แชร์

บทที่ 3

ผู้เขียน: ไฟถนนอ่านใจฉัน
สิ่งที่ตอบกลับซูหว่านคือคำพูดที่แข็งกระด้าง "เธอตั้งใจให้ความร่วมมือในการรักษาก่อนเถอะ"

"ถ้าฉันให้ความร่วมมือ คุณจะย้ายกลับไปอยู่ด้วยกันไหมคะ" แววตาที่หม่นหมองของเด็กสาวเป็นประกายขึ้นมาทันที

"จะให้ความร่วมมือหรือไม่ มันก็เป็นเรื่องสุขภาพกายใจของตัวเธอเอง ฉันไม่รับคำขออะไรทั้งนั้น เข้าใจไหมซูหว่าน"

น้ำเสียงที่เฉียบขาดของเขาเหมือนคำสั่งทหารที่ผู้บังคับบัญชาส่งถึงลูกน้อง ซึ่งลูกน้องทำได้เพียงตอบว่า "รับทราบ" และปฏิบัติตามโดยไม่มีข้อสงสัย

"เข้าใจแล้วค่ะ" ซูหว่านก้มหน้าพลางบ่นพึมพำในใจว่าผู้ชายคนนี้ใจหินจริง ๆ

เมิ่งไหวจินย่อมไม่เข้าใจความคิดที่ซับซ้อนของเด็กสาววัยรุ่น เขาเหลือบมองกระหม่อมที่ผมยุ่งฟูของเธอแล้วยื่นมือออกไป "เอาโทรศัพท์มาให้ฉัน"

แม้จะไม่เข้าใจเหตุผล แต่ซูหว่านก็ปลดล็อกหน้าจอ แล้ววางโทรศัพท์ลงบนฝ่ามือที่เต็มไปด้วยรอยด้านเพราะจับปืนของเขา

ชายหนุ่มก้มหน้ากดหมายเลขโทรศัพท์ชุดหนึ่งลงไป เมื่อโทรศัพท์ในกระเป๋าของเขาดังขึ้น เขาจึงส่งมือถือคืนให้เธอ

"ฉันมีงานด่วนต้องไปจัดการ ไปก่อนนะ ตอนเย็นฉันจะแวะไปที่อพาร์ตเมนต์ อยากได้อะไรเพิ่มก็โทรบอกแล้วกัน"

เมิ่งไหวจินสั่งเสร็จก็เดินออกจากโรงพยาบาล พอลงลิฟต์มาโทรศัพท์ก็ดังขึ้นทันที

เมื่อเห็นว่าเป็นเบอร์ที่เพิ่งบันทึกไปเมื่อนาทีที่แล้ว เขาก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย

"มีอะไร" เขาถาม

เสียงใสที่เจือความระมัดระวังของเด็กสาวตอบกลับ "ตอนเย็นที่คุณจะมา รบกวนช่วยหยิบชุดนอนมาให้ฉันสักชุดนะคะ เสื้อผ้าอยู่ในตู้ค่ะ"

"อืม"

"แล้วก็ช่วยอะไรฉันอีกอย่างได้ไหมคะ"

"ว่ามา"

"เจ้าไอติมอยู่บ้านตัวเดียว คุณช่วยแวะไปให้อาหารมันหน่อยได้ไหม"

เมิ่งไหวจินนึกอยู่ครู่หนึ่ง ถึงจำได้ว่าตอนมาที่เป่ยเฉิง มีแมวสีขาวขนฟูตามเธอมาด้วยตัวหนึ่ง

"อ้อ จริงสิ กระบะทรายก็ต้องเปลี่ยนด้วยนะคะ..." ซูหว่านเสียงเบาลงเรื่อย ๆ เพราะแม้จะคุยผ่านโทรศัพท์ เธอก็สัมผัสได้ถึงรังสีอำมหิตจากอีกฝ่าย เธอจึงรีบขอบคุณแล้วชิงตัดสายไป

......

