LOGINหญิงสาวก้มมองเด็กน้อยที่กอดเอวเธอแน่น รอยยิ้มใสซื่อบนใบหน้ากลมทำให้หัวใจเธออ่อนยวบอย่างประหลาด ทั้งที่เพิ่งเจอกันได้ไม่นาน แต่ซันเดย์กลับติดเธอราวกับรู้จักกันมานานแล้ว
“ทำไมหนูถึงเรียกน้าว่าแม่ล่ะ” เอมลิรินทร์เอ่ยถามเสียงเบา พลางลูบผมนุ่มของเด็กชาย
“ทำไมแม่ชอบถามแบบนั้น” ซันเดย์เงยหน้าขึ้นมองทันที ดวงตากลมโตเต็มไปด้วยความสงสัย
เด็กน้อยคลายอ้อมกอด ก่อนรีบปีนลงจากโซฟาแล้ววิ่งตรงไปยังโต๊ะทำงานตัวใหญ่ของธีรชล เขาเปิดลิ้นชักอย่างคล่องแคล่วราวกับคุ้นเคย ก่อนค้นหาบางอย่างอยู่พักหนึ่ง
“เจอแล้ว นี่ไง” เสียงใสดังขึ้นพร้อมรูปถ่ายใบหนึ่งที่ถูกยื่นมาตรงหน้าเธอ
เอมลิรินทร์รับรูปนั้นมาดู และในวินาทีที่สายตาเห็นภาพ หัวใจเธอเหมือนหยุดเต้น ในภาพคือหญิงสาวคนหนึ่งกำลังอุ้มทารกแรกเกิดเอาไว้แนบอก รอยยิ้มอ่อนโยนบนใบหน้านั้นเต็มไปด้วยความสุข
แต่สิ่งที่ทำให้เธอตัวชา คือผู้หญิงคนนั้นเหมือนเธอมากไม่ใช่แค่คล้าย แต่มันแทบจะเป็นคนเดียวกันปลายนิ้วเรียวเริ่มสั่น เธอมองภาพนั้นซ้ำไปซ้ำมา
“แม่เงียบไปทำไม”
“น้ากลับก่อนนะ” หญิงสาวรีบลุกขึ้นทันที เธอไม่อยากอยู่ที่นี่ต่อ ไม่อยากมองรูปนั้น ไม่อยากฟังคำเรียกว่าแม่จากเด็กคนนี้อีกแล้ว ทุกอย่างมันสับสนไปหมด
แต่ทันทีที่ก้าวออกไป ความปวดหนึบในศีรษะก็แล่นขึ้นมาอย่างรุนแรง ภาพตรงหน้าพร่าเบลอ ร่างบางเซไปด้านหลังจนทรุดลงบนโซฟาตัวเดิม
“แม่จ๋า!” ซันเดย์ร้องเสียงหลง รีบวิ่งเข้ามาจับมือเธอไว้แน่น ใบหน้าเล็กเต็มไปด้วยความตกใจ
“แม่เป็นอะไร ฮึก แม่อย่าร้องไห้นะ”
“เกิดอะไรขึ้นซันเดย์” เสียงเข้มของธีรชลดังขึ้นพร้อมร่างสูงที่เดินเข้ามาในห้อง เขาชะงักไปทันทีเมื่อเห็นหญิงสาวนั่งซีดอยู่บนโซฟา มือหนึ่งกุมขมับเอาไว้
“แม่เป็นลม” เด็กน้อยรีบบอกพ่อ น้ำเสียงเริ่มสั่น
ธีรชลเดินเข้ามาหาอย่างรวดเร็ว เขาทรุดตัวลงตรงหน้าเธอ ก่อนเอื้อมมือไปแตะหน้าผากมนเบาๆ เขาเผลอจับมือเธอไว้แน่นอย่างลืมตัว
