LOGINแสงไฟวิบวับสาดส่องไปทั่วคลับ เสียงเพลงดังกระหึ่มจนพื้นสะเทือน ร่างบางของหญิงสาวสุดเย้ายวน สามคนกำลังเต้นตรงกลางฟลอร์อย่างสนุกสนานและมั่นใจ ท่ามกลางสายตาของชายหนุ่มหลายคนที่ต่างจับจ้องมาที่พวกเธอ
“พวกแกฉันเต้นแบบนี้โอเคหรือยัง” “อือ ๆ ตอนนี้มีแต่คนมอง แกต้องเต้นแรงกว่านี้อีก” “ได้ ๆ” เมื่อได้ยินคำยั่วยุจากเพื่อนสาว วันใหม่ก็ยกมือขึ้นเสยผมอย่างเย้ายวน ก่อนจะเริ่มโยกย้ายสะโพกพลิ้วไหวไปตามจังหวะเพลง แขนเรียวยกขึ้นโอบรอบคอตัวเอง ก่อนจะค่อย ๆ เลื้อยลงมาตามลำตัว กระโปรงเดรสพลิ้วไหวไปตามจังหวะ เผยให้เห็นเรียวขาขาวเนียนที่ซ่อนอยู่ภายใต้ผ้าผืนบางเบา “แซ่บบบบ เอาอีก” มินนี่ที่เต้นอยู่ข้างกัน ก็ขยับมากระซิบต่อ “แกว่าเราโดดเด่นขนาดนี้ หมอนั่นจะเห็นเราหรือยัง” “ฉันว่าคงเห็นแล้ว” “เต้นต่อ ๆ” แล้วทั้งสามสาวก็เต้นกันต่ออย่างเมามัน ถึงแม้ปกติไปเที่ยวจะแทบไม่ได้เต้นแบบนี้เลยก็ตาม แต่วันนี้เพื่อมีเรื่องที่เจาะจง จึงต้องพากันเต็มที่ ทุกการเคลื่อนไหวของหญิงสาว ดึงดูดสายตาจากหลายคนในคลับ ชายหนุ่มที่สนใจในตัวพวกเธอเริ่มขยับเข้ามาใกล้มากขึ้น และพยายามจะทักทาย แต่เธอกลับไม่สนใจ ยังคงเต้นต่อไป ใบหน้าสวยเชิดขึ้นเล็กน้อย เผยให้เห็นลำคอระหงที่ผุดเหงื่อเม็ดเล็ก ๆ ออกมา จังหวะเพลงที่เร้าใจขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้พวกเธอปลดปล่อยทุกอย่างออกมากับการเต้น ผมหนาสะบัดไปมาตามแรงเหวี่ยง จนเป็นภาพที่ ทำให้ผู้ชายหลายคนละสายตาไปจากพวกเธอทั้งสามคนไม่ได้ รวมถึงบุคคลที่พวกเธอตั้งใจจะเล็งไว้เป็นเป้าหมาย ก็ยืนกอดอกมองอยู่อย่างไม่วางตา เขาชั่งใจสักพักว่าจะเข้าหาผู้หญิงที่เขาสนใจยังไงดี ปกติก็ไม่เคยจะประหม่าแบบนี้ “อ้าวคุณพอร์ช” “เอ่อ คุณเบียร์สวัสดีครับ” เมื่อเดินลงมาถึงชั้นล่างก็พบกับผู้จัดการคลับอย่างคุณเบียร์ ที่ตอนนี้กำลังลงมาเช็คงานด้านล่างอยู่พอดี “ไปไหนครับ” “เอ่อ พอดีวันนี้เห็นว่าคนเยอะมาก เลยอยากเดินลงมาดูหน่อย” “ดูอะไรเป็นพิเศษหรือเปล่านะ” สายตาคมของผู้จัดการหนุ่ม ก็หันไปมองตามสายตา ของคนตรงหน้าที่ส่งไปถึง ผู้หญิงสามคนที่กำลังเต้นอยู่กลางฟลอร์ “ก็ น่าสนใจดีนะครับ” เขาที่กำลังมองหญิงสาวตรงหน้าที่โดดเด่นกันมากอยู่ ก็หันมายิ้มอย่างมีเลศนัย “หึ ครับ ถ้าไม่มีอะไร