"หนูน้อยซูหว่าน คุยโทรศัพท์กับใครอยู่ครับ"

ซูหว่านวางโทรศัพท์ลง เห็นชายหนุ่มร่างสูงหน้าตาดี แต่งตัวดูดีมีสไตล์เดินเข้ามาพร้อมกับหมอโจว

เขาแนะนำตัวว่าชื่อเมิ่งชวน และเป็นน้าของเธอเช่นกัน

ในตระกูลเมิ่ง ซูหว่านรู้จักเพียงเมิ่งไหวจินทั้งยังรู้จักเพียงผิวเผินเท่านั้น

แต่เมื่อเห็นว่าเขาดูเป็นมิตรและเข้ากับคนง่ายกว่าเมิ่งไหวจินร้อยเท่า เธอจึงเรียกเขาตามมารยาทว่า "น้าเมิ่งชวน"

เมิ่งชวนรับคำพลางหุบยิ้มลง "ไม่ต้องเกร็งนะ แม่ของเธอเป็นพี่สาวที่พวกเราทุกคนเคารพรักมาก"

ซูหว่านรู้สึกแสบจมูกขึ้นมา "พวกคุณ...สนิทกับแม่ของฉันมากเลยเหรอคะ"

"แน่นอนสิ ตอนเด็ก ๆ พวกเราก่อเรื่องไว้ในเขตทหาร ก็ได้แม่ของเธอนี่แหละที่คอยช่วยปิดบังให้ แต่ว่า... หลังจากเธอแต่งงานไปอยู่หนานเฉิง พวกเราต่างคนต่างแยกย้าย บางคนไปต่างประเทศ บางคนเข้ากรม เลยไม่ค่อยได้ติดต่อกันน่ะ"

เมิ่งชวนหยุดนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะมองเธอด้วยสายตาจริงจัง "ไม่ต้องกลัวนะ ต่อไปจะมีพวกน้า ๆ คอยปกป้องเธอเอง"

ซูหว่านรีบหลุบตาลง แพขนตาวูบสั่น ผ่านไปนานกว่าจะเค้นเสียงถามออกมาได้ "แล้ว...คุณแม่สนิทกับเขาคนนั้นมากไหมคะ"

"เขาคนนั้น...หมายถึงพี่ไหวจินเหรอ" เมิ่งชวนถาม

ซูหว่านพยักหน้า

เขาตอบว่า "ในบรรดาพี่น้องตระกูลเมิ่ง พี่ไหวจินสนิทกับพี่เมิ่งเสียนที่สุดแล้วล่ะ นี่คงเป็นเหตุผลที่พี่เมิ่งเสียน...ตัดสินใจฝากเธอไว้กับเขาละมั้ง"

สนิทกับแม่ที่สุดแล้วทำไมถึงดุเธอขนาดนี้ล่ะ?!

......

ตอนค่ำ เมิ่งไหวจินกลับมาที่โรงพยาบาลอีกครั้ง นอกจากนำเสื้อผ้ามาให้ซูหว่านถุงใหญ่แล้ว ยังหิ้วโจ๊กมาให้เธอกล่องหนึ่งด้วย

โจ๊กนั่นต้มด้วยผักกาดขาวและไข่แดง ไม่ใส่เนื้อสัตว์เลยแม้แต่นิดเดียว มีกลิ่นหอมมาก

"คุณทำเองเหรอคะ"

ซูหว่านประหลาดใจมาก เธอเกือบจะรู้สึกผิดที่แอบนินทาเขาในใจเมื่อตอนกลางวัน แต่แล้วก็ได้ยินชายหนุ่มสั่งด้วยเสียงเย็นชาเพียงสองคำ "ทานให้หมด"

“!!!”

แม้จะมีรสชาติหอมหวานอร่อย แต่กล่องใหญ่ขนาดนี้ เธอจะทานหมดได้อย่างไร?