“คุณเป็นอะไร”
“ฉันไม่เป็นอะไร” เธอรีบปัดมือเขาออกทันที แววตาที่เธอมองเขาเต็มไปด้วยความระแวงและสับสนจนชายหนุ่มนิ่งไปชั่วขณะ
“แต่คุณกำลังเป็น”
“ฉันต้องกลับบ้านแล้ว”
“เมื่อกี้แม่จะเป็นลมจริงๆ นะ พ่อรีบห้ามแม่สิ” ซันเดย์ส่ายหน้าที่พ่อทำอะไรไม่ได้ดั่งใจ
“น้ากลับก่อน เอาไว้เราค่อยเจอกันอีกนะ” เธอพยายามฝืนยิ้ม ทั้งที่มีคำถามมากมาย เกิดอะไรขึ้นก่อนที่เธอจะสูญเสียความทรงจำไป
“แม่จะกลับมาหาซันอีกใช่มั้ย” ซันเดย์ไม่อยากให้มาจากไปอีก
“น้องซันเดย์อย่าดื้อนะ” เธอจับแก้มเด็กน้อย ก่อนจะเดินออกมาทันทีโดยไม่มองหน้าเขา
“เธอจะเล่นละครไปถึงไหนเอมลิรินทร์!” เสียงตวาดดังขึ้นจากด้านหลังทันทีที่หญิงสาวเดินออกมาจากห้องทำงาน
หญิงสาวหยุดชะงัก ก่อนหันกลับไปมองคนที่เดินตามออกมาด้วยสีหน้าไม่เข้าใจ ร่างสูงของธีรชลเต็มไปด้วยความตึงเครียด ดวงตาคมแข็งกร้าวจนเธอเริ่มหวาดหวั่น
“คุณพูดอะไร”
“เธอไม่สงสารเด็กน้อยตาดำ ๆ บ้างเหรอ” เขาพูดเสียงเข้มก้าวเข้ามาใกล้ทีละนิด “หายไปตั้งหลายปี พอกลับมาก็ทำเหมือนไม่รู้จักลูกตัวเอง”
“ฉันไม่เข้าใจที่คุณพูด”
“หรือว่าผัวใหม่เธอมันดีมาก” เขาเริ่มควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่อยู่ “ดีจนลืมผัวเก่าลืมลูกไปหมดแล้ว!”
“เป็นบ้าอะไรของคุณ!” เธอส่ายหน้าปฏิเสธทันที “ฉันไม่เคยมีลูก”
“ไม่เคยมีลูก? เธอพูดออกมาได้ยังไง” คำพูดนั้นเหมือนยิ่งจุดไฟในตัวชายหนุ่ม
“ฉันจำไม่ได้!”
“หรือจริงๆ ไม่อยากจำเธอรักมันมากหรือไง!” ธีรชลตะคอกกลับเสียงดังจนเธอสะดุ้ง
“คุณหยุดพูดสักที!”
“ตอบมาสิ! ผู้ชายคนนั้นมันให้อะไรเธอ ถึงได้ยอมทิ้งลูกตัวเอง!” เขากระชากแขนเธอไว้แน่นจนหญิงสาวนิ่วหน้า
“ปล่อยนะ!” เธอพยายามดึงแขนกลับ หัวใจสั่นไปหมดทั้งความกลัวและความสับสน “ฉันไม่รู้จักคุณด้วยซ้ำ!”
