Share

บทที่ 2

Author: ไฟถนนอ่านใจฉัน
ซูหว่านสะดุ้งตื่นจากฝันร้าย เธอรู้สึกโชคดีที่สิ่งที่เธอนอนพิงอยู่คือหมอนอิง

หากเผลอไปพิงตัวผู้ชายคนนั้นเข้า ไม่รู้ว่าจะต้องถูกเขาตำหนิหรือข่มขู่อย่างไรอีก

ยามค่ำคืนบนทางด่วนมืดสนิทไปหมด

เมิ่งไหวจินเปลี่ยนมาขับรถแทน ส่วนทหารคนสนิทของเขาก็กำลังนั่งอยู่ที่เบาะข้างคนขับ นอนเอียงคอพร้อมกรนดังสนั่นหวั่นไหว

เมื่อได้ยินเสียงความเคลื่อนไหว เมิ่งไหวจินก็ปรายตามองเด็กสาวผ่านกระจกมองหลังแล้วเอ่ยเสียงเรียบ "ในกระโปรงหลังรถมีขนม"

ซูหว่านสบตาเขาแวบหนึ่งผ่านกระจกมองหลังก่อนจะส่ายหน้าสื่อว่าไม่หิว

ชายหนุ่มไม่เอ่ยอะไรอีก เขามองตรงไปข้างหน้าและขับรถต่อไป

ซูหว่านยังคงจ้องมองใบหน้าด้านข้างของเขา จ้องนานห้านาที สิบนาที หรืออาจจะนานกว่านั้น

เมิ่งไหวจินมีสันจมูกโด่ง โครงหน้าคมชัดดูลุ่มลึก ดวงตาทั้งคู่เฉียบขาด เป็นความหล่อแบบคมเข้มปนสุขุม

พอมองดูแบบนี้ ความดุดันของเขาไม่ใช่ความหยาบคาย แต่เป็นความดุที่แฝงไปด้วยความภูมิฐานและประสบการณ์ชีวิต

"ซูหว่าน มีอะไรเปื้อนหน้าฉันเหรอ" เมิ่งไหวจินไม่ได้มองเธอ แต่เขารู้ว่าเธอกำลังจ้องเขาอยู่

ซูหว่านชะงักเล็กน้อย เธอเข้าใจความหมายแฝงในคำพูดนั้น แต่ก็ยังตอบกลับไปอย่างเถรตรง "ไม่เปื้อนค่ะ หน้าของคุณสะอาดมาก"

“...”

ผ่านไปอีกพักหนึ่ง ชายหนุ่มพบว่าเด็กสาวยังจ้องเขาไม่เลิก จึงเอ่ยขึ้นอีกครั้ง "ไม่เคยมีใครบอกเธอเหรอ ว่าจ้องหน้าคนอื่นแบบนี้มันเสียมารยาทมาก"

ซูหว่านหลุบตาลงแล้วกระซิบตอบ "ขับรถตอนกลางคืนอาจจะเพลียจนหลับในได้ ฉันคุยเป็นเพื่อนคุณได้นะคะ"

มือของชายหนุ่มที่วางอยู่ตรงแผงคอนโซลชะงักไป เขาชำเลืองมองกระจกมองหลังอีกครั้ง

เครื่องหน้าของเด็กสาวมีความคล้ายคลึงกับเมิ่งเสียน แม่ของเธออยู่หลายส่วน แต่ก็มีส่วนที่แตกต่าง ใบหน้ารูปไข่ ดวงตาทรงเมล็ดอัลมอนด์ ขนตายาวเป็นแพ จมูกเชิดขึ้น ริมฝีปากบาง ผิวขาวเนียนราวกับหิมะ ตรงหางตามีไฝแดงเม็ดเล็กประดับอยู่ดูราวกับหยดน้ำตาที่กำลังจะไหล

เขายังนึกว่าถ้าเธอไม่ร้องไห้ไปตลอดทาง ก็คงจะเงียบไปตลอดทาง คิดไม่ถึงเลยว่าเพราะเป็นห่วงว่าคนขับจะเพลีย เธอจึงยอมเป็นฝ่ายชวนคุย

"อยากสูบบุหรี่ ช่วยหาไฟแช็กให้ฉันหน่อย" เมิ่งไหวจินดีดบุหรี่ที่คีบไว้แต่ยังไม่ได้จุดพลางบอกเธอ

กลิ่นอายความดิบเถื่อนและท่าทางอันธพาลที่เผยออกมาเป็นพัก ๆ ทำให้ทำใจเชื่อได้ยากว่าเขามียศตำแหน่งสูงขนาดนี้

"ไม่ได้ค่ะ" ซูหว่านรวบรวมความกล้าเพื่อปฏิเสธ พร้อมให้ความรู้แบบจริงจัง "ตอนขับรถสูบบุหรี่ไม่ได้นะคะ"

เมิ่งไหวจินเลิกคิ้ว เขาก็ไม่ได้โกรธ ถามไปเรื่อยเปื่อยว่า "ปีนี้อายุเท่าไรล่ะ"

"สิ้นปีนี้จะเต็ม 18 ค่ะ" เมื่อสิบปีก่อนตอนเจอกันครั้งแรก เธอเพิ่งจะแปดขวบเอง

หลังจากคิดครู่หนึ่ง ซูหว่านก็ถามกลับ "แล้วคุณล่ะคะ? อายุเท่าไหร่"

เมิ่งไหวจินตอบอย่างไม่ใส่ใจ "สิ้นปีนี้เต็มยี่สิบแปด"

อายุห่างกันสิบปี แถมยังมีนิสัยที่เดายาก ที่สำคัญคือเธอต้องพึ่งพาเขาในการดำเนินชีวิตต่อไป...

ซูหว่านในตอนนั้นยังไม่รู้เลยว่า หลังจากนี้อีกหลายปี เธอจะต้องพัวพันไม่จบไม่สิ้นกับผู้ชายที่ช่วยเธอขึ้นมาจากกองเพลิงแห่งความทุกข์คนนี้

ทั้งยังเป็น...ความสัมพันธ์แบบชายหญิงที่ไม่สามารถป่าวประกาศให้ใครรู้ได้

การได้พูดคุยกันไม่กี่ประโยคนี้ ถือว่าช่วยทำลายกำแพงน้ำแข็งลงได้แล้วนิดหน่อย

ซูหว่านดึงมุมปาก อยากจะเจียดรอยยิ้มออกมาเล็กน้อยเพื่อให้ตัวเองดูปกติขึ้น แต่เธอก็ทำไม่ได้

ทุกอย่างอยู่ในสายตาเมิ่งไหวจินหมดแล้ว ครั้งนี้เขาไม่ได้พูดจาจิกกัดอย่างที่เคย แต่เอ่ยปลอบใจอย่างเมตตาว่า "คนที่จากไปก็ไปแล้ว คนที่ยังอยู่ต้องดำเนินชีวิตต่อไป มาอยู่กับฉัน... ฉันไม่ปล่อยให้เธอหิวตายหรอก"

......

แต่ความจริงพิสูจน์แล้ว ว่าคำพูดของผู้ชายก็เหมือนผี เชื่อถือไม่ได้!

หลังจากพาซูหว่านกลับมาเป่ยเฉิง เมิ่งไหวจินไม่ได้ทิ้งเธอไว้ที่บ้านเก่าตระกูลเมิ่งโดยทันที แต่จัดหาที่พักแยกให้ในอพาร์ตเมนต์ข้าราชการระดับสูง จ้างป้าแม่บ้านมาดูแลความเป็นอยู่ของเธอ ทั้งยังทิ้งเงินก้อนใหญ่ที่เพียงพอสำหรับส่งเธอเรียนจนจบมหาวิทยาลัยไว้ให้

ทว่าหลังจากนั้นครึ่งเดือน เขาก็ไม่โผล่หน้ามาให้เห็นอีกเลย

ซูหว่านถามแม่บ้าน ถึงได้รู้ว่าเมิ่งไหวจินย้ายไปอยู่ที่อื่นแล้ว จะไม่กลับมาพักที่นี่

......

ตั้งแต่เมิ่งไหวจินย้ายมารับตำแหน่งที่เป่ยเฉิง เขามักจะอยู่ไม่เป็นหลักแหล่ง

มีคนส่งจดหมายเชิญมาเยี่ยมเยียนหรือชวนไปทานข้าวไม่ขาดสาย เป็นเรื่องยากกว่าจะได้เห็นหน้าเขาสักครั้ง

งานเลี้ยงวันนี้คือวันเลี้ยงต้อนรับที่โจวเจิ้งหลินและเมิ่งชวนจัดให้เขา โจวเจิ้งหลินคือเพื่อนที่รู้จักกันตั้งแต่เด็ก ส่วนเมิ่งชวนคือลูกพี่ลูกน้องของเขา

เมิ่งไหวจินไม่สนใจการเข้าสังคม แต่เป่ยเฉิงไม่เหมือนในกองทัพ ที่นี่ให้ความสำคัญกับระบบอุปถัมภ์และมารยาททางสังคม เขาอยู่ในกองทัพมาหลายปี ตอนนี้เปลี่ยนสนามเล่นแล้ว จึงต้องเข้าร่วมงานสังคมบ้างในบางครั้ง