เมิ่งไหวจินไม่เปิดโอกาสให้เธอได้เล่นแง่ เขาเลื่อนเก้าอี้มานั่งลงข้าง ๆ และเฝ้าเธอทานอาหารตลอดเวลา

ผลก็คือซูหว่านต้องทานจนแก้มป่องไปหมด พอถึงช่วงท้ายเธอก็ถึงกับพะอืดพะอมจนแทบอาเจียนออกมา

"เมิ่งไหวจินเคยเห็นท่าทางแบบนี้แค่ตอนเด็ก ๆ กินข้าวเท่านั้น พอมาลองคิดดูให้ดี เธอก็เป็นยัยหนูน้อยที่อายุน้อยกว่าเขาถึงสิบปีจริง ๆ นั่นแหละ"

"ยกโทษให้ฉันเถอะค่ะ ฉันทานไม่ไหวแล้วจริง ๆ" เด็กสาวพองลมที่แก้มแล้วเงยหน้ามองเขาด้วยสายตาอ้อนวอน

ก่อนจะเกิดเรื่องร้ายขึ้น เธอคงจะเป็นเด็กสาวที่ร่าเริงและชอบอ้อนพ่อแม่มาก ไม่อย่างนั้นเธอคงไม่เผลอแสดงท่าทางแบบนี้ออกมาในตอนนี้

ชายหนุ่มปรายตามองแก้มที่ป่องเหมือนหนูแฮมสเตอร์ของเธอ ก่อนจะพยักหน้าไปทางโต๊ะข้าง ๆ อย่างมีเมตตา "วางไว้เถอะ"

"ซูหว่านรู้สึกราวกับได้รับอภัยโทษ ตอนที่วางกล่องอาหารลง เธอก็เผลอเรอออกมาอย่างไม่เหมาะสม...

เพื่อกลบเกลื่อนความเขินอาย เธอแสร้งทำเป็นหยิบน้ำอุ่นข้าง ๆ ขึ้นมาดื่มอึกใหญ่ไปค่อนแก้ว...

ในที่สุดเมิ่งไหวจินก็ทนดูต่อไปไม่ไหว เขาคว้าแก้วน้ำในมือเด็กสาวมาวางบนโต๊ะ จ้องมองใบหน้าแดงก่ำของเธอพลางพูดไม่ออกอยู่ครู่หนึ่ง

ซูหว่านกะพริบตาปริบ ๆ รีบหันไปหยิบเสื้อผ้าแล้ววิ่งเข้าห้องน้ำไปอาบน้ำทันที

วันที่ออกจากหนานเฉิง เธอจากมาอย่างรีบร้อน จึงไม่ได้นำเสื้อผ้าติดมาด้วยมากนัก นั่นเป็นเหตุผลที่เธอต้องฝากแม่บ้านซื้อชุดชั้นในให้ แต่ใครจะรู้ว่าแม่บ้านสมัยนี้จะแอบกินส่วนต่าง ซื้อของเกรดต่ำที่สุดมาให้เธอใส่ จนทำให้ผิวหนังอักเสบจากการแพ้เส้นใยผ้า

แถมยังเป็นการแพ้ตรงหน้าอกอีกด้วย... พูดไปแล้วก็น่าอับอายจริง ๆ

หลังจากอาบน้ำทายาเสร็จ ซูหว่านก็พบว่าเสื้อผ้าที่เมิ่งไหวจินเอามาให้เป็นเสื้อผ้าชุดใหม่

อีกทั้งยังเป็นแบรนด์ที่เธอใส่เป็นประจำ เนื้อผ้ามีความอ่อนนุ่มมาก

เสื้อผ้ามีกลิ่นหอมสะอาดจาง ๆ เหมือนผ่านการซักแห้งมาแล้ว มีให้ครบตั้งแต่ตัวในถึงตัวนอก...รวมถึงชุดชั้นในด้วย

…...

