เข้าสู่ระบบจ้าวสวี่มีความทรงจำอันเลือนรางเกี่ยวกับจวนอันเล่อโหวทั้ง ๆ ที่นางเป็นบุตรสาวของอันเล่อโหวคนนั้น ส่วนสิ่งที่นางจำได้เป็นอย่างดีคือความลำบากที่บ้านชนบทของตระกูลจ้าว เพราะมารดาของนางเป็นเพียงสตรีจากตระกูลที่ล่มสลาย บิดาหน้าบางมิอาจทนรับความอัปยศได้ จึงไล่ส่งมารดาและนางมายังบ้านชนบทอันไร้ความเจริญ อยู่ไปวัน ๆ อย่างไร้ความหมาย
ส่วนเหตุที่ตระกูลของมารดาล่มสลายก็เพราะท่านลุงใหญ่ของนางเลือกทางที่ผิด คบคิดกับคนชั่วช้าหวังแย่งชิงตำแหน่งรัชทายาทให้กับสหายผู้เป็นถึงชินอ๋อง สุดท้ายก็ไม่พ้นต้องโทษกบฏจนตัวตาย ครอบครัวแตกฉานซ่านเซ็นไปทั่ว ถูกคนดูถูกเหยียดหยาม ใช้ชีวิตดั่งทาสชั้นต่ำ แม้กระทั่งบิดาสิ้นใจนางก็ไม่ได้รับอนุญาตให้กลับไปเคารพศพด้วยซ้ำ
ยิ่งหลังจากพี่ชายต่างมารดาของนางสืบทอดตำแหน่งอันเล่อโหว ก็เหมือนว่าตัดขาดกับพวกนางแม่ลูกไปอย่างสิ้นเชิง
ทว่าชีวิตที่เต็มไปด้วยความลำบาก กลับมีโอกาสมาถึงที่หน้าประตู เมื่ออันเล่อโหวผู้เป็นท่านพี่ต่างมารดาของนางมาตามตัวนางให้กลับจวน...
นั่นมิใช่เพราะความเมตตาจากเล่ออันโหวคนใหม่ มิใช่ว่าความอับอายในวันนั้นหมดสิ้นไป แต่เพราะจวนเล่ออันโหวกำลังตกที่นั่งลำบาก
สตรีในจวนที่ยังไม่ได้ออกเรือน จะถูกส่งไปสมรสกับเจิ้นเป่ยอ๋องตามที่ฮ่องเต้มีราชโองการ เดิมทีนั้นอาจจะเป็นคุณหนูจากจวนไหนก็ได้ ทว่าเล่ออันโหวต้องการจะสร้างผลงานจึงเสนอตัว แต่เมื่อกลับไปที่จวนก็ไร้ผู้คนอาสา ทว่าเพื่อไขว่คว้าสิ่งที่ตนปรารถนาจึงได้แต่เรียกบุตรสาวของอนุภรรยาที่ต่ำต้อยเช่นตนกลับไป เพื่อชุบตัวเสียใหม่และส่งไปเป็นชายาเจิ้นเป่ยอ๋อง
มารดาของนางร่ำไห้ คุกเข่าต่อหน้าบ่าวรับใช้ที่อันเล่อโหวส่งมารับตัวนาง ไม่อยากให้ชีวิตที่เหลือของบุตรสาวเพียงคนเดียวอย่างนางต้องเหมือนตกนรกทั้งเป็น เพราะต่อให้ที่นี่จะอยู่ห่างไกลแต่ชื่อเสียงของเจิ้นเป่ยอ๋องก็แว่วดังมาถึงอยู่ดี กระนั้นก็ช่างน่าขันที่บ่าวผู้นั้นมองอย่างเหยียดหยันผลักไสมารดาของจ้าวสวี่จนล้มพับ ในตอนนั้นจ้าวสวี่ก็รับรู้ได้ในทันทีว่าศักดิ์ศรีของนางและมารดานั้นไม่เหลือแม้แต่น้อย ต่อให้นางไม่ยินยอม หากไม่ตายไปเสียตอนนี้อย่างไรเสียตระกูลจ้าวก็จะจับตัวนางไปอยู่ดี
