LOGIN“มีอะไรหรือเปล่า”
“ขอทำสัญลักษณ์ไว้หน่อยแล้วกัน”
“จริงด้วย นิลน้อยนี่สุดยอดไปเลยนะสมแล้วที่เป็นหลานนายพรานสุดเจ๋ง”
“เจ๋งอะไร แค่ดูเข็มทิศยังดูไม่เป็นเลย”
“บางเรื่องเราก็ไม่จำเป็นต้องรู้หรอก แค่เอาตัวรอดได้ก็พอ”
นิลตรายิ้มออกมากับประโยคปลอบใจของเพื่อน ก่อนจะหันไปใช้มีดอันเล็กที่เธอพกติดตัวมาด้วยเนื่องจากต่อให้เป็นชายแก่ดูไม่มีพิษภัยแต่ก็ใช่ว่าจะไว้ใจได้
ซึ่งเป็นมีดที่ตาของเธอให้ไว คุณตาที่ใคร ๆ ก็ต่างรู้เพียงแค่ว่าเป็นไกด์นำเที่ยวธรรมดาทั่วไป แต่ความจริงแล้วเป็นนายพรานที่นำทางให้สำหรับคนที่นิยมเดินป่า ท่านให้มีดเล่มนี้กับเธอพกติดตัวไว้ตั้งแต่เด็ก ๆ นิลตราจึงนำไปกรีดยังลำต้นของต้นไม้ใหญ่จนเปลือกไม้นั้นหลุดล่อนมองเห็นเป็นสีเนื้อไม้ด้านใน
“เรียบร้อย”
“เก่งมาก”
“ชมอีกแล้ว พลังบวกที่แสนจะอบอุ่นยิ่งกว่าดวงอาทิตย์ก็สีฝุ่นของนิลนี่แหละ”
“อุ่นจนเริ่มร้อนแล้ว อยากมีหนุ่ม ๆ เนื้อตัวเย็นเฉียบมากัดคอให้กลายเป็นสาวแวมไพร์”
“เฮ้อ เรียนจบแล้วเลยมีเวลาวนดูหนังเรื่องนั้นแทบทุกภาคซ้ำไปซ้ำมาใช่ไหมเนี่ย”
“ตามประสาคนโสดไง”
“แบบนี้ต้องหาหนุ่ม ๆ มาวิ่งเล่นในใจแล้วไหม”
“หาที่ไหน ในป่านี้น่ะเหรอ”
สีฝุ่นพูดติดตลกในตอนที่พากันเดินเข้าไปข้างในก่อนจะหัวเราะออกมาพร้อมกัน ซึ่งระหว่างทางที่เดินเข้าไปนิลตราก็แวะกรีดต้นไม้เป็นระยะ จนกระทั่งเริ่มรู้สึกว่ามันนานเกินไปกับการตามหาที่สักการะ จึงพากันหยุดเดินแล้วมองไปรอบ ๆ ด้วยความรู้สึกที่เริ่มผิดปกติ
“เรามาผิดทางหรือเปล่า”
“ไม่หรอกมั้ง เพราะทางที่เราเดินมาก็มีแค่ทางตรงไม่มีทางแยกไปไหนสักหน่อย”
สีฝุ่นเอ่ยตอบซึ่งนิลตราเองก็คิดแบบนั้น แต่ก็มีความคิดบางอย่างผุดขึ้นในหัวว่าในป่าแห่งนี้อาจจะมีเส้นทางเฉพาะที่นำไปสู่ที่สักการะเพียงแต่คุณยายไม่ได้บอกและพวกเธอก็ไม่ได้ถามใคร
“เอาไง เดินไปต่อไหมหรือว่าวันนี้จะกลับก่อน”
