Masukเหม่ยเซียนเลิกคิ้วที่อีกฝ่ายเข้าใจในสิ่งที่เธอพูด ก็แน่ล่ะเธอตั้งใจพูดเป็นภาษาไทยเพื่อไม่ให้เขาเข้าใจ เพราะยังไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นถึงเทพอสูรที่เป็นคนไปรับตัวเธอมา ที่สำคัญกว่านั้นภาษาจีนที่อีกฝ่ายใช้นั้น มันเป็นภาษาจีนแบบดั้งเดิมที่แม้เธอจะฟังออกแต่กลับรู้สึกไม่คุ้นเคยเอาเสียเลย
“คุณเป็นใครหรือคะ พอจะรู้ไหมว่าฉันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง”
“เจ้ามาเพราะต้องมา ในเมื่อมาแล้วก็ตามข้ามาเถิด ระหว่างนี้ยังต้องเจอกับคำถามมากมาย เจ้าอยากตอบก็ตอบ ตอบไม่ได้ก็ไม่ต้องตอบ มาเถิดข้าจะนำทางให้เจ้า” จื่อชิงกล่าวเป็นนัยแล้วเดินนำหญิงสาวออกมา
“คือ... ฉันมีคำถามค่ะ หมายถึงข้าขอถามท่านสักข้อได้หรือไม่เจ้าคะ” จากภาษาไทยเปลี่ยนเป็นภาษาจีนอย่างกล้าๆ กลัวๆ จนตัวหญิงสาวเองยังรู้สึกขายหน้า ...ที่เรียนมาห้าปีนั้นไม่ได้ช่วยอะไรในยามที่กำลังประหม่าอย่างนี้
“เหม่ยเหริน เจ้าเป็นคนปรับตัวเก่ง ไม่นานเจ้าจะรู้สึกคุ้นชินดังนั้นฝึกเอาไว้เถิด เพราะเจ้ายังต้องอยู่ที่นี่อีก...ชั่วระยะหนึ่ง” จื่อชิงเว้นระยะไปเล็กน้อยคล้ายกับว่าเขาเองก็ลังเล
เหม่ยเซียนเบิกตากว้าง “คุณหมายถึงคุณรู้ว่าฉันเป็นใคร...” เหม่ยเซียนชะงักเมื่อจื่อชิงหยุดเดินแล้วหันมามอง “ท่านรู้หรือเจ้าคะว่าข้าเป็นใคร” หญิงสาวรีบแก้ประโยคคำถามเมื่อครู่ทันควัน
“ดีมาก”
“แล้ว...” เหม่ยเซียนรอคอยคำตอบจากเขาอย่างจดจ่อ
“แน่นอนข้ารู้ว่าเจ้าเป็นใครและทำไมต้องมาที่นี่ แต่ข้าจะบอกเหตุผลกับเจ้า หลังจากที่เจ้าไปพบคนที่ข้าจะพาไปพบเสียก่อน”
“อีกคำถามนะเจ้าคะ” เอ่ยขึ้นแล้วหันไปมองยังโลงน้ำแข็ง
“เช่นกันกับคำถามข้อนี้ ข้าจะตอบเจ้าหลังจากนี้เช่นกัน มาเถิดเหม่ยเหรินมากับข้า”
“เดี๋ยวนะเจ้าคะเมื่อครู่ท่านเรียกข้าว่า...”
