Masukท่ามกลางความมืดรอบกายเหม่ยเซียนพยายามยกเปลือกตาที่หนักอึ้งขึ้นอย่างยากลำบาก สัมผัสบางอย่างใต้ร่าง ทำให้ต้องชะงักและเริ่มตั้งสติ ลำดับความคิดเริ่มทำงานอย่างหนักเมื่อตระหนักได้ถึงบางอย่างที่น่าตื่นตระหนก
หญิงสาวใช้มือสองข้างที่ขยับแสนลำบากดันตัวขึ้น ในหัวก็พยายามเรียบเรียงความทรงจำทั้งหมด แต่ศีรษะด้านหลังกลับฟาดเข้ากับของแข็งอย่างจังจนต้องส่งเสียงออกมาด้วยความเจ็บ
“นั่นสินะฉันนี่มันโง่จริงๆ เลย” พูดกับตัวเองจบเหม่ยเซียนก็ทิ้งตัวลงไปนอนคว่ำตามเดิม
ผ่านไปสักระยะสายตาที่เริ่มปรับเข้ากับความมืดก็เริ่มชิน แม้ว่าแสงที่ส่องเข้ามาจะมีไม่มาก แต่นั่นก็ช่วยให้หญิงสาวมองเห็นทุกอย่างรอบกายได้ลางๆ
ภาพตรงหน้ายืนยันทุกอย่างที่คิดได้เป็นอย่างดี เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่หญิงสาวเคยเห็นสถานที่แห่งนี้ แต่ทุกครั้งมันเป็นแค่ความฝันไม่ใช่การมาเยือนด้วยตัวเองอย่างเช่นตอนนี้!
“คุณเป็นใครกันแน่ ทำไมฉันถึงฝันเห็นคุณ แล้วทำไมฉันต้องมาที่นี่ นี่เป็นความฝันหรือเปล่า...” พูดจบก็ขมวดคิ้วเพราะความเจ็บที่ศีรษะด้านหลังยังคงชัดเจน ตอกย้ำว่าสิ่งที่เธอเมื่อครู่นั้นเธอเพียงแค่ต้องการปลอบใจตัวเองเท่านั้น
คางน้อยๆ ถูไถไปมากับคนที่ยังคงนอนนิ่งอยู่ใต้ร่าง ราวกับทำเช่นนั้นช่วยลดความเจ็บที่ศีรษะลงไปได้ การกระทำนั้นสนิทสนมและให้ความรู้สึกคุ้นเคยจนหญิงสาวเองยังไม่รู้ตัว
เมื่อมั่นใจแล้วว่าตนมาติดอยู่ในโลงน้ำแข็งที่เคยฝันถึง ความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างที่มีมากกว่าความตื่นกลัว ทำให้เหม่ยเซียนพยายามสำรวจไปรอบๆ เพราะหากสามารถเข้ามาในโลงน้ำแข็งได้ ดังนั้นจึงคิดว่าต้องออกไปได้เช่นกัน
คิดแล้วนิ้วเรียวก็เริ่มขยับไปทั่ว แต่ความคับแคบของโลงสี่เหลี่ยมที่ถูกทำขึ้นเพื่อชายหนุ่มเพียงคนเดียว กลับเป็นอุปสรรคให้หญิงสาวขยับตัวได้ลำบากกว่าที่คิด กว่ามือข้างหนึ่งจะถูกดึงขึ้นมายังใบหน้าเพื่อปาดเหงื่อสำเร็จ เหม่ยเซียนก็ถูกผนังของโลงน้ำแข็งบาดจนเจ็บไปหมด
