Masukความเงียบภายในห้องครัวเล็กๆ ดูเหมือนจะดังอื้ออึงขึ้นมาในความรู้สึกของไข่มุก ดวงตากลมโตสบมองกับนัยน์ตาคมกริบที่เต็มไปด้วยความจริงจังของผู้ชายตรงหน้า ระยะห่างที่ถูกร่นเข้ามาจนสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากตัวเขาทำเอาหญิงสาวแทบจะลืมวิธีหายใจไปชั่วขณะ
คำขอตรงไปตรงมาของเขาทำให้ก้อนเนื้อในอกซ้ายเต้นกระหน่ำ เธอพยายามรวบรวมสติที่แตกกระเจิงให้กลับมาเข้าที่เข้าทาง แม้จะรู้ตัวดีว่ากำลังพ่ายแพ้ให้กับสายตาคู่นี้อย่างราบคาบ
"มุกเป็นแค่แม่ค้าชงชานะคะ ส่วนพี่เป็นถึงบอสคาสิโน สังคมเรามันต่างกันเกินไป พี่ลูคัสแน่ใจเหรอคะว่าจะให้มุกเข้าไปอยู่ในชีวิตพี่จริงๆ" ไข่มุกเอ่ยถามเสียงแผ่ว พยายามหาข้ออ้างเพื่อดึงสติทั้งเขาและตัวเอง
"พี่เป็นคนเลือกสังคมที่จะอยู่ได้ และพี่ก็เลือกแล้วว่าจะมาอยู่หน้าร้านชานมของหนู" ลูคัสตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งแต่มั่นคง "พี่จัดการเรื่องงานของพี่ได้ เรื่องความสัมพันธ์พี่ก็จัดการได้เหมือนกัน ขอแค่หนูเปิดโอกาสให้พี่จีบก็พอ"
สรรพนามที่เปลี่ยนไปอย่างกะทันหันบวกกับน้ำเสียงทุ้มต่ำที่ใช้เรียกเธอว่าหนู ทำเอาไข่มุกถึงกับไปไม่เป็น ความร้อนผ่าวลามเลียตั้งแต่พวงแก้มไปจนถึงใบหู
ไข่มุกเม้มริมฝีปากแน่น ดวงตาหลุกหลิกไม่กล้าสบตาคนตรงหน้านานๆ "งั้นก็...เริ่มจากเป็นคนคุยก่อนแล้วกันค่ะ ถ้ารุกหนักกว่านี้มุกตั้งรับไม่ทันหรอกนะ"
"ตกลงครับ แค่สถานะคนคุยก็พอ" ลูคัสยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มพึงพอใจ
ชายหนุ่มยอมถอยระยะห่างออกไปอย่างว่าง่ายเมื่อได้รับคำตอบที่ต้องการ เขาไม่ได้เร่งรัดหรือฉวยโอกาสทำอะไรมากไปกว่าการยกมือขึ้นลูบกลุ่มผมสีแดงอ่อนของเธอเบาๆ ด้วยความเอ็นดู ก่อนจะยอมบอกลาและเดินออกจากห้องไป ทิ้งให้เจ้าของห้องยืนพิงเคาน์เตอร์ครัวพร้อมกับหัวใจที่เต้นผิดจังหวะไปทั้งคืน
แสงแดดยามเช้าสาดส่องผ่านผ้าม่านเข้ามาในห้องนอน ไข่มุกขยับตัวตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกที่แตกต่างไปจากทุกวัน เธอเอื้อมมือไปหยิบสมาร์ตโฟนที่วางอยู่บนโต๊ะข้างเตียง หน้าจอแสดงข้อความแจ้งเตือนจากแอปพลิเคชันอินสตาแกรมที่ถูกส่งมาตั้งแต่เช้าตรู่
'มอร์นิ่งครับ วันนี้ตั้งใจทำงานนะ พี่รอไปเจอหนูตอนบ่าย'