“นิลว่ากลับก่อนดีกว่า วันนี้ไม่สะดวกเท่าไหร่ไหนจะต้องหาทางกลับที่พักแล้วไหนจะชุดที่พวกเราใส่มา...นิลรู้สึกว่ามันไม่ค่อยเหมาะกับการเดินป่าหรือไปสักการะในสถานที่แบบนั้นเลย”
“ก็มิดชิดแล้วนะ หมายถึงช่วงบน”
“ไม่ต้องมาแซวเลยก็ใส่สั้นเหมือนกันนั่นแหละ”
สองเพื่อนรักมองสำรวจเสื้อผ้าของกันและกันซึ่งเป็นชุดที่เรียกได้ว่าเหมือนกันเป๊ะแต่ต่างกันแค่สี ที่เป็นชุดกระโปรงสั้นเหนือเข่าขึ้นมาพอสมควรแล้วด้านบนเป็นเสื้อแขนตุ๊กตาสีขาวทับด้วยเสื้อหนังกลับสีน้ำตาล แต่ของสีฝุ่นจะเป็นสีครีมพร้อมรองเท้าหนังกลับหุ้มข้อเหมือนกันทั้งสองคน
“ไม่ได้สั้นเลย เรียกว่าน่ารักสมวัยต่างหาก”
“ว่าไงว่าตามกัน แต่ตอนนี้เรากลับกันก่อนดีกว่า”
“ได้โปรดนำทางดิฉันด้วยค่ะ คุณพรานสาว”
“ไว้ใจขนาดนี้ ถ้าพาหลงขึ้นมาจะทำยังไง”
นิลตราพูดขึ้นด้วยสีหน้ายิ้ม ๆ ในขณะที่พากันเดินกลับมายังทางที่เพิ่งเดินมา พร้อมกับหันมองไปยังต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ด้านข้างเพื่อหาสัญลักษณ์ที่ตัวเองทำไว้
“ก็ทำใจ แล้วเราสองคนก็ใช้ชีวิตอยู่ในป่านี้ด้วยความเรียบง่ายและมีความสุข พูดไปก็ดีเหมือนกันนะเพราะฝุ่นไม่อยากไปทำงานที่บริษัทกับพ่อเลย มีแต่พวกนายทุนหน้าเนื้อใจเสือปากว่าตาขยิบหวังแต่ผลประโยชน์ ฝุ่นขี้เกียจไปสู้ แค่คิดฝุ่นก็เหนื่อยแล้ว”
“เชื่อแล้วว่าไม่อยากทำจริง ๆ”
นิลตราตอบกลับเพื่อนด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเพราะเธอนั้นเข้าใจความรู้สึกของสีฝุ่นดี ว่าเวลาที่เราไม่อยากทำอะไรแล้วโดนบังคับหรือขีดเส้นให้ทำอย่างเลี่ยงไม่ได้มันฝืนใจแค่ไหน
เหมือนที่ครั้งหนึ่งตาของเธอพยายามสอนให้เธอเรียนรู้เกี่ยวกับอาชีพไกด์นำทางในป่ารวมถึง การใช้ชีวิตเพื่อเอาตัวรอดในป่า แต่นิลตราก็เพียงแค่ฟังผ่าน ๆ เพราะเธอคิดว่ายังไงก็ไม่ได้ใช้เพราะเธอไม่มีเหตุผลอะไรจะต้องเข้ามาในป่า และก็ไม่ได้คิดจะประกอบอาชีพเหมือนกับตาของเธอ
“ฝุ่น”
“ขอระบายหน่อยแล้วกัน นิลไม่ต้องมาห้ามเลย”
“ไม่ใช่ นิลจะบอกว่าหารอยที่ทำทิ้งไว้ไม่เจอ”
“หาไม่เจอ?”