“เหม่ยเหริน”
“แต่ชื่อของข้าคือเหม่ยเซียน”
เขายิ้ม “มาเถิดข้าจะพาเจ้าไปพบคนผู้หนึ่ง” จื่อชิงเพียงเดินนำหน้าไป
หญิงสาวหน้ามุ่ยเพราะไม่แน่ใจว่าเขาเข้าใจในสิ่งที่เธอตั้งใจจะบอกหรือไม่ แต่ถึงอย่างนั้นก็เดินตามเขาไปอย่างไม่มีทางเลือก มือที่ยังคงกำจี้หยกแก้วเอาไว้แน่นคลายออกแล้วสวมมันกลับไปบนลำคอ
ก่อนเดินออกมาจากถ้ำน้ำแข็งแห่งนั้น เหม่ยเซียนอดไม่ได้ที่จะหันกลับไปมองโลงน้ำแข็งซึ่งบัดนี้ช่องที่เธอเพิ่งจะก้าวออกมาได้ถูกปิดผนึกไปแล้ว
“ข้าไปแล้วนะเจ้าคะ” เสียงกระซิบแผ่วเบาไม่ได้รับสัญญาณตอบรับใดๆ หญิงสาวได้แต่สงสัยว่าเหตุใดตนจึงรู้สึกใจหายเช่นนี้ ทั้งที่ความจริงแล้วแทบจะไม่รู้จักกับชายหนุ่มที่ไม่ตอบสนองกับเสียงกระซิบผู้นั้นด้วยซ้ำ
เมื่อเดินพ้นปากถ้ำน้ำแข็งที่หนาวเย็น เหม่ยเซียนก็ต้องตกตะลึงกับภาพที่เห็น ลานกว้างสุดลูกหูลูกตาข้างหน้าคือปุยเมฆสีขาว โอบล้อมตำหนักลอยฟ้าที่กระจายกันไปตามจุดต่างๆ แต่ละตำหนักมีสะพานสีขาวทอดยาวเชื่อมเข้าหากัน ตรงจุดสูงสุดที่มองเห็นนั้นเป็นตำหนักที่ยิ่งใหญ่และดูอลังการที่สุดในบรรดาตำหนักทั้งหมด
หญิงสาวตกตะลึงจนพูดไม่ออก ได้แต่เงยหน้ามองสิ่งต่างๆ รอบกายด้วยความตื่นตาตื่นใจ กระทั่งในยามที่หันหลังกลับไปมองถ้ำน้ำแข็งที่ตนเพิ่งจะเดินออกมา หญิงสาวจึงได้รู้ว่าเหนือถ้ำน้ำแข็งนั้นยังมีตำหนักที่ใหญ่ไม่แพ้ตำหนักต่างๆ ลดหลั่นกันลงไปอีกทอดหนึ่ง
“ตำหนักเทพมังกรขอต้อนรับ” จื่อชิงพอจะเข้าใจในท่าทีของหญิงสาว ทว่าเขาต้องการให้อีกฝ่ายใช้เวลาทำความเข้าใจในสถานการณ์ช้าๆ เพราะนั่นอาจทำให้นางค่อยๆ ฟื้นคืนความทรงจำ
ยิ่งนางคืนความทรงจำได้เร็วเท่าไร เรื่องการนำจิตวิญญาณเทพมังกรกลับมาเข้าร่าง ก็จะยิ่งเกิดขึ้นได้เร็วเท่านั้น
การที่เขาต้องรีบไปนำตัวนางกลับมาจากโลกมนุษย์ทั้งที่ยังไม่ถึงเวลานั้น เพราะพลังที่หลงเหลือในร่างเทพของจื่อหมิงเริ่มถดถอยลงอย่างไม่ทราบสาเหตุ ซึ่งนั่นก็เท่ากับความสมดุลของสวรรค์ พื้นดิน และมนุษย์เริ่มสั่นคลอน