ในบ้านแบบสี่ประสานเก่าแก่ที่ตั้งอยู่แถบวงแหวนรอบที่สองของเมือง คุณหนูคุณชายที่มีชื่อเสียงในเป่ยเฉิงมารวมตัวกันเกือบหมด ทุกคนต่างใช้โอกาสนี้เข้ามาขอชนแก้วกับเมิ่งไหวจิน

หากจะกล่าวว่าตระกูลเมิ่งรุ่นปู่ย่าตายายสร้างชื่อเสียงจากผลงานรบในยุคแดง เช่นนั้นตระกูลเมิ่งรุ่นใหม่ก็ขับเคลื่อนด้วยฝีมือของชายหนุ่มที่ใคร ๆ ก็ตามไม่ทันคนนี้เอง

ในขณะที่พวกคุณชายรุ่นเดียวกันยังใช้เงินเก่าของบรรพบุรุษเที่ยวเล่นเสเพล เมิ่งไหวจินกลับบุกเบิกเส้นทางอันรุ่งโรจน์ของตัวเองขึ้นมาในกองทัพ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงหลังจากย้ายมาเป่ยเฉิงเลย เพราะเดิมทีก็มีพื้นหลังครอบครัวที่แข็งแกร่งและความสามารถทางการเมืองอยู่แล้ว

เมิ่งชวนมองลูกพี่ลูกน้องของตัวเองกำลังเอนหลังพิงเก้าอี้พลางทักทายคนอื่นอย่างเย็นชา เขาเห็นแล้วเลื่อมใสจนอยากจะหมอบกราบ

พี่ชายของเขานั้น เมื่อสวมชุดทหารก็สามารถบุกโจมตียามค่ำคืนไกลนับพันลี้ ชนะราบคาบทุกทิศทาง แค่ได้ยินชื่อเขาคนก็กลัวแล้ว แต่เมื่อสวมชุดสูทผูกเนกไท ก็ดูสง่างามภูมิฐานและทำให้คนรู้สึกกดดันอย่างเงียบ ๆ

"พี่ครับ ในเมื่อพี่รับลูกสาวของพี่เมิ่งเสียนมาเป่ยเฉิงแล้ว ทำไมไม่ให้เธอไปอยู่ที่บ้านเก่าล่ะ ที่นั่นคนเยอะน่าจะดูแลได้สะดวกกว่านะ?"

เมื่อได้ยินเรื่องนี้ เมิ่งไหวจินถึงก็ถึงนึกขึ้นได้ว่าเขาไม่ได้ไปหาเด็กสาวคนนั้นมาครึ่งเดือนแล้ว

เขาไม่ได้อธิบายว่านั่นเป็นความต้องการของเมิ่งเสียน

พี่สาวคนโตคนนี้ของเขามีอคติกับตระกูลเมิ่งมาตลอด ก่อนจะฝากฝังลูกสาวให้เขา เธอได้ขอร้องเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าอย่าให้ลูกสาวเธอเข้าไปเหยียบในบ้านตระกูลเมิ่ง

"นายรับลูกสาวพี่เมิ่งเสียนมาแล้วเหรอ" โจวเจิ้งหลินค่อนข้างอยากรู้อยากเห็น "ทำไมไม่พามาให้พวกเราดูบ้างล่ะ ชื่ออะไร? สวยไหม?"

เมิ่งไหวจินกำลังคีบบุหรี่ที่ยังไหม้ไม่หมด ปรายตามองเพื่อนด้วยสายตาเย็นชา เขายังไม่ทันได้ตอบ โทรศัพท์ในกระเป๋าก็ดังขึ้น

เป็นแม่บ้านจากอพาร์ตเมนต์โทรมา เขาหยิบขึ้นมารับอย่างไม่ใส่ใจนัก แต่หลังจากฟังสิ่งที่ปลายสายพูด เขาก็ขมวดคิ้วมุ่นทันที ก่อนสั่งให้เมิ่งชวนไปเอารถ พร้อมลากตัวโจวเจิ้งหลินขึ้นรถไปด้วย

ระหว่างทางทั้งคู่ถามขึ้นพร้อมกัน "ตกลงว่าเกิดอะไรขึ้น"

ไม่นานก็ได้คำตอบแล้ว ในโรงพยาบาล เด็กสาวกำลังนอนซมอยู่บนเตียงคนไข้

เมื่อเทียบกับครึ่งเดือนก่อน เธอผอมลงไม่รู้ตั้งเท่าไร ผิวขาวซีดจนไร้เลือดฝาด

"อธิบายมา" เมิ่งไหวจินถามแม่บ้านตรงโถงทางเดินด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ

ออร่าของเขาทำให้แม่บ้านตกใจจนตัวสั่น เธอตอบพลางหลบสายตา

"คุณ...คุณหนูซูเธอไม่ค่อยทานอะไรเลยค่ะ ก็เลยน้ำตาลในเลือดต่ำ"

"งั้นเหรอ" ดวงตาเย็นชาของชายหนุ่มพลันจับจ้อง "แต่ผมดูแล้ว ทำไมรู้สึกว่าไม่ใช่แค่น้ำตาลในเลือดต่ำ"

แม่บ้านพลันร้องไห้โฮ ก่อนระบายความอัดอั้น "คุณหนูคนนี้...เธออาจจะป่วยนะคะ เธอชอบนั่งเหม่อลอยอยู่บนเตียงทั้งคืน แถมยังไม่ยอมให้ปิดไฟ พอปิดไฟทีไรเธอก็จะกรีดร้องค่ะ"

"แล้วเธอก็ทานเนื้อไม่ได้เลยค่ะ วันแรกฉันไม่รู้เลยทำซุปเนื้อให้ เธอทานเข้าไปแล้วก็อาเจียนแทบสลบ หลังจากนั้นเธอก็ทานน้อยมาก ทานแค่โจ๊กขาวเปล่า ๆ ไม่มีสารอาหารจะไม่ให้น้ำตาลต่ำได้ยังไงล่ะคะ"

"คุณเมิ่งคะ คุณหนูซูเธอเอาแต่ใจ..."

"รับเงินเดือนแล้วไปซะ" เมิ่งไหวจินทิ้งคำพูดเย็นชาไว้แค่นั้น ก่อนจะผลักประตูเข้าไปในห้องผู้ป่วย

หมอผู้ชายเดินออกไปแล้ว เหลือเพียงหมอผู้หญิงที่กำลังตรวจ

โจวเจิ้งหลินเปลี่ยนชุดกาวน์แล้วเดินมาตรงหน้าเขาพลางจิ๊ปาก "นี่นายดูแลลูกสาวเขาแบบนี้เหรอ"

โจวเจิ้งหลินเป็นหมอที่โรงพยาบาลแห่งนี้ เดิมทีวันนี้ควรจะเป็นวันหยุดพักผ่อนเพื่อเลี้ยงต้อนรับเพื่อนรัก แต่กลับถูกคุณชายคนนี้ลากขึ้นรถให้กลับมาทำงานล่วงเวลาที่โรงพยาบาลแทน

เมิ่งไหวจินเดินไปที่เขตสูบบุหรี่แล้วจุดบุหรี่ขึ้นมาสูบ เขาสูดควันเข้าปอดลึก ๆ แล้วถาม "เธอเป็นยังไงบ้าง"

โจวเจิ้งหลินเดินตามไป แล้วตอบว่า "น้ำตาลต่ำกับอาการแพ้ก็แค่เรื่องภายนอก ที่หนักที่สุดคือบาดแผลในใจเธอต่างหาก นายรับเธอมาเป่ยเฉิงแล้วทิ้งขว้างไม่ดูดำดูดีแบบนี้ได้ยังไง"

"...ไม่ได้ทิ้งขว้าง"

"เธอเพิ่งผ่านการเปลี่ยนแปลงใหญ่หลวงขนาดนั้น แค่ให้เงินจ้างแม่บ้านมาดูแลมันไม่พอหรอก ตอนนี้เธอขาดความมั่นคงทางจิตใจแบบสุด ๆ สิ่งที่เธอต้องการคือการอยู่ข้าง ๆ ต้องการความใส่ใจ ไม่ใช่บ้านที่หนาวเหน็บกับคนรับใช้ที่ทำหน้าที่เหมือนหุ่นยนต์"

เมิ่งไหวจินขมวดคิ้ว

"อีกอย่างนะ ยัยหนูนั่นดูออกเลยว่าพี่เมิ่งเสียนเลี้ยงดูมาแบบประคบประหงม แม่บ้านคนนั้นคงจะอมเงินค่ากินค่าอยู่แล้วไปซื้อชุดชั้นในคุณภาพต่ำให้เธอใส่ จนทำให้เธอแพ้เส้นใยผ้า ตรงหน้าอกนั่นแดงไปหมด..." โจวเจิ้งหลินพูดต่อด้วยความหวังดี

"นายแอบดูเหรอ" เมิ่งไหวจินส่งสายตาคมกริบดุจใบมีดใส่อีกฝ่าย

"...เพื่อนร่วมงานที่เป็นผู้หญิงบอกเว้ย! แล้วนั่นใช่ประเด็นไหม ฉันเป็นหมอนะ ถึงตรวจก็ทำตามหน้าที่"

"จุดที่แพ้ให้หมอผู้หญิงตรวจ" เมิ่งไหวจินทิ้งคำพูดไว้แค่นี้ จากนั้นใช้มือบี้ก้นบุหรี่จนดับสนิทแล้วหันเดินเข้าห้องพักฟื้นไป

…...

