LOGIN“เครื่องประทินโฉมอะไร เกรงว่าจะทำให้ผิวหน้าพังมากกว่างดงาม จิตใจของเจ้าช่างชั่วร้ายยิ่งนักอวี้ซูเซียว” ซินเหยียนก้มลงดอมดมกลิ่นแป้งขาวสำหรับผัดหน้าและผงแต่งแต้มสีสันต่าง ๆ ก็พบเจอกับกลิ่นผิดปกติจึงรีบโยนทุกอย่างออกไปให้พ้นตัว
เครื่องประทินโฉมที่วางเรียงรายอย่างไร้ระเบียบถูกเก็บทิ้งทั้งหมด จะได้ไม่มีผู้ใดนำไปใช้ต่อจนผิวหน้าย่ำแย่เฉกเช่นอวี้ซินเหยียนคนเดิม ในความทรงจำที่นางเห็นคืออวี้ซินเหยียนผู้นั้นผิวพรรณเห่อแดงเป็นหย่อม ๆ จึงจำเป็นต้องทาแป้งให้หนาเตอะเข้าไว้ เพื่อปกปิดร่องรอยที่เกิดจากอาการแพ้เครื่องประทินโฉม
“เครื่องสำอางผสมพิษอ่อน ๆ หรืออย่างไร” นางทั้งเก็บทิ้งทั้งส่ายหัวให้กับความโง่เขลาของอวี้ซินเหยียนผู้นั้น
เมื่อเก็บของทุกอย่างเสร็จสิ้น สายตาช่างสำรวจก็หันไปเห็นพู่กันและกระดาษวางอยู่ไม่ไกล นางจึงนำติดตัวไปด้วย จะได้ใช้เขียนหนังสือหย่าตามที่แม่ทัพเสวียนเจิ้งโจวต้องการ ใช้เวลาจัดการทุกอย่างไม่นานร่างอวบอิ่มที่สวมอาภรณ์ตัวใหม่แต่ยังคงสวมเสื้อคลุมที่พึ่งได้มา ก็เดินจากไปโดยไม่ได้สนใจบอกกล่าวสาวใช้ในเรือนเลยสักคน เพราะจดจำได้ว่าสตรีพวกนี้ไม่มีผู้ใดหวังดีกับตน
“นางมารร้ายหน้าขาวผู้นั้นจะไปที่ใดจึงถือห่อผ้าออกมาจากเรือน แล้วเหตุใดจึงพึ่งนึกอับอายใบหน้าของตนถึงขั้นใช้ผ้าปกปิดใบหน้าเอาไว้”
“คิก คิก คงรู้ตัวแล้วกระมังว่าตนเองอัปลักษณ์จึงนึกอับอาย”สาวใช้ทั้ง 3 คนต่างจับกลุ่มนินทาผู้เป็นนายไม่หยุดปาก เพราะไม่เคยให้ความเคารพเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
สตรีผู้เดินผ่านไปได้ยินเสียงนินทาว่าร้ายตนทุกประโยค แต่นางไม่อยากเสียเวลากลับมาด่าทอโต้กลับในเรื่องไร้สาระ อีกทั้งไม่ต้องการให้เรื่องทะเลาะวิวาทถึงหูแม่สามี หรือมีผู้ใดมาพบเห็นใบหน้าที่แท้จริงของนาง หากเป็นเช่นนั้นความหวังที่จะได้หย่า และย้ายออกจากจวนตระกูลเสวียนไปเงียบ ๆ คงมิอาจสมหวังเป็นแน่
‘อดทนนะซิน จนกว่าจะได้ออกไปจากที่นี่ อย่าได้เผลอไปตบปากผู้ใดจนเกิดเรื่องวุ่นวายตามมาเด็ดขาด ได้ใบหย่ามาแล้วค่อยสะสางก็ยังไม่สาย’