พลังของเทพมังกร นอกจากช่วยรักษาสมดุลของความว่างเปล่าแล้ว ยังใช้ปิดผนึกประตูระหว่างแดนสวรรค์ และภพมาร หากไร้ซึ่งพลังที่ใช้ในการปิดผนึก ประตูระหว่างแดนสวรรค์และภพมารก็จะถูกทำลาย เหล่ามารและอสูรร้ายที่ถูกขังเอาไว้ก็จะหนีออกมาก่อกรรมทำเข็ญ สร้างความเดือดร้อนอันใหญ่หลวงไม่ว่าจะต่อโลกมนุษย์หรือแดนสวรรค์เองก็ตาม
ประตูสู่ภพมารดังกล่าวก็คือถ้ำน้ำแข็งที่เก็บรักษาร่างของเทพมังกรจื่อหมิง ทั้งนี้ก็เพื่อให้พลังของเทพมังกรที่หลงเหลืออยู่ สามารถปิดผนึกประตูสู่ภพมารเอาไว้ให้ได้นานที่สุด
ด้วยเหตุที่ประตูอยู่ใกล้กับแดนสวรรค์มาก จึงเป็นสาเหตุที่ทวยเทพทั้งหลาย เริ่มคิดหาหนทางป้องกันเกิดหายนะที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา
จื่อชิงเสนอให้นำเทพธิดาเหม่ยเหรินกลับมาก่อนกำหนด และเขาจะเป็นผู้ที่รับผิดชอบในการช่วยเหลือนาง เพื่อทำให้นางคืนความทรงจำให้เร็วที่สุด
“เจ้าต้องไปเข้าเฝ้าองค์เง็กเซียนฮ่องเต้กับพระนางซีหวังหมู่” จื่อชิงเอ่ยขึ้นเมื่อมองเห็นแววตาที่เต็มไปด้วยคำถามของเหม่ยเซียน
“ข้าตายไปแล้วหรือเจ้าคะ” เหม่ยเซียนเอ่ยถามออกมาเสียงแผ่ว ในที่สุดก็ดูเหมือนหญิงสาวจะหาเสียงตัวเองเจอแล้ว เนื่องจากตลอดทางที่เดินตามจื่อชิงมานั้น หญิงสาวเอาแต่มองไปรอบกายด้วยอาการตื่นตะลึง
“ทุกสรรพสิ่งมีเกิดย่อมต้องมีแตกดับ เจ้าจะกลัวไปไย” จื่อชิงกล่าวเมื่อมองเห็นสีหน้าของหญิงสาว
แม้ว่าระยะห่างจากตำหนักแต่ละตำหนักจะไกลมาก แต่ตอนที่เหม่ยเซียนเดินตามจื่อชิงมานั้นกลับดูเหมือนก้าวเดินเพียงแค่ไม่ถึงสิบก้าว ราวกับว่าเมื่อก้าวเท้าออกไปนั้นสะพานที่เชื่อมระหว่างตำหนักจะช่วยย่นระยะทางให้สั้นลงกว่าที่สายตามองเห็น
“จำไว้หากเจ้าอยากตอบก็จงตอบ แต่หากไม่อยากตอบหรือไม่รู้ก็จงพูดไปตามนั้น สิ่งที่เจ้าพูดต่อไปนี้สำคัญมาก สำคัญต่อทั้งทวยเทพและเทพมังกร”
“เทพมังกร...เขา คนที่นอนอยู่ในถ้ำน้ำแข็งผู้นั้น”
“ใช่ เขาก็คือเทพมังกรจื่อหมิง สวามีของเจ้า”
“หา!” เหม่ยเซียนอุทานออกมาเสียงหลง
หญิงสาวไม่เห็นรู้ตัวสักนิดว่าตัวเองมีสวามี ก็เธอยังไม่ได้แต่งงานเลยนี่นา ที่สำคัญแม้แต่แฟนสักคนก็ยังไม่เคยมีด้วยซ้ำ แล้วทำไมขึ้นลิฟต์มาถึงที่นี่เพียงวันเดียวถึงได้มีสวามีโผล่มา หนำซ้ำเขายังเป็นถึงเทพมังกรอีกต่างหาก
นี่มันออกจะน่าเหลือเชื่อเกินไปแล้ว!!
