LOGINบ้านแม่เฒ่า
“อยู่ไม่ได้? ถ้าอยู่ที่นี่ไม่ได้แล้วพวกหนูจะเจอคนที่แม่เฒ่าบอกได้ยังไงล่ะคะ”
“แล้วแต่วาสนานำพา ถ้าพวกเอ็งจะรอดก็จะได้เจอ หากไม่รอดก็คงไม่ได้เจอ”
นิลตราและสีฝุ่นหันมองหน้ากันด้วยใบหน้าที่เริ่มซีดเพราะนี่ไม่ต่างไปจากการไล่พวกเธอให้ออกไปจากหมู่บ้าน แล้วหาทางเอาตัวรอดอยู่ในป่าเพื่อรอวาสนาได้เจอกับคนที่ไม่รู้ว่าจะเข้ามาในป่าลึกลับนี้เมื่อไหร่
นิลตราจึงนั่งเงียบไปสักพักเพื่อตั้งสติก่อนจะขยับเข้าไปใกล้แม่เฒ่าแล้วเอื้อมมือที่สั่นเทาไปจับมือเหี่ยวย่นของหญิงชราที่อยู่ตรงหน้ามากุมไว้
“แม่เฒ่า หนูกับเพื่อนไม่ได้มีเจตนาร้ายแล้วก็ไม่ได้มีใครมากับเรา พวกหนูมีกันแค่สองคนแล้วก็ไม่ได้ตั้งใจอยากมาที่นี่เพื่อทำให้ใครเดือดร้อน หมายถึงไม่ได้อยากทำให้คนที่นี่ซวย พวกหนูแค่อยากออกไปจากป่านี้...เพื่อกลับบ้าน”
“แล้วอย่างไร เอ็งจะให้ข้าช่วยงั้นรึ ข้าแค่หญิงแก่อยู่ที่นี่มาจนจะสิ้นลมยังไม่เคยออกไปไหน แล้วก็ไม่เคยมีใครออกไปมีแต่คนอย่างพวกเอ็งที่เข้ามา”
“...”
“ไม่เคยรู้มาก่อนด้วยซ้ำว่านอกจากป่าแห่งนี้มันมีคนอาศัยอยู่ที่อื่นอีก จนกระทั่งครั้งนั้น เฮ้อ...ข้าคิดไว้อยู่แล้วเชียวว่ามันจะต้องเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นอีก”
“พวกหนูก็ไม่เคยรู้ ไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้เหมือนกัน”
สีฝุ่นหันกลับไปมองยังหัวโขนเงาะที่มองทีไรก็รู้สึกกลัวทุกครั้งราวกับมีมนต์ขลังอะไรบางอย่าง ไม่ต่างไปจากนิลตราที่ไม่กล้าแม้แต่จะหันไปมองอีก เพราะแค่สามคนนั้น โดยเฉพาะคนที่เธอวิ่งอยู่แล้วหันกลับไปเห็นเข้า
ภาพของเขายังฝังลึกอยู่ในหัวจนหวาดกลัวไม่หาย
“แล้วถ้าไม่อยู่ที่นี่พวกหนูอยู่ที่ไหนได้คะ”
“ก็ทั้งป่า เอ็งอยากอยู่ที่ไหนกันก็อยู่”
“พวกเขาจะไม่ตามไปทำร้ายพวกหนูใช่ไหม”
นิลตราตัดสินใจเอ่ยถามออกไปตามตรงเพราะถ้าอยู่ไม่ได้เธอก็จะไม่อยู่ ในเมื่อก็ตั้งใจไว้ตั้งแต่แรกว่าจะมาที่นี่เพียงแค่ถามทางอีกทั้งยังไม่รู้ว่าหลังจากสลบไปใครพาพวกเธอมา แต่เดาว่าน่าจะเป็นฝีมือของพวกเขาตั้งแต่ยิงลูกดอกใส่พวกเธอ!