คนถูกนินทากล่าวซ้ำ ๆ กับตนเองอยู่ในใจครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อระงับดับอารมณ์โกรธ ขาเรียวยาวเร่งฝีเท้าให้เร็วกว่าเดิม เพราะภารกิจสระผมให้บุตรชายตัวน้อย ย่อมสำคัญกว่าที่จะต้องมาเสียเวลาตบตีสาวใช้ไร้ประโยชน์พวกนี้
คล้อยหลังที่ซินเหยียนเดินจากไปไม่นาน แม่ทัพเสวียนเจิ้งโจวก็เดินมาที่เรือน ที่เขาไม่เคยมาเหยียบเลยสักครั้ง นับตั้งแต่ให้ฮูหยินเอกมาพักที่เรือนหลังนี้ สายตาเรียบนิ่งสอดส่องหาสตรีที่มักเสนอหน้ามาพบเขาทุกครั้งที่ก่อเรื่อง ทว่าวันนี้หลังจากก่อเรื่องใหญ่นางกลับให้บุรุษอื่นมาส่งถึงจวน ทั้งยังเงียบหายไปราวกับสายลมที่พัดพา เขาจึงตัดสินใจเดินมาดูที่เรือนหลังนี้ว่าเกิดสิ่งใดขึ้นกันแน่
“อวี้ซินเหยียนอยู่ที่ใด” เมื่อมองหาแล้วไม่เจอ แม่ทัพหนุ่มจึงเอ่ยถามสาวใช้ที่ยืนบิดตัวม้วนด้วยความเขินอาย
“อะ…เอ่อ ฮูหยินน้อยเดินออกไปจากเรือนเมื่อสักครู่นี้เองเจ้าค่ะแม่ทัพน้อย แต่ไม่ได้บอกกล่าวพวกบ่าวว่าไปที่ใด ฮูหยินถือห่อผ้าไปด้วยเจ้าค่ะ” สาวใช้นางหนึ่งที่ได้สติก่อนใครจึงรีบตอบตามที่นางรับรู้ เพราะเห็นสายตาหงุดหงิดของผู้เป็นนาย
“ห่อผ้าอันใด นางไปที่ใดพวกเจ้าไม่คิดที่จะสอบถามให้รู้แจ้งเลยกระนั้นหรือ เลี้ยงเสียข้าวสุกจริง ๆ” น้ำเสียงหงุดหงิดเอ่ยออกไป ซึ่งเป็นครั้งแรกที่เขาแสดงท่าทีเช่นนี้ต่อหน้าบ่าวไพร่
“พวกบ่าวเกรงจะถูกตบตีเจ้าค่ะ เลยมิกล้าเอ่ยถาม”
สาวใช้อีกนางตอบกลับด้วยท่าทีเย้ายวน ทั้งยังแอบดึงผ้าแถบที่รัดช่วงหน้าอกออกจนคลายตัว เพื่อให้แม่ทัพหนุ่มที่นางหมายปองและอยากปีนเตียงมานานแล้วได้มองเห็นความงดงามอย่างชัดเจน
เมื่อได้คำตอบที่ขัดใจร่างสูงใหญ่จึงเดินจากไปทันที ไม่ได้สนใจมองสาวใช้ที่กำลังก้มตัวลงต่ำเพื่อเปิดเผยหน้าอกให้เขาเห็นเลยสักนิด ในใจก็ครุ่นคิดถึงท่าทีที่แปลกไปของฮูหยิน จนกระทั่งเดินมาหยุดอยู่หน้าเรือนหลังเล็กของบุตรชายซึ่งเขาไม่ได้มานานนับปีแล้ว บุตรชายพิการที่เขาเองก็ทอดทิ้งไปไม่ต่างจากผู้เป็นมารดาของเด็กคนนั้น
“ฮ่า ฮ่า”
เสียงหัวเราะของเด็กชายและน้ำเสียงร่าเริงสดใสของสตรีดังเล็ดลอดออกมา เสวียนเจิ้งโจวรีบก้าวเท้าเข้าไปในเรือนหลังเล็ก เพราะอยากรู้ว่าเป็นดังเช่นที่เขาคิดเอาไว้หรือไม่
แต่ก่อนที่เสวียนเจิ้งโจวจะก้าวเท้าเข้าไปในเรือนหลังเล็กของบุตรชาย เขาก็ได้ยินเสียงเรียกของมารดาเพื่อรั้งไม่ให้เข้าไปในเรือนเสียก่อน