หญิงสาวพบว่าช่องว่างระหว่างศีรษะตนกับชายหนุ่มใต้ร่างมีมากกว่าที่อื่น จึงพยายามขยับศีรษะเพื่อมองดูใบหน้าของเขา ทว่าความมืดรอบกายกลับไม่เป็นใจเอาเสียเลย เพราะแม้ใบหน้าของเขาจะอยู่ห่างแค่ปลายจมูก แต่ก็ยังไม่อาจมองเห็นใบหน้าของเขาได้ชัดเจน
“อย่าหาว่าฉันล่วงเกินคุณเลยนะแต่มันมืดเลยไม่มีทางเลือก” เหม่ยเซียนแก้ตัวทั้งที่ไม่จำเป็นสักนิด เนื่องจากในที่นี้นับว่าเธอไม่ต่างจากอยู่เพียงลำพัง
เมื่อหาข้อแก้ตัวให้ตัวเองได้แล้วจึงขยับมือไปยังใบหน้าของคนที่ยังคงนอนนิ่ง นิ้วเรียวแตะเบาๆ ไปยังข้างแก้มของเขา สัมผัสนุ่มมือและความอบอุ่นที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างแกร่งของชายหนุ่ม ทำให้หญิงสาวชะงักและเบิกตากว้าง
“เดี๋ยวนะคุณยังไม่ตายเหรอคะ คุณ! คุณคะ! ตื่นเร็วเข้า!” เหม่ยเซียนตบฝ่ามือลงไปยังแก้มของเขาเบาๆ
คนตายไหนเลยจะมีอุณหภูมิร่างกายที่อบอุ่นเช่นนี้ ดังนั้นหญิงสาวจึงมั่นใจว่าเขายังมีชีวิตอยู่ ทว่าหญิงสาวลืมคิดไปโดยสนิทว่าหากเขายังมีชีวิตอยู่เหตุใดจึงเข้ามาอยู่ในโลงศพ
“นี่!” เหม่ยเซียนค่อยๆ ยืนนิ้วไปอังที่จมูกของอีกฝ่าย และพบว่าเขาไม่มีลมหายใจ “ศพจริงๆ ด้วย”
ประโยคสั้นๆ นั้นดังขึ้นพร้อมกับความรู้สึกประหลาดใจตัวเอง เธอนอนทับศพของใครก็ไม่รู้อยู่ แต่กลับไม่มีความรู้สึกหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย นี่มันออกจะน่าประหลาดเกินไปแล้ว
แสงรำไรที่ค่อยๆ สาดส่องเข้ามายังด้านบนของถ้ำ ทำให้เหม่ยเซียนพยายามพลิกกาย แต่จนแล้วจนรอดด้วยพื้นที่ที่ไม่อำนวย ทำให้หญิงสาวทำได้เพียงพยายามเอียงศีรษะขึ้นมอง
...แสงนั่นชัดเจนว่าเป็นแสงแดด เธอติดอยู่ในลิฟต์ตอนเที่ยง และไม่รู้ว่าหมดสติไปนานเท่าไร ก่อนที่จะรู้สึกตัวขึ้นในโลงน้ำแข็งนี้ ที่แน่ๆ ตอนนี้เป็นเวลารุ่งเช้าอย่างไม่ต้องสงสัย
แสงแดดที่สาดส่องเข้ามาภายในถ้ำ ทำให้เหม่ยเซียนสามารถมองเห็นทุกอย่างได้ชัดเจน แต่ไม่ว่าอะไรก็ไม่ทำให้หญิงสาวตกใจไปกว่า ...ชุดที่บุรุษซึ่งเธอนอนคร่อมสวมอยู่นั้น คล้ายกับชุดฮั่นฝู[1]เหลือเกิน!!