ซึ่งอยู่ต่อก็รู้สึกไม่ปลอดภัย เพราะฉะนั้นจึงต้องถามดักไว้เพราะแน่ใจว่าพวกเขาทั้งหมดรู้จักกัน นึกแล้วก็ขุ่นเคืองใจ เพราะถ้าคนพวกนั้นไม่วิ่งไล่พวกเธอจนเตลิดมาถึงนี่ ป่านนี้ก็คงจะหาทางกลับไปได้นานแล้ว
“พวกเราไม่ทำร้ายใคร”
“ค่ะ งั้นพวกหนูขอตัวลากลับเลยนะคะ ขอบคุณมาก ๆ เลยค่ะ”
นิลตรายกมือขึ้นไหว้ลาซึ่งแม่เฒ่าเองก็ทำเพียงแค่นั่งส่งยิ้มมาให้ สีฝุ่นที่ได้ยินนิลตราตัดสินใจแบบนั้นก็เข้าใจจึงยกมือขึ้นไหว้ตามก่อนที่พวกเธอจะค่อย ๆ ลุกขึ้นมาหยุดยืนอยู่หน้าประตูด้วยความรู้สึกที่ตื่นเต้นและหวาดกลัว กลัวว่าจะออกไปเจอคนพวกนั้น
“เห็นอะไรก็ทำเหมือนไม่เห็น แล้วก็จากไปเงียบ ๆ”
เสียงของหญิงชราที่นั่งอยู่พูดบอกราวกับเป็นคำเตือน นิลตราและสีฝุ่นจึงกลืนน้ำลายลงคอแล้วสูดลมหายใจเข้าปอดเป็นการเรียกกำลังใจ
“กรี๊ด! /กรี๊ด!”
“หนวกหู”
นิลตราแทบช็อกอีกครั้งเพราะถึงแม้จะคิดว่าเปิดประตูมาแล้วจะเจออะไรแต่ก็ไม่คิดว่าจะใกล้ขนาดนี้ ใกล้เสียจนหน้าเธอแทบจะทิ่มกับแผงอกกว้างของคนที่ยืนอยู่หน้าประตู
และเมื่อนิลตราถอยหลังออกห่างตามสัญชาตญาณซึ่งมันทำให้เห็นหน้าของเขาชัดเจนก็ยิ่งทำให้กลัว เพราะจำได้ว่าเมื่อคืนนี้เป็นเขานี่แหละที่ไล่ต้อนเธอ ทั้งสองคนเลย!
“เจ็บ!!!”
เสียงแหลมของนิลตราผู้ซึ่งอ่อนหวานและอ่อนโยนมาโดยตลอดแทบจะไม่เคยขึ้นเสียงใส่ใครเลยด้วยซ้ำ แต่ตอนนี้กลับทนไม่ไหวกับความรุนแรงที่แสนป่าเถื่อนเมื่อเขาตรงเข้ามาจับข้อมือเธอแล้วลากออกไปจากบ้านของแม่เฒ่า
และเพราะหน้าตาเขาที่มันราวกับหน้ากากที่ไร้ซึ่งอารมณ์และความรู้สึกว่ากำลังคิดอะไร เธอจึงเดาไม่ได้ว่าคนคนนี้กำลังคิดจะทำอะไรกับเธอ
“ปล่อยนะ! กำลังจะออกไปอยู่แล้วไม่ต้องมาไล่”
“...”
“หูนายไม่ได้ยินหรือไง บอกว่าเจ็บ!”
ตุบ!
“หุบปาก”
“ก็มาทำให้เจ็บทำไม”
นิลตราที่ถูกผืนป่าลากออกมาโยนทิ้งที่พื้น ย้ำว่าโยนทิ้ง! ห่างจากหมู่บ้านพอสมควร เอ่ยพูดด้วยดวงตาที่แดงก่ำและน้ำตาสีใสก็รินไหลออกมาอย่างห้ามไม่ได้
ไม่ต่างไปจากสีฝุ่นที่ล้มอยู่บนพื้นไม่ไกลกันจากฝีมือใครอีกคนที่เธอจำได้ว่าพวกเขาอยู่ด้วยกันเมื่อคืนนี้ แก๊งเงาะอันธพาล!
“ฮึก ใจดำ”
“...”
“ทั้งวิ่งไล่พวกเรามาจนถึงที่นี่ ทั้งหลอกให้กลัวจนแทบจะช็อกตาย แล้วยังมาใช้ความรุนแรงโยนพวกเราทิ้งแบบนี้อีก”
“...”