“ใช่ นิลว่าตัวเองจำต้นไม้ต้นนี้ได้เพราะมันมีเถาวัลย์พันเยอะกว่าต้นอื่น แต่ว่าทำไมรอยที่มีดกรีดถึงไม่มี”
“เราอาจจะยังเดินไม่ถึงหรือเปล่า อาจจะไม่ใช่ต้นนี้ก็ได้”
สีฝุ่นตอบกลับแล้วเดินมาหยุดยืนข้างนิลตราที่กำลังมองจ้องต้นไม้ใหญ่ด้วยสีหน้าที่เริ่มเครียดและหากเธอไม่ได้วิตกกังวลจนเกินไป ก็รู้สึกว่าทุกอย่างมันเริ่มผิดแผนและแปลกไปจนเริ่มผิดปกติในหลายๆ เรื่อง
“ลองเดินไปอีกหน่อย หรือต่อให้หาไม่เจอก็ไม่เป็นอะไร เราก็แค่เดินไปตามทางเพราะพวกเราเดินตรงมาอย่างเดียวไม่ได้เลี้ยวไปไหนเลย”
“อืม”
“อย่าเครียดสิ ไม่มีอะไรหรอก”
สีฝุ่นพูดปลอบแล้วจับมือนิลตราพากันเดินต่อไปยังทางเบื้องหน้า ซึ่งนิลตราเองก็ยังคงมองหาสัญลักษณ์ที่เธอทำทิ้งไว้ตลอดทาง แต่ก็ปรากฏว่าเธอหามันไม่พบ
ทั้งสองคนเดินไปตามทางด้วยสีหน้าที่นิ่งเรียบท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบเสียจนได้ยินเสียงนกและแมลง กระทั่งสีฝุ่นหยิบโทรศัพท์ออกมาดูเวลาเป็นรอบที่สองก็พบว่าพวกเธอเดินมาเป็นระยะเวลาเกือบครึ่งชั่วโมงแต่ยังเดินออกไปจากป่านี้ไม่ได้เลย
“ฝุ่น ตอนที่เราเดินเข้ามาสองข้างทางมันไม่มีดอกไม้พวกนี้ใช่ไหม”
“ถ้าหมายถึงดอกที่เหมือนกับพวงมาลัยที่แขนเราสองคนก็ใช่ มันไม่มี”
“แล้วก็ไม่มีเสียงน้ำไหลด้วยใช่ไหม”
“ใช่ ไม่มี เงียบมาทั้งทาง เพิ่งจะเริ่มได้ยินก็ตอนที่เราเดินมาเรื่อย ๆ นี่แหละ”
“ฝุ่น”
นิลตราเอ่ยเรียกชื่อเพื่อนด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาก่อนจะหันมาสบตากันและกันด้วยแววตาที่ไม่อาจจะปกปิดความหวาดกลัวเอาไว้ได้
“นิลคิดว่าเราสองคนกำลัง...หลงป่า”
เรือนผืนป่า“เอาไว้ครั้งหน้านิลจะทำอย่างอื่นให้พี่กินอีก”เสียงหวานเอ่ยบอกด้วยสีหน้าที่ประดับไปด้วยรอยยิ้มในขณะที่นั่งเอนกายพิงอกเขาอยู่บนแคร่ไม้ไผ่หน้าเรือนเพื่อดูพระจันทร์ที่คืนนี้นั้นเต็มดวงหลังจากที่มื้อค่ำได้ผ่านพ้นไปซึ่งแม้ว่าหมู่บ้านแห่งนี้จะถูกโอบล้อมไปด้วยต้นไม้ใหญ่แต่บริเวณหน้าเรือนของผืนป่ากลับมองเห็นได้อย่างชัดเจน“เอ็งทำอะไร พี่ก็กิน”“แม้ว่าจะไม่ถูกปากน่ะเหรอคะ”“ถูกหมดทุกอย่าง