บทที่ 5 คนจากเมืองหลวง
หนึ่งเดือนหลังจากราชโองการประทานสมรสนำพาซูหว่านอี๋มายังชายแดนเหนือ หิมะยังคงตกอยู่แทบทุกวัน นางเริ่มคุ้นกับมันแล้ว คุ้นกับการตื่นขึ้นมาแล้วเห็นโลกทั้งใบด้านนอกหน้าต่างกลายเป็นสีขาว คุ้นกับเสียงลมกระแทกบานหน้าต่างในยามค่ำคืน คุ้นกับการสวมอาภรณ์หลายชั้นก่อนออกจากเรือน และคุ้นแม้กระทั่งกับเสียงฝีเท้าของทหารซึ่งเดินผ่านลานด้านหน้าตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง สิ่งที่เคยรู้สึกว่าแปลกประหลาดในวันแรก ค่อย ๆ กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต อาหารในจวนเปลี่ยนไปมาก ชาเปลี่ยน ผ้าม่านบางแห่งถูกเปลี่ยน เครื่องนอนเพิ่มขึ้น แม้แต่เตาถ่านในเรือนรับรองก็ถูกย้ายตำแหน่งใหม่ เพราะหว่านอี๋เห็นว่าของเดิมตั้งใกล้หน้าต่างเกินไป ความร้อนจึงสูญเปล่าไปมาก ไม่มีสิ่งใดเป็นเรื่องใหญ่ นางเพียงเห็นสิ่งใดไม่เหมาะก็แก้ เห็นสิ่งใดใช้ได้ไม่เต็มประโยชน์ก็เปลี่ยน พ่อบ้านจากที่เคยมีสีหน้าลำบากใจยามพระชายาสั่งสิ่งใด บัดนี้กลับเริ่มถือบัญชีมาถามความเห็นด้วยตัวเอง กระทั่งพ่อครัวใหญ่ที่เคยหน้าเสียเพราะนางกินอาหารของเขาไม่ลง ทุกวันนี้ยังเดินไปดูแม่ครัวจากเมืองหลวงปรุงน้ำแกงโดยไม่ต้องมีใครเรียก จวนอ๋องซึ่งเคยมีเพียงสิ่งจำเป็นสำหรับการดำรงชีวิต ค่อย ๆ มีสิ่งที่เรียกว่า ความเป็นอยู่ เพิ่มขึ้นทีละน้อย เจ้าของจวนเองกลับไม่เคยออกความเห็น เซียวฉางเยี่ยยังคงออกจากจวนแต่เช้า บางวันกลับค่ำ บางวันไม่กลับ บางครั้งมีข่าวด่วนจากแนวชายแดน เขาก็หายไปสองสามวันโดยไม่มีคำอธิบายยืดยาว
หว่านอี๋ไม่ถาม เขาเองก็ไม่รายงาน แต่หากคืนใดเขากลับจวน—เกือบทุกครั้ง ฝีเท้าคู่นั้นจะหยุดที่เรือนใหญ่ เรื่องนี้ไม่มีผู้ใดพูดถึง แม้แต่หว่านอี๋เองก็ทำเหมือนไม่ได้สังเกต นางเพียงให้สาวใช้เหลือน้ำร้อนไว้มากขึ้น ให้ครัวเก็บอาหารส่วนหนึ่งเอาไว้ และบางคืนหากรู้ว่าเขาจะกลับช้า ก็ให้คนอุ่นน้ำแกงไว้บนเตา ไม่ใช่เพราะคิดถึง อย่างน้อยนางบอกตัวเองเช่นนั้น เพียงเพราะเขาเป็นสามี