หญิงสาวอ่านข้อความนั้นซ้ำไปซ้ำมา รอยยิ้มกว้างปรากฏขึ้นบนใบหน้าอย่างห้ามไม่อยู่ เธอกดพิมพ์ข้อความตอบกลับไปสั้นๆ ก่อนจะลุกจากเตียงไปจัดการธุระส่วนตัวและจัดเรียงของใช้ที่เขาซื้อให้เมื่อคืนเข้าตู้ ทุกครั้งที่หยิบโฟมล้างหน้าหลอดนั้นขึ้นมา เธอก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงใบหน้าเรียบเฉยแต่แฝงไปด้วยความเอาแต่ใจของคนซื้อ
ช่วงบ่ายของวัน บรรยากาศหน้าร้านชานมไข่มุกยังคงคึกคักเหมือนเช่นเคย ลูกค้ายืนต่อคิวกันยาวเหยียด อากาศร้อนอบอ้าวของประเทศไทยไม่ได้ทำให้ความอยากของหวานลดลงเลยแม้แต่น้อย ไข่มุกกำลังง่วนอยู่กับการตวงน้ำเชื่อมและรินชาใส่แก้ว มือเล็กขยับสลับไปมาอย่างคล่องแคล่วจนแทบไม่มีเวลาเงยหน้ามองใคร
เสียงกระดิ่งหน้าร้านดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของร่างสูงใหญ่ ลูคัสในชุดสูทสีเข้มเดินฝ่าฝูงชนเข้ามาด้านใน วันนี้เขาไม่ได้เดินไปยืนรอที่มุมประจำเพื่อสั่งเครื่องดื่มเหมือนทุกครั้ง แต่เขากลับเดินตรงมาที่หน้าเคาน์เตอร์พร้อมกับวางถุงกระดาษแบรนด์ร้านอาหารญี่ปุ่นชื่อดังลงบนโต๊ะ
"พี่ลูคัส ซื้อข้าวกล่องมาทำไมคะ มุกยังไม่ได้พักเลย ลูกค้าเยอะมาก" ไข่มุกมองถุงอาหารหรูหราบนเคาน์เตอร์สลับกับใบหน้าหล่อเหลาของคนส่ง
"นี่บ่ายโมงครึ่งแล้ว ทำไมหนูยังไม่พักกินข้าวอีก" ลูคัสกอดอกมองหน้าเธอ น้ำเสียงเข้มขึ้นเล็กน้อยแต่สรรพนามที่ใช้อย่างเป็นธรรมชาติทำเอาคนฟังชะงักไปชั่ววินาที
"ก็ลูกค้ากำลังเยอะนี่คะ มุกทิ้งหน้าร้านไปตอนนี้ไม่ได้หรอก" ไข่มุกตอบพลางกดน้ำเชื่อมใส่แก้วตวง พยายามซ่อนความขวยเขินที่ถูกเขาเรียกด้วยสรรพนามนั้นต่อหน้าพนักงานคนอื่นในร้าน
"ไปพักกินข้าวเดี๋ยวนี้ครับ ในฐานะคนคุย...พี่ขอสั่งให้หนูไปนั่งพัก" เขาโน้มตัวลงมากระซิบใกล้ๆ ให้ได้ยินกันแค่สองคน
ไข่มุกเม้มริมฝีปาก แอบเขินกับคำว่าหนูแต่ก็ยังดื้อดึงไม่ยอมทิ้งงาน "ขอมุกทำออเดอร์เซตนี้ให้ลูกค้าเก้าคิวตรงนั้นเสร็จก่อนนะคะ แล้วมุกจะไปกินข้าว สัญญาเลย"
ลูคัสถอนหายใจเบาๆ เมื่อเห็นแววตาดื้อรั้นของคนตัวเล็ก เขาไม่ได้ตอบอะไรกลับไป แต่กลับเดินอ้อมสวิงดอร์ไม้ที่กั้นระหว่างหน้าร้านกับหลังเคาน์เตอร์เข้ามาด้านใน ชายหนุ่มจัดการถอดเสื้อสูทตัวนอกออกพาดไว้กับพนักเก้าอี้ทรงสูง ปลดกระดุมคอเสื้อเชิ้ตออกสองเม็ด และพับแขนเสื้อขึ้นจนถึงข้อศอกอย่างทะมัดทะแมง