“อาเจิ้ง เจ้าจะเข้าไปในเรือนหลังนั้นเพื่อการใด เจ้าควรรีบกลับเรือนเพื่อเตรียมตัวไปรับเจ้าสาวคนใหม่ในวันรุ่งขึ้นมิใช่หรอกหรือ”
หลี่มู่หลันเอ่ยเรียกบุตรชายทันทีที่เห็นร่างสูงใหญ่กำลังจะเดินเข้าไปในเรือนหลังเล็ก เรือนที่นางแอบเรียกขานอยู่ในใจว่า 'เรือนกาลกิณี' ในเรือนหลังนั้นมีคนพิการที่นางเชื่อว่าเป็นตัวอับโชคอาศัยอยู่ จึงไม่อยากให้บุตรชายผู้ซึ่งมีตำแหน่งงานเป็นถึงแม่ทัพทิศประจิมเข้าไปข้างใน เพราะมีความเชื่อว่าเรือนที่มีคนพิการอาศัยอยู่จะนำความโชคร้ายมาเยือน
“เอ่อ ข้าจะเข้าไปดูเสี่ยวเป่าสักประเดี๋ยวขอรับท่านแม่ นานมากแล้วที่ข้าไม่ได้พบหน้าเด็กคนนั้น”
“ไม่จำเป็นเลยสักนิด เจ้ารีบกลับเรือนไปเตรียมตัวเสียเถิด และจงจดจำเอาไว้ให้ขึ้นใจว่าตนเป็นแม่ทัพของแคว้นฉิน อย่าได้นำความโชคร้ายทั้งหลายติดตัวไปเป็นอันเด็ดขาด”
“แต่ว่า” น้ำเสียงไม่แน่ใจเอ่ยออกไป เพราะเขาอยากรู้ว่าเกิดสิ่งใดขึ้นกันแน่ในเรือนหลังเล็ก เหตุใดจึงมีเสียงหัวเราะของความสุขเช่นนั้น แต่อีกใจก็เกรงว่าจะเกิดอาเพศหนักดั่งเช่นมารดามักจะกล่าวอ้างอยู่เสมอ
“ไม่มีแต่ อาเจิ้ง เจ้าจงกลับเรือนไปเสียเถิดทางนี้แม่จะจัดการแทนเจ้าทุกอย่างเอง หากเลือกแล้วก็จงกระทำตามที่เลือก อย่าให้ผู้ใหญ่ต้องมาเสียหน้าเพียงเพราะวาจาไร้น้ำหนักของเจ้า”
หลี่มู่หลันเอ่ยออกไปด้วยวาจาหนักแน่น คราแรกนางก็รู้สึกตกใจไม่น้อยที่บุตรชายมาบอกว่าจะแต่งฮูหยินรองซึ่งเป็นน้องสาวต่างมารดาของฮูหยินเอก แต่พอได้ยินว่าบุตรชายบอกกล่าวกับเสนาบดีกรมโยธาธิการบิดาของสตรีทั้งสองนางแล้ว จึงได้ปล่อยเลยตามเลยและยินดีจะไปสู่ขอฮูหยินรองให้บุตรชายตามที่เขาต้องการ
5 ปีต่อมารถม้าคันใหญ่แล่นออกจากตำหนักชินอ๋อง ซึ่งวันนี้เป็นวันครบรอบในแต่ละปีที่อวี้ซินเหยียนทะลุมิติมาอยู่ในแคว้นฉิน ชินอ๋องหยางเจี้ยนกั๋วจึงพาพระชายารักออกมานั่งจิบชาที่ร้านน้ำชาเย่วเซียงตามลำพังกันสองคน ซึ่งยามนี้ร้านน้ำชาเย่วเซียงได้กลายเป็นร้านน้ำชาที่ใหญ่และดีที่สุดของเมืองหลวง ภายใต้การควบคุมดูแลของพระชายาชินอ๋องที่ต้องมาร้านน้ำชาเย่วเซียงกันสองคนโดยที่ไม่พาบุตรชายทั้งสี่คนมาด้วย เพราะสวามีตัวดีของนางอยากทำรักนอกสถานที่นั่นเอง ซึ่งนางก็ไม่ขัดข้องแต่อย่างใด ยามนี้ทั้งสองจึงเข้าไปในห้องพักผ่อนส่วนตัวที่บุวัสดุเก็บเสียงไว้เป็นอย่างดี ตับ ! ตับ ! ตับ !