Masukบทที่ 20ตราบัวห้ากลีบเจ้าปัญหาแสงอาทิตย์ยามสายลอดผ่านหน้าต่างพาดเงาลงบนพื้นเรียบ เสียงนกร้องอยู่ไกล ๆ ปลุกให้อวี้เซียนลืมตาตื่น นางมานอนที่เตียงตนเองแต่เมื่อใดจำไม่ได้ ผ้าที่อบอุ่นยังมีไออุ่นของใครบางคนหลงเหลืออยู่จาง ๆเสียงประตูไม้เลื่อนดังเบา ๆ “คุณหนู...เอ่อ อนุหลินเจ้าคะ” ซูม่านก้มหน้าจนเสียงแทบไม่พ้นริมฝีปาก “นายท่านให้บ่าวมาบอกว่า...ให้ไปทานมื้อเช้าที่ห้องอาหารเจ้าค่ะ”อวี้เซียนมองบ่าวของตนที่วันนี้นอกจากจะไม่สบตานางแล้วยังแก้มแดงอย่างเห็นได้ชัด “อะไรของเจ้าอีก”“บ่าวเปล่าคิดอะไรนะเจ้าคะ แค่...เห็นนายท่านออกจากเรือนท่านยามเกือบรุ่งก็เท่านั้น”นางหัวเราะแผ่ว ๆ พอจะเดาออกว่าบ่าวสาวคิดอะไร “ข้าเพียงหลับก่อนเขาเท่านั้น ไม่มีอะไรทั้งนั้นแหละ”ซูม่านพยักหน้าหงึกแต่หน้ายังแดงอยู่ อวี้เซียนเลยไม่พูดต่อ เพียงแต่งกายเรียบง่ายแล้วเดินออกจากเรือนไปยังห้องทานอาหาร คนที่นั่งอยู่ตรงโต๊ะกลับต่างออกไป ไป๋เจี้ยนหงในยามเช้าดูอ่อนล้าเล็กน้อย เส้นผมดำถูกรวบขึ้นหลวม ๆ“นอนหลับดีหรือไม่?” เขาเอ่ยโดยไม่เงยหน้า“ท่านน่าจะมีเรื่องอันใดจะบอกข้ากระมัง ดูท่าจะไม่ได้นอนทั้งคืนไม่ใชหรือ?” อวี้เซียนนั่งลงฝ
บทที่ 19เรื่องเร่งด่วนยามค่ำคืน“แต่ข้ามีหลักฐาน”ทุกคนหันขวับไปพร้อมกันไป๋เจี้ยนหงในชุดคลุมสีเข้มก้าวเข้ามา เสียงฝีเท้าแน่นชัด ดวงตาเขาเยือกเย็นแต่ลึกจนอ่านไม่ออก “โยนมันเข้ามา”เสียงลากครูดของรองเท้ากับพื้นไม้ดังขึ้นก่อนชายชราร่างสั่นเทาถูกผลักเข้ามากลางวง เถ้าแก่ร้านเครื่องหอมคุกเข่าลงกับพื้น มือสั่นไม่หยุด“ข้า... ข้าผิดไปแล้วขอรับ คุณหนูสี่ตระกูลหลินเป็นคนสั่งซื้อธูปกลิ่นนั้น บ่าวของคุณหนูสี่มารับของไปเองข้ามียังมีใบสั่งที่ทำสำเนาไว้อยู่ขอรับพวกท่านเชิญนำไปดู!”เสียงอื้ออึงดังทั่วศาลา บางคนถึงกับร้องตกใจบ้างเอามือทาบอก บ้างกระซิบกันไม่หยุดมองไปทางคนวางแผนร้ายแต่กลับโยนความผิดให้พี่สาวรับผิดชอบไม่หยุดอวี้หนิงยืนไม่อยู่อีกต่อไป “ไม่จริง! อย่าเชื่อนะข้าไม่ได้ทำ ข้าไม่รู้เรื่อง!”แต่เสียงเหล่านั้นไม่อาจกลบสายตาของคนทั้งศาลาที่หันมามองด้วยแววรังเกียจปนตกใจได้อีกต่อไปแล้ว ใครเล่าจะกล้ารับสะใภ้ที่วางแผนร้ายหวังจับผู้ชายเช่นอวี้หนิงหลังจากนี้...อวี้เซียนยังคงยืนนิ่ง ดวงตาเยือกเย็นไม่ต่างจากก่อนหน้า แต่หัวใจของนางกลับเต้นสงบลงเรื่อย ๆ ไม่ใช่เพราะสะใจ หากเพราะเงาดำมืดที่กดทับมานานเพิ่