พวกหมอออกไปกันหมดแล้ว ซูหว่านรู้สึกตัวตื่นขึ้น เมื่อเห็นชายหนุ่มร่างสูงสง่าเดินเข้ามาใกล้ เธอจึงเม้มปากอย่างน้อยใจ เบือนหน้ามองไปนอกหน้าต่าง

นี่เป็นครั้งแรกที่เขาดูแลคนอื่น เรื่องนี้ถือเป็นความสะเพร่าของเขาจริง ๆ เมิ่งไหวจินลากเก้าอี้มานั่งข้างเตียง จ้องมองแผ่นหลังอันบอบบางของเด็กสาวอยู่นานกว่าจะยอมเอ่ยปาก

"จะทานอะไรไหม"

ซูหว่านส่ายหน้าแล้วถามเบา ๆ "คุณเกลียดฉันใช่ไหมคะ"

"เปล่า" เขาตอบกลับด้วยน้ำเสียงปกติ

"งั้นต่อไปคุณก็จะไม่กลับไปพักที่นั่นแล้วใช่ไหม แล้วก็จะจ้างแม่บ้านมาดูแลฉันต่อ"

"อืม" ชายหนุ่มขานรับในลำคอ พร้อมบอกว่าจะจ้างให้สองคน จะหาคนที่มีความเป็นมืออาชีพมากกว่านี้

เด็กสาวตอบเพียง "อ้อ" สั้น ๆ แต่น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความผิดหวังอย่างถึงที่สุด

เมิ่งไหวจินขมวดคิ้วแน่น จ้องเธอไม่ละสายตา "ซูหว่าน เธออยากได้อะไรกันแน่"

ซูหว่านหันกลับมาสบตาที่ลุ่มลึกของเขา แม้จะกลัวท่าทางเคร่งขรึมของเขาอยู่บ้าง แต่เธอก็ลองพยายามต่อรองดู "หนูไม่ชินกับการอยู่กับคนแปลกหน้า...คุณช่วยย้ายกลับไปอยู่ด้วยกันได้ไหมคะ"

"เธอโตเป็นสาวแล้ว เราอยู่ด้วยกันมันไม่เหมาะสม" ชายหนุ่มปฏิเสธ

ดวงตากลมโตของเด็กสาววูบไหวเล็กน้อย ครึ่งหนึ่งคือความไม่เข้าใจ อีกครึ่งหนึ่งคือความไร้เดียงสา "แต่ว่า...ไม่ใช่ว่าคุณไม่ชอบครอบครัวฉันใช่ไหมคะ"

ถึงแม้ในอดีตจะเคยเจอกันแค่ครั้งเดียว แต่แม่ของเธอก็เคยเล่าเรื่องราวของเขาให้ฟังบ่อย ๆ ทำให้ในวันที่เธอสูญเสียทุกอย่างไปแบบนี้ เธอจึงเปรียบเขาเหมือนฟางเส้นสุดท้ายที่ช่วยชีวิต เป็นญาติเพียงคนเดียว เป็นที่พึ่งทางใจเพียงหนึ่งเดียวของเธอในเมืองนี้

เมิ่งไหวจินจ้องมองเธอเงียบ ๆ โดยไม่ได้ตอบคำถาม

ดูท่าคงจะคุยกันไม่รู้เรื่องอีกตามเคย

ซูหว่านถอนหายใจในใจ เธอรู้สึกคันตรงหน้าอกจนทนไม่ไหว จึงดึงผ้าห่มขึ้นมาปิดถึงคอแล้วค่อย ๆ สอดมือเข้าไปเกาเงียบ ๆ

เมิ่งไหวจินละสายตาจากผ้าห่มที่ขยับขยุกขยิกจนดูมีพิรุธ แล้วเอ่ยสั่งเสียงเข้ม "ห้ามเกา"

ซูหว่านชะงักทันที ทำได้เพียงหยุดเกา ผ่านไปอีกพักหนึ่ง ดวงตาอัลมอนด์ใสซื่อคู่นั้นก็ฉายประกายอีกครั้ง

เธอเอ่ยขอร้องด้วยความจริงใจอีกครั้ง "เรา... อยู่ด้วยกันดีไหมคะ"
Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ยัยตัวแสบป่วนหัวใจของเขา   บทที่ 30