“เพราะฉะนั้นพวกนายต้องพาเรากลับไปที่น้ำตกนั่น”
แม้จะกลัวกับท่าทางถมึงทึงและรูปกายภายนอกที่ไม่เคยพบเห็น ยิ่งกลางวันที่มองทุกอย่างได้ชัดเจนยิ่งทำให้นิลตรารู้สึกกลัวเขาจับขั้วหัวใจ เปรียบได้ราวกับคนที่หลงเข้าไปในป่าแล้วเจอชนกลุ่มน้อยที่แสนป่าเถื่อน
ถ้าออกจากป่านี้ไปได้ มีลูกบอกลูก มีหลานบอกหลาน ว่าแท้จริงแล้วเงาะป่าไม่ได้บ้าใบ้และใจดีเหมือนในนิทาน!
“ไป”
“ไม่ไป พวกนายต้องพาไปส่ง”
“นิล”
“เดินกลับไปเองมีแต่จะหลงหนักยิ่งกว่าเก่า พวกนายต้องรับผิดชอบ”
สีฝุ่นมองนิลตราอย่างอึ้ง ๆ ที่เพื่อนแสนจะน่ารักและอ่อนโยนของเธอนั้นกล้าจะต่อปากต่อคำกับคนตรงหน้า แม้ว่าภายใต้สิ่งที่เคลือบพวกเขาไว้จะมีรูปลักษณ์เหมือนกับพวกเธอแต่แน่นอนว่าไม่รู้จิตใจและความคิดของเขา
ซึ่งหากก่อนหน้านี้นิลตราไม่ได้เจอแม่เฒ่าและฟังเรื่องราวจนพอจะรู้อะไรบ้าง เธอคงสติแตกเมื่อเห็นเขายิ่งกว่านี้!
นิลตราสูดลมหายใจเข้าปอดลึก ๆ ก่อนจะหลับตาลงเพื่อข่มกลั้นความกลัวแล้วลุกขึ้นยืนเผชิญหน้ากับร่างสูงที่ยืนนิ่งแล้วมองมายังเธอโดยไม่พูดอะไร
แต่เพียงแค่มือเรียวของนิลตรา ทำการรูดซิปกระเป๋าสะพายข้างแล้วล้วงมือเข้าไปเพื่อหมายจะหยิบบางอย่าง ร่างสูงของทั้งสองคนก็ก้าวขาถอยหลังหนึ่งข้างราวกับกำลังเตรียมพร้อมที่จะสู้
“ดะ เดี๋ยวก่อน! ไม่มีอะไร ใจเย็น ๆ ก่อนนะ”
นิลตรารีบพูดโพล่งออกไปเสียงดังเพราะเกรงว่าจะไม่ทันการแล้วพวกเขาจะปรี่เข้ามาทำร้ายเข้าเสียก่อน นิลตราดึงมือออกมาจากกระเป๋าพร้อมกับหยิบพวงมาลัยดอกดาวเรืองสีแดงที่คุณยายที่ตลาดให้พวกเธอไว้
ซึ่งไม่รู้ว่าอะไรดลใจให้พวกเธอที่หลงป่า อีกทั้งยังต้องมาวิ่งหนีพวกเขาจนแทบจะเหนื่อยตายแต่กลับไม่ยอมทิ้งพวงมาลัยแล้วเก็บมันไว้ในกระเป๋าอย่างดี
ดวงตากลมโตของนิลตรามองสบกับดวงตาของหัวสวมพร้อมกับก้าวเดินเข้าไปหาด้วยความนิ่งสงบ ก่อนที่สองมือเรียวที่ถือพวงมาลัยจะยื่นไปตรงหน้า
“ขอโทษที่บุกรุก ขอโทษที่ทำให้ตกใจ เราไม่ได้มาร้ายจริง ๆ”
เสียงหวานเอ่ยพูดด้วยความจริงใจในขณะที่มือก็ยื่นเข้าไปใกล้เพื่อหมายจะสวมพวงมาลัยที่ข้อมือของเขา
“นำทางพวกเรากลับไปที่เดิมได้ไหม”