“ข้ายอมไปกับพวกท่าน”
“สวี่เอ๋อร์”
“ข้าขอเวลาพูดกับท่านแม่สักครู่เถิด”
เมื่อเอ่ยเช่นนั้น บ่าวของอันเล่อโหวที่เชิดหน้าชูคอก็ยอมถอยให้ ในขณะที่มารดาของจ้าวสวี่เอาแต่พร่ำพูดว่าไม่ได้ ไม่ถูกต้อง ไยตนต้องตัดสินใจโง่เขลาเช่นนี้ด้วย จ้าวสวี่ก็ทำเพียงประดับยิ้ม นางมีตัวเลือกมากมายนักหรือถึงจะทำอะไรก็ได้
ไม่เลยต่างหาก
นางค่อย ๆ ประคองมารดาของตัวเองที่ถูกผลักจนล้มให้ลุกขึ้น พาไปนั่งพัก และค่อย ๆ พูดอย่างใจเย็น
“ข้ายินดีทำตามที่อันเล่อโหวต้องการ”
“สวี่เอ๋อร์ แต่เจ้า—”
“ท่านแม่วางใจ ข้าจะถนอมชีวิตตัวเองให้ดีที่สุด ท่านเคยสอนข้าว่าตราบใดที่ยังมีชีวิตก็ยังยอมแพ้ไม่ได้ไม่ใช่หรือ วางใจเถิด”
สีหน้าของผู้เป็นมารดายังคงไม่สู้ดี ทว่านางกลับพยายามพูดปลอบให้มารดาอย่าได้กังวล หาข้ออ้างดี ๆ ขึ้นมาในเรื่องที่เกิดขึ้น
“อย่างน้อยแต่งให้เจิ้นเป่ยอ๋องก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องแย่ เขาเป็นอ๋อง ข้าก็เป็นพระชายาของเขามิใช่หรือ”
“แต่เจิ้นเป่ยอ๋องโหดเหี้ยมอำมหิต ต่อให้เป็นวีรบุรุษแต่ด้วยนิสัยมีหรือที่เขาจะถนอมเจ้าดุจไข่มุกล้ำค่าในมือ คนอย่างเขา...คงไม่รู้จักวิธีถนอมสตรีด้วยซ้ำ แม้แต่มารดาของเขา เขายัง...”
มารดาของนางแม้จะพูดก็ยังพูดไม่ออก ชื่อเสียงอันโหดเหี้ยมอำมหิตของเจิ้นเป่ยอ๋องนั้นยากจะยอมรับได้ แต่ถึงกระนั้นนางก็พยายามหาข้ออ้างมาทัดทานอคติในใจของผู้เป็นมารดา
“นั่นเพราะมารดาของเขาทำผิดต่อบิดาและเขาก่อนมิใช่หรือ”
นางมิได้ออกรับหน้าแทนเจิ้นเป่ยอ๋อง แค่ยกข้ออ้างมาทำให้มารดาของนางสบายใจ
“ก็ใช่ แต่คนผู้นี้นิสัยเด็ดขาด มิรู้ผ่อนหนักผ่อนเบา เกรงว่าหากเจ้าทำผิดแม้เพียงนิดเดียวก็จะมีภัยถึงแก่ชีวิต”
“อย่างไรข้าก็เป็นชายาที่ฮ่องเต้พระราชทาน เขาต้องยำเกรงบ้าง อีกอย่างข้ายินยอมไปในครั้งนี้ สกุลจ้าวก็ถือว่าติดหนี้บุญคุณของเรา”
“เรื่องนั้นเทียบกับชีวิตของเจ้าได้หรือ เพื่อเรื่องพวกนั้นต้องแลกด้วยชีวิตที่เหลืออยู่ของเจ้าคุ้มกันหรือ”
จ้าวสวี่ระบายยิ้มจาง เอื้อมไปกุมมือมารดาของตนเอาไว้ แล้วเอ่ยอย่างคนไร้สิ้นหนทาง “เดิมทีเราก็ไม่ได้มีทางเลือกมากมายอยู่แล้ว ขอท่านแม่อย่ากังวลไปเลย ครั้งนี้ลูกตัดสินใจแล้ว”