"นายคลุกคลีกับลูกกระสุนมานาน คงรู้ดีกว่าใครว่าสภาพคนยิงตัวตายมันเป็นยังไง" โจวเจิ้งหลินเอ่ยเนิบ ๆ ในห้องพักเวร

เมิ่งไหวจินนิ่งเงียบ พลางหมุนไฟแช็กสีเงินในมือไปมา

เขาเข้าใจชัดเจนกว่าใคร วินาทีที่ลูกกระสุนทะลุเพดานปาก มันจะปั่นสมองจนเละเป็นน้ำ ในขณะที่สร้างบาดแผลทะลุผ่านเพื่อปลิดชีพในทันทีนั้น เลือดที่ทะลักออกมาจะหอบเอาเศษเนื้อสมองจำนวนมากออกมาด้วย

โจวเจิ้งหลินพูดต่อ "เธอเห็นภาพพ่อแม่ตัวเองเนื้อตัวกระจุยต่อหน้าต่อตา ผลกระทบทางจิตใจมันหนักหนามาก ที่ไม่เสียสติไปก็ถือว่ายัยหนูนี่เข้มแข็งมากแล้ว"

"เพราะฉะนั้นอาการรังเกียจเนื้อสัตว์ กลัวความมืดหรือนอนไม่หลับ มันเป็นเรื่องปกติ ค่อย ๆ ปรับไปแล้วกัน ฉันดูแล้วพื้นฐานนิสัยเธอเป็นคนร่าเริง นายอดทนเลี้ยงสักปีครึ่งปี ก็น่าจะกลับมาเป็นปกติได้ ส่วนจุดที่แพ้ ก็ทายาตามเวลา ห้ามเกา จะได้ไม่เป็นแผลเป็น"

"ขอบใจ" เมิ่งไหวจินลุกขึ้นเดินออกไป

......

เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้า ซูหว่านที่นั่งเหม่อลอยอยู่บนเตียงก็รีบมุดเข้าใต้ผ้าห่มทันที ดึงผ้าห่มมาคลุมไว้ทั้งตัว

ตอนออกมาจากห้องน้ำไม่เห็นเมิ่งไหวจินเธอนึกว่าเขากลับไปแล้ว

"แต่ก็เปล่าเลย ชายคนนั้นเดินเข้ามา ปิดประตูห้องพักผู้ป่วย แล้วนั่งลงบนเก้าอี้ข้าง ๆ

ห้านาที สิบนาที หรืออาจจะนานกว่านั้น เขาก็ยังไม่มีท่าทีว่าจะลุกจากไปเลย "

รออีกหลายนาที ซูหว่านทนอึดอัดไม่ไหวจึงเปิดผ้าห่มออกมาดู เห็นเมิ่งไหวจินมีกองเอกสารปึกใหญ่ตั้งอยู่ตรงหน้า เขากำลังนั่งตรวจและเซ็นชื่อทีละฉบับ

เวลาผู้ชายคนนี้ทำงานเขาดูจริงจังและเคร่งขรึมมาก แม้จะเห็นเพียงแผ่นหลัง แต่ก็แฝงไปด้วยแรงกดดันแผ่ออกมาเองทั้งที่ไม่ได้โกรธ

ราวกับมีตาหลัง เมิ่งไหวจินหันกลับมาสบตาที่จ้องมองเขาอยู่ "กลัวฉันหนีเหรอ"

เมื่อถูกจับได้ ซูหว่านก็มุดหลบตามสัญชาตญาณ ผ่านไปพักหนึ่งก็โผล่หัวออกมาถาม อีก "คุณจะทิ้งฉันเหมือนคนอื่นไหม"

เมิ่งไหวจินเงียบไปอึดใจเดียว ก่อนจะถามกลับ "แล้วเธอมีประโยชน์อะไรล่ะ"

"หนูยังมีประโยชน์อยู่นะ อย่าดูถูกกันสิคะ" สัญชาตญาณการเอาตัวรอดของซูหว่านพุ่งปรี๊ดทันที

เมื่อเห็นว่าเธอเริ่มลดการป้องกันตัวและพูดมากขึ้น เมิ่งไหวจินจึงหมุนเก้าอี้มาหาเธออย่างสนใจ "งั้นเหรอ?"