ผมขอตัวก่อนนะ” พูดจบผู้จัดการหนุ่มก็เดินขึ้นไปข้างบน ชายหนุ่มเพียงแต่ยืนมองหญิงสาวทั้งสาม ที่เต้นกันอย่างเมามันส์ เขารู้สึกสะดุดตากับผู้หญิงคนหนึ่ง ที่โดดเด่นสำหรับเขามาก จนอยากเข้าไปทำความรู้จักตอนนี้เลย แล้วก็เป็นจังหวะที่เพลงแดนซ์สุดมันส์จบลง พร้อมกับคอปเปอร์ที่เดินลงมาสมทบพอดี “ไปไหนของมึง” “แล้วมึงล่ะจะไปไหน ไหนว่าจะไปเคลียร์งาน งานเหี้ยอะไร” “เออ กูชอบชุดสีแดง” เมื่อเป็นแบบนี้เขาก็ไม่อาจปิดบังได้ ก็เป็นความตั้งใจนั่นแหละว่าจะเข้าหาผู้หญิงที่สนใจ “เออ กูชอบชุดสีขาว” สายตาคมของคอปเปอร์ ก็หันไปมองที่ หญิงสาวในชุดเดรสสีขาว ที่ขับผิวทำให้เธอคนนั้นมีออร่า และมันสะดุดตาเขาตั้งแต่แรกเห็น “ก็ดีที่ไม่ใช่คนเดียวกัน” “กูกับมึงชอบเหมือนกันที่ไหน” แล้วทั้งสองหนุ่มก็หันมองหน้ากันอย่างรู้ทัน ก่อนจะรีบเดินเข้าไปทักทาย กลุ่มหญิงสาวที่เดินไปนั่งที่โต๊ะพอดี "เห้อ ฉันไม่คิดว่าจะเหนื่อยขนาดนี้" "ก็ดูเต้นเข้าสิ ไม่เหนื่อยก็ไม่รู้จะว่ายังไงแล้ว" ทั้ง สามสาวก็ไม่วายเอ่ยแซวกัน พร้อมกับหัวเราะคิกคักด้วยความสนุกสนาน "ขอชนแก้วด้วยได้ป่ะ" และในตอนนั้นเสียงทุ้มหล่อของใครบางคนก็ดังขึ้น ไม่รู้ว่าเป็นความบังเอิญหรือตั้งใจ ในความโดดเด่นของพวกเธอ ในค่ำคืนนี้ก็มีผู้ชายมากมายเข้ามาทำความรู้จัก แต่ด้วยที่ไม่สนใจใครก็ต้องเมินเฉย เพื่อรอเป้าหมายที่ล็อคไว้ แล้วก็ได้ผลวันนี้คงสำเร็จในขั้นแรก "พะ...พวกแก" เมื่อเห็นเป้าหมายที่พวกเธอเล็งไว้เดินเข้ามา ประจันหน้าแบบนี้ก็ถึงกับทำอะไรไม่ถูก แต่ก็ต้องรีบทำสีหน้าให้เป็นปกติที่สุด "เออ อือ ได้สิ" พูดแค่นั้นร่างบางก็หยิบแก้วตัวเองที่วางอยู่ตรงนั้น ขึ้นมาชูต่อหน้าแล้วยิ้มให้อย่างเป็นมิตร "เราพอร์ชนะ" ได้จังหวะก็ทักทายคนตรงหน้า ด้วยสายตาที่ปรารถนาอย่างปิดไม่มิด เขาถือวิสาสะเดินไปยืนอยู่ข้างเธอ พร้อมกับท่าทีที่แนบชิด เนื่องด้วยเสียงเพลงดังกระหึ่ม ทำให้ไม่ค่อยได้ยินบทสนทนาสักเท่าไหร่ "เราคอปเปอร์" คอปเปอร์ก็ทักทาย แต่สายตาเจ้าเล่ห์คู่นั้นก็หันมองไปที่มิเกลอย่างไม่วางตา พร้อมกับชูแก้วในมือเพื่อจะชน "..." แต่นอกจากจะไม่สนใจแล้ว มิเกลยังมองเมินอีกต่างหาก เพราะเธอไม่ชอบผู้ชายลักษณะเจ้าเล่ห์แบบนี้ ยิ่งเขาฉวยโอกาสเข้ามาแนบชิดติดกับตัวเธอ อย่างถือวิสาสะยิ่งไม่พอใจ "..." คอปเปอร์ที่เห็นแบบนั้นก็ถึงกับขมวดคิ้ว ทำไมเขารู้สึกได้ว่าผู้หญิงคนนี้ ดูจะไม่ชอบเขาสักเท่าไหร่ "เราวันใหม่" เธอยิ้มให้คนตรงหน้าอย่างหน้ารักและมีจริตเหนียมอาย แตกต่างจากตอนที่ออกไปเต้นเซ็กซี่เย้ายวนอย่างคนละขั้ว "เรามินนี่ เอ่อ... ส่วนคนนี้มิเกล" เมื่อเห็นว่ามิเกลมีท่าทีเฉยเมยแบบนั้น มินนี่ก็เป็นคนแนะนำแทน พร้อมกับรีบสะกิดให้เพื่อนรักทำสีหน้าให้เป็นปกติ จนมิเกลหันมาฉีกยิ้มธุรกิจ อย่างเลี่ยงไม่ได้ แล้วทุกคนก็ได้ชนแก้วทำความรู้จักกัน ทุกอย่างตอนนี้เป็นแบบที่คิดไว้ 3 สาวลอบมองหน้ากันแล้วยิ้มอย่างมีเลศนัย "มากัน 3 คนเหรอ" "อืม พอร์ชกับคอปเปอร์ล่ะ" "มีเพื่อนอีกแต่อยู่โซน VIP" คอปเปอร์ตอบ แต่สายตายังจับจ้องไปที่ใบหน้าสวยของมิเกล "อ่อเหรอ นี่ก็แค่แวะมาทักทายพวกเราใช่ไหม" "ใช่ ขึ้นไปนั่งด้วยกันป่ะ" "ไม่เอาดีกว่า นี่ก็จะเที่ยงคืนแล้ว พวกเราก็คงจะกลับกัน" "ทำไมต้องเที่ยงคืนด้วยล่ะ เป็นซินเดอเรลล่ากันหรือไง" คอปเปอร์ถามอย่างติดตลก "อาจจะใช่ก็ได้ เพราะพวกเราไม่ค่อยเที่ยวกันดึก" มิเกลตอบอย่างฝืนพร้อมกับรอยยิ้มขุ่นเคืองที่มอบให้ "ปกติไม่ค่อยมาที่นี่กันเหรอ ไม่ค่อยเห็นเลย" พอร์ชถามต่ออย่างให้ความสนใจ "ใช่ ปกติไม่ค่อยมาที่นี่กันเท่าไหร่" "นั่งก่อนไหมละ" ได้ทีมินนี่ก็เอ่ยชวน เพราะเป็นจังหวะที่เพลงจบลงพอดี "ขอบใจนะ" แล้ว 2 หนุ่มก็นั่งลงตรงนั้น พร้อมกับเริ่มคุยอย่างละลายพฤติกรรม เพื่อได้รู้จักกันมากขึ้น จนตอนนี้เวลาล่วงเลยมาถึงเที่ยงคืน ก็พอดีกับที่นัดกันไว้ว่าจะกลับ เพื่อจะได้เริ่มแผนต่อไป "เอ่อ พวกเราต้องกลับแล้วนะ" "กลับเร็วจัง" พอร์ชพูดพร้อมกับหันมองใบหน้าสวย ด้วยความรู้สึกที่เสียดาย "มีโอกาสคงได้เจอกันใหม่" "เราไปส่งได้ป่ะ" เพราะไม่อยากพลาดโอกาสครั้งนี้ไป เขาเลยใจกล้าอาสาจะไปส่ง "หึม จะไปส่งเราเหรอ" วันใหม่ถามพร้อมกับเลิกคิ้วอย่างยียวน "อืม ไปส่งได้ไหม" พอร์ชพูดด้วยแววตาที่จริงจัง ‘เขาต้องการไปส่งเธอ...ให้ถึงห้อง!’ "หึ ก็ดีนะ" ทั้งสามสาวก็หันมองหน้ากันแล้วยิ้ม ก่อนจะลุกขึ้นเพื่อจะกลับ "แล้วเราไปส่งเธอได้ป่ะ" คอปเปอร์ก็ถามมิเกลต่อ "ไม่เป็นไรเราขับรถมาเอง" มิเกลพูดเสียงเรียบไม่มีท่าทีอ่อนไหวไปตามแต่อย่างใด ทั้งยังเดินหนีอย่างคนที่ไม่มีเยื่อใย "เหอะ เธอนี่มัน..." คอปเปอร์ที่เห็นแบบนั้นก็ยิ้มอย่างชอบใจ ในชีวิตไม่เคยเจอผู้หญิงแบบนี้มาก่อน เธอเป็นคนแรกเลยที่เมินเฉยต่อเขา “น่ารำคาญ” มิเกลพึมพำ ก่อนจะมองบนอย่างคนที่เบื่อหน่าย “ผู้หญิงอะไรน่าสนใจชะมัด” คอปเปอร์จำต้องแยกตัวออกไปอย่างเสียดาย เพราะเขาเองก็จะกลับแล้วเหมือนกัน วันนี้หมดสนุกแล้วสิ คงต้องกลับห้องไปพักผ่อนซักวันณ เกาะส่วนตัวที่กระบี่สายลมพัดเอากลิ่นอายทะเลที่แสนสดชื่นมาปะทะใบหน้า เกาะส่วนตัวที่กระบี่ ของครอบครัว อัครพัฒนกุลชัย คือสวรรค์บนดิน น้ำทะเลใสราวกับกระจกสะท้อนแต่ความลับที่ทำให้ทุกคนต้องตกตะลึงคือ... เกาะแห่งนี้ส่วนหนึ่งเคยเป็นสมบัติของตระกูล อัคราคินน์ที่เคยขายออกไปในอดีต และผู้ที่ซื้อมันไว้เพื่อเก็บรวมกันเป็นผืนใหญ่ เพื่อรอเวลามอบกลับคืนสู่เจ้าของที่แท้จริงก็คือตะระกูล อัครพัฒนกุลชัย นั่นเอง“ที่นี่จะเป็นของพอร์ชกับวันใหม่...ถือเป็นของขวัญจากป๊า ป๊าให้หนูวันใหม่นะ” เพิร์ธพูดด้วยน้ำเสียงนิ่ง ๆ แต่แววตาเต็มไปด้วยความเมตตา มือหนาก็ยื่นโฉนดที่ดินที่ถือมาไว้ให้เจ้าของตัวจริงได้ครอบครองนั่นก็ทำเอานายน์ อึ้งไปเหมือนกันกับสิ่งที่ได้รับรู้ ในช่วงที่ตัดสินใจขายเขาก็ทำใจนาน แต่ด้วยเพราะตั้งใจจะไปอยู่ต่างประเทศ และไม่อยากให้ลูกสาวต้องอยู่ที่เมืองไทยด้วย และคงไม่ได้มาที่นี่อีกแล้ว จึงอยากยกให้เจ้าของที่เหมาะสมมากกว่า ใครจะคิดว่าอนาคตยังไงก็ต้องกลับมาเป็นของลูกสาวกับลูกเขยจนได้ ทั้งมันยังยิ่งใหญ่มากขึ้นอีกต่างหาก“ขอบคุณนะคะป๊า” วันใหม่ขอบคุณเสียงสั่นพร้อมกับน้ำตาที่คลอหน่วย“มันคือของวันใหม่น
1 ปีผ่านไปหนึ่งปีผ่านไปอย่างรวดเร็ว พร้อมกับการเติบโตของความรักที่มั่นคงราวกับหินผา ในที่สุดพอร์ชและวันใหม่ก็เรียนจบด้วยความภาคภูมิใจแต่เมื่อกำแพงทิฐิของรุ่นพ่อยังคงตั้งตระหง่านอยู่ปฏิบัติการลับเพื่อความมั่นคง ของชีวิตคู่จึงเริ่มต้นขึ้นณ สำนักงานเขตในเช้าวันที่อากาศสดใส พอร์ชและวันใหม่ยืนอยู่หน้าสำนักงานเขตด้วยแววตามุ่งมั่น โดยมี นาบี และ ฟ้าใส คุณแม่ของทั้งสองฝ่ายร่วมเป็นพยาน และต้นคิดในแผนการครั้งนี้ ทันทีที่ปลายปากกาจรดลงบนใบทะเบียนสมรส ทั้งคู่ก็ได้กลายเป็นสามีภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายอย่างสมบูรณ์“นาง กัญญากร อัครพัฒนกุลชัย หรือ อัคราคินน์ เป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมาย ของนาย พชร อัครพัฒนกุลชัย” พอร์ช อ่านชื่อในทะเบียนสมรสซ้ำ ๆ พร้อมกับกุมมือภรรยาสาวป้ายแดงมาจูบไว้แน่น“พอแล้ว” เธอที่เห็นเขาเห่อขนาดนั้น ก็ต้องตีมือเพื่อกลบเกลื่อนความเขินของตัวเองจนแม่ทั้งสองที่หันมองลูกมีความสุข ต่างก็ต้องยิ้มอย่างเอ็นดู เพราะเรื่องของพวกเธอก็ไม่ต่างกัน กว่าจะผ่านอุปสรรคมาได้และมีความสุขแบบนี้ ก็ทำเอาเหนื่อยใช่เล่น ก็เลยต้องเข้าใจลูกมาก ๆ และแนะนำให้ทำแต่สิ่งที่ถูกต้องแบบนี้เมื่อข่าวการจดทะเบี
ถึงแม้จะได้รับคำอ้อนวอนจากลูก ๆ แต่อคติที่สูงเสียดฟ้า เลยน่าเศร้าที่เสียงสะอื้นและคำขอร้องของลูก ๆ กลับไปไม่ถึงใจของผู้เป็นพ่อที่ถูกบดบังด้วยทิฐิมานานหลายสิบปี“รักงั้นเหรอ? หึ มันเชื่อไม่ได้หรอกวันใหม่ ป๊าไม่มีวันเอาลูกศัตรูมาเป็นลูกเขยเด็ดขาด!” นายน์ตวาดกลับ“กูก็เหมือนกัน! กูไม่มีทางรับลูกสาวมึงเข้ามาอยู่ในตระกูลกูได้” เพิร์ธสวนกลับอย่างไม่ลดละพูดจบสองเสือที่อยู่ถ้ำเดียวกันไม่ได้ และไม่มีทางก้มหัวให้กันก็สะบัดหน้าหนี เดินกระแทกเท้าออกจากห้องพักฟื้นไปคนละทิศละทาง ทิ้งเสียงประตูปิดดังปังที่บาดลึกเข้าไปในใจของลูกทั้งสองคนภายในห้องตอนนี้จึงเหลือเพียงความเงียบ และเสียงสะอื้น นาบี และ ฟ้าใส หันมามองหน้ากัน ทั้งคู่ต่างถอนหายใจยาว และส่ายหัวให้กับความดื้อรั้นของสามีตัวเอง ที่ทำตัวเป็นเด็กไม่รู้จักโต“ขอโทษนะนาบี ที่เรื่องทั้งหมดมันเป็นแบบนี้” ฟ้าใสจับมืออดีตเพื่อนจนแน่นเพื่อเป็นการขอโทษ“ไม่เป็นไรนะฟ้าใส ทุกอย่างคงเป็นผลจากการกระทำ”“แม่ ฮึก ๆ” วันใหม่ที่เห็นแบบนั้นก็ยิ่งร้องไห้ เพราะเธอสำนึกผิดจริง ๆ ว่าเรื่องทุกอย่างมันเกิดมาจากเธอ“แม่ขอโทษนะพอร์ช วันใหม่...” นาบีเดินเข้ามาลูบหัวลูกชา
ก๊อก ก๊อก ก๊อกและผ่านไปไม่นานหลังจากที่เธียรกับมินนี่กลับไปแล้ว เสียงเคาะประตูดังขึ้นตามด้วยพ่อกับแม่ของวันใหม่ที่เดินเข้ามาพร้อมกับบอดี้การ์ดอีกหลายคน ที่ถือกระเช้าผลไม้และของกินเข้ามาก่อนที่จะเดินออกไป“ฟื้นแล้วเหรอพอร์ช เป็นยังไงบ้าง” ฟ้าใสถามว่าที่ลูกเขยด้วยความเป็นห่วง“...” นายน์เองก็มองเขาด้วยสายตาที่เรียบเฉย แต่ก็ปะปนความไม่พอใจให้เห็นได้ชัด“เอ่อ...