ในเมื่อจำเป็นต้องอยู่ด้วยกัน นางก็ไม่มีเหตุผลต้องทำให้ชีวิตของคนสองคนยากกว่าเดิมมารดาเคยสอนนางก่อนออกเรือนว่า บุรุษบางคนใช้คำหวานเอาใจได้ บางคนชอบให้ภรรยาอ่อนแอพึ่งพา บางคนกลับชอบสตรีเฉลียวฉลาดที่ช่วยจัดการเรือนหลัง ส่วนบุรุษบางประเภท—คำพูดแทบไม่มีประโยชน์ ยิ่งแข็งยิ่งไม่ควรใช้ความแข็งเข้าชน เซียวฉางเยี่ยเป็นประเภทสุดท้ายอย่างไม่ต้องสงสัย เขาเหมือนก้อนหินที่ผ่านลมฝนมาสามสิบกว่าปี หากนางเอาศีรษะชนเข้าไปทุกวัน คนที่แตกก่อนคงไม่ใช่เขา ดังนั้นหว่านอี๋จึงเรียนรู้ที่จะผ่อน สิ่งใดไม่สำคัญก็ปล่อย สิ่งใดต้องการก็เลือกเวลาพูด และเรื่องใดที่สามารถทำให้เขาพอใจโดยไม่ทำให้นางสูญเสียอะไร นางก็ไม่เห็นเหตุผลต้องปฏิเสธ
ผลกลับดีกว่าที่คาด เซียวฉางเยี่ยยังไม่ใช่สามีอ่อนโยน ไม่มีคำหวาน ไม่มีของขวัญ ไม่มีบทกวี เขาไม่เคยถามว่านางคิดถึงเมืองหลวงหรือไม่ด้วยซ้ำ แต่คลังในจวนเปิดให้นางใช้โดยไม่มีผู้ใดขัด คนในจวนฟังคำสั่งนาง สิ่งที่นางต้องการ หากไม่เกินเหตุ มักได้รับโดยไม่ต้องขอเป็นครั้งที่สองและยามค่ำคืน—ความห่างเหินระหว่างคนสองคนกลับลดลงเร็วกว่ายามกลางวันเสียอีก หว่านอี๋รู้ว่าเขาพึงใจนาง ไม่จำเป็นต้องถาม สายตาของบุรุษโกหกเรื่องเช่นนี้ได้ยาก โดยเฉพาะเซียวฉางเยี่ยซึ่งไม่เคยคิดจะปิดบัง บางคืนเขากลับจากค่ายเหนื่อยจนแทบไม่พูด เพียงอาบน้ำแล้วขึ้นเตียง แต่เมื่อม่านมุ้งปิดลง ความเหน็ดเหนื่อยที่มีทั้งวันกลับดูเหมือนไม่เคยมีอยู่ หว่านอี๋จึงไม่ต่อต้านเขาโดยไร้เหตุผล นางอาจยังไม่ได้รัก แต่ก็ไม่จำเป็นต้องทำให้สามีกลายเป็นศัตรู บางครั้งเพียงวางมือบนแขนเขาอย่างโอนอ่อน บางครั้งยอมซบอยู่ใกล้แทนการขยับหนี หรือกล่าวกับเขาเบา ๆ เพียงไม่กี่คำ ความแข็งกระด้างซึ่งติดอยู่กับบุรุษผู้นี้ทั้งวันก็มักลดลงเองโดยไม่ต้องร้องขอ
มารดาพูดถูกอยู่เรื่องหนึ่ง บุรุษที่ใจแข็งเพียงใด ก็ใช่ว่าจะไม่มีจุดอ่อน เพียงต้องหาให้พบเท่านั้น หว่านอี๋คิดว่าตนเริ่มพบแล้ว แต่สิ่งที่นางไม่รู้คือ—เซียวฉางเยี่ยเองก็กำลังติดกับดักเดียวกัน และหนักกว่านางมากนัก