ซูหว่านคิดทบทวนอย่างจริงจังก่อนจะสรุปได้ว่า "หนูทำอาหารให้คุณทานได้ค่ะ"

อีกฝ่ายเลิกคิ้ว "ทำเป็นเหรอ อย่าเผาห้องครัวฉันทิ้งก็แล้วกัน"

"ถ้างั้น... ในอนาคตหนูจะดูแลคุณตอนแก่และส่งคุณไปสู่สุขคติเองค่ะ" เธอพูดเหมือนตัดสินใจครั้งใหญ่

มุมปากของชายหนุ่มดูเหมือนจะยกขึ้นเล็กน้อย แม้จะมองไม่ชัดก็ตาม แต่ปากคอเราะร้ายก็ยังทำงานได้ไม่แผ่ว "ถ้าเธอยังไม่นอน ใครจะส่งใครไปก่อนก็ยังไม่แน่หรอก"
อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • ยัยตัวแสบป่วนหัวใจของเขา   บทที่ 30

    บนปลายจมูกขาวหมดจดของเด็กสาวมีเม็ดเหงื่อซึมออกมาเล็กน้อย ราวกับไข่มุกเม็ดงามที่ประดับอยู่ด้านบน ทุกเม็ดช่างดูใสกระจ่างตาเธอจ้องมองชายที่อยู่ตรงหน้า เขาเหมือนถือดาบเพชฌฆาตอยู่ในมือและพร้อมจะผลักเธอลงขุมนรกได้ทุกเมื่อ ลึก ๆ ในใจเธอยังคงหวาดกลัว แต่ความรู้สึกที่มากกว่านั้นคือความเสียใจ“คุณเป็นญาติผู้ใหญ่ของฉัน คุณแต่งกับใคร คนนั้นก็คือน้าสะใภ้ของฉันในอนาคต หรือว่า...ฉันไม่มีสิทธิ์รู้เรื่องนี้เลยเหรอ ฉันใช้ชีวิตอยู่กับคุณมาเกือบปี หลงนึกว่าฉันพอจะมีสิทธิ์รับรู้เรื่องนี้บ้าง ไม่นึกเลยว่า...ฉันจะไม่มีสิทธิ์นั้น” ซูหว่านจ้องตอบโดยไม่หลบตา แววตาเต็มไปด้วยความใสซื่อบริสุทธิ์กลายเป็นว่าผู้ที่ถูกตัดสินความผิดกลับกลายเป็นเขา เมิ่งไหวจินรู้สึกเหมือนถูกแววตาที่น่าสงสารและใสซื่อนั้นลวกจนร้อน เขาได้เห็นแง่มุมใหม่ ๆ ในด้านความช่างพูดช่างจาของเธออีกครั้งแต่สิ่งที่เธอพูดก็ใช่ว่าจะไม่มีเหตุผล สิทธิ์ในการรับรู้...เธอย่อมมีหลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง ในที่สุดเมิ่งไหวจินก็พูดอย่างใจเย็นว่า “วันนี้เดิมทีตั้งใจจะคุยกัน”ส่วนทำไมหลังจากนั้นถึงไม่ได้คุย ชายหนุ่มมองค้อนเธอแวบหนึ่งก่อนจะวกกลับเข้าเรื่อง “ท