“สวี่เอ๋อร์...เพราะแม่เอง เพราะแม่เองที่ทำให้เจ้าต้องมาลำบาก”
“หาใช่ความผิดท่าน แต่ผิดของพี่น้องจึงทำให้ท่านต้องอยู่อย่างลำบากในวันนี้ ท่านแม่อย่าโทษตัวเองเลย ในเมื่อเป็นเช่นนี้แล้วข้าอยากให้ท่านอวยพรข้า หากชีวิตนี้มีวาสนาข้าจะพาท่านออกจากที่นี่”
“...สวี่เอ๋อร์เป็นเด็กดี อย่างไรสวรรค์ต้องคุ้มครอง ขอให้เจ้าปลอดภัยจากอันตรายทั้งปวง”
“ขอบคุณท่านแม่”
สิ่งที่นางปรารถนาก็มีเพียงเท่านี้ นางไม่คิดหลบชะตาของตัวเองในครั้งนี้ เพียงต้องการจากที่นี่ไปโดยที่มารดาเข้าใจ และไม่ถือโทษว่าเป็นความผิดของตนเอง ส่วนเรื่องต่อจากนี้จะดีหรือร้ายก็แล้วแต่สวรรค์เถิด
จ้าวสวี่เป็นคนส่งท่านอ๋องให้ออกเดินทางไปสมทบกับตวนอ๋อง หลังจากนั้นก็ได้รับข่าวมาเป็นเนือง ๆ ว่าสถานการณ์เป็นเช่นไรบ้างถือว่าการกระทำในครั้งนี้ตวนอ๋องวางแผนมานานปีได้อย่างรอบคอบและรัดกุม เพราะใช้เวลาไม่ถึงเดือนก็เข้าคุมราชสำนักของต้าจิ้นเอาไว้ได้ สำเร็จโทษฮ่องเต้ที่ไร้ความสามารถ เนรเทศขุนนางทรยศ และจัดสรรขุนนางในราชสำนักใหม่ พร้อมกับขึ้นนั่งบัลลังก์เป็นชิงเหอฮ่องเต้ ส่วนจางหยาหรงก็ขึ้นเป็นฮองเฮานับว่าการใหญ่ในครั้งนี้ลุล่วงไปด้วยดี และท่านอ๋องของจ้าวสวี่ก็มิได้แปดเปื้อนจากเรื่องนี้ เจิ้นเป่ยอ๋องยังคงเป็นเจิ้นเป่ยอ๋องที่ผดุงความถูกต้อง และได้เป็นผู้ปกครองดินแดนเจิ้นเป่ยแห่งนี้ต่อซึ่งเมื่อได้ข่าวการแต่งตั้งจากวังหลวงแล้ว คล้อยหลังจากนั้นได้เพียงครึ่งเดือน สตรีที่เฝ้ารอการกลับมาของสามีก็บรรลุความปรารถนาในวันที่ท้องฟ้าสดใส มีสายลมอ่อน ๆ โชยพัดมา แม้อากาศรอบตัวจะหนาวไม่คลาย แต่ร่างของจ้าวสวี่กลับอุ่นซ่านเพราะถูกตระกองกอดไว้ในอ้อมแขนของท่านอ๋องที่กลับมาพร้อมกับชัยชนะ&ldquo
จ้าวสวี่จำได้ว่าตนนั่งทรมานอยู่ในรถม้าอันโคลงเคลง จนคุณชายเจิ้งต้องฝังเข็มให้นางนั้นหลับใหลมาตลอดทาง ในตอนนี้ที่ตื่นลืมตาขึ้นมาจึงพบว่าไม่ได้นั่งอยู่ในรถม้าอีกแล้วจึงนึกแปลกใจ แต่เพราะเพิ่งตื่นอะไรต่อมิอะไรจึงต้องใช้เวลาเพื่อตั้งสติ แต่สิ่งที่รั้งให้นางกลับมามีสติได้ดีที่สุดคือเสียงที่ดังก้องอยู่ข้าง ๆ หู“สวี่เอ๋อร์”เสียงเรียกที่นางคุ้นเคย...