“นางคือภูตดอกโบตั๋น ภูตรับใช้ที่พระนางซีหวังหมู่พระราชทานในวันที่เจ้าสมรสกับเทพมังกร นางจะดูแลเจ้ารวมไปถึงดูแลเรื่องต่างๆ ในตำหนักหวงหลงแห่งนี้” ในขณะที่พูดเฟิ่งเซียนจ้องตรงไปยังจื่อเหยาที่เอาแต่ก้มหน้าลงมองพื้นด้วยความหวาดหวั่น ซึ่งนั่นทำให้จื่อชิงต้องรีบตัดบท“จื่อเหยาเจ้ากลับไปห้องของเจ้าก่อนเถิด ส่วนภูตโบตั๋นเจ้าก็ไปจัดการดูแลทุกอย่างให้พร้อมสำหรับนายของเจ้าเถิด”“ข้าน้อยรับบัญชาเจ้าค่ะ” แม้จะรับคำแต่ดวงตาที่ยังคงคลอคลองไปด้วยหยาดน้ำตา ก็ยังคงจับจ้องมายังเหม่ยเซียนผู้ซึ่งเป็นนาย“นางจะอยู่ที่นี่อีกนาน หากเจ้ายังไม่ไปเตรียมทุกอย่างให้พร้อม ข้าจะพานางไปพำนักที่ตำหนักจูเสว่ของข้าเสีย” เฟิ่งเซียนกล่าวเสียงเข้มคำขู่ของเฟิ่งเซียนดูเหมือนจะได้ผล หลังจากที่ค้อนไปทีหนึ่งภูติโบตั๋นก็หายวับไปทันที ทั้งนี้ก็เพื่อไปสั่งการเรื่องต่างๆ ในตำหนัก เช่นเรื่องแรกอย่างเช่นเรื่องชาร้อนๆ สำหรับเทพอสูรทั้งสี่และผู้เป็นนาย ในยามที่ทั้งหมดสนทนากันในห้องโถงอันโอ่อ่าของตำหนักหวงหลงตำหนักหวงหลงอันโอ่อ่ากว้างใหญ่ หากแต่ยังตระการตาได้ไม่เทียบเท่ากับความงดงามของเรือนในซึ่งเป็นเรือนหอที่เทพมังกรสร้างขึ้นเพื่อเท
“มากันแล้วหรือพวกเรารอกันตั้งนาน” โม่เฉินส่งเสียงขึ้นเป็นคนแรกทั้งยังเดินตรงเข้ามาหาเหม่ยเซียน “เหมือนเดิมจริงๆ ด้วยไม่เปลี่ยนไปเลยสักนิด”“นั่นสิ” ชางอี้เสริม“เปลี่ยนสิทำไมจะไม่เปลี่ยน” ผู้ที่ไม่เห็นด้วยนั้นคือเฟิ่งเซียน ผู้ซึ่งจับจ้องเหม่ยเซียนมานับตั้งแต่หญิงสาวเดินใกล้เข้ามา“ตรงไหนหรือ” แม้แต่จื่อชิงยังอดที่จะสงสัยไม่ได้“นางกล้าสบตาพวกเราทุกคน ไม่สังเกตหรือนางจ้องทุกคนไม่มีท่าทีขัดเขินแล้วก็ไม่หลบตาสักนิด” เฟิ่งเซียนเอ่ยแล้วส่งยิ้มให้เหม่ยเซียน “ต้องอย่างนี้สิจึงจะสนุก มาเถิดข้าจะพาเจ้าไปยังตำหนักในของเทพมังกร เจ้าเคยอยู่ที่นั่นมาถึงสองร้อยปีน่าจะมีตรงไหนที่ดูคุ้นตาบ้าง ไม่แน่อาจช่วยให้เจ้าจดจำอะไรขึ้นมาได้บ้าง”เหม่ยเซียนยอมเดินตามเฟิ่งเซียน ผู้ซึ่งเป็นถึงเทพอสูรแห่งทิศใต้ไป ด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยคำถาม แต่อีกฝ่ายกลับเพียงแค่ยิ้มให้แล้วจับจูงนางให้ออกเดิน“แล้วพวกข้าเล่า” จื่อชิงเอ่ยถามเสียงดัง“ก็ตามมาสิ ใครไปห้ามพวกท่านเอาไว้กันเล่า” เฟิ่งเซียนตอบโดยไม่หันกลับไปมอง นางกำลังชี้ชวนให้เหม่ยเซียนจดจำส่วนต่างๆ ของตำหนักหวงหลงเอาไว้ เนื่องจากความสลับซับซ้อนของตัวตำหนักอาจจะทำให้เห