วันนี้เขากลับจวนก่อนตะวันตกดิน ทันทีที่ก้าวเข้ามาในเรือนใหญ่ กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของชาก็ลอยมาแตะจมูก หว่านอี๋นั่งอยู่ข้างหน้าต่าง แสงอาทิตย์ยามเย็นตกลงบนใบหน้าด้านข้างของนาง เส้นผมดำถูกเกล้าขึ้นอย่างเรียบง่าย มีปิ่นหยกขาวเพียงอันเดียว นางกำลังอ่านบัญชี มือหนึ่งจับพู่กันอีกมือเท้าคาง อาจเพราะกำลังคิด ปลายด้ามพู่กันจึงถูกแตะอยู่ตรงริมฝีปากโดยไม่รู้ตัว เซียวฉางเยี่ยหยุดมองเพียงครู่เดียว แต่ครู่นั้นนานพอให้เขารู้สึกหงุดหงิดกับตัวเองขึ้นมาเล็กน้อย หนึ่งเดือนแล้ว เขาควรชินกับใบหน้านี้ได้แล้ว แต่กลับไม่ชินบางวันนางแต่งตัวเต็มยศ เขาก็เห็นว่างาม บางวันเพิ่งตื่น ผมยังยุ่ง ก็ยังเห็นว่างาม แม้กระทั่งตอนขมวดคิ้วดูบัญชีแล้วยกพู่กันแตะปากเช่นคนไม่รู้ตัว—ก็ยังงาม หญิงเมืองหลวงล้วนเป็นเช่นนี้หรือ?หรือมีเพียงคนที่ฮ่องเต้เฒ่าส่งมาให้เขาเท่านั้น หว่านอี๋รู้ตัวว่ามีคนยืนอยู่จึงเงยหน้า “กลับมาแล้วหรือเจ้าคะ” คำพูดธรรมดา แต่แปลก หนึ่งเดือนก่อน หากมีคนบอกเซียวฉางเยี่ยว่าวันหนึ่งเขาจะรู้สึกว่าคำว่า กลับมาแล้วหรือ ฟังรื่นหู เขาคงเห็นว่าอีกฝ่ายว่างเกินไป “อืม” เขาปลดดาบออกวาง
หว่านอี๋มองมือของเขาแล้วขมวดคิ้ว “มือท่านเป็นอะไร” เขาก้มมอง ข้อนิ้วมีรอยแตกจากความหนาว เลือดซึมอยู่เล็กน้อย “ไม่มีอะไร” “นั่งก่อน” เซียวฉางเยี่ยมองนาง หว่านอี๋ถอนหายใจ “ข้าจะกินท่านหรืออย่างไร” นางเรียกสาวใช้ให้นำตลับยามา ก่อนหยิบไปนั่งตรงข้าม “มือ” เขาไม่ขยับ หว่านอี๋จึงเงยหน้ามอง “ท่านอ๋อง” สุดท้ายมือใหญ่ก็ถูกยื่นมาอย่างไม่เต็มใจนัก นางจับปลายนิ้วเขา พลิกดูรอยแตกอย่างตั้งใจ มือคู่นี้ต่างจากมือบุรุษในเมืองหลวงที่นางคุ้นตาโดยสิ้นเชิง หยาบ มีรอยด้าน มีแผลเก่าหลายแห่ง นิ้วบางนิ้วเคยหักจนรูปทรงไม่สมบูรณ์นัก นี่คือมือของคนที่จับดาบมานานกว่าครึ่งชีวิต หว่านอี๋ใช้ปลายนิ้วแตะยาลงตรงรอยแตกอย่างเบามือ เซียวฉางเยี่ยกลับไม่ได้มองมือของตัวเอง เขามองนาง....ขนตายาวทอดเงาลงบนแก้ม ใบหน้าขาวละเอียดอยู่ใกล้จนได้กลิ่นหอมจาง ๆ จากเส้นผม เขาเพิ่งกลับจากค่าย บนเสื้อยังมีฝุ่น มือหยาบเสียจนตอนนางจับ เขายังกลัวว่าจะเกี่ยวผิวละเอียดนั้นเป็นรอยโดยไม่ตั้งใจ ความคิดนี้ทำให้คิ้วเข้มขมวดขึ้น เมื่อใดกันที่เขาเริ่มสนใจเรื่องเช่นนี้? “เสร็จแล้ว” หว่านอี๋ปิดตลับยา “ก่อนนอนทาอีกครั้ง” “ยุ่งยาก” นางเงยหน้ามอง “เช่นนั้นปล่อยให้แตกจนเลือดไหลเถอะเจ้าค่ะ” แล้วลุกหนี เซียวฉางเยี่ยมองตามแผ่นหลังบาง ริมฝีปากกระตุกเล็กน้อย ปากดี แต่ยาก็ทาให้เขาแล้ว
วันต่อมา ข่าวหนึ่งเดินทางมาถึงจวน มีขบวนจากเมืองหลวงกำลังผ่านเมืองทางตะวันออกผู้ควบคุมงานคือขุนนางใหญ่จากกรมโยธาซึ่งได้รับพระบัญชาให้มาตรวจเส้นทางลำเลียงเสบียง สะพาน และสิ่งก่อสร้างหลายแห่งทางเหนือก่อนเริ่มโครงการซ่อมแซมครั้งใหญ่ในปีหน้า หากเป็นเพียงเท่านั้น หว่านอี๋คงไม่ได้สนใจมากนัก แต่พ่อบ้านกลับกล่าวต่อว่า “บุตรชายกับบุตรสาวของใต้เท้าซูติดตามมาด้วยขอรับ” มือที่กำลังเปิดบัญชีของหว่านอี๋หยุดลง “ใครนะ?” “คุณชายซูจิ้งเหวินกับคุณหนูซูอวี้ถงขอรับ” ดวงตาของหญิงสาวเป็นประกาย “พี่จิ้งเหวินกับอวี้ถง?” น้ำเสียงเปลี่ยนไปจนพ่อบ้านสังเกตเห็น “ขอรับ เห็นว่าขบวนเดิมไม่ได้ผ่านเมืองเราโดยตรง แต่ใต้เท้าซูอนุญาตให้ทั้งสองแยกออกจากขบวนหนึ่งถึงสองวันเพื่อมาเยี่ยมพระชายา” หว่านอี๋วางบัญชีลงทันที “จะมาถึงเมื่อใด” “พรุ่งนี้ก่อนเที่ยงขอรับ” รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้านาง กว้างกว่าทุกครั้งที่พ่อบ้านเคยเห็น “เตรียมเรือนรับรอง” นางลุกขึ้นเอง “เอาเครื่องนอนชุดใหม่ออกมา เตาในห้องอวี้ถงเพิ่มอีกหนึ่งเตา นางขี้หนาวมาก ส่วนห้องพี่จิ้งเหวินไม่ต้องอบร้อนเกินไป เขาไม่ชอบ” นางเดินไปได้สองก้าวแล้วหันกลับ “อาหารพรุ่งนี้...” หว่านอี๋เริ่มคิด