“สวี่เอ๋อร์”จ้าวสวี่หันไปยังต้นเสียงที่ดังอยู่ไม่ไกล ก็พบว่าเป็นท่านอ๋องของนางที่กำลังกุมมือและเอ่ยเรียกนางอย่างแผ่วเบา เมื่อนางหันมองเขารอยยิ้มบนใบหน้าก็เจิดจ้าราวกับดวงตะวัน“ทะ...ท่านอ๋อง”“ตื่นแล้วหรือ...เป็นอย่างไรบ้าง เจ็บตรงไหนไหม ไม่สบายตรงไหนเร่งบอกข้าเร็ว”“ไม่...ไม่เจ้าค่ะ” จ้าวสวี่ปฏิเสธ ก่อนจะชันตัวขึ้น แต่ก็มีท่านอ๋องเร่งช่วยเหลือด้วยสีหน้ากังวล“รีบลุกขึ้นมาทำไม ไยไม่พักผ่อนต่อเล่า”จ้าวสวี่ประดับรอยยิ้มเอาไว้ไม่คลาย แ
เมื่อเจิ้นเป่ยอ๋องออกจากเมืองหลวง ก็เป็นไปตามคาด ฮ่องเต้ส่งคนติดตามเจิ้นเป่ยอ๋องไปตลอดทาง อาจเพราะคนที่ติดตามเจิ้นเป่ยอ๋องในครั้งนี้มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้น และเพื่อมาดูให้มั่นใจว่ามีเพียงเจิ้นเป่ยอ๋องที่กลับเหลียนเซียวมิได้มีการเจ้าเล่ห์ใช้แผนการใดเพื่อลักลอบพาตัวชายากลับไปพร้อมตนเพราะมีคนมากมายเล่าลือถึงความรักอันลึกซึ้งที่เจิ้นเป่ยอ๋องมีให้พระชายา ฮ่องเต้จึงนำเรื่องนี้มาเป็นข้อต่อรอง แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่วางพระทัย ให้คนติดตามมาด้วยเพื่อให้มั่นใจว่าอ๋องแห่งเจิ้นเป่ยจะไม่ทรยศแต่ก็ไม่รู้ว่าพระองค์มั่นใจได้อย่างไรว่าคนพวกนั้นจะรอดพ้นสายตาของเจิ้นเป่ยอ๋อง และมีความสามารถมากพอจะรอดพ้นเงื้อมมือของท่านอ๋องแห่งเจิ้นเป่ยไปได้ เพราะเมื่อควบม้าเข้ามายังดินแดนเจิ้นเป่ย ขบวนม้าของเจิ้นเป่ยอ๋องก็หยุดลง เหล่าทหารแห่งกองทัพเจิ้นเป่ยก็ออกมาจากที่ซ่อนรอรับคำสั่งจากเจิ้นเป่ยอ๋อง“ใครเข้ามายังเขตแดนเจิ้นเป่ย...ฆ่าไม่เว้น”คำสั่งสั้น ๆ ที่ทำให้เหล่าทหารดาหน้าค้นหาที่ติดตามเจิ้นเป่ยอ๋อง
กู้เหิงตั้งสติอยู่ในรถม้าครู่หนึ่ง เมื่อรถม้ามาหยุดอยู่หน้าจวนตวนอ๋อง เขาพยายามรวบรวมสติ และลงจากรถม้า เดินไปตามทางพร้อมกับหัวใจที่หนักอึ้งหลี่เชียนกล่าวว่านางรับรู้ทุกอย่างมาโดยตลอด และสามารถตั้งรับกับเรื่องพวกนั้นทั้งหมดได้ สมกับเป็นชายาของเจิ้นเป่ยอ๋องแต่ใครจะรู้จักนางดีเท่าตนกัน...