LOGINบทที่ 101 เมล์รียาชะงักกึกไปทันทีเมื่อได้ยินคำว่า ‘ช่วยป้อนข้าวคนป่วย’ จากปากของคุณน้าตัวโต นัยน์ตาสุกใสเบิ่งกว้างด้วยความคาดไม่ถึง ใบหน้าหวานร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ หญิงสาวหันกลับมามองฌาลัลล์ที่ยังคงนอนเอนกายมองเธอด้วยสายตาราบเรียบ ทว่าซ่อนแววหยอกล้อเอาไว้อย่างมิดชิด "คุณ... มือไม้ก็ไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อยนี่คะ" เมล์รียาพึมพำเสียงแผ่ว พยายามอุบอิบโต้แย้งแบบไม่เต็มเสียงนัก "ระบมไปทั้งตัวครับ... ขยับแขนเบาๆ แผลตรงอกกับแผ่นหลังก็ตึงไปหมดแล้ว" ฌาลัลล์เอ่ยตอบหน้าตาเฉย สีหน้านิ่งสนิทจนแยกไม่ออกว่ากำลังเจ็บจริงหรือแกล้งกันแน่ "ถ้าเมล์ไม่อยากป้อน... น้ากินเองจนแผลฉีก เลือดซึมออกมาอีกรอบก็ไม่เป็นไรหรอกครับ" คำขู่กึ่งประชดประชันของคนป่วยทำเอาเมล์รียาถอนหายใจออกมาเบาๆ อย่างทำอะไรไม่ได้ หญิงสาวเม้มริมฝีปากแน่นอย่างหมั้นไส้ แต่ด้วยความเป็นเจ้าของบ้านและเห็นแก่แผลผ้าพันแผลที่โผล่พ้นเสื้อขึ้นมา เธอจึงจำต้องพากายเล็กเดินกลับเข้ามาหยุดยืนอยู่ข้างเตียงนอนกว้างอีกครั้ง "ก็ได้ค่ะ... แค่ป้อนข้าวต้มถ้วยเดียวเองนะ" เมล์รียาบ่นอุบติดงอแงนิดๆ ก่อนจะหยิบถ้วยข้าวต้มกุ้งหอมกรุ่นขึ้นมาถือไว้ แล้
บทที่ 101 ฌาลัลล์ค่อยๆ ขยับตัวยันกายลุกขึ้นจากเตียงนอนอย่างช้าๆ คุณหมอที่กำลังเตรียมอุปกรณ์รีบเอ่ยทักขึ้นด้วยน้ำเสียงสุภาพแฝงความห่วงใย "เอ่อ... คุณฌาลัลล์จะไปไหนเหรอครับ? ตอนนี้อย่าเพิ่งขยับตัวมากเลยครับ เดี๋ยวแผลจะฉีกและอักเสบเอาได้นะครับ" ฌาลัลล์ยกมือขึ้นปรามเล็กน้อยเป็นสัญญาณว่าไม่เป็นไร นัยน์ตาคมกริบนิ่งสงบ เขาค่อยๆ ก้าวเดินตรงไปยังหน้าต่างบานใหญ่ของห้องรับรอง สายตาคมมองลอดกระจกเล็งลงไปชั้นล่าง เห็นรถยนต์คันหรูของญานินกำลังเคลื่อนตัวขับออกไปพ้นเขตประตูรั้วคฤหาสน์พอดี เมื่อแน่ใจว่าอีกฝ่ายกลับไปแล้ว ชายหนุ่มจึงเดินกลับมานั่งลงที่ขอบเตียงตามเดิม มือหนาเอื้อมไปหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดต่อสายหา วิญญู บอดี้การ์ดคนสนิททันที... วิญญูที่ยืนเฝ้าระวังความปลอดภัยอยู่บริเวณชั้นล่าง รีบยกโทรศัพท์ขึ้นกดรับสายในทันที ฌาลัลล์พยักหน้าเป็นสัญญาณให้คุณหมอออกจากห้องไป เนื่องจากหมอตรวจเช็กอาการและพันแผลเสร็จเรียบร้อยแล้ว แม้ร่างกายจะยังคงระบมอยู่บ้าง แต่เขาก็พอที่จะขยับเคลื่อนไหวตัวได้แล้ว เมื่อคุณหมอเห็นสัญญาณเช่นนั้นจึงเอ่ยขอตัวและเดินออกจากห้องไปอย่างรู้หน้าที่ ฌาลัลล์กรอกเสียงลงไปใน
บทที่ 100 เวลาต่อมา... เมื่อฌาลัลล์ค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาอย่างช้าๆ สิ่งแรกที่เขาเห็นกลับเป็นร่างของญานินที่นั่งอยู่ข้างเตียง ชายหนุ่มขมวดคิ้วแน่นก่อนจะพยายามยันตัวลุกขึ้นนั่งเบาๆ ด้วยความยากลำบาก สายตาคมกริบมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยความเคลือบแคลงแล้วเอ่ยถามเสียงเรียบติดเย็นชา "เธอ...มาที่นี่ทำไมญานิน...ที่นี่ที่ไหน?" ญานินปรับสีหน้าเกือบไม่ทัน เธอพยายามส่งยิ้มอ่อนหวานแฝงความห่วงใยกลบเกลื่อนความประหม่า ก่อนจะเอ่ยตอบกลับไป "พอดีคุณวินสันโทรไปที่บ้าน บอกว่าคุณถูกลอบทำร้าย... ฉันเป็นห่วงคุณมากนะคะฌาลัลล์ว่าปลอดภัยแล้วหรือยัง" ญานินเว้นจังหวะไปเล็กน้อย นัยน์ตาคู่สวยแสร้งฉายแววน้อยใจและฉุนเฉียวอย่างเนียนกริบ ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา "พอฉันมาถึง... กลับเห็นคุณหนูเมล์รียา เพิ่งเดินสวนออกจากห้องนี้ไปเมื่อสักครู่นี่เองค่ะ ดูเหมือนเธอจะไม่อยากอยู่ร่วมห้องกับฉันเท่าไหร่... หรือว่าฉันมาขัดจังหวะอะไรของคุณกับเธอหรือเปล่าคะ?" ฌาลัลล์ปรายสายตามองญานินเล็กน้อยด้วยความรำคาญใจ ก่อนจะเบือนหน้าหนีไปทางอื่นแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงต่ำเรียบเย็นชา "เพ้อเจ้อไปใหญ่แล้ว... นั่นมันลูกสาวเจ้าของบ้าน
บทที่ 99 เวลาต่อมา... เมล์รียาใช้เวลาจัดการทำธุระส่วนตัวและผลัดเปลี่ยนเป็นชุดลำลองเรียบร้อย ก่อนจะค่อยๆ ก้าวลงมาจากชั้นบนอีกครั้ง ทว่าเมื่อลงมาถึงห้องโถงด้านล่าง สายตากลับมองไม่พบร่างของคุณน้าญานินที่เคยนั่งอยู่ร่วมโต๊ะรับแขกแล้ว เหลือเพียงคุณพ่อและคุณแม่ที่กำลังนั่งพูดคุยกันด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ร่างบางก้าวเข้าไปหาผู้เป็นพ่อและแม่ ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัย "อ้าว... คุณน้าญานินกลับแล้วเหรอคะป๊า?" คุณพ่อวินสันและคุณแม่สิตาหันมองหน้ากันเล็กน้อย ก่อนที่ผู้เป็นพ่อจะถอนหายใจแผ่วเบาแล้วเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล "ยังหรอกลูก... คุณน้าขึ้นไปดูอาการของน้าฌาลัลล์บนห้องรับรองน่ะ" คำตอบของผู้เป็นพ่อทำเอาเมล์รียาถึงกับชะงักกึก ดวงตาคู่สวยตื่นตระหนกขึ้นมาทันที หญิงสาวเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะเอ่ยถามซ้ำด้วยความประหลาดใจและไม่เชื่อหูตัวเอง "คุณน้าฌาลัลล์... อยู่อบู่ที่บ้านเราเหรอคะ?" คำตอบของผู้เป็นพ่อทำเอาเมล์รียาถึงกับชะงักกึก ดวงตาคู่สวยตื่นตระหนกขึ้นมาทันที หญิงสาวเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะเอ่ยถามซ้ำด้วยความประหลาดใจและไม่เชื่อหูตัวเอง "คุณน้าฌาลัลล์... นอนพักที่ห้องรับรองต