เพราะเอ็งทำ”“ปากหวานมากค่ะ”“ไม่ได้พูดเอาใจ พูดจริง”“เฮ้อ นิลมีความสุขจัง”นิลตราเงยหน้ามองเขาด้วยรอยยิ้มก่อนจะลากสายตามองไปยังดวงจันทร์ในขณะที่มือก็ประสานอยู่กับมือเขา แล้วไล้นิ้วมืออีกข้างเล่นหลังมือที่เต็มไปด้วยเส้นเลือดของเขาอย่างเพลิดเพลิน“พี่ก็รู้สึกไม่ต่าง”“นิลรักที่ป่ามาก ๆ เลยนะคะ”“พี่ก็รักเอ็ง”“รักนิลแบบนี้ไปนาน ๆ เลยได้ไหมคะ”“ทั้งชีวิตของพี่ รักแค่เอ็ง”นิลตราหลับตาลงด้วยความสุขอยู่ในอ้อมกอดเขาหลังจากที่ได้ยินคำบอกรักที่ไม่ว่าจะฟังกี่ครั้งก็ไม่เคยเบื่อ และเมื่อพูดจบผืนป่าก็ก้มหน้ามาหอมแก้มนิ่มและโอบกอดเธอไว้ด้วยสองแขนของเขา“พี่ป่าคะ”แต่หลับตาด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มได้เพียงไม่นานน
ตกค่ำเสียงริมฝีปากกดจูบยังผิวเนื้อบอบบางยังคงคลอเคล้าไปกับเสียงพูดคุยของเธอและเขาทำให้ภายในเรือนที่เคยเงียบเหงาอบอวลไปด้วยความสุขสมจนแทบไม่อยากออกไปไหน“ปากนี้ทำไมซนนักคะ”นิลตราที่กำลังนั่งหวีผมและส่องกระจกอยู่บริเวณโต๊ะไม้ไผ่ตัวเล็กที่ผืนป่าเป็นคนทำให้ เพื่อที่นิลตราจะได้ไว้วางของใช้ส่วนตัวพวกเครื่องประทินผิวที่เธอขนเอาเข้ามา แม้ว่าจะนำไปฝากน้ำอบเยอะพอสมควรแต่ที่มีเหลืออยู่ก็ไม่น้อยเลยใบหน้าสวยหันกลับไปมองคนหน้าหล่อที่นั่งชันเข่าซ้อนอยู่ด้านหลังเธอ ริมฝีปากก็กดจูบไปทั่วแผ่นหลังและหัวไหล่เล็กและดูเหมือนจะลามมาถึงแก้มขาวของเธอเสียแล้ว“ยังไม่อิ่ม”“เพราะงั้นต้องไปหาอะไรกินได้แล้วค่ะ”“กินเอ็ง”“หมดแล้วค่ะ หมดแรง”นิลตราหันมาย่นจมูกใส่เขาพร้อมกับเลื่อนใบหน้าเข้าไปหอมแก้มเขาทั้งซ้ายและขวาด้วยความมันเขี้ยว ก่อนจะลุกขึ้นนั่งคุกเข่าแล้วหันกลับมาหาเพื่อจับมือใหญ่ของเขาทั้งสองข้างเขย่าเบา ๆ ด้วยใบหน้าที่แสนอ้อน“พานิลไปเติมพลังหน่อย”“กินพี่”“ถ้าอยากให้นิลมีแรงมากินพี่ทั้งตัว ก็ต้องพานิลไปหาอะไรใส่ท้องก่อน หิวแล้ว”มือเรียวยกขึ้นลูบหน้าท้องแบนราบของตัวเองเพื่อบอกว่าตอนนี้เธอหิวมาก ซึ่งผืน