กู้เหิงยืนอยู่หน้าประตูห้องที่จ้าวสวี่อยู่ เมื่อครู่นี้สาวใช้ของนางเพิ่งออกมาและแจ้งว่านางอยู่ข้างใน กู้เหิงก็ไม่ได้ถามอะไร เข้าไปยังด้านในก็เห็นว่าจ้าวสวี่กำลังนั่งปักผ้าของนางไปพลาง แต่เมื่อได้ยินฝีเท้าของตนนางก็คิดว่าเป็นสาวใช้ของนางจึงเอ่ยปากสั่ง“ท่านพี่หยาหรงแจ้งว่าท่านอ๋องจะกลับมาพักที่นี่ก่อนคืนหนึ่งแล้วเร่งเดินทาง เจ้าไปเตรียมของท่านอ๋องให้พร้อม ขาดเหลืออะไรก็เร่งหา จะได้ไม่เสียเวลา”นางเอ่ยสั่งทุกอย่างด้วยน้ำเสียงเรียบ ราวกับไม่มีเรื่องทุกข์ใจ แต่บ่าเล็ก ๆ ของนางนั่นต่างหากที่กำลังแบกรับอะไรเอาไว้มากมายจนนางดูตัวเล็กลงถนัดตากู้เหิงเดินเข้าไปใกล้กับแผ่นหลังเล็ก ก่อนจะค่อย ๆ กอดนางจากด้านหลังแม้ว่าจ้าวสวี่จะสะดุ้งตกใจในคราแรก แต่เมื่อนาง
กู้เหิงอดทนอยู่ในคุกได้ราว ๆ ครึ่งเดือนก็มีเรื่องแว่วเข้าหูว่าชายแดนมีการเคลื่อนไหว มีศัตรูที่รู้ว่าเจิ้นเป่ยอ๋องถูกกักตัวไว้ที่เมืองหลวงเริ่มเคลื่อนพลมายังชายแดนอย่างย่ามใจ และนั่นจึงเป็นเหตุให้ขุนนางน้อยใหญ่เร่งเข้าหารือกับฮ่องเต้สงครามเกี่ยวกับชายแดนทางเหนือ มีเพียงเจิ้นเป่ยอ๋องที่เคยรับมือกับศัตรูพวกนั้น และมีเพียงเจิ้นเป่ยอ๋องที่ศัตรูพวกนั้นยำเกรงแต่ต้าจิ้นไม่คิดว่าแผ่นดินอันกว้างใหญ่จะไร้แม่ทัพผู้เก่งกาจ จึงได้ส่งสารไปยังอ๋องต่างแซ่ตามเมืองต่าง ๆ ให้เร่งรุดไปช่วยปราบศัตรูแต่อ๋องต่างแซ่พวกนั้นกลับแสร้งว่าไม่ได้ยิน และไม่รับรู้ ขุนนางที่ถูกส่งไปก็ล้วนถูกสังหารระหว่างทางทั้งหมดนี่คือการโต้ตอบที่ไม่ดีสำหรับราชสำนัก...หากอ๋องต่างแซ่คิดแข็งข้อขึ้นมา หัวเมืองใหญ่ ๆ ของต้าจิ้นอาจจะไม่ใช่ของต้าจิ้นอีก โดยเหตุที่ทำให้อ๋องต่างแซ่ทั้งหลายมีท่าทีเช่นนี้ก็ไม่พ้นว่ารู้เห็นเรื่องที่ราชสำนักทำกับเจิ้นเป่ยอ๋องภักดียอมพลีกายถวายชีวิตในสงครามครั้งแล้วครั้งเล่ายังถูกจับขังคุกในเรื่องที่ยังพิสูจน์ไม่ได้ แล้วอ๋องอื่น ๆ เล่าไยจะไม่สิ้นศรัทธา...ในเมื่อเรื่องจวนตัวก็ไม่พ้นวุ่นวายหาแม่ทัพอื่นไปต้านศ