  • ยัยตัวแสบป่วนหัวใจของเขา   บทที่ 29

    การกระทำนี้ดึงดูดสายตาแปลก ๆ ได้ไม่น้อย ทุกคนต่างมองว่าเธอเป็นพวกประหลาดซูหว่านไม่ได้สนใจสายตาที่จ้องมองหรือการคาดเดาเหล่านั้น หลังจากทำข้อสอบเสร็จเธอรู้สึกง่วงจึงฟุบลงกับโต๊ะคอมพิวเตอร์ เตรียมจะงีบหลับสักตื่น แต่ความจริงแล้วเธอหลับไม่ลงเลยสักนิดลึก ๆ ในใจ เธอรู้สึกว่าคนคนนั้นต้องมาแน่ ส่วนจะมาในรูปแบบไหนนั้น เธอเองก็ไม่รู้แต่เพียงไม่นานเธอก็ได้รู้เมื่อเสียงเคาะโต๊ะดังขึ้นสองครั้งใกล้กับใบหู ความรู้สึกที่คุ้นเคยและกลิ่นกายที่แสนคุ้นของเขา ดูเหมือนจะทำให้ทั้งร้านอินเทอร์เน็ตสะอาดขึ้นมาทันทีแม้จะเตรียมใจไว้บ้างแล้ว แต่หัวใจของเด็กสาวก็เต้นระทึกโดยไม่รู้ตัว มันกระโดดโลดเต้นอยู่ในอก ทั้งเฝ้าคอยทั้งลนลาน ทั้งประหม่าและหลงใหล หรือแม้กระทั่ง... มีความตื่นเต้นที่ระงับได้ยากนี่คือความรู้สึกของการถูกใส่ใจวินาทีนี้ ซูหว่านรู้ดีว่าตัวเองได้ตกลงสู่เหวลึกจนกู้อะไรคืนมาไม่ได้อีกต่อไปแล้ว“ซูหว่าน” เสียงของชายหนุ่มแม้จะราบเรียบ แต่กลับแฝงความหมายที่ต่างจากเมื่อก่อนมันคือความโกรธเด็กสาวเงยหน้าขึ้น หันไปสบเข้ากับดวงตาที่เย็นเยียบราวกับบ่อน้ำร้างของเมิ่งไหวจิน สุดท้ายเธอก็ยังคงหวาดกลัว

  • ยัยตัวแสบป่วนหัวใจของเขา   บทที่ 28

    เมิ่งชวนรู้ความเหมาะสม ภาพคนที่เขาถ่ายติดมาจึงเห็นเพียงแวบเดียวเท่านั้นแต่หลังจากซูหว่านเปิดดูและฟังซ้ำแล้วซ้ำเล่า เธอก็สามารถนำภาพที่ผ่านไปอย่างรวดเร็วมาเชื่อมโยงกับบทสนทนาที่ปนอยู่ในเสียงรบกวนได้สำเร็จชายหนุ่มถือแก้วเหล้าด้วยมือข้างเดียว สวมชุดสูทเต็มยศ ดูสง่างามโดดเด่นสะดุดตา โดยมีเจี่ยงเจี๋ยในชุดราตรีสุดประณีตยืนอยู่เคียงข้างดูเหมือนทุกคนจะยอมรับโดยปริยายแล้วว่าเขาคือว่าที่ลูกเขยตระกูลเจี่ยง หลายคนพากันเข้าไปขอชนแก้ว พลางกล่าวคำสรรเสริญเยินยอไม่ขาดปาก ว่าทั้งสองเป็นคู่ที่สวรรค์สร้าง บอกว่าจะรอไปงานแต่งงาน หรือไม่ก็ถามเรื่องเรือนหอว่าจะซื้อที่ไหน...ด้วยฐานะอย่างเมิ่งไหวจิน งานเลี้ยงทางสังคมแบบนี้เขามักจะมีแทบทุกสามวันห้าวัน ซูหว่านเองก็เคยติดตามเขาไปร่วมงานมาแล้วหลายครั้งปกติเขาจะรับมือได้อย่างคล่องแคล่วเสมอ วางตัวสูงส่ง และจัดการได้ดีไม่ว่าเรื่องบู๊เรื่องบุ๋นเมื่อก่อนซูหว่านมองเขาเหมือนมองเทพเจ้าผู้สูงส่ง แต่ครั้งนี้เธอกลับรู้สึกระคายตาเหลือเกิน เพราะคนที่ยืนอยู่ข้างกายเขาไม่ใช่เธอ…...งานเลี้ยงขึ้นบ้านใหม่ของตระกูลเจี่ยงจัดอย่างเรียบง่าย ไม่ได้เชิญคนเยอะ แต่ทุกคนที่