    บนปลายจมูกขาวหมดจดของเด็กสาวมีเม็ดเหงื่อซึมออกมาเล็กน้อย ราวกับไข่มุกเม็ดงามที่ประดับอยู่ด้านบน ทุกเม็ดช่างดูใสกระจ่างตาเธอจ้องมองชายที่อยู่ตรงหน้า เขาเหมือนถือดาบเพชฌฆาตอยู่ในมือและพร้อมจะผลักเธอลงขุมนรกได้ทุกเมื่อ ลึก ๆ ในใจเธอยังคงหวาดกลัว แต่ความรู้สึกที่มากกว่านั้นคือความเสียใจ“คุณเป็นญาติผู้ใหญ่ของฉัน คุณแต่งกับใคร คนนั้นก็คือน้าสะใภ้ของฉันในอนาคต หรือว่า...ฉันไม่มีสิทธิ์รู้เรื่องนี้เลยเหรอ ฉันใช้ชีวิตอยู่กับคุณมาเกือบปี หลงนึกว่าฉันพอจะมีสิทธิ์รับรู้เรื่องนี้บ้าง ไม่นึกเลยว่า...ฉันจะไม่มีสิทธิ์นั้น” ซูหว่านจ้องตอบโดยไม่หลบตา แววตาเต็มไปด้วยความใสซื่อบริสุทธิ์กลายเป็นว่าผู้ที่ถูกตัดสินความผิดกลับกลายเป็นเขา เมิ่งไหวจินรู้สึกเหมือนถูกแววตาที่น่าสงสารและใสซื่อนั้นลวกจนร้อน เขาได้เห็นแง่มุมใหม่ ๆ ในด้านความช่างพูดช่างจาของเธออีกครั้งแต่สิ่งที่เธอพูดก็ใช่ว่าจะไม่มีเหตุผล สิทธิ์ในการรับรู้...เธอย่อมมีหลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง ในที่สุดเมิ่งไหวจินก็พูดอย่างใจเย็นว่า “วันนี้เดิมทีตั้งใจจะคุยกัน”ส่วนทำไมหลังจากนั้นถึงไม่ได้คุย ชายหนุ่มมองค้อนเธอแวบหนึ่งก่อนจะวกกลับเข้าเรื่อง “ท

  • ยัยตัวแสบป่วนหัวใจของเขา   บทที่ 29

    การกระทำนี้ดึงดูดสายตาแปลก ๆ ได้ไม่น้อย ทุกคนต่างมองว่าเธอเป็นพวกประหลาดซูหว่านไม่ได้สนใจสายตาที่จ้องมองหรือการคาดเดาเหล่านั้น หลังจากทำข้อสอบเสร็จเธอรู้สึกง่วงจึงฟุบลงกับโต๊ะคอมพิวเตอร์ เตรียมจะงีบหลับสักตื่น แต่ความจริงแล้วเธอหลับไม่ลงเลยสักนิดลึก ๆ ในใจ เธอรู้สึกว่าคนคนนั้นต้องมาแน่ ส่วนจะมาในรูปแบบไหนนั้น เธอเองก็ไม่รู้แต่เพียงไม่นานเธอก็ได้รู้เมื่อเสียงเคาะโต๊ะดังขึ้นสองครั้งใกล้กับใบหู ความรู้สึกที่คุ้นเคยและกลิ่นกายที่แสนคุ้นของเขา ดูเหมือนจะทำให้ทั้งร้านอินเทอร์เน็ตสะอาดขึ้นมาทันทีแม้จะเตรียมใจไว้บ้างแล้ว แต่หัวใจของเด็กสาวก็เต้นระทึกโดยไม่รู้ตัว มันกระโดดโลดเต้นอยู่ในอก ทั้งเฝ้าคอยทั้งลนลาน ทั้งประหม่าและหลงใหล หรือแม้กระทั่ง... มีความตื่นเต้นที่ระงับได้ยากนี่คือความรู้สึกของการถูกใส่ใจวินาทีนี้ ซูหว่านรู้ดีว่าตัวเองได้ตกลงสู่เหวลึกจนกู้อะไรคืนมาไม่ได้อีกต่อไปแล้ว“ซูหว่าน” เสียงของชายหนุ่มแม้จะราบเรียบ แต่กลับแฝงความหมายที่ต่างจากเมื่อก่อนมันคือความโกรธเด็กสาวเงยหน้าขึ้น หันไปสบเข้ากับดวงตาที่เย็นเยียบราวกับบ่อน้ำร้างของเมิ่งไหวจิน สุดท้ายเธอก็ยังคงหวาดกลัว