“อวี้ถงไม่กินขิงแก่ นางจะเขี่ยทิ้งทั้งหมด ส่วนพี่จิ้งเหวินไม่ชอบอาหารมันมาก ให้ครัวเตรียมปลาไว้ด้วย” พ่อบ้านรับคำทีละอย่าง ยิ่งฟังยิ่งำม่เข้าใจ พระชายาจำรายละเอียดเล็กน้อยของคนทั้งสองได้มากเหลือเกิน เมื่อเรื่องนี้ถูกรายงานให้เซียวฉางเยี่ยฟังในเย็นวันเดียวกัน เขากลับไม่ได้แสดงสีหน้าอะไร “ญาติ?” “ขอรับ เป็นบุตรของท่านลุงพระชายา” “มาทำอะไร” “แวะเยี่ยมขอรับ” ชายหนุ่มพยักหน้า “ก็ให้มา” ง่ายดายเพียงนั้น อย่างไรก็ตาม เมื่อพ่อบ้านกำลังจะออกไป เขากลับถามขึ้นอีกคำ “ผู้ชายอายุเท่าไร” พ่อบ้านสะดุ้ง “คุณชายซูหรือขอรับ” เซียวฉางเยี่ยมองเขา “ในจวนจะมีผู้ชายอื่นอีกหรือ” “ประมาณยี่สิบห้าปีขอรับ” “แต่งงานหรือยัง” คราวนี้พ่อบ้านเงียบไปนิดหนึ่ง “เรื่องนี้...ข้าน้อยไม่ทราบขอรับ” เซียวฉางเยี่ยขมวดคิ้ว “ช่างเถอะ” พ่อบ้านก้มศีรษะแล้วถอยออกไป ชายหนุ่มจึงก้มอ่านเอกสารต่อผ่านไปพักใหญ่ เขาถึงเพิ่งรู้ตัวว่า—ตนยังอยู่หน้าเดิม
วันรุ่งขึ้น ขบวนม้าขนาดเล็กปรากฏขึ้นหน้าจวน หว่านอี๋ออกมารอที่โถงด้านหน้า ตามธรรมเนียม นางไม่จำเป็นต้องออกไปรับถึงประตู แต่เพียงได้ยินเสียงรายงานว่าคนมาถึงแล้ว นางก็ลุกขึ้นโดยไม่สนอะไรอีก คนแรกที่เดินเข้ามาคือบุรุษหนุ่มในชุดสีครามเข้ม รูปร่างสูงโปร่ง ใบหน้าหล่อเหลาอย่างคนเมืองหลวง คิ้วตางดงามสะอาดสะอ้าน เส้นผมรวบเรียบร้อยด้วยกวานหยก ท่วงท่าทุกอย่างมีความสุขุมของคนที่ได้รับการอบรมมาอย่างดี ด้านหลังเป็นเด็กสาววัยสิบหกในเสื้อคลุมสีแดงเข้มบุขนจิ้งจอกขาว เพียงเห็นคนตรงหน้า ดวงตาของหว่านอี๋ก็แดงขึ้นเล็กน้อย “พี่จิ้งเหวิน” ชายหนุ่มหยุดเดิน สายตากวาดมองนางตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าก่อนถอนใจเบา ๆ “ผอมลง” หว่านอี๋หลุดหัวเราะ “พี่จิ้งเหวินตาบอดหรือ ข้าอยู่ที่นี่กินมากกว่าเมืองหลวงเสียอีก” รอยยิ้มของจิ้งเหวินปรากฏขึ้น “ยังเถียงเก่งเหมือนเดิม เช่นนั้นคงไม่ลำบากมาก” หว่านอี๋กำลังจะตอบ ร่างเล็กด้านหลังก็พุ่งเข้ามากอดเสียก่อน “พี่หว่านอี๋!” “อวี้ถง!” เด็กสาวกอดนางแน่นจนแทบเซ “ท่านรู้หรือไม่ว่าข้าคิดถึงท่านเพียงใด! ท่านอาสะใภ้ก็คิดถึงท่าน ทุกวันเอาแต่ถามว่าที่นี่หนาวหรือไม่ กินได้หรือไม่ นอนหลับหรือไม่ ข้าฟังจนจำได้หมดแล้ว!”