เหม่ยเซียนมองลวดลายปักอันวิจิตรบนชุดของชายหนุ่ม ในใจก็ได้แต่ตกตะลึงกับความตระการตาของลายปักมังกรที่โลดแล่นอยู่บนผืนผ้า ความประณีตของลวดลายทำให้ลืมสนใจอย่างอื่นไปชั่วขณะ
ก่อนเดินทางไปเรียนที่เซี่ยงไฮ้ หญิงสาวก็สนใจเกี่ยวกับขนบธรรมเนียม และการแต่งกายของยุคจีนโบราณที่มีเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว การได้มาเห็นอะไรอย่างนี้จึงทำให้ความสนใจทั้งหมดมุ่งไปยังเนื้อผ้า และลวดลายของชุด แทนที่จะกังวลเกี่ยวกับการหาทางออกเช่นในตอนแรก
“สวย สวยมากเลย ไม่เคยเห็นผ้าทอและลายปักที่ละเอียดอย่างนี้มาก่อนเลย” หญิงสาวพึมพำกับตัวเองก่อนจะเอียงหน้ามองคนที่นอนอยู่ใต้ร่าง ดวงตาคู่งามเบิกกว้างขึ้นเพียงแค่มองเห็นแนวกรามและสันจมูกโด่งของคนตรงหน้า
เขาเป็นชายหนุ่มที่มีเครื่องหน้าหล่อเหลาสมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่เหม่ยเซียนเคยพบมา ขนาดมองเห็นเขาในมุมทแยงยังมองเห็นว่าจมูกโด่งเป็นสันรับกับแนวกรามได้รูปของเขาอย่างลงตัว ไหนจะริมฝีปากบางที่ดูดึงดูดใจจนทำหญิงสาวอดไม่ได้ที่จะค่อยๆ ใช้มือดันตัวเองขึ้นไป เพียงเพื่อให้มองเห็นใบหน้าของเขาชัดขึ้น
เหม่ยเซียนเบิกตามองเขาในระยะประชิด ยิ่งมองก็ยิ่งดูมีเสน่ห์น่าดึงดูดใจ ดวงตาที่ปิดสนิทของเขาเผยให้เห็นขนตายาวที่แนบสนิทไปกับขอบตาล่าง คิ้วเข้มเรียวยาวจดหางตาดูมีสง่าราศี จนแม้คนที่ไม่รู้เรื่องการดูโหงวเฮ้ง ยังรู้สึกได้ว่าเขาอาจไม่ใช่บุคคลธรรมดาสามัญ
[1] ฮั่นฝู คือเสื้อผ้าของคนจีนช่วงราชวงศ์ฮั่น (พ.ศ. 337 - พ.ศ. 763) มีลักษณะเป็นเสื้อตัวยาวคลุมสะโพกไขว้สาบเสื้อสองด้านเข้าหากันแล้วผูกทับด้วยผ้าคาดเอว กับกระโปรงยาวจดเท้า ผู้ชายจะผูกทับผ้าคลุมเข่าปลายสามเหลี่ยมจดชายชุดเอาไว้ด้านหน้า บางครั้งอาจสวมเสื้อคลุมยาวจดเท้าแขนกว้างทับ
[2]กวาน คือสิ่งที่ชนชั้นสูงชาวจีนในสมัยโบราณใช้สวมครอบบนศีรษะ เพื่อเป็นเครื่องบอกระดับประดับพระยศพระเกียรติ
เหม่ยเซียนลืมตาขึ้นมาแล้วอดที่จะยิ้มอย่างพอใจไม่ได้ เมื่อรู้ว่าตัวเองไม่ได้โผล่เข้าไปภายในห้องนอนของจื่อหมิงเช่นเคย แต่ครั้งนี้กลับเป็นสะพานขนาดเล็กในสวนกว้างขวางที่มีดอกเหมย[1] ดอกอิงฮวา[2] และดอกซิ่ง[3]กำลังบานสะพรั่ง ส่งกลิ่นหอมตลบอบอวลไปทั่วบริเวณวันนี้หญิงสาวสวมชุดสีน้ำเงิน