นิลตรามองตามนิ้วเรียวของเขาที่ยกขึ้นชี้ไปยังพุ่มไม้ที่อยู่ฝั่งตรงข้าม ซึ่งนิลตราจำได้ว่าตอนนั้นที่เธอกับสีฝุ่นมานั่งพักเหนื่อยรู้สึกได้ว่ากำลังถูกมอง“เห็นเอ็ง”“จริงเหรอคะ สวยแต่ก็โยนนิลทิ้งจนตัวปลิวเลย”“ก็แค่สวย แต่ยังไม่วางใจ ตอนนั้นไร้เสน่ห์”“ไร้เสน่ห์?!”“อืม”“ไร้เสน่ห์แต่ก็มองนิลไม่หยุดเลยนะคะ”พอได้ยินเขาบอกว่าเธอไร้เสน่ห์ทั้ง ๆ ที่นิลตราแอบคาดหวังว่าจะได้ยินเขาสารภาพว่าตกหลุมรักเธอตั้งแต่ครั้งแรกที่พบหน้า ก็มองหน้าเขาด้วยสายตาขุ่นเคืองแต่พอโดนเขาเลื่อนหน้าเข้ามาหอมแก้มราวกับกำลังง้อ ก็ถึงกับวางของที่อยู่ในมือแล้วหันกลับไปกอดเอวหนาแล้วซบหน้าอยู่กับแผงอกกว้าง“เลิกมองไม่ได้”“แสดงว่าพี่ก็มองนิลจริง ๆ สินะ แล้วทำไมถึงเลิกมองไม่ได้คะ”“ใจพี่เต้นแรง”“...”“เจอกี่ครั้งก็เห็นเพียงแค่เอ็งก่อนผู้อื่นเสมอ”“...”“หนักเข้าแม้แต่ตอนนอนก็ยังนึกถึงหน้าเอ็ง”“...”“พี่เลิกมองไม่ได้ จึงต้องนำเอ็งมาเป็นของพี่ จะได้มองทั้งตอนก่อนหลับและตอนตื่น”ยิ่งได้ฟังเขาพูดก็ยิ่งร้อนผ่าวไปทั้งใบหน้าเพราะไม่ใช่แค่เขาคนเดียวหรอกที่ชอบมอง เธอเองก็เอาแต่มองเขาไม่หยุดเหมือนกัน มีอย่างที่ไหนเห็นเขาเมื่อใดจะต
สองวันต่อมาน้ำตกบริเวณปากถ้ำผ้าสีแดงผืนใหญ่ถูกนำมาปูอยู่บริเวณริมลำธารก่อนจะวางกระจาดผลไม้มากมายที่ผืนป่าเป็นคนถือมาจากเรือนไว้ตรงกลาง และตามด้วยหนุ่มรูปงามอย่างเขาที่กึ่งนั่งกึ่งนอนชันขาขึ้นข้างหนึ่งพิงโขดหินมามองมาที่นิลตรา ซึ่งท่านี้เหมือนจะเป็นท่านั่งประจำของเขาแต่นิลตราที่เห็นประจำกลับไม่ชินเอาเสียเลยเพราะทั้งรูปร่าง ใบหน้าหล่อเหลา และสายตามีเสน่ห์ของเขายามที่นั่งแล้วมองมาที่เธอแบบนี้ มันยิ่งทำให้เขาหล่อมากขึ้นอย่างที่เธอไม่อาจจะหาคำไหนมาจำกัดความได้เลย“แดดแรงรึ”“ไม่นะคะ”“แล้วเหตุใดเมียพี่ถึงหน้าแดง”“...”“หรือมองหน้าพี่แล้วคิดอะไร”“ปะ เปล่านะคะ นิลไม่ได้คิดอะไรเลย”“คิดได้พี่ไม่ว่า คิดไว้แล้วค่อยกลับไปกระทำพี่ที่เรือน”“นิลเหรอทำ พี่นั่นแหละทำนิลไม่หยุด”คนตัวเล็กที่นั่งพับเพียบหันหลังพิงตัวเขาอยู่นั้นหันหน้ากลับไปพูดตัดพ้อด้วยความเขินอายเพราะตั้งแต่ที่เธอกลับมา เขาเอาแต่กอดเธอไว้ไม่ให้ห่างกายไม่ว่าจะทำอะไรก็จะต้องมีส่วนใดส่วนหนึ่งในร่างกายของเธอและเขาที่สัมผัสโดนกันเสมอเรียกได้ว่าหนุ่มในฝันที่เสพติดการสัมผัสโดนตัวนั้น เธอได้ผู้ชายคนนั้นมาครอบครองแล้ว“แล้วอยากให้พี่หยุ