เรื่องอื่น ๆ ยังต้องใช้เวลาจัดการและวางแผน แต่เรื่องเร่งด่วนที่หลี่เชียนต้องนำมาบอกกับสหายนั้นมิอาจรั้งรอได้ เขาใช้เส้นสายเพื่อให้ตัวเองไปยังคุกเพื่อได้พูดคุยกับกู้เหิงทันทีที่ได้พบหน้า ภายในใจของคนเป็นสหายก็หนักอึ้ง ต่อให้กู้เหิงจะยังอยู่ดีแต่สถานที่แบบนี้คู่ควรกับคนผู้นี้หรือ“มีอะไรหรือ ไยจึงมาด้วยตัวเอง”คนที่เห็นว่าหลี่เชียนมาหาตนถึงที่ก็เร่งถาม ด้วยสถานการณ์คนผู้นี้ไม่ควรมาอยู่ที่นี่เว้นเสียแต่จะมีเรื่องเร่งด่วน แล้วเรื่องใดจะเป็นเรื่องเร่งด่วนได้กันเล่า“ข้ามาแจ้งข่าวจ้าวสวี่”“นางเป็นอะไร ข้าบอกให้เจ้าดูแลนางไม่ใช่หรือ” คนที่ได้ยินก็ถามด้วยความร้อนรน และคาดคั้นกับคนเป็นสหาย“ใจเย็น ๆ กู้เหิง”“นางเป็นอะไร” กู้เหิงถามย้ำอีกครั้ง“ตั้งครรภ์...นางตั้งครรภ์”คนที่ได้ยินก็ผงะ นิ่งงันไปครู่หนึ่ง ทั้ง ๆ ที่เป็นเรื่องดี แต่กลับยินดีได้ไม่สุดเพราะรู้ว่าหนทางข้างหน้ายังมีเรื่
คล้อยหลังเจิ้งเต๋อเสียงได้ไม่เท่าใด สตรีที่ยุ่งทั้งวันก็เข้ามาพร้อมกับสีหน้าฉงน“บ่าวมาบอกข้าว่าคุณชายเจิ้งมา”“กลับไปแล้ว” กู้เหิงตอบเสียงห้วน มองสตรีที่ถือจานที่ใส่ส้มไว้หลายลูกเดินเข้ามาหา“อ่าว...ยังไม่ทันจะได้รับของว่างเลย”“เขามาแล้วเจ้าต้องต้อนรับด้วยตัวเองหรือ”“ก็...คุณชายเจิ้งมิใช่แขกหรือ
เจิ้นเป่ยอ๋องกลับเข้าจวนอ๋องในช่วงเย็นย่ำ ทว่าการกลับเข้าจวนในครานี้แตกต่างจากทุกครั้ง อาจเพราะในจวนมีสตรีอีกคนที่คอยอยู่ ซ้ำยังจัดแจงทุกอย่างคอยต้อนรับเอาไว้พร้อมสรรพชายาของเจิ้นเป่ยอ๋องเมื่อเห็นว่าผู้เป็นสามีเช่นตนกลับมาแล้วก็เร่งรุดมาต้อนรับ ช่วยจัดแจงอย่างรู้หน้าที่ต่อให้เป็นบุตรสาวที่ถูกเลี้
เช้าวันใหม่เริ่มต้นขึ้นแล้ว จ้าวสวี่เดิมทีไม่ใช่คนขี้เกียจนอนตื่นสาย แต่เพราะเมื่อคืนกว่านางจะข่มตาให้หลับได้ก็เกือบสว่าง ยามที่ลืมตาขึ้นมาแล้วพบว่าทั้งห้องสว่างเพราะแสงจากด้านนอกส่องเข้ามาแล้วนางจึงตื่นตกใจ รีบลุกขึ้นจากเตียงขึ้นมาในทันที พอหันมองข้างกายก็ไร้ร่างของบุรุษที่นอนร่วมเตียงกัน เมื่อเอื
“นี่ ๆ จับข้าที”“เรื่องมาก ลำบากแล้วยังจะตามมา” เจิ้นเป่ยอ๋องบ่นผู้เป็นสหาย เอื้อมมือไปจับเจิ้งเต๋อเสียงที่ทรงตัวอยู่บนกำแพงจวนอันเล่อโหวอย่างทุลักทุเล ก่อนจะพากันปีนไปยังต้นไม้ใหญ่ข้าง ๆ กำแพง อาศัยร่มเงาจากกิ่งไม้เป็นที่กำบัง“ก็ใครเล่าบอกว่าจะไม่มา แต่สุดท้ายก็ลากข้ามาแบบนี้น่ะ!”“ชู่…เงียบ ๆ ห