"พี่ลูคัสเข้ามาทำไมคะ พื้นที่ตรงนี้ของพนักงานนะ" เธอเบิกตากว้างเมื่อเห็นคนตัวโตกินพื้นที่ในร้านไปกว่าครึ่ง รัศมีความกดดันของเขาทำให้พนักงานพาร์ทไทม์อีกสองคนที่กำลังทอนเงินลูกค้าถึงกับต้องรีบหลบทางให้
"ก็หนูบอกว่าต้องทำเก้าคิวนี้ให้เสร็จ พี่ก็จะมาเป็นลูกมือไง จะได้เสร็จเร็วๆ" เขาตอบหน้าตายพลางหยิบแก้วพลาสติกเปล่าขึ้นมาถือไว้ "บอกมาว่าพี่ต้องทำอะไรบ้าง ชงชาพี่คงทำไม่เป็น แต่ถ้าแค่ตักไข่มุกกับปิดฝาแก้ว พี่น่าจะทำได้"
"พี่เป็นบอสคาสิโนนะ จะมาตักไข่มุกได้ยังไง ไปยืนรอข้างนอกเลยค่ะ เสื้อผ้าเลอะเทอะหมดเดี๋ยวก็ซักไม่ออกหรอก" เธอพยายามดันแขนล่ำๆ ของเขาให้ออกไปจากพื้นที่ทำงาน
"บอสคาสิโนก็เป็นลูกจ้างร้านชานมได้เหมือนกัน ถ้าเจ้าของร้านสั่ง...ตกลงแก้วนี้ใส่ไข่มุกกี่ช้อนครับ" ลูคัสหันมาถามด้วยสีหน้าจริงจังขั้นสุด ราวกับว่าการตักไข่มุกใส่แก้วคือวาระระดับชาติที่เขาต้องจัดการให้ลุล่วง
เมื่อเจอลูกตื๊อและสายตาเด็ดขาดของเขา ไข่มุกก็ต้องยอมแพ้ เธอถอนหายใจยาวก่อนจะหยิบช้อนตวงส่งให้เขา "หนึ่งช้อนพูนๆ ค่ะ ตักใส่แก้วแล้ววางเรียงไว้ตรงนี้นะคะ เดี๋ยวมุกเทน้ำชาใส่เอง ส่วนเครื่องซีลฝาอยู่ตรงนู้น แค่วางแก้วลงไปแล้วดึงคันโยกเบาๆ ระวังน้ำชาหกด้วยนะคะ"
มาเฟียหนุ่มพยักหน้ารับคำสั่งอย่างแข็งขัน เขาลงมือตักไข่มุกเม็ดกลมสีดำเงาใส่แก้วทีละใบด้วยความตั้งใจ มือหนาที่คุ้นเคยกับการจับปากกาเซ็นเอกสารหรือจับอาวุธ ตอนนี้กลับกำลังประคองแก้วชานมอย่างเบามือ เมื่อไข่มุกเทน้ำชาผสมนมลงไปเสร็จ ลูคัสก็รับหน้าที่นำแก้วไปเข้าเครื่องซีลฝาพลาสติก การเคลื่อนไหวของเขาไม่ได้เกะกะอย่างที่คิด แถมยังทำงานเข้าขากับเธอได้อย่างน่าประหลาด
พนักงานในร้านต่างลอบมองภาพเจ้านายสาวกับลูกค้าวีไอพีที่เปลี่ยนสถานะมาเป็นคนคุยหมาดๆ ด้วยความขบขันปนเอ็นดู ออร่าสีชมพูที่แผ่กระจายออกมาจากคนทั้งคู่ทำให้บรรยากาศวุ่นวายหน้าร้านดูซอฟต์ลงไปถนัดตา ไข่มุกแอบลอบมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของเขาตอนที่กำลังจดจ่ออยู่กับเครื่องซีลฝา เธอไม่เคยคิดเลยว่าผู้ชายที่ดูเข้าถึงยากคนนี้จะยอมลดตัวลงมาทำอะไรแบบนี้เพื่อเธอ
ใช้เวลาไม่นาน ออเดอร์ทั้งเก้าคิวก็ถูกจัดการจนเสร็จสิ้น ลูคัสวางแก้วใบสุดท้ายลงบนเคาน์เตอร์ส่งมอบเครื่องดื่ม ก่อนจะหันมาเลิกคิ้วเป็นเชิงทวงสัญญา
"เสร็จแล้ว ไปกินข้าวได้หรือยังครับ"