สิ้นสุดเสียงหวานและก่อนที่พวงมาลัยจะคล้องที่ข้อมือเขาได้สำเร็จ มือหนาก็ปัดพวงมาลัยของนิลตราร่วงหล่นลงที่พื้นก่อนจะจับต้นแขนเธอด้วยความแรงแล้วผลักให้เธอหันหลังก้าวเดินไปข้างหน้า
“ไป”
เรือนผืนป่า“เอาไว้ครั้งหน้านิลจะทำอย่างอื่นให้พี่กินอีก”เสียงหวานเอ่ยบอกด้วยสีหน้าที่ประดับไปด้วยรอยยิ้มในขณะที่นั่งเอนกายพิงอกเขาอยู่บนแคร่ไม้ไผ่หน้าเรือนเพื่อดูพระจันทร์ที่คืนนี้นั้นเต็มดวงหลังจากที่มื้อค่ำได้ผ่านพ้นไปซึ่งแม้ว่าหมู่บ้านแห่งนี้จะถูกโอบล้อมไปด้วยต้นไม้ใหญ่แต่บริเวณหน้าเรือนของผืนป่ากลับมองเห็นได้อย่างชัดเจน“เอ็งทำอะไร พี่ก็กิน”“แม้ว่าจะไม่ถูกปากน่ะเหรอคะ”“ถูกหมดทุกอย่าง เพราะเอ็งทำ”“ปากหวานมากค่ะ”“ไม่ได้พูดเอาใจ พูดจริง”“เฮ้อ นิลมีความสุขจัง”นิลตราเงยหน้ามองเขาด้วยรอยยิ้มก่อนจะลากสายตามองไปยังดวงจันทร์ในขณะที่มือก็ประสานอยู่กับมือเขา แล้วไล้นิ้วมืออีกข้างเล่นหลังมือที่เต็มไปด้วยเส้นเลือดของเขาอย่างเพลิดเพลิน“พี่ก็รู้สึกไม่ต่าง”“นิลรักที่ป่ามาก ๆ เลยนะคะ”“พี่ก็รักเอ็ง”“รักนิลแบบนี้ไปนาน ๆ เลยได้ไหมคะ”“ทั้งชีวิตของพี่ รักแค่เอ็ง”นิลตราหลับตาลงด้วยความสุขอยู่ในอ้อมกอดเขาหลังจากที่ได้ยินคำบอกรักที่ไม่ว่าจะฟังกี่ครั้งก็ไม่เคยเบื่อ และเมื่อพูดจบผืนป่าก็ก้มหน้ามาหอมแก้มนิ่มและโอบกอดเธอไว้ด้วยสองแขนของเขา“พี่ป่าคะ”แต่หลับตาด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มได้เพียงไม่นานน
ตกค่ำเสียงริมฝีปากกดจูบยังผิวเนื้อบอบบางยังคงคลอเคล้าไปกับเสียงพูดคุยของเธอและเขาทำให้ภายในเรือนที่เคยเงียบเหงาอบอวลไปด้วยความสุขสมจนแทบไม่อยากออกไปไหน“ปากนี้ทำไมซนนักคะ”นิลตราที่กำลังนั่งหวีผมและส่องกระจกอยู่บริเวณโต๊ะไม้ไผ่ตัวเล็กที่ผืนป่าเป็นคนทำให้ เพื่อที่นิลตราจะได้ไว้วางของใช้ส่วนตัวพวกเครื่องประทินผิวที่เธอขนเอาเข้ามา แม้ว่าจะนำไปฝากน้ำอบเยอะพอสมควรแต่ที่มีเหลืออยู่ก็ไม่น้อยเลยใบหน้าสวยหันกลับไปมองคนหน้าหล่อที่นั่งชันเข่าซ้อนอยู่ด้านหลังเธอ ริมฝีปากก็กดจูบไปทั่วแผ่นหลังและหัวไหล่เล็กและดูเหมือนจะลามมาถึงแก้มขาวของเธอเสียแล้ว“ยังไม่อิ่ม”“เพราะงั้นต้องไปหาอะไรกินได้แล้วค่ะ”“กินเอ็ง”“หมดแล้วค่ะ หมดแรง”นิลตราหันมาย่นจมูกใส่เขาพร้อมกับเลื่อนใบหน้าเข้าไปหอมแก้มเขาทั้งซ้ายและขวาด้วยความมันเขี้ยว