ประโยคนั้นทำให้มือใหญ่ชะงัก ดวงตาคมที่เต็มไปด้วยโทสะเมื่อครู่สั่นไหวทันที เอมลิรินทร์หอบหายใจแรง น้ำตาคลอโดยไม่รู้ตัว เธอไม่เข้าใจว่าทำไมผู้ชายคนนี้ถึงมองเธอด้วยสายตาเจ็บปวดขนาดนั้น ราวกับเธอเป็นคนทำลายชีวิตเขา
“เธอว่าอะไรนะ” เขาไม่อยากเชื่อ เพราะสายตาที่เธอมองเขาเมื่อสักครู่คือความว่างเปล่า
“ฉันไม่รู้จักคุณ” และก็ไม่รู้จักตัวเองด้วยซ้ำ ตื่นมาก็เจอแค่หน้าพ่อกับพี่ชายตัวเอง
“เธอนี่มันตอแหลเก่งจริงๆ ฉันให้โอกาสเธอเลือกถ้ากลับมาหาฉัน ฉันจะปล่อยไอ้กองทัพไป”
น้ำเสียงเย็นเยียบนั้นทำให้เอมลิรินทร์นิ่งค้าง ดวงตาคู่สวยสั่นไหวอย่างไม่เข้าใจ ขณะที่ธีรชลยืนจ้องเธอด้วยสายตาแข็งกร้าว ราวกับความอดทนทั้งหมดถูกเผาทิ้งไปจนหมดแล้ว
“เกี่ยวอะไรกับเขา”
“ฉันอยากทำลายมันไง ฉันให้เธอกลับไปคิดแล้วกัน”
“คุณมันบ้าไปแล้ว!”
“ใช่” เขาก้าวเข้ามาใกล้จนเธอต้องถอยหลัง “ฉันบ้าเพราะเธอ”
หญิงสาวเม้มริมฝีปากแน่น หัวใจเต้นแรงอย่างหวาดหวั่น เธอไม่เข้าใจว่าผู้ชายคนนี้เกลียดกองทัพเรื่องอะไร แต่แววตาของเขาในตอนนี้น่ากลัวจนเธอเริ่มมือเย็น
“เขาไปทำอะไรให้คุณ”
“มันแย่งของของฉัน” ดวงตาเขาแข็งกร้าวเจ็บปวดไม่น้อยยามที่นึกถึงเรื่องในอดีต
หญิงสาวรีบผลักเขาออก ก่อนวิ่งหนีไปจากตรงนั้น หัวใจเต้นระรัวด้วยความสับสน หรือผู้ชายคนนี้จะเป็นคนในอดีตที่เธอลืมไป แต่คนอย่างเขาไม่น่าจะเข้ามาเกี่ยวข้องกับชีวิตเธอได้เลย
ชายหนุ่มรีบยกมือเช็ดน้ำตา กลัวว่าจะมีใครเห็นด้านอ่อนแอของตัวเอง เขากำหมัดแน่น ความอัดอั้นตีวนอยู่ในอก ผู้หญิงคนหนึ่งจะกล้าทิ้งลูกของตัวเองได้ยังไง
“พ่อร้องไห้ทำไม”
เสียงเล็กๆ ดังขึ้นทำให้เขาชะงัก ซันเดย์ยืนอยู่ตรงประตู ดวงตากลมโตมองเขานิ่งๆ ราวกับจับได้ทุกอย่าง เขารีบฝืนยิ้มทันที
“มาแอบดูพ่อเหรอ”
“พ่อต้องไปง้อแม่นะ ซันอยากอยู่กับแม่” เด็กน้อยเดินเข้ามาใกล้ ก่อนเงยหน้ามองเขา
“ตัวแค่นี้ รู้แล้วเหรอว่าง้อคืออะไร” ชายหนุ่มหลุดหัวเราะเบาๆ ทั้งที่ในใจยังหนักอึ้ง เขาก้มลงอุ้มลูกชายขึ้นมาไว้ในอ้อมแขน
“ก็เวลาพ่อง้อซัน พ่อชอบซื้อของเล่น”
คำตอบนั้นทำให้เขายิ้มออกมาจริงๆ เป็นครั้งแรกของวัน แต่รอยยิ้มก็จางลงเมื่อคิดถึงสายตาหวาดกลัวของเอมลิรินทร์