คลุมทับด้วยเสื้อตัวนอกสีเดียวกันซึ่งหนาพอจะให้ความอบอุ่น และป้องกันลมหนาว กระโปรงมีแถบฟ้าปักดิ้นทองที่ถูกรัดเอาไว้ด้วยผ้าคาดเอวสีแดง แขนสองข้างถูกพาดเอาไว้ด้วยผ้าคลุมไหล่สีฟ้าอ่อนพลิ้วไหวไปตามแรงลมชุดที่นางสวมแม้ไม่ได้ดูหรูหราดังเทพธิดาบนสรวงสวรรค์ แต่เมื่ออยู่บนอรชรก็ยิ่งช่วยขับให้ผิวพรรณของเหม่ยเซียนดูผุดผ่องยิ่งขึ้นมือเล็กเอื้อมขึ้นไปสัมผัสปิ่นประดับมุกบนเรือนผม ทั้งนี้ก็เพื่อให้มั่นใจว่าปิ่นหยกแก้วแห่งกาลเวลายังคงอยู่ ก่อนจะเดินไปชะโงกหน้ามองลงไปดูเงาตัวเองที่สะท้อนมาบนผิวน้ำแล้วยิ้มน้อยๆ ออกมา เมื่อพบว่าปิ่นยังคงปลอดภัยอยู่บนศีรษะของตัวเอง“วันนี้คงไม่เกิดเหตุการณ์เหมือนวันนั้นนะ” พูดจบก็ออกเดินไปตามสะพานซึ่งสร้างขึ้นเพื่อเชื่อมทางเดินที่รายล้อมด้วยต้นดอกเหมยที่บานสะพรั่ง“คงเป็นงานเลี้ยงชมบุปผาจริงๆ ก
เหม่ยเซียนได้ยินเช่นนั้นก็หรี่ตาลงอย่างครุ่นคิด ไม่นานเมื่อเห็นแล้วว่าจื่อเหยาเดินจากไปด้วยใบหน้าผิดหวัง เหม่ยเซียนจึงค่อยๆ ก้าวเข้าไปตรงหน้าองครักษ์สวรรค์เหล่านั้นราวกับนางเพิ่งจะเดินมาถึง“คารวะพระชายาเทพมังกร”องครักษ์สวรรค์ทั้งสามนายที่ยืนอยู่คุกเข่าลงเพื่อคารวะ หญิงสาว เนื่องจากพวกเขารู้ถึงฐานะของเหม่ยเซียนดี นั่นทำให้นางตกใจไม่น้อยหากจะมองจากในมุมของคนธรรมดาอย่างนางในยามนี้ บุรุษที่สวมเกราะนักรบน่าเกรงขามสามนาย กำลังคุกเข่าให้สตรีตัวเล็กๆ คนหนึ่ง มันช่างชวนให้รู้สึกแปลกๆ ยิ่งนัก“พวกท่านคือองครักษ์สวรรค์ที่รับหน้าที่ดูแลถ้ำน้ำแข็งใช่หรือไม่”“ใช่ขอรับ”“เช่นนั้นจะเป็นไปได้หรือไม่หากข้าจะขอเข้าไปเยี่ยมเทพมังกรสักครู่หนึ่ง”อันที่จริงแล้วเหม่ยเซียนไม่ได้คาดหวังว่าพวกเขาจะอนุญาต เพียงอยากลองทำในสิ่งที่จื่อเหยาทำ เนื่องจากต้องการรู้ถึงความแตกต่างระหว่างนางว่ามีมากเพียงใดแม้นางจะเคยคิดว่าตนเห็นใจจื่อเหยาที่โดนกดดันจากเทพธิดาทั้งหลายเพราะข่าวลือ แต่นางก็อดที่จะคิดไม่ได้ว่าหากนางเป็นเทพธิดาเหม่ยเหริน ตัวนางเองจะรู้สึกเช่นใดที่ได้ยินข่าวว่าจื่อเหยาคืออนุของผู้เป็นสามีจะให้ยิ้มรับด้วย