  • ยัยตัวแสบป่วนหัวใจของเขา   บทที่ 28

    เมิ่งชวนรู้ความเหมาะสม ภาพคนที่เขาถ่ายติดมาจึงเห็นเพียงแวบเดียวเท่านั้นแต่หลังจากซูหว่านเปิดดูและฟังซ้ำแล้วซ้ำเล่า เธอก็สามารถนำภาพที่ผ่านไปอย่างรวดเร็วมาเชื่อมโยงกับบทสนทนาที่ปนอยู่ในเสียงรบกวนได้สำเร็จชายหนุ่มถือแก้วเหล้าด้วยมือข้างเดียว สวมชุดสูทเต็มยศ ดูสง่างามโดดเด่นสะดุดตา โดยมีเจี่ยงเจี๋ยในชุดราตรีสุดประณีตยืนอยู่เคียงข้างดูเหมือนทุกคนจะยอมรับโดยปริยายแล้วว่าเขาคือว่าที่ลูกเขยตระกูลเจี่ยง หลายคนพากันเข้าไปขอชนแก้ว พลางกล่าวคำสรรเสริญเยินยอไม่ขาดปาก ว่าทั้งสองเป็นคู่ที่สวรรค์สร้าง บอกว่าจะรอไปงานแต่งงาน หรือไม่ก็ถามเรื่องเรือนหอว่าจะซื้อที่ไหน...ด้วยฐานะอย่างเมิ่งไหวจิน งานเลี้ยงทางสังคมแบบนี้เขามักจะมีแทบทุกสามวันห้าวัน ซูหว่านเองก็เคยติดตามเขาไปร่วมงานมาแล้วหลายครั้งปกติเขาจะรับมือได้อย่างคล่องแคล่วเสมอ วางตัวสูงส่ง และจัดการได้ดีไม่ว่าเรื่องบู๊เรื่องบุ๋นเมื่อก่อนซูหว่านมองเขาเหมือนมองเทพเจ้าผู้สูงส่ง แต่ครั้งนี้เธอกลับรู้สึกระคายตาเหลือเกิน เพราะคนที่ยืนอยู่ข้างกายเขาไม่ใช่เธอ…...งานเลี้ยงขึ้นบ้านใหม่ของตระกูลเจี่ยงจัดอย่างเรียบง่าย ไม่ได้เชิญคนเยอะ แต่ทุกคนที่

  • ยัยตัวแสบป่วนหัวใจของเขา   บทที่ 27

    “ดูเหมือนเธอจะสนใจเรื่อง ‘ความชอบ’ เป็นพิเศษนะ”ซูหว่านเม้มปากเงียบเมิ่งไหวจินหลุบตาลงจ้องมองเธอตรง ๆ “รู้แล้วใช่ไหมว่า ‘ความชอบ’ มันเป็นความรู้สึกแบบไหน”“...”หัวใจของซูหว่านที่เพิ่งจะสงบลงกลับดีดตัวขึ้นมาอีกครั้งเหมือนลูกแก้วที่ตกพื้น เธอค่อย ๆ ส่ายหน้าภายใต้การจ้องของดวงตาที่คมดุจใบมีด “ไม่รู้ค่ะ”“รักษาตัวให้ดี” เมิ่งไหวจินพูดด้วยท่าทีจริงจังมาก “ไข้ขึ้นตั้งแต่กลางดึก ทำไมไม่เรียกฉัน”เรียกแล้วยังไงล่ะ ต่อให้ส่งเธอมาโรงพยาบาลแล้ว สุดท้ายคุณก็ต้องกลับไปปรึกษาเรื่องวันหมั้นอยู่ดีเด็กสาวหลุบตาลงพลางกล่าวว่า “คุณมีธุระสำคัญต้องทำไม่ใช่เหรอ ฉันแค่กลัวว่าจะไปทำลายวาสนารักที่สวยงามคุณ”ชายหนุ่มส่งเสียง ‘อ้อ’ ในลำคอ “แล้วตอนนี้ไม่ทำลายหรือไง?”“...” ซูหว่านเงียบกริบทันทีเมิ่งไหวจินไม่เซ้าซี้ต่อ แต่กลับก็จงใจเลิกสนทนาเรื่องที่เกี่ยวกับเจี่ยงเจี๋ยกับเธอ คงเพราะเขาคิดว่านั่นเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ ไม่จำเป็นต้องมาคุยกับเด็กนักเรียนอย่างเธอเรื่องพวกนี้ซูหว่านรู้ดี และนั่นก็ทำให้เธอรู้สึกผิดหวังอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนโลกของเขา ดูเหมือนจะอยู่ไกลจากเธอเหลือเกิน…...บ่ายวันนั้น