“แม่ลืมพวกเราจริงๆ เหรอพ่อ”
“แม่เขาไม่ลืมลูกหรอก”
“ซันว่าไม่ใช่” ซันเดย์ส่ายหน้าเบาๆ ก่อนเอามือเล็กจับแก้มพ่อไว้
“ทำไมคิดแบบนั้น”
“ถ้าแม่ไม่รักพวกเรา แม่จะร้องไห้ทำไมตอนเห็นรูปซัน” เด็กน้อยพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังเกินวัย “ต้องมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นกับแม่แน่ๆ”
คำพูดนั้นทำให้ชายหนุ่มชะงักไปทันที แม้แต่เด็กยังมองออก แต่เขากลับปล่อยให้อารมณ์โกรธบดบังทุกอย่างเสียหมด
“แต่แม่เขามีครอบครัวใหม่แล้ว”
“อะไรคือครอบครัวใหม่เหรอ” ซันเดย์งุนงงไม่เข้าใจ
“เราอย่าไปยุ่งเลยดีกว่า”
“จะไม่ยุ่งได้ยังไงนั่นแม่ของซัน ลุงกองทัพหน้าเหมือนแม่จะตาย” เด็กน้อยเริ่มประท้วงด้วยกันดิ้น เขาจำคำพูดของแม่ได้ดีตอนที่อยู่ด้วยกันตามลำพัง
“ลูกรู้ได้ยังไง” เขาขมวดคิ้วเพราะมั่นใจว่าลูกไม่รู้จักกองทัพ
“แม่ให้ดูรูปว่าคุณลุงกองทัพใจดีมากๆ แม่บอกด้วยว่ามีพี่ชายคนเดียว ส่วนคุณตาเสียไปแล้ว”
เขานิ่งเมื่อได้ยินแบบนั้นเอมลิรินทร์เป็นเด็กกำพร้าจะมีพี่ชายโผล่มาจากไหน ตอนที่เขารู้จักเธอแรกๆ หญิงสาวไม่มีญาติที่ไหนเลยด้วยซ้ำ
“ลูกฟังไม่ผิดใช่ไหม”
“ซันจำได้แม่นเลย”
เขาแทบทรุดทุกอย่างเริ่มสับสนไปหมด ถ้าเธอไม่ได้แกล้งลืมเขา แล้วเรื่องที่เธอหนีไปกับผู้ชายคนนั้นล่ะ มันคืออะไรกันแน่
แสงแดดยามเช้าสาดผ่านผ้าม่านเข้ามาภายในห้องนอน ขณะที่ธีรชลยังนอนกอดเอมลิรินทร์อยู่ไม่ห่าง หลังจากได้นอนหลับเต็มอิ่มเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน แต่ความสงบในเช้าวันหยุดอยู่ได้ไม่นาน“พ่อครับ ซันหิว” เสียงใสของซันเดย์ดังขึ้นพร้อมกับร่างเล็กๆ ที่ปีนขึ้นมาบนเตียงอย่างคล่องแคล่ว เด็กชายนั่งลงข้างพ่อ ก่อนเขย่าตัวเขาเบาๆ“ซันเดย์ อย่ามากวนพ่อ” เขาพลิกตัวหนี ซุกหน้าลงกับหมอนราวกับยังไม่อยากตื่น แต่ซันเดย์ไม่ยอมแพ้ง่ายๆ“ซันอยากให้พ่อทำกับข้าวให้” เมื่อเห็นว่าพ่อยังเงียบ เด็กชายจึงยื่นมือไปกระชากผมพ่อสุดแรง“โอ๊ย!” เขาสะดุ้งลุกขึ้นทันที มือรีบยกขึ้นลูบศีรษะตัวเองป้อยๆ ก่อนหันไปมองลูกชายด้วยสายตาง่วงงุน“ซันพ่อนอนอยู่นะ”“แม่ตื่นมาดูน้องตั้งแต่เช้า พ่อลงไปทำกับข้าวให้ซันหน่อย” ซันเดย์กะพริบตาปริบๆ ก่อนยิ้มกว้างเขาถอนหายใจออกมาแม่บ้านมีเป็นสิบคน แต่ลูกชายเลือกที่จะมาวอแวกับเขา ชายหนุ่มขยี้เปลือกตาก่อนจะลุกขึ้น“โอเคครับ คุณชายซันเดย์วันนี้อยากกินอะไร”“แพนเค้กรูปไดโนเสาร์!” ดวงตากลมโตของเด็กชายเป็นประกายทันที“เอารูปหัวใจไปก่อนแล้วกัน” เขาหัวเราะออกมาเสียงดัง“ก็ได้ครับ!” ซันเดย์ตอบเสียงดัง ก่อนรี
เสียงหาวหวอดเบาๆ ดังขึ้นจากเปลเด็กอ่อนที่วางอยู่ข้างเตียง เอมลิรินทร์ยิ้มบางพลางมองลูกชายคนเล็กที่เพิ่งลืมตาตื่นได้ไม่นาน เด็กชายภัทรพล หรือที่ทุกคนเรียกกันติดปากว่า “น้องซีโน่” กำลังขยับมือเล็กๆ ไปมาอย่างน่าเอ็นดูแต่ก่อนที่เธอจะได้อุ้มลูกชายคนเล็ก ก็มีเจ้าตัวน้อยอีกคนวิ่งเข้ามาเกาะขอบเตียงเสียก่อน“แม่ครับ เมื่อไหร่น้องจะตื่น”คำถามเดิมที่ซันเดย์ถามซ้ำแทบทุกชั่วโมง ทำให้คนเป็นแม่หัวเราะออกมาเบาๆ“ซันอย่าไปปลุกน้องนะลูก” เธอเอ่ยเตือนลูกชายคนโตที่นั่งเฝ้าน้องไม่ห่างตั้งแต่เช้า“ซันไม่มีเพื่อนเลย เมื่อไหร่น้องจะวิ่งได้” เด็กชายเม้มริมฝีปากอย่างเสียดาย ก่อนจะชะโงกหน้าไปมองน้องอย่างระมัดระวัง“รอน้องโตกว่านี้ก่อนนะ ตอนนี้น้องยังเป็นเบบี๋อยู่เลย” ประโยคใสซื่อทำให้หญิงสาวอดยิ้มไม่ได้ เธอดึงซันเดย์เข้ามากอดไว้ข้างตัว แล้วลูบผมนุ่มของลูกชายเบาๆ“อีกนานไหมครับ”“ไม่นานหรอก เดี๋ยวแป๊บเดียวน้องก็คลานตามพี่ซันแล้ว”“จริงเหรอครับ! งั้นซันจะสอนน้องเตะบอล สอนต่อเลโก้ แล้วก็แบ่งขนมให้น้องด้วย” ดวงตากลมโตของซันเดย์เป็นประกายขึ้นมาทันที“แบ่งจริงหรือเปล่า”“จริงครับ แต่ถ้าเป็นช็อกโกแลตซันขอเก็บไว้ครึ่
งานวิวาห์ของธีรชลและเอมลิรินทร์ถูกเลื่อนให้เร็วขึ้นกว่ากำหนดเดิม เขาไม่อยากให้ภรรยาต้องเหนื่อยมาก หากปล่อยให้ครรภ์โตไปกว่านี้งานถูกจัดขึ้นอย่างเรียบง่ายแต่อบอุ่น ท่ามกลางแขกคนสนิทและคนในครอบครัวที่มาร่วมเป็นสักขีพยานในวันสำคัญ แสงไฟสีอบอุ่นเสียงดนตรีคลอเบาๆ และรอยยิ้มของทุกคน ทำให้บรรยากาศเต็มไปด้วยความสุขหลังเสร็จพิธี ธีรชลยืนคุยกับเพื่อนสนิทอยู่มุมหนึ่งของงาน ขณะที่สายตายังคงมองไปหาเจ้าสาวที่กำลังพูดคุยกับแขกไม่ห่าง“ยินดีอีกครั้งนะเพื่อน” ชนะศึกยกแก้วน้ำขึ้นชนกับแก้วของเขาเบาๆ พร้อมส่งยิ้มให้“ยินดีกับมึงด้วย” ธีรชลยิ้มตอบเบาๆ“ยินดีอะไรกูไม่ได้แต่งงาน” ชนะศึกขมวดคิ้วทันที“ดีใจที่มึงมีเมีย