  • ยัยตัวแสบป่วนหัวใจของเขา   บทที่ 27

    “ดูเหมือนเธอจะสนใจเรื่อง ‘ความชอบ’ เป็นพิเศษนะ”ซูหว่านเม้มปากเงียบเมิ่งไหวจินหลุบตาลงจ้องมองเธอตรง ๆ “รู้แล้วใช่ไหมว่า ‘ความชอบ’ มันเป็นความรู้สึกแบบไหน”“...”หัวใจของซูหว่านที่เพิ่งจะสงบลงกลับดีดตัวขึ้นมาอีกครั้งเหมือนลูกแก้วที่ตกพื้น เธอค่อย ๆ ส่ายหน้าภายใต้การจ้องของดวงตาที่คมดุจใบมีด “ไม่รู้ค่ะ”“รักษาตัวให้ดี” เมิ่งไหวจินพูดด้วยท่าทีจริงจังมาก “ไข้ขึ้นตั้งแต่กลางดึก ทำไมไม่เรียกฉัน”เรียกแล้วยังไงล่ะ ต่อให้ส่งเธอมาโรงพยาบาลแล้ว สุดท้ายคุณก็ต้องกลับไปปรึกษาเรื่องวันหมั้นอยู่ดีเด็กสาวหลุบตาลงพลางกล่าวว่า “คุณมีธุระสำคัญต้องทำไม่ใช่เหรอ ฉันแค่กลัวว่าจะไปทำลายวาสนารักที่สวยงามคุณ”ชายหนุ่มส่งเสียง ‘อ้อ’ ในลำคอ “แล้วตอนนี้ไม่ทำลายหรือไง?”“...” ซูหว่านเงียบกริบทันทีเมิ่งไหวจินไม่เซ้าซี้ต่อ แต่กลับก็จงใจเลิกสนทนาเรื่องที่เกี่ยวกับเจี่ยงเจี๋ยกับเธอ คงเพราะเขาคิดว่านั่นเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ ไม่จำเป็นต้องมาคุยกับเด็กนักเรียนอย่างเธอเรื่องพวกนี้ซูหว่านรู้ดี และนั่นก็ทำให้เธอรู้สึกผิดหวังอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนโลกของเขา ดูเหมือนจะอยู่ไกลจากเธอเหลือเกิน…...บ่ายวันนั้น