"รู้แล้วน่า ไม่เห็นต้องมาแย่งงานกันทำเลย" เธอหมั่นไส้คนรู้ทัน จึงบ่นพึมพำเบาๆ ก่อนจะคว้าถุงอาหารเดินนำเข้าไปในห้องพักพนักงานด้านหลัง ปล่อยให้ลูคัสล้างมือและเดินตามเข้าไปติดๆ
ในขณะเดียวกัน ที่บริเวณฟุตบาทฝั่งตรงข้ามร้านชานม ชายชุดดำสองคนซึ่งทำหน้าที่เป็นบอดี้การ์ดส่วนตัวของลูคัสกำลังยืนมองเหตุการณ์ผ่านกระจกใสหน้าร้านด้วยดวงตาที่เบิกกว้างจนแทบจะถลนออกมานอกเบ้า
ภาพของเจ้านายผู้ทรงอิทธิพลที่ใครๆ ต่างก็หวาดกลัว กำลังยืนพับแขนเสื้อตักไข่มุกและซีลฝาแก้วพลาสติกด้วยสีหน้าตั้งอกตั้งใจ เป็นภาพที่พวกเขาไม่คิดไม่ฝันว่าจะได้เห็นในชาตินี้
หนึ่งในบอดี้การ์ดตั้งสติได้ก่อน เขารีบล้วงโทรศัพท์มือถือออกจากกระเป๋าสูท เปิดกล้องแล้วซูมเข้าไปที่หลังเคาน์เตอร์ ก่อนจะกดถ่ายภาพรัวๆ เก็บไว้หลายสิบรูป
"แกถ่ายรูปบอสทำไมวะ เดี๋ยวก็โดนสั่งเก็บหรอก" การ์ดอีกคนที่ยืนอยู่ข้างๆ กระซิบถามด้วยความตกใจ รีบดึงแขนเพื่อนเอาไว้
"ไม่ได้ถ่ายเก็บไว้ดูเองโว้ย" คนถ่ายตอบกลับพลางก้มหน้าก้มตากดหน้าจอสมาร์ตโฟนยิกๆ "คุณหญิงท่านสั่งการลงมาตั้งแต่ก่อนบอสจะบินมาไทยแล้ว ว่าถ้าบอสมีสาวเมื่อไหร่ หรือมีอาการผิดปกติอะไรให้รีบรายงานท่านด่วนที่สุด"
"แล้วแกจะส่งรูปนี้ไปให้ท่านดูเนี่ยนะ"
"ก็เออสิวะ บอสเรามายืนตักไข่มุกร้านแบบนี้ ไม่เรียกว่าผิดปกติแล้วจะเรียกว่าอะไรวะ...ภาพนี้ส่งไป อเมริกาต้องสะเทือนแน่ๆ"
นิ้วหนากดปุ่มส่งรูปภาพเหล่านั้นผ่านแอปพลิเคชันสนทนา ข้ามน้ำข้ามทะเลส่งตรงไปยังปลายทางที่อเมริกา พร้อมกับข้อความรายงานสถานการณ์สั้นๆ แต่ได้ใจความว่าเจ้านายของพวกเขากำลังตกอยู่ในสภาวะคลั่งรักขั้นวิกฤต และดูเหมือนว่าร้านชานมเล็กๆ แห่งนี้กำลังจะกลายเป็นศูนย์กลางความวุ่นวายครั้งใหม่ในเร็วๆ นี้อย่างแน่นอน
เวลาผ่านไปหนึ่งปีเต็มนับตั้งแต่ไข่มุกย้ายเข้ามาอยู่ในเพนต์เฮาส์สุดหรูใจกลางเมืองร่วมกับลูคัส ชีวิตคู่ของพวกเขาเต็มไปด้วยความหวานชื่นและอบอวลไปด้วยความรัก มาเฟียหนุ่มหน้าดุที่ใครต่อใครต่างหวาดกลัว ได้กลายร่างเป็นพ่อบ้านคลั่งรักอย่างสมบูรณ์แบบ ลูคัสยอมตื่นเช้ามาทำอาหารให้เธอทาน ยอมขับรถไปรับไปส่งที่ร้านชานมทุกวันจนลูกน้องในแก๊งต่างพากันลอบอมยิ้มและแซวบอสของตัวเองลับหลัง แต่ถึงอย่างนั้นลูคัสก็ไม่เคยสนใจ เขาสนแค่ยัยหนูชานมของเขาเพียงคนเดียวเท่านั้นทว่าภายใต้ความสุขสมบูรณ์แบบนี้ มีเรื่องหนึ่งที่ยังคงติดค้างอยู่ในใจของมาเฟียหนุ่ม ย้อนกลับไปเมื่อหลายเดือนก่อน ในคืนที่บรรยากาศเป็นใจ ลูคัสเคยเกริ่นเรื่องการแต่งงานกับไข่มุกมาแล้วครั้งหนึ่งย้อนความทรงจำ วันนั้นทั้งสองคนกำลังนั่งดูทีวีและกอดก่ายกันอยู่บนโซฟาตัวใหญ่ ลูคัสลูบเรือนผมสีแดงอ่อนของเธออย่างทะนุถนอม ก่อนจะเอ่ยปากถามด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า เมื่อไหร่ไข่มุกจะยอมใช้นามสกุลคาร์เตอร์ของเขาสักที คุณแม่ของเขาก็บ่นถามหาหลานและงานแต่งงานจนเขาแทบจะตอบคำถามไม่ทันแล้วในตอนนั้น ไข่มุกมีสีหน้าลำบากใจ หญิงสาวรีบขยับตัวลุกขึ้นนั่งและจับมือหนาของเขา
แสงแดดจ้าส่องผ่านม่านเนื้อหนาเข้ามาตกกระทบลงบนเตียงกว้าง ไข่มุกขยับเปลือกตาที่หนักอึ้งขึ้นอย่างยากลำบาก ความรู้สึกแรกที่โจมตีเข้ามาคือความปวดเมื่อยร้าวรานไปทั่วทั้งร่างกายนุ่มนิ่ม ราวกับเพิ่งไปวิ่งมาราธอนมาสิบกิโลเมตร หญิงสาวพยายามพลิกตัวแต่ก็ต้องนิ่วหน้าเพราะความเสียดสีที่จุดกึ่งกลางกาย เธอกะพริบตาปรับโฟกัสสายตา มองไปยังนาฬิกาเรือนใหญ่บนผนังห้องนอน ตัวเลขดิจิทัลบอกเวลาสิบสามนาฬิกาตรงไข่มุกเบิกตากว้างด้วยความตกใจ วันนี้เธอตั้งใจจะเข้าไปเปิดร้านชานมตั้งแต่เช้า แต่ร่างกายกลับไม่รักดี อ่อนเปลี้ยเพลียแรงจากการโดนมาเฟียหนุ่มรังแกซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนเกือบเช้าโทรศัพท์มือถือของเธอที่วางอยู่บนโต๊ะข้างเตียงแผดเสียงร้องดังขึ้น ไข่มุกพยายามจะเอื้อมมือไปหยิบ แต่ท่อนแขนแกร่งของคนข้างกายกลับไวกว่า ลูคัสตื่นอยู่ก่อนแล้ว ชายหนุ่มนอนตะแคงเท้าคางมองเธอด้วยสายตาพราวระยับ ท่อนบนเปลือยเปล่าเผยให้เห็นแผงอกล่ำสันและหน้าท้องที่เป็นลอนสวยงาม เขาคว้าโทรศัพท์ของเธอไปดูหน้าจอ ก่อนจะกดรับสายอย่างหน้าตาเฉยโดยไม่ขออนุญาต"คุณพ่อครับ วันนี้มุกคงเข้าร้านเลทหน่อยนะครับ พอดีเมื่อคืนค่อนข้างดึก ตอนนี้น้องยังนอนหลับอยู่
เสียงเครื่องยนต์กระหึ่มของรถสปอร์ตยุโรปคันหรูดับลงเมื่อแล่นเข้ามาจอดสนิทภายในโรงรถส่วนตัวของเพนต์เฮาส์สุดหรูใจกลางเมือง ทันทีที่ประตูรถเปิดออก ร่างอวบอิ่มของไข่มุกก็ถูกตวัดอุ้มขึ้นพาดบ่ากว้างอย่างรวดเร็วโดยไม่ทันให้เธอได้ตั้งตัว"อ๊ะ! พี่ลูคัส ปล่อยมุกเลยนะ นิสัยไม่ดี ลักพาตัวกันชัดๆ" ไข่มุกแกล้งโวยวายเบาๆ หน้ามุ่ยด้วยความขัดใจ พร้อมกับกำปั้นเล็กที่ทุบลงบนแผ่นหลังกว้างของมาเฟียหนุ่มลูกครึ่งที่ทำตัวหน้ามึน อุ้มเธอเดินตรงดิ่งเข้าไปในลิฟต์ส่วนตัวโดยไม่สนเสียงทัดทานลูคัสไม่ตอบโต้คำประท้วงนั้น เขากระชับอ้อมแขนรัดสะโพกผายแน่นขึ้น ฝ่ามือหนาตีลงบนก้นงอนเด้งเบาๆ อย่างมันเขี้ยว ใบหน้าหล่อเหลาที่มักจะเย็นชาต่อหน้าคนอื่น บัดนี้กลับประดับไปด้วยรอยยิ้มมุมปากที่อ่านไม่ออก แววตาคมกริบภายใต้กรอบหน้าดุดันวาววับไปด้วยความหิวโหยที่สะสมมาหลายวัน ชายหนุ่มก้าวยาวๆ เข้าสู่ห้องนอนกว้างขวางทันทีที่ประตูลิฟต์เปิดออกร่างนุ่มนิ่มถูกโยนลงบนฟูกนอนคิงไซส์ ทว่าความนุ่มของเตียงก็ทำให้เธอไม่รู้สึกเจ็บ ไข่มุกพยายามจะตะเกียกตะกายลุกหนีทันทีเมื่อแผ่นหลังสัมผัสกับฟูกนอนนุ่ม แต่ความไวของมาเฟียหนุ่มนั้นเหนือกว่า ลูคัส
บรรยากาศภายในร้านชานมไข่มุกช่วงสายของวันธรรมดาค่อนข้างเงียบสงบ ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นพนักงานออฟฟิศที่แวะมาซื้อเครื่องดื่มก่อนเข้างาน ทำให้ช่วงเวลานี้ไข่มุกพอจะมีเวลาว่างได้พักหายใจบ้างหญิงสาวร่างอวบกำลังยืนจัดเตรียมวัตถุดิบอยู่หลังเคาน์เตอร์ ทว่าเธอกลับไม่ได้ยืนอยู่เพียงลำพัง เพราะมีร่างสูงใหญ่ของมาเฟียหนุ่มลูกครึ่งกำลังยืนซ้อนทับอยู่ด้านหลัง ท่อนแขนแกร่งตวัดโอบรอบเอวบางเอาไว้อย่างถือวิสาสะ คางสากที่เต็มไปด้วยไรหนวดจางๆ วางเกยอยู่บนลาดไหล่มน"มุกย้ายไปอยู่กับพี่เถอะนะ ให้พี่นอนกอดหมอนข้างที่เพนต์เฮาส์คนเดียวทุกคืน พี่นอนไม่หลับเลย" ลูคัสออดอ้อนด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้ม พลางฝังจมูกลงบนซอกคอหอมกรุ่นของคนในอ้อมกอดไข่มุกส่ายหน้าเบาๆ มือเล็กยังคงง่วนอยู่กับการตักไข่มุกดิบลงไปต้มในหม้อ "ไม่ได้หรอกค่ะพี่ลูคัส พ่อกับแม่ท่านลงมาหาและพักอยู่ที่คอนโด มุกจะทิ้งพวกท่านไปอยู่กับพี่ได้ยังไงกันคะ ท่านอุตส่าห์มาอยู่ด้วยทั้งที มุกก็ต้องดูแลพวกท่านสิคะ"หลังจากที่พ่อและแม่ของเธอกลับมาจากเวียดนาม พวกท่านก็ตัดสินใจอยู่พักผ่อนที่กรุงเทพฯ ต่ออีกสักระยะ ทำให้พื้นที่ในคอนโดมิเนียมขนาดกะทัดรัดถูกจับจองจนหมด ลูคัส
