로그인เพราะคำบอกเล่าจากคุณตาถึงภาพในป่าที่แสนงดงามจึงทำให้"เธอ"เสาะหาสถานที่นั้นเพื่อไปเห็นด้วยตาของตัวเอง แต่สิ่งที่พบกลับไม่ใช่เพียงแค่ภาพอันงดงามแต่คือ"หนุ่มรูปงาม"ที่แทบไม่อยากจะเชื่อว่ามีอยู่จริง
더 보기รถกระบะสองแถวสีแดงคันเก่าขับมุ่งหน้ามาตามถนนเส้นเล็กจากถนนคอนกรีตสู่ถนนพื้นดินที่ขรุขระ และสองฝั่งข้างทางเริ่มมีต้นไม้หนาทึบเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ อีกทั้งยังบรรยากาศยังเงียบสงบความรู้สึกหนึ่งคือสบายใจกับวิวทิวทัศน์ที่ถูกโอบล้อมด้วยธรรมชาติ แต่อีกความรู้สึกหนึ่งก็รู้สึกว่าหากมาคนเดียวในยามที่ท้องฟ้าเริ่มหม่นแสงคงจะเงียบเหงาและวังเวงไม่น้อย
อย่าใคร่รู้ นึกฝักใฝ่ ในสิ่งที่ไม่เคยพบเห็น
ดวงตากลมโตภายใต้แพรขนตาเรียงเส้นสวยไล่สายตาอ่านตัวอักษรสีขาวที่ถูกเขียนด้วยลายมือเส้นตวัดแบบไทย ๆ ราวกับถูกคัดเขียนโดยผู้มีความสามารถอยู่บนป้ายแผ่นไม้ข้างทางที่รถขับผ่านทางด้านซ้ายมือ
ก่อให้เกิดความสงสัยว่าเจ้าของลายมือนี้ต้องการจะสื่อสารอะไรกับผู้ที่พบเห็นกันแน่...
“นิล”
นิลตรา เจ้าของชื่อผู้มีใบหน้าเรียวเล็กรูปไข่ เรียวคิ้วทั้งสองข้างพาดรับบนใบหน้าได้อย่างพอเหมาะ จมูกโด่งสวยริมฝีปากก็เป็นกระจับสีชมพูอ่อน แต่งแต้มด้วยลิปสติกสีหวานทำให้เธอยิ่งดูอ่อนโยน
แต่นัยน์ตาสีดำคู่นั้นกลับเศร้าหมองเพราะเธอได้สูญเสีย คุณตา อันเป็นที่รักไปในระหว่างที่ท่านทำงาน ในสถานที่ที่เธอสองคนกำลังมุ่งหน้าไปสถานที่ที่เพื่อนของคุณตาเธอนั้นบอกว่าเป็นความผิดพลาดที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น
“นิลเชื่อจริง ๆ เหรอ ว่าเขาจะไม่หลอกนิลมาทำอะไร เพราะที่นี่มัน...ทำให้ฝุ่นรู้สึกไม่ปลอดภัยยังไงก็ไม่รู้ อีกอย่างมันก็นานหลายปีแล้วด้วย”
สีฝุ่น เพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของนิลตราผู้มีใบหน้าสวยหวานแต่สายตากลับเด็ดเดี่ยวและเป็นคนจริงจังกับทุกอย่างอีกทั้งยังร่าเริงและสดใส หากนิลตรานั้นเป็นความอ่อนโยนที่แสนอบอุ่น สีฝุ่นก็ไม่ต่างไปจากความใจดีที่แสนบริสุทธิ์แต่ก็แข็งแกร่งจนเป็นที่พึ่งทางใจให้แก่นิลตราได้เสมอ