“นายหญิงกลับมาแล้ว!!!” เสียงของภูตแห่งกาลเวลาทำให้เหม่ยเซียนลืมตาขึ้นทันที เมื่อครู่ตอนที่กำลังล้มลงบนพื้น หญิงสาวสัมผัสได้ว่าแตะปิ่นปักผม ดังนั้นจึงรีบหลับตาลงในยามที่ร่างกายเริ่มรู้สึกได้ถึงพลังบางอย่าง และนางก็ไม่ผิดหวังเพราะนางกลับมานั่งอยู่บนเตียงนอนที่ตำหนักหวงหลงดังคาดยังไม่ทันที่ภูตแห่งกาลเวลาจะทันได้ถามอะไรเหม่ยเซียนพลันตวาดลั่น “เจ้าออกไปก่อน ข้าอยากอยู่คนเดียวเงียบๆ สักพัก!!” กล่าวจบก็ล้มตัวลงนอนแล้วดึงผ้าห่มมาคลุมโป่งเอาไว้ภูตแห่งกาลเวลาได้แต่เดินออกไปจากห้องด้วยท่าทีงงงัน แต่เมื่อเห็นท่าทีหงุดหงิดของผู้เป็นนาย เขาก็ไม่กล้าซักถามได้แต่รีบเดินออกไปทั้งยังไม่ลืมที่จะปิดประตูลงตามเดิมเมื่อได้ยินเสียงประตูปิดลงเหม่ยเซียนโผล่หน้าออกมาจากโปงผ้าห่ม ทั้งยังลุกขึ้นมานั่งด้วยใบหน้าแดงก่ำ เมื่อครู่ทันทีที่กลับมานางพลันนึกถึงภาพที่นางและเทพมังกรจื่อหมิงพบกันไหนจะยามที่หน้าอกของนางกระแทกใบหน้าเขาอีก...“จื่อหมิง เจ้าเทพมังกรลามก!!” หญิงสาวสบถเสียงดังทั้งยังยกมือขึ้นกอดอกด้วยความอับอาย ทั้งที่ทั้งหมดนั่นเป็นความผิดของตัวเองทั้งสิ้น ถึงอย่างนั้นก็ยังรู้สึกโกรธเคืองเขาอยู่ดี“ทำไมพบกั
เรื่องนี้ชักจะเกินกว่าที่หญิงสาวคาดเอาไว้ว่าจะเจอ เพราะภูตแห่งการเวลารับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะดึงหญิงสาวกลับทันทีที่มีภัย แต่สถานการณ์นี้แม้แต่ตัวนางเองก็ยังบอกไม่ถูกว่าเขาคือภัยคุกคามหรือไม่ชั่วขณะที่จื่อหมิงกำลังคิดจะโยนร่างเล็กกว่าลงบนพื้น ด้วยนึกรังเกียจในกิริยาที่ไม่สำรวมของคนตรงหน้า หญิงสาวกลับตัดสินใจใช้ท่อนแขนวางบนไหล่เขาเพื่อถ่วงน้ำหนัก ก่อนจะหยัดตัวขึ้นไปหาปิ่นในมือเขา แต่นั่นกลับทำให้หน้าอกของนางกระแทกเข้ากับใบหน้าของเขาอย่างจังจื่อหมิงหายใจหอบทั้งยังหน้าแดงก่ำ แต่นั่นเป็นเพราะเขากำลังโกรธหาใช่ความรู้สึกอื่น ต่างจากหญิงสาวที่ดูเหมือนไม่รู้ว่าได้ทำอะไรลงไปเขาเอนตัวไปด้านหลังแต่ก็ต้องเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ เนื่องจากไม่คาดว่าหญิงสาวตรงหน้าไม่มีทีท่าว่าจะหยุดมองหน้าเขาด้วยซ้ำตรงกันข้ามนางกลับเอาแต่จ้องปิ่นปักผมในมือตนและยังดิ้นรนจะแย่งมันกลับไปให้ได้ กระทั่งเหมือนไม่สนใจเรื่องที่บุรุษและสตรีซึ่งไม่ใช่สามีภรรยากันไม่ควรถูกเนื้อต้องตัว“เอาของของข้าคืนมา!” เหม่ยเซียนยังคงตวาดแหวพร้อมกับเตะขาทั้งสองข้างใส่เขาอย่างไม่เกรงกลัว“ศิษย์พี่ ท่านกำลังทำอะไรอยู่หรือเจ้าคะ” เสียง