  • ยัยตัวแสบป่วนหัวใจของเขา   บทที่ 26

    เด็กสาวดูเหมือนจะไม่รู้ตัวเลยสักนิด ดวงตาใสซื่อจ้องเขม็ง ในดวงตาสะท้อนภาพพลุหลากสีสันนอกหน้าต่างจนเป็นประกายวาววับผิดปกติ เธอยังเรียกชื่อเขาออกมาคำหนึ่งด้วยเมิ่งไหวจินละสายตาไปทางอื่น น้ำเสียงเย็นชาบาดลึก “ใส่เสื้อผ้าให้เรียบร้อย แล้วเป่าผมให้แห้งซะ”“ค่ะ จะไปเป่าเดี๋ยวนี้ คุณมีธุระอะไรหรือเปล่าคะ” เธอยิ้มออกมาดูใสซื่อไร้พิษสงชายหนุ่มหยิบซองแดงออกมาจากกระเป๋าแล้วยื่นให้ “เงินแต๊ะเอียที่เธอเฝ้าคิดถึงนักหนาไง”ขนตาของซูหว่านสั่นไหวเล็กน้อย เธอกุมซองแดงไว้แล้วยิ้มหวานยิ่งกว่าเดิม “ขอบคุณค่ะ สวัสดีปีใหม่นะคะ ขอให้ปีใหม่นี้การราบรื่น สมปรารถนาทุกเรื่อง แล้วก็...ได้ครอบครองสาวงามนะคะ”ตอนที่เธอพูดประโยคนี้ เธอจ้องมองเขาไม่วางตาดวงตาคมดุจเหยี่ยวของเมิ่งไหวจินหรี่ลงเล็กน้อย ดูล้ำลึกยากจะหยั่งถึง เขามองค้อนเธอแวบหนึ่งก่อนจะหันหลังกลับเข้าห้องตัวเอง “เป่าผมให้แห้ง อย่าให้ฉันต้องพูดซ้ำเป็นรอบที่สอง”…...วันต่อมา คุณนายเมิ่งก็นัดคุณนายเจี่ยงมาที่บ้านตามคาด เจี่ยงเจี๋ยก็มาด้วยเช่นกันกันทั้งบ้านตระกูลเมิ่งเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะหรรษา เมิ่งไหวจินถูกบรรดาอาสะใภ้รุมล้อมให้ไปที่โต๊ะไพ่ โดยม

  • ยัยตัวแสบป่วนหัวใจของเขา   บทที่ 25

    ชั่วขณะนั้นซูหว่านไม่รู้จะใช้คำไหนมาอธิบายความรู้สึกในใจได้เลยเธอรู้สึกเหมือนมีความขมขื่นรุนแรงแล่นพล่านขึ้นมาจุกที่ลำคอ ขมขื่นจนเธอแทบจะอาเจียนออกมาหัวใจที่แทบจะหลุดออกมาตรงระเบียงชั้นสองเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อน หัวใจที่เคยเต้นรัวเหมือนมีกวางน้อยวิ่งชนตรงโต๊ะอาหารเมื่อไม่กี่นาทีที่แล้ว ตอนนี้กลับดิ่งวูบกระแทกหน้าอกอย่างแรง มันหนักอึ้งและอึดอัดจนเธอแทบจะหายใจไม่ออกพวกเขาพัฒนาความสัมพันธ์ไปถึงขั้นตกลงเรื่องแต่งงานกันตั้งแต่เมื่อไร ทำไมจู่ ๆ ถึงข้ามไปคุยเรื่องหมั้นหมายกันเลยล่ะ วินาทีนั้น ซูหว่านถึงเพิ่งตระหนักได้ถึงปัญหาที่ร้ายแรงมากอย่างหนึ่ง เธอไม่ได้รู้สึกว่านี่เป็นเรื่องมงคลเลยสักนิดเธอจะไม่ขออวยพรให้พวกเขาและไม่อยากจะอวยพรด้วยหลังมื้ออาหาร พวกลูกหลานพากันไปจุดพลุเล่นที่สวนหย่อม ซูหว่านพิงเชือกชิงช้าพลางเหม่อมองท้องฟ้าอย่างไร้จุดหมายบรรยากาศปีใหม่ที่แสนคึกคัก เสียงโห่ร้องยินดี แสงพลุที่วูบวาบสว่างไสว ดูสวยงามจับตา แต่เธอกลับไม่รู้สึกถึงความสุขเลยแม้แต่น้อย แววตาที่หม่นแสงลงดูราวกับวันสิ้นโลก“มานั่งทำอะไรคนเดียวตรงนี้ล่ะ” เมิ่งชวนช่วยผลักชิงช้าให้เธอเบา ๆ พลางยัดซองแด

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status