ก่อนจะลุกขึ้นนั่งคุกเข่าแล้วหันกลับมาหาเพื่อจับมือใหญ่ของเขาทั้งสองข้างเขย่าเบา ๆ ด้วยใบหน้าที่แสนอ้อน“พานิลไปเติมพลังหน่อย”“กินพี่”“ถ้าอยากให้นิลมีแรงมากินพี่ทั้งตัว ก็ต้องพานิลไปหาอะไรใส่ท้องก่อน หิวแล้ว”มือเรียวยกขึ้นลูบหน้าท้องแบนราบของตัวเองเพื่อบอกว่าตอนนี้เธอหิวมาก ซึ่งผืน
นิลตรามองตามนิ้วเรียวของเขาที่ยกขึ้นชี้ไปยังพุ่มไม้ที่อยู่ฝั่งตรงข้าม ซึ่งนิลตราจำได้ว่าตอนนั้นที่เธอกับสีฝุ่นมานั่งพักเหนื่อยรู้สึกได้ว่ากำลังถูกมอง“เห็นเอ็ง”“จริงเหรอคะ สวยแต่ก็โยนนิลทิ้งจนตัวปลิวเลย”“ก็แค่สวย แต่ยังไม่วางใจ ตอนนั้นไร้เสน่ห์”“ไร้เสน่ห์?!”“อืม”“ไร้เสน่ห์แต่ก็มองนิลไม่หยุดเลยนะคะ”พอได้ยินเขาบอกว่าเธอไร้เสน่ห์ทั้ง ๆ ที่นิลตราแอบคาดหวังว่าจะได้ยินเขาสารภาพว่าตกหลุมรักเธอตั้งแต่ครั้งแรกที่พบหน้า ก็มองหน้าเขาด้วยสายตาขุ่นเคืองแต่พอโดนเขาเลื่อนหน้าเข้ามาหอมแก้มราวกับกำลังง้อ ก็ถึงกับวางของที่อยู่ในมือแล้วหันกลับไปกอดเอวหนาแล้วซบหน้าอยู่กับแผงอกกว้าง“เลิกมองไม่ได้”“แสดงว่าพี่ก็มองนิลจริง ๆ สินะ แล้วทำไมถึงเลิกมองไม่ได้คะ”“ใจพี่เต้นแรง”“...”“เจอกี่ครั้งก็เห็นเพียงแค่เอ็งก่อนผู้อื่นเสมอ”“...”“หนักเข้าแม้แต่ตอนนอนก็ยังนึกถึงหน้าเอ็ง”“...”“พี่เลิกมองไม่ได้ จึงต้องนำเอ็งมาเป็นของพี่ จะได้มองทั้งตอนก่อนหลับและตอนตื่น”ยิ่งได้ฟังเขาพูดก็ยิ่งร้อนผ่าวไปทั้งใบหน้าเพราะไม่ใช่แค่เขาคนเดียวหรอกที่ชอบมอง เธอเองก็เอาแต่มองเขาไม่หยุดเหมือนกัน มีอย่างที่ไหนเห็นเขาเมื่อใดจะต
สองวันต่อมาน้ำตกบริเวณปากถ้ำผ้าสีแดงผืนใหญ่ถูกนำมาปูอยู่บริเวณริมลำธารก่อนจะวางกระจาดผลไม้มากมายที่ผืนป่าเป็นคนถือมาจากเรือนไว้ตรงกลาง และตามด้วยหนุ่มรูปงามอย่างเขาที่กึ่งนั่งกึ่งนอนชันขาขึ้นข้างหนึ่งพิงโขดหินมามองมาที่นิลตรา ซึ่งท่านี้เหมือนจะเป็นท่านั่งประจำของเขาแต่นิลตราที่เห็นประจำกลับไม่ชินเอาเสียเลยเพราะทั้งรูปร่าง ใบหน้าหล่อเหลา และสายตามีเสน่ห์ของเขายามที่นั่งแล้วมองมาที่เธอแบบนี้ มันยิ่งทำให้เขาหล่อมากขึ้นอย่างที่เธอไม่อาจจะหาคำไหนมาจำกัดความได้เลย“แดดแรงรึ”“ไม่นะคะ”“แล้วเหตุใดเมียพี่ถึงหน้าแดง”“...”