บทที่ 18ความจริงเปิดเผยสายลมฤดูใบไม้ผลิพัดลอดม่านแพบางเบา กลิ่นชาผสมกลิ่นไม้จันทน์จากเตาไฟอ้อยอิ่งในอากาศ อวี้เซียนนั่งอยู่ข้างโต๊ะไม้กลม มือเรียวค่อยพลิกหน้าหนังสือ เสียงกระดาษเสียดกันเบา ๆ เป็นเสียงเดียวในเรือนเงียบสงัดหลังเข้ามาอยู่ในจวนไป๋ในฐานะอนุของไป๋เจี้ยนหง นางไม่เคยพบหน้าสามีอีกเลยแม้แต่ในคืนเข้าพิธีที่ควรเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตคู่ ทุกอย่างเงียบงันราวน้ำในบ่อที่ถูกปิดทับด้วยแผ่นไม้ใหญ่ ไม่มีระลอก ไม่มีแม้เงาคนตักน้ำนางคิดในใจว่าก็ดีเช่นนั้น ยิ่งไม่พบหน้า ยิ่งไม่ต้องพยายามพูดสิ่งที่ไม่มีใครอยากฟังแก่กันสิ่งที่น่าขมยิ่งกว่าความว่างเปล่า คือนางต้องไปคารวะแม่สามี เสียงมนทนาที่เจือการเย้ยบาง ๆ ทุกครั้งที่ไปทำให้สิ่งนี้คือเรื่องเดียวที่ไม่ดีตั้งแต่งมา“อนุหลิน” ฮูหยินไป๋ยิ้มสง่างามอย่างผู้ดี “ตอนนี้แต่งเข้ามาจวนไป๋แล้วเจ้าควรถือเป็นแบบอย่างอวี้เยี่ยนนะ นางอ่อนโยน เรียบร้อย สมกับเป็นสะใภ้ใหญ่ของตระกูลไป๋ยิ่งนัก”อวี้เซียนพยักหน้าเช่นเคย“เจ้าค่ะ” เสียงราบเรียบเหมือนผิวน้ำยามไร้ลมนางเลือกจะนิ่ง ปล่อยให้คำพูดของคนอื่นลอยผ่านเหมือนเสียงลม แต่ความนิ่งของนางกลับยิ่งทำให้ผู้คนอยากล
บทที่ 17แต่งเป็นอนุยามกลุ่มผู้มาใหม่มาถึงเรือนท้ายจวนเสียงบางอย่างก็ดังลอดออกมาจากเรือนท้ายจวน... แผ่วช้าแต่ชัดเจน เสียงหอบหายใจติดขัดสลับกับเสียงกระทบกันแผ่วเบา ใครบางคนกลืนน้ำลาย เสียงไฟในคบเพลิงที่บ่าวถือมาเหมือนดังขึ้นพร้อมแรงลมหวิวในใจทุกคนหลินเจิ้งหาวนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเสียงทุ้มของเขาจะแผ่วลงจนแทบกลืนไปกับลม“เปิดประตู!”เสียงไม้เก่าเสียดสีกันดังครืด แสงไฟทะลักเข้าท่วมทั้งห้อง กลิ่นธูปหอมแรงจนแทงจมูก คนที่อยู่ใกล้ที่สุดถึงกับยกมือขึ้นปิดปากปิดจมูกทันใดบนเตียงกลางห้อง ร่างสองร่างทาบซ้อนกันอยู่ใต้ผ้าห่มที่หลุดรุ่ย ผมยาวดำสยายพันกัน บนผิวผ้าขาวจางเห็นรอยแดงแต้มบางจุด แสงไฟสะท้อนเงาขยับเบา ๆ ก่อนทุกอย่างจะนิ่งสนิท สิ่งที่เกิดกระทันหันนี้เรียกสติสองคนบนเตียงได้เป็นอย่างดีความเงียบถาโถมลงในพริบตา ไม่มีใครขยับ ไม่มีแม้แต่เสียงลมหายใจปลายนิ้วของอวี้เยี่ยนสั่นจนจับชายแขนเสื้อว่าที่สามีแบไม่อยู่นางแทบทรุดลง มือยกขึ้นปิดปากทั้งน้ำตา หลินเจิ้งหลิงยืนนิ่ง เหมือนร่างแข็งค้างอยู่ตรงนั้น“หลินอวี้เซียน...” เสียงของหลินเจิ้งหาวดังขึ้นช้า ๆ ทว่าเย็นเยียบเสียจนผนังไม้ยังสั่นสะเทือน “เจ้