บนที่ 98 เช้าวันถัดมา... เช้าตรู่ของวันถัดมา ขบวนรถบัสของคณะครูและนักศึกษาจิตอาสาเดินทางมาถึงมหาวิทยาลัยโดยสวัสดิภาพ เมล์รียาก้าวลงมาจากรถด้วยท่าทางอิดโรย ทว่าเมื่อสายตาสองคู่มองไปเห็นรถยนต์คันหรูของที่บ้านจอดรออยู่ล่วงหน้า เธอจึงเดินตรงเข้าไปหาคนขับรถด้วยความสงสัย "คุณพ่อไม่อยู่เหรอคะคุณลุง... เมื่อวานคุณพ่อบอกว่าจะมารับเมล์เองนี่คะ" หญิงสาวเอ่ยถามพลางชะโงกหน้ามองผ่านกระจกรถ ลุงคนขับรถรีบลงมากระตือรือร้นเปิดประตูให้ พร้อมตอบด้วยน้ำเสียงสุภาพอ่อนโยน "คุณท่านยังอยู่ที่บ้านครับคุณหนู แต่เมื่อคืนท่านไม่ได้พักผ่อนเลยครับ เห็นว่ามีงานด่วนทั้งคืน เกรงว่าจะขับรถมารับไม่ไหว เลยสั่งให้กระผมมารับคุณหนูแทนครับ" เมล์รียาทำหน้างงเล็กน้อยด้วยความแปลกใจ ปกติแล้วคุณพ่อของเธอแทบไม่เคยพลาดนัดสำคัญ โดยเฉพาะเรื่องการมารับมาส่งเธอ แต่หญิงสาวก็ไม่ได้ติดใจพูดอะไรต่อได้แต่พยักหน้ารับเบาๆ เมื่อก้าวขึ้นไปนั่งบนเบาะหลังความเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางตลอดทั้งคืนบวกกับอาการน้อยใจที่กักเก็บไว้ก็เริ่มเข้าเล่นงาน ร่างบางถอนหายใจแผ่วเบา ก่อนจะค่อยๆ เอนกายหลับตาลงเพื่อพักผ่อน เวลาต่อมา... 06.30 น. เม
บทที่ 97 วิญญูรับคำสั่งเสียงหนักแน่นก่อนจะพยักหน้าส่งสัญญาณให้ลูกน้องชุดดำลากตัวพวกทุจริตที่ร้องครวญครางด้วยความกลัวออกไปจัดการตามคำสั่งทันที ปกติแล้วฌาลัลล์เป็นคนที่โหดเหี้ยมและเด็ดขาดในการทำงานอยู่แล้ว แต่ทว่าวันนี้... ใบหน้าหล่อเหลาของเขากลับดูหงุดหงิดดุดันเป็นพิเศษจนคนรอบข้างแทบไม่กล้าหายใจแรง ร่างสูงใหญ่ก้าวยาวๆ ไปยังโซฟาหนังหลาบในห้องทำงาน มือหนาคว้าแก้วเหล้าเพรียวๆ กระดกรวดเดียวจนหมดแก้วเพื่อดับอารมณ์กรุ่นร้อนในอก ยัยตัวดี... บล็อกเขาได้บล็อกไป แต่อย่าคิดว่าจะหนีพ้น! ชายหนุ่มวางแก้วลงบนโต๊ะเสียงดัง เคร้ง! ก่อนจะตวัดสายตาเข้มไปมองลูกน้องอีกคนที่ยืนกุมมือรอรับคำสั่งอยู่ใกล้ๆ แล้วเอ่ยสั่งเสียงห้าวห้วน "ไปสืบมา... ว่ารถตู้ของคณะครูและนักศึกษาจิตอาสาจะเดินทางมาถึงมหาวิทยาลัยกี่โมง" "ครับพี่ใหญ่!" ลูกน้องรีบโค้งรับคำสั่งแล้วกุลีกุจอออกไปจัดการทันที ฌาลัลล์เอนหลังพิงเบาะ รอยยิ้มเย็นชาปรากฏขึ้นที่มุมปาก นัยน์ตาคู่คมวาววับ... ถึงโทรหาไม่ได้ ถึงโดนตัดขาดทุกช่องทาง แต่ระดับเขาแล้ว การจะไปดักรอจับ 'เด็กขี้งอน' กลับมาลงโทษถึงที่ มันไม่ได้ยากเกินความสามารถเลยสักนิด จังหวะนั้น