“หรือมองหน้าพี่แล้วคิดอะไร”“ปะ เปล่านะคะ นิลไม่ได้คิดอะไรเลย”“คิดได้พี่ไม่ว่า คิดไว้แล้วค่อยกลับไปกระทำพี่ที่เรือน”“นิลเหรอทำ พี่นั่นแหละทำนิลไม่หยุด”คนตัวเล็กที่นั่งพับเพียบหันหลังพิงตัวเขาอยู่นั้นหันหน้ากลับไปพูดตัดพ้อด้วยความเขินอายเพราะตั้งแต่ที่เธอกลับมา เขาเอาแต่กอดเธอไว้ไม่ให้ห่างกายไม่ว่าจะทำอะไรก็จะต้องมีส่วนใดส่วนหนึ่งในร่างกายของเธอและเขาที่สัมผัสโดนกันเสมอเรียกได้ว่าหนุ่มในฝันที่เสพติดการสัมผัสโดนตัวนั้น เธอได้ผู้ชายคนนั้นมาครอบครองแล้ว“แล้วอยากให้พี่หยุ
“พี่ไม่ปล่อยให้เอ็งตกหรอก”“...”“มีแต่จะปล่อยให้เอ็งแตก...ซ้ำแล้วซ้ำเล่า”ประโยคสุดท้ายเขากระซิบเสียงเบาชิดแก้มใสก่อนจะแนบริมฝีปากร้อนพรมจูบคลอเคลียไม่ห่าง แล้วพาเธอมาหยุดยืนอยู่บริเวณริมหน้าต่างสร้างความตื่นเต้นให้หัวใจดวงเล็กทำงานหนักและรีบเบียดชิดเข้าหาเขาด้วยความกลัวกลัวว่าเขาจะเปิดมันออก เพราะว่าเขามั่นใจในคาถาวิชาของตัวเองจนแทบจะพาเธอเดินแก้ผ้าลงเล่นน้ำในทุกคืนอยู่แล้ว“กลัวพี่เปิดรึ”“แล้วคิดจะเปิดหรือเปล่าล่ะคะ”“หากเอ็งร้อนพี่จะช่วยเปิด”“เปิดหมดทั้งหลังคานิลก็ไม่หายร้อนหรอก เพราะตัวต้นเหตุที่ทำให้นิลร้อน ยังกอดนิลไม่ปล่อยอยู่แบบนี้”“ไม่ปล่อย จวบจนถึงเช้าพี่ก็ไม่ปล่อย”ปึก!“อ๊า นิลจุกนะ”“จุกหรือถูกใจ หน้าเอ็งแดงก่ำ แววตาเป็นประกายถึงเพียงนี้”“คนขี้แกล้ง”เมื่อไม่อาจจะเถียงชนะเขาได้นิลตราก็ซบหน้าเข้าหาไหล่กว้างเพื่อหลบสายตาที่แสนจะเจ้าเล่ห์ ในขณะที่ผืนป่าเองปกติมักจะทำหน้านิ่งกลับยิ้มได้บ่อยเมื่ออยู่กับเธอริมฝีปากนุ่มกดจูบยังกลุ่มผมหอมแล้วกอดรัดเนื้อตัวนุ่มนิ่มให้แนบชิดอยู่กับตัวเขาแล้วขยับเอวสอดใส่เข้าออกในร่องสีหวาน ที่บัดนี้เริ่มแดงช้ำเพราะโดนกระทำติดต่อกันโดยไม่ให้เ
ท่อนเนื้อแข็งถูกสอดใส่เข้าไปในร่องรักเปียกแฉะและกดแช่ค้างไว้จนนิลตราสั่นเทิ้มด้วยความเสียวกระสัน เพราะความยาวของเขาที่เข้าไปโดนตุ่มไตที่ไวต่อความรู้สึกและอ่อนไหวของเธอนั้น ทำเอาแทบจะเสร็จตั้งแต่ที่เขายังไม่ทันจะได้ขยับ“เป็นอย่างไร ลึกอีกดีไหม”“พะ พอแล้วพี่ป่า นิลจะแตก”“แตกแล้วอย่างไร เอ็งแตกได้อีกซ้ำ ๆ”“อื้อ ของพี่มันใหญ่นะ กดเข้ามาแบบนี้นิลได้ตายพอดี”นิลตรานั่งงอตัวแล้วเอ่ยพูดด้วยความงอแงสองมือที่วางอยู่บนไหล่กว้างก็ออกแรงจิกข่วนฝังไปในผิวเนื้อของเขาเพื่อระบายความรู้สึก แต่ผืนป่าก็ไม่ได้ว่าเพราะนอกจากเขาจะไม่เจ็บยังชอบให้เธอทำลอยทิ้งไว้บนตัวเขาด้วยซ้ำ“อ่า รัดพี่แน่นนัก”“นิลรัดพี่แน่น หรือของพี่ใหญ่จนเต็มของนิลกันแน่”“ใหญ่แค่ไหนเอ็งก็ครอบครองพี่ไว้ได้ทั้งหมด”ผืนป่าเลื่อนหน้าเข้ามากระซิบชิดใบหูเล็กแล้วแลบลิ้นปาดเลียสลับกับขบกัดด้วยความมันเขี้ยวจนนิลตราต้องเอียงคอหนีด้วยความขนลุก“เห็นทีว่าเอ็งจะใหญ่กว่า”“อ๊ะ ของนิลไม่ได้ใหญ่สักหน่อยเพราะพี่นั่นแหละที่เข้ามา...ขยายมัน”“พี่เชื่อ เห็นอยู่เต็มตาว่ามันขยายปริออกถึงเพียงนี้”“พี่ป่าอย่า อ๊า!”นิลตราโต้เถียงอย่างไม่ยอมด้วยใบหน้างอง
เช้ามืดแม้ว่าจะไม่อยากจากและอยากยืดเวลาออกไปอีกสักหน่อย แต่เพราะมันก็จะทำให้เรื่องราวต่าง ๆ ยืดเยื้อไม่จบไม่สิ้น ผืนป่าจึงบอกให้เธอนั้นกลับไปในเช้ารุ่งขึ้นซึ่งก็คือวันนี้นิลตรากลับมาสวมใส่เสื้อผ้าชุดเดิมที่เธอใส่มาแล้วนั่งพับเพียบพนมมือไหว้ไว้กลางอกแล้วเงยหน้ามองไปยังหัวสวมของเธอที่ถอดวางไว้บนแท
“รู้ทั้งรู้ แต่มึงก็วางใจพามันมา!”“...”เสียงตวาดของพ่อครูเปลวเทียนที่ดังลั่นไปทั่วทั้งบริเวณทำให้ทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบ ไม่เว้นแต่ป่าอันกว้างใหญ่ที่ก็พลันเงียบเชียบชวนขนลุก“หรือคิดว่าพวกกูไม่ฆ่า เลยพากันได้ใจ”“...”“มึงจงรู้ไว้ ว่าตราบใดที่กูยังอยู่ ต่อให้ไม่มีผู้ใดลงมือกูนี่แหละจะทำเอง”น้ำ
เรือนผืนป่ามือเรียวลูบไล้กรอบหน้าสวยหลังจากที่เขาทำการถอดหัวสวมออกไปให้เธอ แล้วมองดูคนรักที่นอนหลับตาพริ้มด้วยอารมณ์ที่ยังคงคุกรุ่นก่อนจะโน้มใบหน้าเข้าไปจรดริมฝีปากประทับจูบยังหน้าผากใสด้วยความรักใคร่และหวงแหน“พี่ป่า”นิลตราที่ถูกแม่เฒ่าทำการปัดเป่าและคลายมนต์คาถาเอ่ยเรียกหาเขาเป็นคนแรกหลังจากที่
เรือนผืนป่าดวงตากลมโตของนิลตราจับจ้องมองไปยังแผ่นหลังกว้างของผืนป่าที่นอนหันหลังให้เธอด้วยความรู้สึกที่พูดไม่ออก เพราะตั้งแต่ที่เธอกลับมาที่เรือนเขาก็ไม่แม้แต่จะมองหน้าเธอหรือพูดด้วยสักคำพรึบนิลตราที่ทนต่อความรู้สึกอึดอัดภายในใจไม่ไหวหยัดกายลุกขึ้นนั่งหันหน้าไปยังร่างสูงที่นอนหลับตา แล้วค่อย ๆ เ