สวัสดีครับแม่ สวัสดีครับป๊า ดีขึ้นแล้วครับไม่มีอะไร” ถึงแม้จะยังเจ็บอยู่แต่เขาก็เคารพทั้งสองคนไม่เปลี่ยน โดยเฉพาะพ่อของเธอถึงแม้จะลงมือกับเขารุนแรงขนาดนั้น นั่นก็คือสิ่งที่เขาต้องการเองเหมือนกัน“ป๊าครับแม่ครับ ผมขอโทษนะครับที่ทำให้วันใหม่ต้องเสียใจ” เขาพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง รู้ว่าพ่อเธอโกรธแต่ก็หวังว่าจะอภัยให้ได้บ้าง“จ้ะ ไม่เป็นไรนะไม่ต้องคิดมากแค่สองคนคุยกันได้ป๊ากับแม่ก็...”“ก็ดีที่มึงยังไม่ตาย”“คุณ/ป๊า” สองสาวในห้องก็พูดขึ้นพร้อมกัน ถึงแม้จะรู้ว่าพูดแบบนั้นก็เถอะแต่ในใจลึก ๆ แล้ว ทั้งคู่ก็รู้ดีว่าเขาไม่ได้คิดอย่างนั้นซะทีเดียว“อือ ป๊านั่งรอ” พูดแค่นั้นก็ถือเอา iPad ไปนั่งรออยู่ที่โต๊ะข้าง ๆ ไม่ได้จะมาเสวนาอะไรด้ว
ก๊อก ก๊อก ก๊อกเสียงเคาะประตูดังขึ้น ตามด้วยคุณหมอหนุ่มสุดหล่อวัยกลางคนที่เดินเข้ามา พร้อมกับหญิงสาวสะสวยคนหนึ่ง ที่เขาก็คุ้นหน้าดีว่าเป็นใคร“ไงคนไข้ เป็นยังไงบ้าง”“ลุงกันต์ ป้าอันดา สวัสดีค่ะ” วันใหม่ที่เห็นทั้งสองคนก็รีบโถมตัวเข้าไปกอดด้วยความคิดถึง“เป็นยังไงบ้างเรา จากที่เกียจโรงพยาบาลช่วงนี้ได้มาบ่อยเชียวนะ” คุณลุงหมอก็ไม่วายเอ่ยแซวหลานสาว“...” เขาที่เห็นเธอกับหมอหนุ่มคนนั้นก็ถึงกับขมวดคิ้ว เพราะตอนนั้นเขาไม่พอใจในท่าทางสนิทสนม และคิดเลยเถิดว่าเธออาจจะเป็นเหมือนน้ำมนต์เพื่อนของเธอ“ก็ไม่คิดว่าจะได้มาบ่อยเหมือนกันค่ะ นี่พอร์ชค่ะ” แล้วเธอก็แนะนำเขาให้ลุงกับป้าได้รู้จัก“อืม แล้วนี่เป็นยังไงบ้าง พอรู้เรื่องป้ากับลุงก็รีบมาเลย” อันดาพูดอย่างคนใจดี“คะ...ครับ สวัสดีครับ ดีขึ้นแล้วครับ” แล้วได้จังหวะเขาก็ทักทายคนทั้งสอง พร้อมกับยกมือไหว้อย่างนอบน้อม“อือ มาเป็นลูกเขยบ้านนี้ก็อดทนหน่อยนะ พ่อตายิ่งใช้แต่กำลังอยู่ด้วย ต้อนรับว่าที่ลูกเขยด้วยลำแข้งซะงั้น” หมอกันต์หัวเราะรวน เมื่อนึกถึงความบ้าดีเดือดของน้องชายทั้งสอง“เอ่อ...” เขาเพียงมองหน้าทุกคนสลับกัน อย่างทำตัวไม่ถูก“นี่หมอกันต์ เป็
พอร์ชขับรถตามรถของเธียรไปอย่างกระชั้นชิด มือที่กำพวงมาลัยสั่นเทา เขาหึงจนลืมความเงียบขรึมและเยือกเย็นไปจนหมดสิ้น ในหัวมีแต่ภาพวันใหม่กับเธียรที่ดูสนิทสนมกันเกินเพื่อนRrr Rrr Rrr“ครับแม่”(แม่ : วันมะรืนนี้แม่กับป๊ากลับไปนะ กลับมาบ้านด้วยล่ะป๊าเขาถามหา)“ครับ ๆ แม่” เขาตอบอย่างร้อนรนเพราะตอนนี้กำลังตั้งใจขับรถเพื่อไม่ให้คลาดกับรถของเธียรอยู่(แม่ : เป็นอะไรหรือเปล่า)“เปล่า ๆ ครับแม่ ตอนนี้ผมทำธุระอยู่เดี๋ยวยังไงผมกลับไปเจอ” เขาพูดอย่างตัดบท(แม่ : โอเค มานะป๊าเขาบอกว่าฝันไม่ค่อยดี อยากเจอพอร์ชมาก มาให้ป๊ารู้สึกดีหน่อยก็แล้วกัน)“ฝันอะไรเหรอแม่”(แม่ : ฝันเห็นพอร์ชโดนทำร้าย นี่ก็เร่งแม่โทรมาบอกอยู่เนี่ย)“หึ ไม่มีอะไรหรอกครับแม่ใครจะมาทำร้ายผมได้” เมื่อได้ยินคำพูดของแม่เขาก็ถึงกับหลุดขำ ก่อนจะวางสายไปด้วยความห่วงใยจากแม่แต่แล้วก็รู้ว่าในตอนนี้ได้คลาดกับเธอไปแล้ว เขาแค่หัวเสียเมื่อไม่รู้ว่าตอนนี้เธอจะไปไหน แต่ก็จำได้ว่าแถวนี้คือทางกลับบ้านเธอได้ เขาก็เลยตัดสินใจจะขับรถตามกลับไปที่บ้านเธอเพราะยังไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ แม้จะบอบช้ำจากความเย็นชา สักเพียงใดก็ตาม หวังแค่ว่าสักวันเธอจะอภัย และเขา
Rrr Rrr Rrrแต่ในตอนนั้นเสียงโทรศัพท์จาก LINE ของเขาก็ดังขึ้น พร้อมกับรูปหญิงสาวสุดสวยที่กำลังคุยอยู่โชว์หวือขึ้นมา“ถ้าพอร์ชไม่สะดวกไม่เป็นไรนะ กินข้าวเสร็จไปส่งเราเลยก็ได้” เธอพูดด้วยน้ำเสียงที่เรียบนิ่งแต่แฝงไปด้วยความไม่พอใจเมื่อเห็นว่าเธอสังเกต เขาก็รีบเก็บโทรศัพท์เครื่องหรูที่วางอยู่บนโต๊ะ ใ
วันต่อมาณ คณะบริหารธุรกิจหลังลงมาจากรถตู้คันหรู ที่คนรถที่บ้านขับมาส่ง ร่างบางก็เดินเข้าไปในอาคารอย่างอารมณ์ดี โดยด้านหน้ามีเพื่อนทั้งสองคนกำลังนั่งรออยู่“แหมหน้าตาสดชื่นแจ่มใสมาเลยนะยะ” มิเกลที่เห็นก่อนก็ไม่วายเอ่ยแซว“ก็แน่นอน” ร่างบางไหวไหล่ ก่อนจะนั่งลงตรงที่ว่าง“อือ แล้วนี่น้ำมนต์ล่ะยังไม่
ณ บ้านอัคราคินน์“กลับค่ำอีกแล้วนะคะวันนี้” ทันทีที่หลานสาวคนสวยเดินเข้ามาภายในบ้าน ยายมลที่นั่งรออยู่ก็เอ่ยเสียงเรียบ ถึงแม้จะบ่นบ้าง แต่ก็เข้าใจดีว่าช่วงนี้เป็นช่วงวัยรุ่น หลานสาวก็มักจะออกไปพบปะกับเพื่อน ๆ บ้างตามประสา“อ้าวสวัสดีค่ะคุณยาย ทำไมวันนี้ถึงมานั่งรออยู่ละ” คนขี้อ้อนก็ไม่วาย เดินเข้าไ
ณ ร้านกาแฟชื่อดังหลังจากที่จัดการเรื่องกระเป๋าเสร็จ ทั้งคู่ก็มานั่งคุยกันที่ร้านกาแฟต่อ“ขอบใจมากเลยนะพอร์ช ไม่เห็นต้องให้ขนาดนี้เลย มันมากไป”“ไม่เป็นไรเลย แค่วันใหม่ชอบเราก็ดีใจ” เขายิ้มให้อย่างไม่คิดอะไร“แต่เราเกรงใจนี่นา ราคามันแพงมากเลยนะ เป็นแสนแหนะ” มือบางก็ลูบกระเป๋าใบนั้นไปมา อย่างคิดไม่