“พี่ไม่ปล่อยให้เอ็งตกหรอก”“...”“มีแต่จะปล่อยให้เอ็งแตก...ซ้ำแล้วซ้ำเล่า”ประโยคสุดท้ายเขากระซิบเสียงเบาชิดแก้มใสก่อนจะแนบริมฝีปากร้อนพรมจูบคลอเคลียไม่ห่าง แล้วพาเธอมาหยุดยืนอยู่บริเวณริมหน้าต่างสร้างความตื่นเต้นให้หัวใจดวงเล็กทำงานหนักและรีบเบียดชิดเข้าหาเขาด้วยความกลัวกลัวว่าเขาจะเปิดมันออก เพราะว่าเขามั่นใจในคาถาวิชาของตัวเองจนแทบจะพาเธอเดินแก้ผ้าลงเล่นน้ำในทุกคืนอยู่แล้ว“กลัวพี่เปิดรึ”“แล้วคิดจะเปิดหรือเปล่าล่ะคะ”“หากเอ็งร้อนพี่จะช่วยเปิด”“เปิดหมดทั้งหลังคานิลก็ไม่หายร้อนหรอก เพราะตัวต้นเหตุที่ทำให้นิลร้อน ยังกอดนิลไม่ปล่อยอยู่แบบนี้”“ไม่ปล่อย จวบจนถึงเช้าพี่ก็ไม่ปล่อย”ปึก!“อ๊า นิลจุกนะ”“จุกหรือถูกใจ หน้าเอ็งแดงก่ำ แววตาเป็นประกายถึงเพียงนี้”“คนขี้แกล้ง”เมื่อไม่อาจจะเถียงชนะเขาได้นิลตราก็ซบหน้าเข้าหาไหล่กว้างเพื่อหลบสายตาที่แสนจะเจ้าเล่ห์ ในขณะที่ผืนป่าเองปกติมักจะทำหน้านิ่งกลับยิ้มได้บ่อยเมื่ออยู่กับเธอริมฝีปากนุ่มกดจูบยังกลุ่มผมหอมแล้วกอดรัดเนื้อตัวนุ่มนิ่มให้แนบชิดอยู่กับตัวเขาแล้วขยับเอวสอดใส่เข้าออกในร่องสีหวาน ที่บัดนี้เริ่มแดงช้ำเพราะโดนกระทำติดต่อกันโดยไม่ให้เ
ท่อนเนื้อแข็งถูกสอดใส่เข้าไปในร่องรักเปียกแฉะและกดแช่ค้างไว้จนนิลตราสั่นเทิ้มด้วยความเสียวกระสัน เพราะความยาวของเขาที่เข้าไปโดนตุ่มไตที่ไวต่อความรู้สึกและอ่อนไหวของเธอนั้น ทำเอาแทบจะเสร็จตั้งแต่ที่เขายังไม่ทันจะได้ขยับ“เป็นอย่างไร ลึกอีกดีไหม”“พะ พอแล้วพี่ป่า นิลจะแตก”“แตกแล้วอย่างไร เอ็งแตกได้อีกซ้ำ ๆ”“อื้อ ของพี่มันใหญ่นะ กดเข้ามาแบบนี้นิลได้ตายพอดี”นิลตรานั่งงอตัวแล้วเอ่ยพูดด้วยความงอแงสองมือที่วางอยู่บนไหล่กว้างก็ออกแรงจิกข่วนฝังไปในผิวเนื้อของเขาเพื่อระบายความรู้สึก แต่ผืนป่าก็ไม่ได้ว่าเพราะนอกจากเขาจะไม่เจ็บยังชอบให้เธอทำลอยทิ้งไว้บนตัวเขาด้วยซ้ำ“อ่า