บทที่ 16ผลแห่งการกระทำโหดร้ายกว่าที่คิดกลิ่นกำยานหวานลึกแผ่ซ่านในอากาศ ราวหมอกที่ค่อย ๆ บดบังสติสัมปชัญญะ อวี้เซียนรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบเริ่มโยกคลอน เสียงลมหายใจของตนแปรเปลี่ยนเป็นเสียงแปลกประหลาดนางขยับถอย แต่ฝ่ามือของเขากลับรั้งไว้แน่นกว่าเดิม ร่างสูงที่เคยเยือกเย็นบัดนี้กลับอบอ้าวร้อนระอุ ลมหายใจเขาแตะต้นคอนางแผ่วเบาในตอนแรก ก่อนจะกลายเป็นไฟลามที่ไม่มีที่สิ้นสุด“ไป๋เจี้ยนหง! มีสติ...”เสียงนางขาดห้วง พยายามเรียกสติ แต่เขาไม่ตอบ มีเพียงแรงบีบของมือที่กดอยู่บนคอของนางอวี้เซียนพยายามผลักเขาออกแต่กลับอ่อนแรงเหมือนต้องมนต์ นางมองเห็นเพียงดวงตาคมเข้มที่ตอนนี้เต็มไปด้วยบางสิ่งที่ทั้งเผาไหม้และว่างเปล่าเขากระซิบข้างหูนางเสียงทุ้มแผ่วต่ำ “เจ้านัดข้ามาไม่ใช่หรือ…”“ข้าไม่ อื้อ...”ถ้อยคำนั้นจบลงพร้อมแรงดึงตัวนางเข้าหาฉับพลัน ริมฝีปากของเขาปิดทับเสียงของนางที่จะเอ่ยปฏิเสธ ลมหายใจของทั้งสองเริ่มแปรปรวน สัมผัสอุ่นที่ริมฝีปากแตะต้องกันเพียงชั่วครู่กลับกลายเป็นแรงดึงที่ไม่อาจปล่อยได้นางพยายามเอ่ยชื่อเขาอีกครั้ง แต่เสียงนั้นกลับจมหายไปในความใกล้ชิดที่เข้ามาแทนที่ ทุกอย่างพร่ามัวลมหายใจ เสีย
บทที่ 15กลิ่นหอมเหียนที่เวียนหัวเสียงพิณจากลานใหญ่ดังลอดมาตามลม แว่วปะปนกับเสียงหัวเราะและเสียงพูดจารื่นเริงของเหล่าขุนนางและสตรีแต่งกายเต็มยศ กลิ่นเหล้าอบอวลผสมกลิ่นดอกเหมยที่โปรยทั่วเรือนหลวงจนแทบหายใจไม่ออกหลินอวี้เซียนวางพู่กันในมือ เงยหน้ามองม่านแดงที่ตกแต่งทั่วจวนคืนนี้คือคืนที่อวี้เยี่ยนน้องสาวร่วมบิดาเป็นเจ้างาน ที่จวนกำลังเฉลิมฉลองก่อนจะถึงวันแต่งงาน เสียงชื่นชมจากทั่วเมืองดังถึงหูไม่เว้นวัน สตรีผู้มีบุญวาสนา...ถ้อยคำที่ใคร ๆ ก็พูด แต่สำหรับอวี้เซียนแล้ว มันกลับกลายเป็นเสียงแหลมบาดหูซูม่านยกถ้วยชามาให้ “คุณหนูเจ้าคะ ลองดื่มหน่อยเถิดเจ้าค่ะ จะได้ไม่เวียนหัวจากกลิ่นควันไฟพวกนั้น”“ไม่ต้อง” นางตอบเรียบ ลุกขึ้นพลางจัดเสื้อคลุม “เสียงพิณนั่นก้องอยู่ในหัวข้าเกินพอแล้ว”“แต่ตอนนี้งานยังไม่เลิกนะเจ้าคะ หากมีใครเห็นเข้าว่าคุณหนูฝืนคำสั่งออกไป--”“เห็นก็เห็นสิ” น้ำเสียงของนางนิ่งจนเยือก “ข้าไม่คิดจะไปขัดขวางงานใคร แค่ไม่อยากอยู่ในที่ที่เสียงพวกนั้นกวนสมาธิข้าก็เท่านั้น”ซูม่านเม้มปากลุกขึ้นจะตามเจ้านายสาวไปทว่าอวี้เซียนก็ยกมือห้ามทันใด“ไม่ต้อง ข้าอยากอยู่คนเดียวสักพัก”นางเดินลัด







