได้บ้างถึงตอนนี้เองที่เหม่ยเซียนเพิ่งจะสังเกตว่าโลงน้ำแข็งดังกล่าวนั้นไม่ได้เย็นเยียบอย่างที่ควรจะเป็น แม้ว่ามันจะโปร่งใสและเย็นสบาย แต่มันช่างต่างจากน้ำแข็งทั่วไปโดยสิ้นเชิง กระนั้นหญิงสาวก็ให้สงสัยนักว่าหากมันไร้ซึ่งความเย็นแล้ว เหตุใดศพของบุรุษที่หญิง