“ข้าทำเช่นนี้ดีหรือไม่ ชื่นชอบท่วงท่าเช่นนี้ไหม” ชินอ๋องทั้งควงเอวทั้งไต่ถามความพึงพอใจของเมียรัก“ดีเพคะ อื้ม เร็ว ๆ นะเพคะ หม่อมฉันมีลางสังหรณ์ว่าเจ้าตัวดีทั้งสี่คนกำลังจะตามมาในไม่ช้านี้แล้ว” ร่างอวบอิ่มแอ่นบั้นท้ายให้สวามีตอกตรึงลงมาหนัก ๆ เพราะนางชื่นชอบบทรักที่หนักหน่วง ทางด้านชินอ๋องก็ชื่นชอบการทำแรง ๆ ทั้ง ๆ ที่ในยามปกติมักจะทะนุถนอมพระชายาเป็นอย่างดี หลังจากปลดปล่อยไปหนึ่งครั้ง ชินอ๋องก็
“กระหม่อมทูลลา อวี้ซินเหยียนหากข้าอยากพบเสี่ยวเป่าบ้างต้องทำเช่นไร” น้ำเสียงอ่อนล้าอ่อนแรงเอ่ยออกไป แม่ทัพเสวียนเจิ้งโจว จำต้องยอมรามือเพราะอวี้ซินเหยียนไม่ใช่สตรีที่เขาจะสามารถข้องเกี่ยวได้อีกต่อไป ถึงจะเสียใจมากแค่ไหนเขาก็ต้องอดทน ทุกสิ่งทุกอย่างผิดพลาดไปเพราะความโลเลและจิตใจที่ไม่มั่นคงของเขา คงได้แต่อดทนทำใจอยู่ร่วมชายคาเดียวกันกับอวี้ซูเซียว หากนางไม่สร้างปัญหาให้ตระกูลเสวียนอีกเขาก็ไม่อยากหย่าขาดให้เป็นขี้ปากชาวบ้าน ถึงแม้จะไม่เคยเข้าหอกันเลยสักครั้งก็ตาม “ส่งจดหมายมานัดหมายวันเวลาและสถานที่ให้เหมาะสม ซึ่งแน่นอนว่าข้าจะต้องติดตามไปด้วยทุกครั้ง” ชินอ๋องเป็นผู้ตอบคำถามเรื่องการพบเจอเสวียนเป่าคัง1 เดือนต่อมาพระราชวังแคว้นเหวิน “ต้าหลงหาทางสร้างเรื่องราวเพื่อไล่ทุกคนในตำหนักองค์หญิงห่าวชิงถิงให้ออกมาทั้งหมด ข้าจะถล่มตำหนักแห่งนั้นให้ย่อยยับ สตรีผู้นั้นจะได้หาที่อยู่ใหม่และข้าจะเป็นผู้หาที่อยู่ให้นางเอง” ชินอ๋องเอ่ยสั่งการขณะลักลอบเข้าไปในเขตพระราชวังของแคว้นเหวินพร้อมกับต้าหลงองครักษ์เงาข้างกายคนสนิท ส่วนคนอื่น ๆ ให้หาที่หลบซ่อนตัวให้ดี ใ
ภาพสตรีงดงามในอาภรณ์สีน้ำเงินเข้มตัดดำ ยืนถืออาวุธที่เรียกขานว่าปืน ยิงเข้าใส่เป้ายิงที่นางจัดเตรียมเอาไว้ ช่างเป็นภาพที่สง่างามและแปลกตาในสายตาบรรดาแม่ทัพน้อยใหญ่ที่เข้าร่วมชมการฝึกซ้อมยิงปืนในวันนี้“สิ่งนี้เช่นนั้นหรือที่เรียกว่าปืน” “ข้าชื่นชอบอาวุธชนิดนี้มาก มันทั้งทรงพลังและขนาดกะทัดรัด”“อวี้ซินเหยียน นางงดงามถึงเพียงนี้เลยหรือ หากเป็นข้าคงไม่ยอมหย่าขาดจากสตรีงดงามล่มเมืองล่มแคว้นแล้วไปแต่งกับสตรีผอมแห้งอย่างแน่นอน สตรีแซ่อวี้คนน้องข้าเคยเห็นใบหน้าของนางในวันแต่งงาน เทียบคนพี่ไม่ติดเลยแม้แต่น้อย”เสียงแม่ทัพทิศอุดรเอ่ยเสียงเบากับสหายที่เป็นรองแม่ทัพ เพราะไม่อยากมีปัญหากับแม่ทัพทิศประจิม“นางสง่างามมาก หากภรรยาที่บ้านสง่างามถึงเพียงนี้ ข้าคงไม่มีอนุภรรยาให้เหนื่อยใจ” สหายรองแม่ทัพก็เห็นด้วยแล้วกระซิบกลับ“พวกเจ้าอย่าพูดเสียงดังไป อดีตสามีของนางก็อยู่ตรงนี้ พวกเจ้าลืมไปแล้วหรืออย่างไรว่านางเป็นอดีตฮูหยินเอกของแม่ทัพเสวียนเจิ้งโจว แม่ทัพทิศประจิมรูปงาม ผู้ที่มีชื่อเสียงฉาวโฉ่เรื่องหย่าสตรีแซ่อวี้คนพี่แล้วแต่งคนน้อง ฮูหยินของข้านางคอยติดตามข่าวคราวแล้วนำมาเล่าให้ข้าฟังท
“เอ่อ อวี้ซินเหยียนมาพร้อมกับพระองค์เพื่อการใดพ่ะย่ะค่ะ เพราะวันนี้ฝ่าบาทเรียกประชุมเรื่องสำคัญเกี่ยวกับการศึก ไม่สมควรมีสตรีเข้าร่วมแม้แต่น้อย”เสวียนอู่คังแม่ทัพใหญ่ของแคว้นฉินเอ่ยถามด้วยความสงสัย อีกทั้งอยากถามแทนบุตรชายที่เขารู้ดีว่าเสวียนเจิ้งโจวกำลังเสียใจมากเพียงไร ที่เห็นอดีตภรรยาที่เขาตามหามานานเดินเคียงคู่มากับบุรุษอื่น ทั้งยังเป็นบุรุษที่พวกเขาทั้งตระกูลมิอาจต่อกรได้เลยแม้แต่น้อย เห็นทีว่าเสวียนเจิ้งโจวคงต้องตัดใจจากสองแม่ลูกจริง ๆ เสียที “เดี๋ยวพวกท่านก็รู้” กล่าวจบร่างสูงใหญ่ก็กอบกุมมือเล็กแสนนุ่มนิ่ม แล้วเดินผ่านหน้าแม่ทัพสองพ่อลูกไปทันทีเพราะไม่อยากเสียเวลาตอบคำถามเลยแม้แต่น้อยท้องพระโรง“ถวายพระพรฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ ขอพระองค์ทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นหมื่นปี” แม่ทัพน้อยใหญ่รวมไปถึงรองแม่ทัพทั้งหลายร่วมกล่าวถวายพระพรองค์ราชันย์ของแคว้นด้วยความเคารพเต็มหัวใจ“ตามสบายเถิดวันนี้เจิ้นต้องขออภัยเป็นอย่างยิ่ง ที่เรียกพวกท่านทุกคนเข้าร่วมประชุมโดยมิได้นัดหมายล่วงหน้า เพราะเจิ้นมีเรื่องเร่งด่วนเกี่ยวกับอาวุธชนิดใหม่ ที่มีพลังอานุภาพทำลายล้างสูงกว่าที่เคยมีมาในแคว้นฉินของเ