หว่านอี๋หัวเราะ “ค่อย ๆ พูด” “แล้วที่นี่หนาวจริงด้วย!” “เพิ่งมาถึงก็เริ่มบ่นแล้วหรือ” “มันหนาวจริงนี่!” เสียงหัวเราะของหญิงสาวสองคนดังขึ้นในโถง และในเวลานั้นเอง เสียงฝีเท้าจากด้านหลังก็ดังขึ้น เซียวฉางเยี่ยกลับมาจากค่ายเร็วกว่าปกติ ไม่มีผู้ใดรู้ว่าเพราะเหตุใด แม้แต่เจ้าตัวเองก็คงไม่คิดอธิบาย เขาก้าวเข้ามาแล้วหยุด สิ่งแรกที่เห็นไม่ใช่คุณชายรูปงามจากเมืองหลวง ไม่ใช่เด็กสาวแปลกหน้า แต่เป็นภรรยาของตน หว่านอี๋กำลังยิ้ม ไม่ใช่รอยยิ้มตามมารยาทที่นางใช้ยามปกติ ไม่ใช่รอยยิ้มมุมปาก เวลาประชดเขา นางกำลังหัวเราะจริง ๆ ดวงตาโค้ง แก้มมีสีแดงเพราะความตื่นเต้น ใบหน้าซึ่งเขาคิดว่างดงามอยู่แล้วกลับมีชีวิตชีวาขึ้นเสียจนชายหนุ่มหยุดมองโดยไม่รู้ตัว จากนั้นบุรุษในชุดครามก็กล่าวบางอย่างกับนาง หว่านอี๋หันกลับไปตอบ ยิ้มให้อีกฝ่ายอย่างสนิทสนม ความรู้สึกเมื่อครู่เปลี่ยนไปทันที เซียวฉางเยี่ยมองชายหนุ่มผู้นั้นเป็นครั้งแรก สะอาดเกินไป นี่คือความคิดแรก ตั้งแต่เส้นผมยันรองเท้าไม่มีส่วนใดดูเหมือนเคยคลุกฝุ่นแม้แต่น้อย หน้าตาก็ดีท่าทางก็ดี กิริยาอย่างบัณฑิตเมืองหลวงเต็มขั้น เซียวฉางเยี่ยไม่ชอบขึ้นมาอย่างไร้เหตุผล หว่านอี๋เห็นเขาแล้ว รอยยิ้มบนใบหน้ายังคงอยู่ “ท่านอ๋องกลับมาแล้วหรือเจ้าคะ” จิ้งเหวินกับอวี้ถงจึงหันตาม ชายหนุ่มในชุดครามก้าวออกมาด้านหน้าแล้วคารวะอย่างถูกต้อง “ซูจิ้งเหวิน คารวะท่านอ๋อง”
เด็กสาวข้างกายทำตาม “ซูอวี้ถง คารวะท่านอ๋องเจ้าค่ะ” เซียวฉางเยี่ยพยักหน้า “ไม่ต้องมากพิธี” สายตากลับตกอยู่ที่จิ้งเหวินอีกครั้ง อีกฝ่ายเองก็มองเขา นี่เป็นครั้งแรกที่ญาติผู้พี่ได้เห็นสามีของหว่านอี๋ใกล้ ๆ ชื่อเสียงของอ๋องพิทักษ์ชายแดนไม่มีผู้ใดในเมืองหลวงไม่รู้ แต่การได้เห็นตัวจริงกลับต่างจากคำเล่าลือไปไกล บุรุษตรงหน้าสูงใหญ่ คมเข้ม มีกลิ่นอายกดดันชัดเจน แม้เพียงยืนเฉย ๆ ก็ทำให้คนรู้สึกถึงบางอย่างที่ไม่ควรเข้าใกล้ จิ้งเหวินเข้าใจในทันทีว่า—น้องสาวที่เขาเห็นมาตั้งแต่เด็กต้องใช้ชีวิตกับบุรุษเช่นนี้ทุกวันย่อมไม่ง่าย เขาไม่ได้แสดงอะไรออกมา เพียงหันไปมองหว่านอี๋อีกครั้ง เซียวฉางเยี่ยเห็น และไม่ชอบสายตานั้นขึ้นมาแล้วจริง ๆ “เข้าไปนั่งเถอะ” หว่านอี๋กล่าว “ด้านนอกหนาว” นางหันไปจับมืออวี้ถง แล้วเรียกจิ้งเหวินให้ตามเข้ามาอย่างเป็นธรรมชาติสามคนเดินไปด้วยกัน พูดถึงเรื่องเมืองหลวง ถามถึงคนในครอบครัว หัวเราะกับเรื่องที่เซียวฉางเยี่ยไม่รู้จัก ชื่อคนมากมายถูกกล่าวขึ้น สถานที่มากมายที่เขาไม่เคยไป เรื่องในวัยเด็กที่เขาไม่เคยมีส่วนร่วม ชายหนุ่มเดินตามหลังอยู่เงียบ ๆ เป็นครั้งแรกตั้งแต่แต่งงานที่เขามองแผ่นหลังของภรรยาแล้วเกิดความรู้สึกบางอย่างขึ้นมา นี่คือหว่านอี๋อีกคนหนึ่ง คนที่เขาไม่รู้จัก
หญิงสาวตรงหน้าไม่ใช่เป็นเพียงพระชายาที่ฮ่องเต้ส่งมา ไม่ใช่เพียงภรรยาที่นอนอยู่ข้างกายเขาทุกค่ำคืน และไม่ใช่คุณหนูจากเมืองหลวงเรื่องมากที่ค่อย ๆ เปลี่ยนจวนของเขาทีละน้อย นางมีชีวิตที่ดีมาก่อนเจอเขา มีคนที่รู้จักนางก่อนเขา มีโลกทั้งใบที่เขาไม่เคยเห็น และเมื่ออยู่ท่ามกลางคนจากโลกใบนั้น—นางดูเป็นตัวเองเสียจนเขารู้สึกเหมือนกำลังยืนอยู่นอกประตู เซียวฉางเยี่ยไม่ชอบความรู้สึกนี้ ไม่ชอบเลย โดยเฉพาะเมื่อซูจิ้งเหวินเดินอยู่ข้างนาง แล้วกล่าวขึ้นอย่างคุ้นเคยว่า “ข้าเอาชาที่เจ้าชอบมาด้วย” หว่านอี๋หันไปทันที “ชาหิมะแรก?” “อืม” ดวงตานางวับแวมเป็นประกาย “หาได้หรือ?” “ท่านอาฝากคนซื้อไว้ตั้งแต่ก่อนข้าออกจากเมืองหลวง บอกว่าหากเจ้าไม่มีชานี้ดื่มคงบ่นจนคนทั้งจวนปวดหัว” หว่านอี๋หัวเราะอีกครั้งเซียวฉางเยี่ยเดินอยู่ด้านหลัง สีหน้าไม่เปลี่ยน แต่ในใจกลับมีคำถามหนึ่งเกิดขึ้นอย่างเงียบงัน นางชอบชาชนิดนี้หรือ? เขาไม่รู้ แต่งงานกันมาหนึ่งเดือนแล้ว เขากลับไม่รู้ด้วยซ้ำว่าภรรยาชอบดื่มชาอะไร
ส่วนบุรุษตรงหน้ากลับรู้ ความรู้สึกขุ่นมัวบางอย่างเริ่มก่อตัวขึ้นในอก ไร้เหตุผล ไร้ที่มา และน่ารำคาญอย่างยิ่ง เซียวฉางเยี่ยมองแผ่นหลังบอบบางซึ่งเดินอยู่เบื้องหน้า เมื่อคืนหญิงผู้นี้ยังนอนอยู่ในอ้อมแขนเขา ยามหลับยังซุกเข้าหาความอบอุ่นของเขาโดยไม่รู้ตัว นางเป็นภรรยาเขา นี่คือเรื่องที่ชัดเจนที่สุด ดังนั้นเขาจึงไม่เข้าใจว่า—เหตุใดเพียงเห็นนางหัวเราะให้บุรุษอื่น และได้ยินว่าบุรุษผู้นั้นรู้แม้กระทั่งชาที่นางโปรดปราน...เขาถึงอยากให้แขกจากเมืองหลวงรีบทำธุระให้เสร็จ แล้วออกจากจวนของเขาเสียตั้งแต่วันนี้