รัดพี่แน่นนัก”“นิลรัดพี่แน่น หรือของพี่ใหญ่จนเต็มของนิลกันแน่”“ใหญ่แค่ไหนเอ็งก็ครอบครองพี่ไว้ได้ทั้งหมด”ผืนป่าเลื่อนหน้าเข้ามากระซิบชิดใบหูเล็กแล้วแลบลิ้นปาดเลียสลับกับขบกัดด้วยความมันเขี้ยวจนนิลตราต้องเอียงคอหนีด้วยความขนลุก“เห็นทีว่าเอ็งจะใหญ่กว่า”“อ๊ะ ของนิลไม่ได้ใหญ่สักหน่อยเพราะพี่นั่นแหละที่เข้ามา...ขยายมัน”“พี่เชื่อ เห็นอยู่เต็มตาว่ามันขยายปริออกถึงเพียงนี้”“พี่ป่าอย่า อ๊า!”นิลตราโต้เถียงอย่างไม่ยอมด้วยใบหน้างอง
บ้านแม่เฒ่า“อยู่ไม่ได้? ถ้าอยู่ที่นี่ไม่ได้แล้วพวกหนูจะเจอคนที่แม่เฒ่าบอกได้ยังไงล่ะคะ”“แล้วแต่วาสนานำพา ถ้าพวกเอ็งจะรอดก็จะได้เจอ หากไม่รอดก็คงไม่ได้เจอ”นิลตราและสีฝุ่นหันมองหน้ากันด้วยใบหน้าที่เริ่มซีดเพราะนี่ไม่ต่างไปจากการไล่พวกเธอให้ออกไปจากหมู่บ้าน แล้วหาทางเอาตัวรอดอยู่ในป่าเพื่อรอวาสนาได
กลางป่าสายตาคมนิ่งเรียบทั้งสองคู่ภายใต้หัวสวมต่างจับจ้องมองไปรอบ ๆ ป่าเพื่อหาความผิดปกติรวมถึงคนแปลกหน้า ซึ่งคนหนึ่งก็นอนเหยียดยาวกอดอกอยู่บนกิ่งก้านของต้นไม้ใหญ่ อีกคนก็ยืนพิงต้นไม้อยู่เบื้องล่างด้วยสีหน้านิ่งเรียบที่แม้ว่าคนพวกนั้นจะอยู่ใกล้ไกลแค่ไหนหูและดวงตาของพวกเขาก็สามารถเล็งเห็นและได้ยินเ
“ไม่ต้องกลัว”“คุณยาย อึก คุณยายเป็นใครคะ ทำไมถึงได้มีของแบบนี้”นิลตราเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่ยังคงสั่นเพราะต่อให้จะเคยอ่านหนังสือหรือดูละครที่เกี่ยวกับ เงาะป่า มาไม่น้อยเพราะเธอเป็นคนชอบวรรณคดีหรือละครไทย ๆ แต่พอมาเห็นของจริงก็อดจะกลัวไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่าของจริงกับสิ่งที่เป็นเพียงแค่บทประพันธ์มันเ
สองวันต่อมาการใช้ชีวิตอยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้ที่เต็มไปด้วยผู้คนรูปกายภายนอกแปลกตา แต่นิสัยภายในกลับไม่ได้ร้ายกาจแม้ว่าพวกเขาจะยังไม่วางใจพวกเธอมากเท่าไหร่ แต่เพราะประสบการณ์ที่เคยพบเจอผู้คนที่หลงเข้ามามีแต่เรื่องราวดี ๆ พวกเขาจึงไม่ได้ตั้งแง่คิดร้ายแล้วต่างคนต่างอยู่ไม่ได้มาทำอะไรให้เธอจะมีก็แต่แก๊