แทนที่จื่อชิงจะพาเหม่ยเซียนไปเข้าเฝ้าองค์เง็กเซียนฮ่องเต้ยังท้องพระโรงสวรรค์ แต่เขากลับนำทางนางเข้าไปยังลานแห่งเทพธิดา ซึ่งที่นั่นพระนางซีหวังหมู่และเทพธิดาทั้งเจ็ดได้ทรงรออยู่ก่อนแล้ว“จากตรงนี้เจ้าต้องเข้าไปเพียงลำพัง”“แต่ว่าท่าน...”“เรียกข้าว่าจื่อชิง”“ท่านเป็นเทพอสูรมังกรเขียวใช่หรือไม่เจ้าคะ ข้าได้ยินเสียงพูดคุยกันเกี่ยวกับท่าน ยังมี...เทพอสูรทั้งสาม ตอนที่รอให้มีคนช่วยออกมาจากโลงน้ำแข็ง”“ข้ากับเจ้าเคยเป็นสหายกัน ดังนั้นเรียกข้าว่าจื่อชิง จำคำของข้าเอาไว้ให้ดี ตอบเมื่ออยากตอบ ตอบไม่ได้ก็ไม่ต้องตอบ นั่นเป็นสิทธิ์ของเจ้า ข้าจะไปรอเจ้าตรงนั้นไม่ต้องกลัว” พูดจบเขาก็ชี้ไปยังต้นกุ้ยฮวา[1]ที่อยู่ห่างออกไปหลายก้าวจากจุดที่ทั้งสองยืนอยู่ จากนั้นก็ยิ้มให้เหม่ยเซียนด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน“ทำไมเล่าเจ้าคะ”“ที่นี่คือลานแห่งเทพธิดา ข้าเป็นเทพอสูรทั้งยังเป็นบุรุษ”ความหมายก็คือมีเพียงเทพธิดาเท่านั้นที่เข้าไปได้นั่นเอง นั่นก็คือที่มาของชื่อลานเทพธิดา ซึ่งพระนางซีหวังหมู่หมู่ทรงพระราชทานให้ หลังจากที่ทรงร่ายคาถาเอาไว้เพื่อให้เทพธิดาทั้งเจ็ดพระองค์ทรงพระสำราญได้อย่างเต็มที่ โดยไร้ซึ่งเงาบุรุษเข้าม
เหม่ยเซียนเลิกคิ้วที่อีกฝ่ายเข้าใจในสิ่งที่เธอพูด ก็แน่ล่ะเธอตั้งใจพูดเป็นภาษาไทยเพื่อไม่ให้เขาเข้าใจ เพราะยังไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นถึงเทพอสูรที่เป็นคนไปรับตัวเธอมา ที่สำคัญกว่านั้นภาษาจีนที่อีกฝ่ายใช้นั้น มันเป็นภาษาจีนแบบดั้งเดิมที่แม้เธอจะฟังออกแต่กลับรู้สึกไม่คุ้นเคยเอาเสียเลย“คุณเป็นใครหรือคะ พอจะรู้ไหมว่าฉันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง”“เจ้ามาเพราะต้องมา ในเมื่อมาแล้วก็ตามข้ามาเถิด ระหว่างนี้ยังต้องเจอกับคำถามมากมาย เจ้าอยากตอบก็ตอบ ตอบไม่ได้ก็ไม่ต้องตอบ มาเถิดข้าจะนำทางให้เจ้า” จื่อชิงกล่าวเป็นนัยแล้วเดินนำหญิงสาวออกมา“คือ... ฉันมีคำถามค่ะ หมายถึงข้าขอถามท่านสักข้อได้หรือไม่เจ้าคะ” จากภาษาไทยเปลี่ยนเป็นภาษาจีนอย่างกล้าๆ กลัวๆ จนตัวหญิงสาวเองยังรู้สึกขายหน้า ...ที่เรียนมาห้าปีนั้นไม่ได้ช่วยอะไรในยามที่กำลังประหม่าอย่างนี้“เหม่ยเหริน เจ้าเป็นคนปรับตัวเก่ง ไม่นานเจ้าจะรู้สึกคุ้นชินดังนั้นฝึกเอาไว้เถิด เพราะเจ้ายังต้องอยู่ที่นี่อีก...ชั่วระยะหนึ่ง” จื่อชิงเว้นระยะไปเล็กน้อยคล้ายกับว่าเขาเองก็ลังเลเหม่ยเซียนเบิกตากว้าง “คุณหมายถึงคุณรู้ว่าฉันเป็นใคร...” เหม่ยเซียนชะงักเมื่อจื่อชิงหยุดเดิ
สามร้อยปีก่อนองค์เง็กเซียนฮ่องเต้[1]ได้พระราชทานสมรสให้กับจื่อหมิงหวงหลงกับเทพธิดาเหม่ยเหริน พระธิดาบุญธรรมของพระนางซีหวังหมู่[2] เทพธิดาพระองค์นี้เป็นเพียงองค์เดียวที่พระนางซีหวังหมู่ไว้พระทัยให้ช่วยควบคุมดูแลกาลเวลาของโลกมนุษย์หลังจากสองร้อยปีของการสมรสเทพธิดาเหม่ยเหรินพลันขอหย่ากับจื่อหมิงโดยไม่ทราบสาเหตุ แม้ว่าพระนางซีหวังหมู่จะตรัสถามสาเหตุเท่าไร เทพธิดาเหม่ยเหรินก็เอาแต่นิ่งเงียบจนองค์เง็กเซียนฮ่องเต้ทรงกริ้วมาก ทรงตรัสว่าหากยังไม่เล่าความจริงจะทรงลงโทษนาง เนื่องจากพระองค์เป็นผู้ที่พระราชทานสมรสหากเทพธิดายังคงยืนยันจะหย่านั่นก็เท่ากับขัดพระราชโองการสวรรค์ไม่ว่าจะถูกข่มขู่เท่าไรเทพธิดาเหม่ยเหรินก็ยังยืนยันคำเดิม จนองค์เง็กเซียนฮ่องเต้ทรงขู่ว่าหากยังไม่พูดจะลงโทษตามอาญาสวรรค์ นั่นก็คือไม่ว่าผู้ใดขัดราชโองการจะต้องถูกโยนลงไปยังบ่อพันวิญญาณ ซึ่งไม่ว่าเทพหรือเซียนตนใดหากตกลงไปก็จะดับสูญ ไม่อาจกลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีกชั่วกัปชั่วกัลป์เทพธิดาเหม่ยเซียนได้ยินเช่นนั้นก็คุกเข่าลงรอรับพระอาญาโดยไม่ปริปาก ซึ่งนั่นทำเอาทั้งองค์เง็กเซียนฮ่องเต้และพระนางซีหวังหมู่ถึงกับทรงถอนพระปัสสาสะเพรา
เมื่อมองสูงขึ้นไปยังเส้นผมที่ยาวสลวยของเขา หญิงสาวกลับพบว่าเขาปล่อยเอาไว้ด้านบนโดยไม่มีการรวบมัดแต่อย่างใด ราวกับว่านี่เป็นเพียงการนอนหลับพักผ่อน ซึ่งนั่นก็ออกจะน่าแปลกเพราะเหม่ยเซียนเคยได้ยินว่าก่อนฝังศพ หากเป็นคนที่มียศศักดิ์ อย่างน้อยเขาก็ควรมีเกี้ยวหยกครอบมวยผมหรือที่เรียกว่า กวาน[1] ไม่ก็รวบผมขึ้นแล้วปักปิ่นเพื่อบ่งบอกถึงฐานะหรืออะไรทำนองนั้น“คุณตายไปแล้วจริงๆ เหรอคะ หล่อขนาดนี้...น่าเสียดายจัง” กว่าจะรู้ตัวว่าตัวเองพูดอะไรออกไป เหม่ยเซียนก็แทบจะหลุดหัวเราะออกมา ที่ตนเพิ่งจะบอกว่าเสียดายความหล่อของคนที่ตายไปแล้ว ช่างบ้าบอดีแท้!“ถึงคุณจะหล่อแต่ถ้าให้เลือกฉันขออยู่ข้างนอกดีกว่า อย่าว่ากันนะคะที่ลวนลามคุณไปตั้งเยอะแต่ไม่ได้อยู่เป็นเพื่อน ฉันว่าฉันควรหาทางออกไปจากโลงน้ำแข็งของคุณเสียที” พูดจบก็ลูบไล้ไปยังผนังโลงศพเพื่อดูว่าจะทำอะไรได้บ้างถึงตอนนี้เองที่เหม่ยเซียนเพิ่งจะสังเกตว่าโลงน้ำแข็งดังกล่าวนั้นไม่ได้เย็นเยียบอย่างที่ควรจะเป็น แม้ว่ามันจะโปร่งใสและเย็นสบาย แต่มันช่างต่างจากน้ำแข็งทั่วไปโดยสิ้นเชิง กระนั้นหญิงสาวก็ให้สงสัยนักว่าหากมันไร้ซึ่งความเย็นแล้ว เหตุใดศพของบุรุษที่หญิง