  • ยัยตัวแสบป่วนหัวใจของเขา   บทที่ 26

    เด็กสาวดูเหมือนจะไม่รู้ตัวเลยสักนิด ดวงตาใสซื่อจ้องเขม็ง ในดวงตาสะท้อนภาพพลุหลากสีสันนอกหน้าต่างจนเป็นประกายวาววับผิดปกติ เธอยังเรียกชื่อเขาออกมาคำหนึ่งด้วยเมิ่งไหวจินละสายตาไปทางอื่น น้ำเสียงเย็นชาบาดลึก “ใส่เสื้อผ้าให้เรียบร้อย แล้วเป่าผมให้แห้งซะ”“ค่ะ จะไปเป่าเดี๋ยวนี้ คุณมีธุระอะไรหรือเปล่าคะ” เธอยิ้มออกมาดูใสซื่อไร้พิษสงชายหนุ่มหยิบซองแดงออกมาจากกระเป๋าแล้วยื่นให้ “เงินแต๊ะเอียที่เธอเฝ้าคิดถึงนักหนาไง”ขนตาของซูหว่านสั่นไหวเล็กน้อย เธอกุมซองแดงไว้แล้วยิ้มหวานยิ่งกว่าเดิม “ขอบคุณค่ะ สวัสดีปีใหม่นะคะ ขอให้ปีใหม่นี้การราบรื่น สมปรารถนาทุกเรื่อง แล้วก็...ได้ครอบครองสาวงามนะคะ”ตอนที่เธอพูดประโยคนี้ เธอจ้องมองเขาไม่วางตาดวงตาคมดุจเหยี่ยวของเมิ่งไหวจินหรี่ลงเล็กน้อย ดูล้ำลึกยากจะหยั่งถึง เขามองค้อนเธอแวบหนึ่งก่อนจะหันหลังกลับเข้าห้องตัวเอง “เป่าผมให้แห้ง อย่าให้ฉันต้องพูดซ้ำเป็นรอบที่สอง”…...วันต่อมา คุณนายเมิ่งก็นัดคุณนายเจี่ยงมาที่บ้านตามคาด เจี่ยงเจี๋ยก็มาด้วยเช่นกันกันทั้งบ้านตระกูลเมิ่งเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะหรรษา เมิ่งไหวจินถูกบรรดาอาสะใภ้รุมล้อมให้ไปที่โต๊ะไพ่ โดยม

  • ยัยตัวแสบป่วนหัวใจของเขา   บทที่ 25

    ชั่วขณะนั้นซูหว่านไม่รู้จะใช้คำไหนมาอธิบายความรู้สึกในใจได้เลยเธอรู้สึกเหมือนมีความขมขื่นรุนแรงแล่นพล่านขึ้นมาจุกที่ลำคอ ขมขื่นจนเธอแทบจะอาเจียนออกมาหัวใจที่แทบจะหลุดออกมาตรงระเบียงชั้นสองเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อน หัวใจที่เคยเต้นรัวเหมือนมีกวางน้อยวิ่งชนตรงโต๊ะอาหารเมื่อไม่กี่นาทีที่แล้ว ตอนนี้กลับดิ่งวูบกระแทกหน้าอกอย่างแรง มันหนักอึ้งและอึดอัดจนเธอแทบจะหายใจไม่ออกพวกเขาพัฒนาความสัมพันธ์ไปถึงขั้นตกลงเรื่องแต่งงานกันตั้งแต่เมื่อไร ทำไมจู่ ๆ ถึงข้ามไปคุยเรื่องหมั้นหมายกันเลยล่ะ วินาทีนั้น ซูหว่านถึงเพิ่งตระหนักได้ถึงปัญหาที่ร้ายแรงมากอย่างหนึ่ง เธอไม่ได้รู้สึกว่านี่เป็นเรื่องมงคลเลยสักนิดเธอจะไม่ขออวยพรให้พวกเขาและไม่อยากจะอวยพรด้วยหลังมื้ออาหาร พวกลูกหลานพากันไปจุดพลุเล่นที่สวนหย่อม ซูหว่านพิงเชือกชิงช้าพลางเหม่อมองท้องฟ้าอย่างไร้จุดหมายบรรยากาศปีใหม่ที่แสนคึกคัก เสียงโห่ร้องยินดี แสงพลุที่วูบวาบสว่างไสว ดูสวยงามจับตา แต่เธอกลับไม่รู้สึกถึงความสุขเลยแม้แต่น้อย แววตาที่หม่นแสงลงดูราวกับวันสิ้นโลก“มานั่งทำอะไรคนเดียวตรงนี้ล่ะ” เมิ่งชวนช่วยผลักชิงช้าให้เธอเบา ๆ พลางยัดซองแด

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status