แต่เมื่อกวาดสายตามองบรรยากาศโดยรอบก็ทำให้สีฝุ่นอดที่จะหวั่นใจจนต้องเปิดปากถามเพื่อนออกไปไม่ได้ อีกทั้งคนที่บอกสถานที่และเส้นทางในการมาครั้งนี้ยังเป็นเพื่อนของคุณตาของนิลตราซึ่งไม่รู้ว่าสามารถเชื่อถือและไว้ใจได้มากแค่ไหน
นิลตราจึงพับเก็บความสงสัยที่มีต่อข้อความบนป้ายนั้นไว้แล้วหันกลับมามองหน้าสีฝุ่นที่มองเธออยู่ก่อนแล้ว
“เชื่อเขาแค่เพียงนิดเดียว ที่เหลือนิลเชื่อสิ่งที่คุณตาเคยเล่าให้ฟัง”
“ที่ที่เรากำลังจะไปคุณตานิลเคยเล่าให้ฟังเหรอ แสดงว่าก็มีจริงใช่ไหม”
“นิลเชื่อว่ามีจริง เพราะทุกครั้งที่กลับจากที่นี่คุณตาจะมีเรื่องมาให้เล่าให้นิลฟังเสมอเลย”
“ฝุ่นเสียใจด้วยนะ”
“ขอบคุณนะ แต่นิลไม่เป็นอะไรแล้ว ก็แค่อยากมาดูด้วยตาตัวเองว่ามันจะสวยแค่ไหน จะมีอะไรหลาย ๆ อย่างที่ตาเคยบอกไหม หรือว่าความจริงแล้วตาจะแค่โม้แล้วเป็นเพียงแค่นิทานที่เล่าให้ฟังเฉย ๆ”
นิลตราเอ่ยพูดด้วยสีหน้าที่ประดับไปด้วยรอยยิ้มเพราะตลอดเวลาที่พูดก็คิดถึงใบหน้าและน้ำเสียงของคุณตาที่เธอจดจำได้เป็นอย่างดี แม้ว่าจะเป็นเวลานานหลายปีแล้วก็ตามที่ตาของเธอจากไป
ทำให้สีฝุ่นที่นั่งมองหน้าเพื่อนนั้นรู้สึกสงสารเพราะแววตาของนิลตรานั้นมันปกปิดความเสียใจไว้ไม่ได้เลย เพราะการสูญเสียคุณตาไปในครั้งนั้นมันทำให้นิลตราไม่เหลือใครเลยเนื่องจากพ่อแม่ของเธอก็จากไปตั้งแต่เธอยังเล็ก ๆ ปู่ย่าก็ไม่ได้ติดต่อหรือเลี้ยงดู ด้วยเพราะไม่ชอบแม่ของนิลตราที่เป็นคนจน เธอจึงมีแค่คุณตาคนเดียวเท่านั้นในชีวิต
แต่ในความอาภัพยังมีความโชคดีที่เธอมีเพื่อนอย่างสีฝุ่นอยู่เคียงข้าง แถมพ่อแม่สีฝุ่นนั้นก็ยังรักนิลตราไม่ต่างไปจากลูกสาวอีกคน
“ใช่ข้างหน้าหรือเปล่า”