เสนาบดีอวี้จิ่งเทา บิดาของอวี้ซินเหยียน ถูกลดขั้นตำแหน่งเหลือเพียงขุนนางขั้น 1 ทั่วไป โทษฐานที่ไม่มีความสามารถควบคุมภรรยารองและบุตรสาวคนรองให้อยู่ในครรลองคลองธรรม จนนำพาเรื่องเสื่อมเสียมาถึงตำแหน่งแม่ทัพทิศประจิม กล่าวคืออวี้ซูเซียวเป็นสตรีที่ทำให้สามีผู้ซึ่งเป็นแม่ทัพทิศประจิมเสื่อมเสียเกียรตินั่นเอง และความผิดมาจากการที่บิดาที่ไม่รู้จักอบรมบุตรสาวให้ดี และความผิดอีกข้อคือเสนาบดีเฒ่าไม่รู้จักห้ามปรามภรรยารองในเรื่องที่นางฉ้อโกงทรัพย์สินของผู้อื่น ทั้ง ๆ ที่รู้ดีว่านางฉ้อโกงสินเดิมของอดีตภรรยาเอกมาเนิ่นนานหลายปีสตรีใจร้ายเจียงเม่ยเม่ยฮูหยินรองของเสนาบดีอวี้จิ่งเทา ถูกลงโทษริบทรัพย์สินทั้งหมดเข้าคลังหลวง ข้อหากระทำการฉ้อโกงสมบัติของผู้อื่นมานานหลายสิบปี อีกทั้งมีจิตใจชั่วร้ายหมายทำลายรูปโฉมและต้องการสังหารลูกเลี้ยงที่เกิดจากภรรยาของสามี หากรักษาตัวจนหายดีแล้วต้องไปใช้แรงงานที่เหมืองนอกเมืองเป็นระยะเวลา 20 ปี ทางด้านอวี้ซูเซียวถูกตราหน้าว่าเป็นสตรีที่มีมารดาต้องคดีความ จึงถูกกฎของแคว้นฉินลดขั้นให้เป็นเพียงอนุภรรยาของแม่ทัพเสวียนเจิ้งโจว ไม่มีสิทธิ์ขึ้นตำแหน่งฮูหยินรองไปตลอดช
“เพคะ เรื่องการทดสอบระเบิดคงต้องเป็นเช่นนั้น สถานที่ในเมืองหลวงไม่เอื้ออำนวยจริง ๆ และพระองค์ก็ไม่ต้องหึงหวงหม่อมฉันแล้วเพคะ หม่อมฉันรักและมีใจให้พระองค์เพียงผู้เดียวเท่านั้น ตอนเกิดเป็นคังหย่งจื้อก็เคยแอบรักเช่นกัน” อวี้ซินเหยียนกล่าวทั้งยังก้มหน้าลงอย่างเอียงอาย เพราะเป็นครั้งแรกที่ยอมเปิดเผยว่าตนเคยแอบรักคังหย่งจื้อผู้อารักขาหนุ่มที่อยู่ข้างกายกันมานานหลายปี และนางก็แอบมีใจตั้งแต่ครั้งแรกที่พบเจอเขาเช่นกัน สาวน้อยวัย 16 ปี มีรักแรกเป็นผู้ชายหน้านิ่งที่มองมาเมื่อใด นางก็จะเห็นเขาอยู่ข้าง ๆ เสมอมา ทั้งยามทุกข์และยามสุข “หึหึ ฟอดดด ! ข้ารู้ย่อมรู้ดีกว่าผู้ใด” ครึ่งชั่วยามต่อมา รถม้าประจำตำหนักชินอ๋องทั้ง 3 คัน ก็เตรียมพร้อมสำหรับมุ่งหน้าสู่พระราชวัง เสวียนเป่าคังตัวน้อยมายืนรอคอยส่งมารดาไปทำกิจธุระในวังหลวงพร้อมกับเจียวหลิงที่ยืนรออยู่ไม่ไกล“ท่านแม่งดงามยิ่งขอรับ”เสวียนเป่าคังค่อย ๆ ก้าวเดินช้า ๆ มาหามารดาโดยไร้ซึ่งผู้พยุงกาย เขาเดินได้แล้วเพียงแค่ช้ากว่าคนทั่วไปบ้างเล็กน้อยก็เท่านั้น ฝึกฝนอีกไม่นานก็เดินได้คล่องแคล่วเป็นปกติ“ฟอดดด ! ขอบใจเจ้าลูกชาย