เหม่ยเซียนเอื้อมมือดึงปิ่นปักผมสองตัวออกมา ทำให้เรือนผมยาวสลวยร่วงลงมาคลอเคลียไหล่ทั้งสองข้าง ก่อนหญิงสาวจะจับผมทั้งหมดรวบขึ้นม้วนเป็นมวยง่ายๆ พร้อมกับยึดเอาไว้ด้วยปิ่นเพียงตัวเดียว แล้วถือถือปิ่นหยกแก้วแห่งกาลเวลาที่เป็นกุญแจสำคัญของการเดินทางเอาไว้ในมือเมื่อมือหนึ่งคว้าปิ่นปักผม อีกมือคว้าหนังสือเพลงพิณ ความสนใจทั้งหมดย่อมตกอยู่กับบทเพลงในตำรา ในที่สุดก็เผลอวางปิ่นลงบนโต๊ะเพื่อพลิกเปิดหน้าตำรา ลืมแม้กระทั่งว่าห้องนี้ไม่ใช่ห้องนอนของตนแต่เป็นห้องของบุรุษอื่นดูไปได้สักพักก็ตระหนักรู้แล้วว่าเจ้าของห้องคงจะยังไม่กลับมาเร็วๆ นี้จึงหันไปมองยังเตียงนอน ร่างเล็กลากชุดยาวรุ่ยร่ายเดินไปยังเตียงนอน แล้วนอนคว่ำลงไปบนฟูกเพื่อพลิกหนังสือต่อไปชั่วขณะนั้นหญิงสาวลืมสิ้นถึงคำเตือนของภูตแห่งกาลเวลาที่ย้ำหนักหนาว่าห้ามวางปิ่นปักผมเอาไว้ไกลจากตัวไป กระทั่งเสียงประตูห้องถูกเปิดออกใบหน้าหล่อเหลาสง่างามซึ่งปรากฏขึ้นระหว่างรอยแยกของบานประตู ทำให้ผู้บุกรุกตกตะลึงราวกับถูกต้องมนต์เรือนผมยาวสีดำเกล้าขึ้นสูง ครึ่งหนึ่งถูกรวบไว้ยึดเอาไว้ภายใต้เกี้ยวครอบผมทรงสูงสีขาว ลักษณะคล้ายเขาของมังกรซึ่งเป็นหนามแหลมยาว
“ได้” เหม่ยเซียนรับปากด้วยน้ำเสียงหนักแน่น แต่ความรู้สึกของภูตทั้งสองกลับรู้สึกว่าผู้เป็นนายกำลังรู้สึกตื่นเต้นสนุกสนานอยู่“ข้ารับปากแล้วว่าจะทำตามทุกอย่างที่พวกเจ้าบอก ดังนั้นไว้ใจข้าเถอะนะ ข้าจะระมัดระวังให้มาก” เหม่ยเซียนกล่าวเมื่อเห็นใบหน้าไม่สบายใจของภูตทั้งสอง “เช่นนั้นเรามาเริ่มกันเลยดีหรือไม่ ต้องทำอย่างไรบ้างเล่า”“ภูตโบตั๋นเจ้าช่วยนายหญิงแต่งตัวเหมือนจะไปร่วมงานชมบุปผา อย่าให้โดดเด่นมากนัก แต่ก็อย่าให้น้อยหน้าเทพธิดาองค์ใด ข้าจะออกไปรอด้านนอกเสร็จแล้วก็เรียกข้าด้วย”“ได้เลย เรื่องนี้ข้าถนัด!”จากนั้นเหม่ยเซียนพลันนึกถึงตุ๊กตาแสนสวยที่ตนมีอยู่ในคอนโดหลายตัว พวกมันทุกตัวล้วนถูกจับแต่งด้วยเสื้อผ้าชุดต่างๆ ทำผมทรงนั้นทรงนี้และประดับด้วยริบบิ้นสวยๆ กระทั่งเล่นเบื่อแล้วตุ๊กตาตัวนั้นจึงถูกวางลงเหม่ยเซียนชักจะเข้าใจความรู้สึกของตุ๊กตาเหล่านั้นแล้ว หากว่าพวกมันมีชีวิตจิตใจ ก็คงรู้สึกไม่ต่างจากตนในยามนี้ที่ถูกภูตโบตั๋นจับแต่งตัวนักหลังจากหวีผมที่ถูกภูตโบตั๋นใช้มนต์พรางตาทำให้ยาวขึ้นจนจดแผ่นหลัง แล้วปักด้วยปิ่นหยกแก้วแห่งกาลเวลาและปิ่นทองหลายอันชุดตัวสวยที่มีถึงเก้าชั้นก็ถูกภูตโบตั