สีฝุ่นที่ลุกขึ้นแล้วเดินมานั่งยังเบาะฝั่งเดียวกันกับนิลตราเอียงหน้าชะโงกออกไปมองทางเบื้องหน้าแล้วเอ่ยพูดขึ้นมาท่ามกลางความเงียบที่มีเพียงแค่เธอสองคนบนรถคันนี้ เพราะนิลตรานั้นเหมามาโดยเฉพาะเนื่องจากก่อนหน้านี้เธอตระเวนถามตามรถโดยสารว่าหากจะไปสถานที่นี้เธอต้องไปยังไงก็ไม่มีใครตอบได้แถมค้นหาข้อมูลตามที่ตาเคยบอกไว้ก็ไม่พบอะไร
ส่วนพวกคนรถบ้างก็บอกว่าต่อให้ขึ้นโดยสารไปได้ก็ต้องต่อรถอีกไกลแล้วพูดวกไปวนมา บ้างก็ว่าไม่รู้จัก ไม่เคยได้ยินชื่อสถานที่นี้มาก่อน
จนโชคดีได้มาเจอคุณตาใจดีที่บอกว่ารู้จักและยินดีจะพาไปส่งถึงที่ด้วยราคาแสนถูก จนนิลตรารู้สึกไม่ดีแล้วขอจ่ายเพิ่มแม้ว่าจะต้องขอร้องให้คุณตารับเงินนั้นไว้อยู่นานก็ตาม
เพราะจาก จังหวัดอยุธยา มาสถานที่แห่งนี้ที่อยู่ใน จังหวัดอุตรดิตถ์ มันก็ไกลพอสมควร
“น่าจะใช่นะ คุณตาจอดรถแล้ว”
“งั้นเรารีบลงกันเถอะ จะได้รีบกลับเพราะยังไม่ได้เข้าไปดูที่พักเลย ไว้พรุ่งนี้ค่อยมาอีกที วันนี้ถือว่าเดินสำรวจก่อน”
“ได้สิ”
ทั้งสองคนส่งยิ้มให้กันก่อนจะเดินจับมือลงจากรถไปหยุดยืนอยู่ข้างประตูฝั่งคนขับ แล้วเป็นนิลตราที่ก้มหน้ามองเข้าไปในรถที่คุณตาเองกำลังนั่งมองไปยังผู้คนที่ตั้งแผงขายของ ทำให้ทั้งสองคนรู้สึกหายใจหายคอสะดวกมากขึ้นที่อย่างน้อยก็ยังมีคนอยู่แถวนี้เยอะพอสมควร
“ที่นี่ใช่ไหมจ๊ะ”
“อืม ที่นี่แหละ...ม่านแดง”
“ม่านแดง?”
“ชุมชนม่านแดง”
“อ๋อ ค่ะ...งั้นเดี๋ยวคุณตารอพวกหนูสักพักนะคะ ขอเดินเข้าไปดูข้างในก่อนแล้วค่อยกลับที่พักค่ะ เพราะจะได้ถามคนแถวนี้ด้วยว่าถ้าจะมาเองต้องนั่งรถมายังไง”
นิลตราพูดบอกด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนแล้วส่งยิ้มไปให้คุณตา เนื่องจากก่อนหน้านี้ตกลงกันไว้ว่าคุณตาจะแค่มาส่งเท่านั้นส่วนการเดินทางระหว่างที่อยู่ที่นี่จนถึงตอนกลับพวกเธอจะหาทางกันเอง
ซึ่งยืนมองอยู่นานคุณตาก็ไม่ได้ตอบอะไรกลับมานิลตราจึงยืดตัวขึ้นยืนก่อนจะหันไปมองหน้าสีฝุ่นที่เอาแต่มองไปรอบ ๆ เป็นการเก็บรายละเอียดตามนิสัยคนช่างสังเกตของเธอ
“ว่าไง”
“บอกแล้ว เข้าไปกันเถอะ”
“ไปสิ ลุย!”
น้ำเสียงสดใสของสีฝุ่นทำให้นิลตรายิ้มออกมาบาง ๆ แล้วพากันเดินเข้าไปในพื้นที่เล็ก ๆ ที่โอบล้อมไปด้วยต้นไม้หนาทึบซึ่งมีชาวบ้านนั่งขายผักและปลาสดที่ถูกร้อยไว้กับเชือกกล้วยบนแคร่ไม้เกือบทั้งหมด ให้ความรู้สึกที่แปลกใหม่เพราะพวกเธอไม่ได้เห็นอะไรแบบนี้มานานมากแล้ว
ราวกับเป็นวิถีชีวิตที่ย้อนยุคไปในหลายปีก่อนก็ไม่ปาน
“เหมือนในหนังเก่า ๆ เลย”
สีฝุ่นที่เดินกอดแขนนิลตราแล้วมองไปตามแผงผักต่าง ๆ พูดบอกด้วยสายตาที่เป็นประกายและตื่นเต้น ซึ่งนิลตราเองก็คิดแบบนั้นแต่ตอนนี้กลับมีสิ่งหนึ่งที่ดึงดูดสายตาของเธอให้สนใจเพราะสังเกตอยู่ตลอดทางที่เดินผ่าน ว่าทุกร้านจะมีดอกไม้สีแดงนี้วางใส่ไว้ในกระจาดเล็ก ๆ เกือบทั้งหมด ดอกชบาสีแดง
“คุณยายคะ ที่นี่เรียกว่าชุมชนม่านแดงใช่ไหมคะ”
นิลตราตัดสินใจเอ่ยถามออกไปในตอนที่เดินมาจนถึงร้านสุดท้ายเพราะเธอจำที่ตาบอกได้แค่ว่าสถานที่ที่ตานั้นมาบ่อย ๆ คือม่านแดง แต่เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันเป็นป่าที่คนนิยมเดินไปตั้งแคมป์หรือสถานที่ท่องเที่ยวส่วนไหนของจังหวัดนี้จนเพิ่งกระจ่างก็ตอนที่ได้ยินคุณตาที่ขับรถพามาส่งพูดว่าที่แห่งนี้คือ ชุมชนม่านแดง
ทำให้คุณยายที่นั่งเรียงร้อยดอกดาวเรืองสีแปลกตาอย่างสีแดงนั้นเงยหน้าขึ้นมามองเธอด้วยสายตานิ่งเรียบ ก่อนจะก้มหน้าร้อยพวงมาลัยพวงใหญ่ต่อแล้วพูดบอกเธอเบา ๆ
“...จะเรียกแบบนั้นก็ได้”
“แล้วปกติถ้าจะมาต้องนั่งรถจากที่ไหนมาเหรอคะ มีรถมาที่นี่ไหม”
“เอ็งก็มาถึงแล้วนี่”
“เอ่อ อีกเดี๋ยวก็ต้องกลับแล้วค่ะ แต่พรุ่งนี้หนูจะมาใหม่เลยอยากรู้ว่าต้องมายังไงเพราะว่าคุณตาที่ขับรถมาส่งเขาจะกลับ...”
นิลตราเอ่ยพูดได้เพียงแค่นั้นก็ต้องเงียบไปเพราะเมื่อเธอละสายตาจากคุณยายแล้วเงยหน้ามองไปยังรถกระบะของคุณตาเธอใจดีที่เธอกำลังพูดถึง ก็พบว่าเขาไม่ได้จอดอยู่ที่เดิม และในระยะสายตาที่เธอกวาดมองก็ไม่มี
“ฝุ่น รถหายไปไหน”
“หรือว่าคุณตาเขากลับไปแล้ว นิลก็บอกไว้แล้วนี่ว่าแค่มาแวะแป๊บเดียวให้รู้เฉย ๆ ว่าที่นี่มีจริงและอยู่ตรงไหน แล้วค่อยไปส่งพวกเราที่โรงแรม”
“ใช่ นิลบอกแล้วจริง ๆ นะ รีบไปดูกันเถอะคงแค่ขับไปจอดรอเราอยู่ไม่ไกล แต่ต้นไม้อาจจะบังเราเลยไม่เห็น”
นิลตราพยายามคิดในแง่ดีแล้วกำลังจะพากันเดินกลับออกไป แต่เสียงของคุณยายก็ดังขึ้นมาเสียก่อนจนทำให้พวกเธอต้องหยุดชะงักแล้วหันมองหน้ากัน
“อย่าเพิ่งไป”
“...”