พร้อมมีลูกด้วยไง” คนเป็นเจ้าบ่าวหัวเราะในลำคอช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ชนะศึกหายเงียบไปจากกลุ่ม เพราะต้องจัดการปัญหาครอบครัว ถึงเจ้าตัวจะไม่ได้พูดอะไรมาก แต่ธีรชลรู้ดีว่าเพื่อนผ่านอะไรมาหนักไม่น้อย“ไร้สาระ” ชนะศึกส่ายหน้าอย่างเอือมระอา“เอาน่า อย่าน้อยเมียมึงก็เลี้ยงลูกได้ดีแหละ”“หุบปาก” ชายหนุ่มโกรธเป็นฟืนเป็นไฟยามที่คนอื่นพูดว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นเมียของเขา เขาจำอะไรไม่ได้ด้วยซ้ำไป“ไม่พูดเล่น
ธีรชลนั่งกอดอกอยู่ปลายเตียง สีหน้าตึงเครียดจนแทบไม่มีรอยยิ้มให้เห็นตลอดหลายวันที่ผ่านมา ตั้งแต่เอมลิรินทร์เริ่มมีอาการแปลกๆเธอก็ไม่ยอมให้เขาเข้าใกล้สักเท่าไร ทุกครั้งที่เขาเดินเข้าไปหา หญิงสาวจะขมวดคิ้ว ทำหน้าเหมือนพะอืดพะอม ก่อนผลักไหล่เขาออกเบาๆ จากที่เคยนั่งดูโทรทัศน์ด้วยกัน กลายเป็นว่าเธอขยับหนีทุกครั้งที่เขาเข้าใกล้“พ่อมานั่งทำอะไรตรงนี้” ซันเดย์ที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จเดินเข้ามาในห้อง ก่อนจะปีนขึ้นเตียงมานั่งข้างผู้เป็นพ่อ“แม่เราน่ะสิ ไม่ยอมให้พ่อเข้าใกล้เลย” เขาถอนหายใจยาว“อ๋อ แม่บอกเหม็นขี้หน้าพ่อ” เด็กน้อยกะพริบตาปริบๆ ก่อนจะหัวเราะออกมา“แม่พูดแบบนั้นจริงเหรอ” คนเป็นพ่อหันขวับมามองลูกชายทันที“จริงครับ”ยิ่งฟังสีหน้าของชายหนุ่มก็ยิ่งหม่นลง หรือว่าเขาทำอะไรผิดไปโดยไม่รู้ตัว หรือช่วงนี้เขาทำงานหนักจนละเลยเธอ“หรือจะแอบมีคนอื่น” เขาพึมพำกับตัวเองเบาๆ จนซันเดย์ต้องหันมามองด้วยความสงสัย“คนอื่นอะไรพ่อ”“เปล่าไม่มีอะไร” เขาสะดุ้งรีบส่ายหน้า แต่ในใจกลับคิดวนเวียนไม่หยุดหญิงสาวเปลี่ยนไปมากจริงๆ เธอไม่ยอมให้เขาแตะตัว ไม่อยากกินอาหารเหมือนเดิม บางวันก็เวียนหัว บางวันก็อารมณ์แปรปรวนจนเ
หลังผ่านเรื่องราวเลวร้ายมามากมาย ในที่สุดครอบครัวเล็กๆ ของพวกเขาก็ได้กลับมาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันอีกครั้งค่ำวันนี้ธีรชลและเอมลิรินทร์ตั้งใจจัดงานฉลองวันเกิดย้อนหลังให้ซันเดย์อย่างเรียบง่ายที่ร้านอาหาร ซันเดย์ยืนอยู่ตรงกลางระหว่างพ่อกับแม่ ดวงตากลมโตเป็นประกายเมื่อมองเทียนบนหน้าเค้ก“อธิษฐานก่อนสิลูก” เธอพูดพลางลูบผมนุ่มเบาๆเด็กน้อยพยักหน้า ก่อนหลับตาลงยกมือประสานกันอย่างตั้งใจ แม้ไม่มีใครรู้ว่าเขาขออะไร แต่รอยยิ้มบนใบหน้าเล็กๆ ก็ทำให้คนเป็นพ่อเป็นแม่อดยิ้มตามไม่ได้ เมื่ออธิษฐานเสร็จ ซันเดย์ก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนเป่าเทียนจนดับลง“เย้!” เสียงปรบมือดังขึ้นพร้อมกัน หญงิสาวดึงลูกชายเข้ามากอด ก่อนจูบแก้มเบาๆ“ลูกแม่โตขึ้นอีกปีแล้วนะครับ”“ซันรักแม่นะครับ” ซันเดย์ยิ้มกว้าง ก่อนหันมากอดแม่แน่นหัวใจของเอมลิรินทร์อบอุ่นจนแทบกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ เด็กน้อยคนนี้ต้องเติบโตมาโดยไม่มีเธออยู่ข้างกายนานหลายปี และวันนี้เขากลับมากอดเธอพร้อมรอยยิ้มที่สดใสที่สุด“ไม่รักพ่อบ้างเหรอ” เขาที่นั่งอยู่ข้างๆ ทำหน้างอนเล็กน้อย“ซันเห็นหน้าพ่อทุกวันแล้ว” ซันเดย์หันมองพ่อ ก่อนตอบด้วยสีหน้าจริงจังคำตอบนั้นทำเอ
หลังออกจากโรงพยาบาล เอมลิรินทร์กลับมาพักฟื้นที่บ้าน อาการของเธอดีขึ้นตามลำดับ แม้จะยังต้องพักผ่อนให้มาก แต่สิ่งที่ช่วยเยียวยาหัวใจได้ดีที่สุดคงหนีไม่พ้นลูกชายตัวน้อยที่คอยวนเวียนอยู่ข้างกายไม่ห่างซันเดย์คอยหยิบน้ำให้แม่บ้าง เอาผ้าห่มมาคลุมให้บ้าง จนเธออดยิ้มเอ็นดูไม่ได้ ช่วงบ่ายขณะที่เธอนั่งอ่านนิทานอยู่บนโซฟา เด็กน้อยก็ขยับเข้ามาซุกข้างๆ ก่อนเงยหน้าขึ้นถามด้วยสีหน้าจริงจัง“แม่ครับ ทำไมแม่ยังไม่มีน้อง”“หนูอยากมีน้องเหรอครับ” เธอชะงักไปเล็กน้อย ก่อนหันมามองลูกชาย“คุณลุงก็ยังไม่มีเบบี๋ พ่อก็ไม่มีน้ำยาจะทำน้องอีก” ซันเดย์พยักหน้าหงึกหงักทันที“ซันเดย์! ใครสอนลูกพูดแบบนี้” เธอเรียกชื่อลูกเสียงหลง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจเด็กน้อยกะพริบตาปริบๆ อย่างไม่เข้าใจว่าตัวเองพูดอะไรผิด ตอนที่พูดเรื่องนี้กับพ่อก็ทำหน้าตาแบบนี้ หรือคำพวกนี้จะห้ามพูด“ซันแค่ถามเองครับ” เด็กน้อยขยับเข้ามากอดแขนแม่ไว้แน่น ก่อนทำหน้าหงอย“แม่ไม่ได้ว่าอะไร”“แม่มีน้องให้ซันหน่อยนะครับ ซันเหงา” น้ำเสียงออดอ้อนปนเศร้านั้นทำให้หัวใจของคนเป็นแม่อ่อนยวบลงทันที“ตอนนี้ซันมีพ่อกับแม่อยู่ทั้งคนนะครับ ทำไมถึงเหงาล่ะ” เธอดึงล