ช่วงบ่ายของวันหยุด บรรยากาศภายในคอนโดมิเนียมขนาดกะทัดรัดของไข่มุกเต็มไปด้วยความตึงเครียดที่ลอยอวลอยู่ในอากาศ หญิงสาวร่างอวบในชุดเดรสดูเรียบร้อยน่ารักกำลังเดินวนไปวนมาอยู่หน้าโซฟาห้องนั่งเล่น สองมือเล็กบีบเข้าหากันแน่นจนชื้นเหงื่อ ดวงตากลมโตคอยชะเง้อมองไปที่บานประตูห้องสลับกับนาฬิกาแขวนผนังแทบจะทุกๆ ห้านาทีตรงกันข้ามกับชายหนุ่มลูกครึ่งรูปร่างสูงใหญ่ที่กำลังนั่งพิงพนักโซฟาด้วยท่าทีผ่อนคลาย ลูคัสไม่ได้สวมชุดสูทสีดำสนิทที่ดูดุดันและน่าเกรงขามเหมือนเวลาไปทำงาน วันนี้เขาเลือกสวมเสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อนพับแขนขึ้นลวกๆ ปลดกระดุมคอออกสองเม็ดเพื่อให้ดูสุภาพและเข้าถึงง่าย ทว่าเสื้อผ้าธรรมดาเหล่านั้นก็ไม่อาจปิดบังออร่าความหล่อเหลาและบุคลิกที่ดูแพงของเขาเอาไว้ได้เลยที่มุมห้องด้านหนึ่ง เจสัน บอดี้การ์ดคนสนิทในชุดสูทสีเทาเข้มกำลังยืนสงบนิ่ง สองมือถือถุงกระดาษแบรนด์เนมสุดหรูและกล่องไม้สลักลายปราณีตเอาไว้อย่างระมัดระวัง เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับภารกิจสำคัญในการพิชิตใจว่าที่ครอบครัวของเจ้านาย"พี่ลูคัส มุกตื่นเต้นจนหายใจไม่ออกแล้วค่ะ พ่อกับแม่ส่งข้อความมาบอกว่ากำลังขึ้นลิฟต์มาแล้ว ทำยังไงดีคะ" ไข่มุกหันมา
เวลาล่วงเลยผ่านไปราวสามสัปดาห์นับตั้งแต่ค่ำคืนที่ความสัมพันธ์ของทั้งสองคนขยับสถานะอย่างเป็นทางการ ชีวิตประจำวันของไข่มุกและลูคัสเริ่มปรับเข้าหากันอย่างลงตัวมากขึ้น หญิงสาวกลับไปดูแลร้านชานมไข่มุกของเธอตามปกติ ในขณะที่ชายหนุ่มก็กลับไปเคลียร์เอกสารและดูแลความเรียบร้อยที่คาสิโนแม้ลูคัสจะคลั่งรักและอยากให้ไข่มุกย้ายข้าวของมาอยู่ด้วยกันที่เพนต์เฮาส์แบบถาวร แต่หญิงสาวร่างอวบก็ยังคงยืนกรานปฏิเสธเพราะความเกรงใจและหวงแหนพื้นที่ส่วนตัวของตัวเอง สุดท้ายคนเอาแต่ใจจึงต้องยอมพบกันครึ่งทางด้วยการผลัดกันไปนอนค้างคืน บางวันลูคัสก็หอบเสื้อผ้าไปนอนเบียดกับเธอที่คอนโดมิเนียมขนาดกะทัดรัด ส่วนบางวันไข่มุกก็เป็นฝ่ายยอมมานอนค้างที่เพนต์เฮาส์สุดหรูของเขา เป็นการใช้ชีวิตคู่ที่เรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยความสุขที่ค่อยๆ เติมเต็มซึ่งกันและกันช่วงสายของวันหยุดพักผ่อน ภายในห้องนั่งเล่นกว้างขวางของเพนต์เฮาส์ถูกปกคลุมไปด้วยความเงียบสงบ มีเพียงเสียงบทสนทนาจากภาพยนตร์สืบสวนสอบสวนที่กำลังฉายอยู่บนหน้าจอโทรทัศน์ขนาดใหญ่บนโซฟาบุหนังตัวนุ่ม ร่างอวบอิ่มของไข่มุกกำลังนอนหนุนตักแกร่งของลูคัสแทนหมอนใบโต ดวงตากลมโตจดจ่ออยู่กับเนื