“ข้าให้...ถ้าจะอยู่ที่นี่ สิ่งนี้เป็นของสำคัญ”
เรือนผืนป่า“เอาไว้ครั้งหน้านิลจะทำอย่างอื่นให้พี่กินอีก”เสียงหวานเอ่ยบอกด้วยสีหน้าที่ประดับไปด้วยรอยยิ้มในขณะที่นั่งเอนกายพิงอกเขาอยู่บนแคร่ไม้ไผ่หน้าเรือนเพื่อดูพระจันทร์ที่คืนนี้นั้นเต็มดวงหลังจากที่มื้อค่ำได้ผ่านพ้นไปซึ่งแม้ว่าหมู่บ้านแห่งนี้จะถูกโอบล้อมไปด้วยต้นไม้ใหญ่แต่บริเวณหน้าเรือนของผืนป่ากลับมองเห็นได้อย่างชัดเจน“เอ็งทำอะไร พี่ก็กิน”“แม้ว่าจะไม่ถูกปากน่ะเหรอคะ”“ถูกหมดทุกอย่าง เพราะเอ็งทำ”“ปากหวานมากค่ะ”“ไม่ได้พูดเอาใจ พูดจริง”“เฮ้อ นิลมีความสุขจัง”นิลตราเงยหน้ามองเขาด้วยรอยยิ้มก่อนจะลากสายตามองไปยังดวงจันทร์ในขณะที่มือก็ประสานอยู่กับมือเขา แล้วไล้นิ้วมืออีกข้างเล่นหลังมือที่เต็มไปด้วยเส้นเลือดของเขาอย่างเพลิดเพลิน“พี่ก็รู้สึกไม่ต่าง”“นิลรักที่ป่ามาก ๆ เลยนะคะ”“พี่ก็รักเอ็ง”“รักนิลแบบนี้ไปนาน ๆ เลยได้ไหมคะ”“ทั้งชีวิตของพี่ รักแค่เอ็ง”นิลตราหลับตาลงด้วยความสุขอยู่ในอ้อมกอดเขาหลังจากที่ได้ยินคำบอกรักที่ไม่ว่าจะฟังกี่ครั้งก็ไม่เคยเบื่อ และเมื่อพูดจบผืนป่าก็ก้มหน้ามาหอมแก้มนิ่มและโอบกอดเธอไว้ด้วยสองแขนของเขา“พี่ป่าคะ”แต่หลับตาด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มได้เพียงไม่นานน
ตกค่ำเสียงริมฝีปากกดจูบยังผิวเนื้อบอบบางยังคงคลอเคล้าไปกับเสียงพูดคุยของเธอและเขาทำให้ภายในเรือนที่เคยเงียบเหงาอบอวลไปด้วยความสุขสมจนแทบไม่อยากออกไปไหน“ปากนี้ทำไมซนนักคะ”นิลตราที่กำลังนั่งหวีผมและส่องกระจกอยู่บริเวณโต๊ะไม้ไผ่ตัวเล็กที่ผืนป่าเป็นคนทำให้ เพื่อที่นิลตราจะได้ไว้วางของใช้ส่วนตัวพวกเครื่องประทินผิวที่เธอขนเอาเข้ามา แม้ว่าจะนำไปฝากน้ำอบเยอะพอสมควรแต่ที่มีเหลืออยู่ก็ไม่น้อยเลยใบหน้าสวยหันกลับไปมองคนหน้าหล่อที่นั่งชันเข่าซ้อนอยู่ด้านหลังเธอ ริมฝีปากก็กดจูบไปทั่วแผ่นหลังและหัวไหล่เล็กและดูเหมือนจะลามมาถึงแก้มขาวของเธอเสียแล้ว“ยังไม่อิ่ม”“เพราะงั้นต้องไปหาอะไรกินได้แล้วค่ะ”“กินเอ็ง”“หมดแล้วค่ะ หมดแรง”นิลตราหันมาย่นจมูกใส่เขาพร้อมกับเลื่อนใบหน้าเข้าไปหอมแก้มเขาทั้งซ้ายและขวาด้วยความมันเขี้ยว ก่อนจะลุกขึ้นนั่งคุกเข่าแล้วหันกลับมาหาเพื่อจับมือใหญ่ของเขาทั้งสองข้างเขย่าเบา ๆ ด้วยใบหน้าที่แสนอ้อน“พานิลไปเติมพลังหน่อย”“กินพี่”“ถ้าอยากให้นิลมีแรงมากินพี่ทั้งตัว ก็ต้องพานิลไปหาอะไรใส่ท้องก่อน หิวแล้ว”มือเรียวยกขึ้นลูบหน้าท้องแบนราบของตัวเองเพื่อบอกว่าตอนนี้เธอหิวมาก ซึ่งผืน
นิลตรามองตามนิ้วเรียวของเขาที่ยกขึ้นชี้ไปยังพุ่มไม้ที่อยู่ฝั่งตรงข้าม ซึ่งนิลตราจำได้ว่าตอนนั้นที่เธอกับสีฝุ่นมานั่งพักเหนื่อยรู้สึกได้ว่ากำลังถูกมอง“เห็นเอ็ง”“จริงเหรอคะ สวยแต่ก็โยนนิลทิ้งจนตัวปลิวเลย”“ก็แค่สวย แต่ยังไม่วางใจ ตอนนั้นไร้เสน่ห์”“ไร้เสน่ห์?!”“อืม”“ไร้เสน่ห์แต่ก็มองนิลไม่หยุดเลยนะคะ”พอได้ยินเขาบอกว่าเธอไร้เสน่ห์ทั้ง ๆ ที่นิลตราแอบคาดหวังว่าจะได้ยินเขาสารภาพว่าตกหลุมรักเธอตั้งแต่ครั้งแรกที่พบหน้า ก็มองหน้าเขาด้วยสายตาขุ่นเคืองแต่พอโดนเขาเลื่อนหน้าเข้ามาหอมแก้มราวกับกำลังง้อ ก็ถึงกับวางของที่อยู่ในมือแล้วหันกลับไปกอดเอวหนาแล้วซบหน้าอยู่กับแผงอกกว้าง“เลิกมองไม่ได้”“แสดงว่าพี่ก็มองนิลจริง ๆ สินะ แล้วทำไมถึงเลิกมองไม่ได้คะ”“ใจพี่เต้นแรง”“...”“เจอกี่ครั้งก็เห็นเพียงแค่เอ็งก่อนผู้อื่นเสมอ”“...”“หนักเข้าแม้แต่ตอนนอนก็ยังนึกถึงหน้าเอ็ง”“...”“พี่เลิกมองไม่ได้ จึงต้องนำเอ็งมาเป็นของพี่ จะได้มองทั้งตอนก่อนหลับและตอนตื่น”ยิ่งได้ฟังเขาพูดก็ยิ่งร้อนผ่าวไปทั้งใบหน้าเพราะไม่ใช่แค่เขาคนเดียวหรอกที่ชอบมอง เธอเองก็เอาแต่มองเขาไม่หยุดเหมือนกัน มีอย่างที่ไหนเห็นเขาเมื่อใดจะต
สองวันต่อมาน้ำตกบริเวณปากถ้ำผ้าสีแดงผืนใหญ่ถูกนำมาปูอยู่บริเวณริมลำธารก่อนจะวางกระจาดผลไม้มากมายที่ผืนป่าเป็นคนถือมาจากเรือนไว้ตรงกลาง และตามด้วยหนุ่มรูปงามอย่างเขาที่กึ่งนั่งกึ่งนอนชันขาขึ้นข้างหนึ่งพิงโขดหินมามองมาที่นิลตรา ซึ่งท่านี้เหมือนจะเป็นท่านั่งประจำของเขาแต่นิลตราที่เห็นประจำกลับไม่ชินเอาเสียเลยเพราะทั้งรูปร่าง ใบหน้าหล่อเหลา และสายตามีเสน่ห์ของเขายามที่นั่งแล้วมองมาที่เธอแบบนี้ มันยิ่งทำให้เขาหล่อมากขึ้นอย่างที่เธอไม่อาจจะหาคำไหนมาจำกัดความได้เลย“แดดแรงรึ”“ไม่นะคะ”“แล้วเหตุใดเมียพี่ถึงหน้าแดง”“...”“หรือมองหน้าพี่แล้วคิดอะไร”“ปะ เปล่านะคะ นิลไม่ได้คิดอะไรเลย”“คิดได้พี่ไม่ว่า คิดไว้แล้วค่อยกลับไปกระทำพี่ที่เรือน”“นิลเหรอทำ พี่นั่นแหละทำนิลไม่หยุด”คนตัวเล็กที่นั่งพับเพียบหันหลังพิงตัวเขาอยู่นั้นหันหน้ากลับไปพูดตัดพ้อด้วยความเขินอายเพราะตั้งแต่ที่เธอกลับมา เขาเอาแต่กอดเธอไว้ไม่ให้ห่างกายไม่ว่าจะทำอะไรก็จะต้องมีส่วนใดส่วนหนึ่งในร่างกายของเธอและเขาที่สัมผัสโดนกันเสมอเรียกได้ว่าหนุ่มในฝันที่เสพติดการสัมผัสโดนตัวนั้น เธอได้ผู้ชายคนนั้นมาครอบครองแล้ว“แล้วอยากให้พี่หยุ
เช้ามืดแม้ว่าจะไม่อยากจากและอยากยืดเวลาออกไปอีกสักหน่อย แต่เพราะมันก็จะทำให้เรื่องราวต่าง ๆ ยืดเยื้อไม่จบไม่สิ้น ผืนป่าจึงบอกให้เธอนั้นกลับไปในเช้ารุ่งขึ้นซึ่งก็คือวันนี้นิลตรากลับมาสวมใส่เสื้อผ้าชุดเดิมที่เธอใส่มาแล้วนั่งพับเพียบพนมมือไหว้ไว้กลางอกแล้วเงยหน้ามองไปยังหัวสวมของเธอที่ถอดวางไว้บนแท
สองวันต่อมาหลังจากวันที่เกิดเรื่องพร้อมกับคำขาดที่พ่อครูได้เอื้อนเอ่ย เดโชก็ต้องทำหน้าที่พาท่านทรงผลและลูกน้องที่สติล่องลอยราวกับคนไร้วิญญาณเดินออกไปจากหมู่บ้านและกลับออกไปจากป่าซึ่งพอทุกคนออกไปแล้วก็ราวกับได้สติแต่กลับจำไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง ขนาดไอ้ขามที่ร่างกายสะบักสะบอมจนถึงขั้นต้องเข
“พี่จะต้องคิดถึงและโหยหาเอ็งเป็นแน่”“นิลก็เหมือนกัน”เสียงทุ้มหล่อแสนมีเสน่ห์เอ่ยพูดเสียงเบาชิดพวงแก้มนิ่มแล้วมองจ้องลึกเข้าไปยังดวงตากลมโตอย่างสื่อความหมาย ในขณะที่มือก็ปลดปมผ้าพันอกออกไปจากร่างเล็กที่นั่งอยู่บนตักเพื่อให้เขาได้กอดรัดเนื้อตัวนุ่มนิ่มแนบชิดไปกับแผงอกกว้าง ทำให้นิลตราร้อนผ่าวไปทั้ง
“รู้ทั้งรู้ แต่มึงก็วางใจพามันมา!”“...”เสียงตวาดของพ่อครูเปลวเทียนที่ดังลั่นไปทั่วทั้งบริเวณทำให้ทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบ ไม่เว้นแต่ป่าอันกว้างใหญ่ที่ก็พลันเงียบเชียบชวนขนลุก“หรือคิดว่าพวกกูไม่ฆ่า เลยพากันได้ใจ”“...”“มึงจงรู้ไว้ ว่าตราบใดที่กูยังอยู่ ต่อให้ไม่มีผู้ใดลงมือกูนี่แหละจะทำเอง”น้ำ





