LOGINสั่นคลอนหัวใจ
แสงแดดอ่อนยามสายของอำเภอเล็กๆ ที่ดูเงียบสงบ สาดส่องผ่านกระจกหน้ารถเก๋งคันหรูของมะลิษา วันนี้เธอสวมเสื้อสายเดี่ยวสีฟ้าอ่อนกับกางเกงขาสั้นผ้าเนื้อดีที่โชว์ขาอวบขาวนวล มะลิษาตัดสินใจขับรถออกไปสำรวจรอบอำเภอเพื่อระงับความฟุ้งซ่านในใจ หลังจากที่ภารกิจสำคัญอย่างงานแต่งงานของลินผ่านพ้นไปได้ด้วยดี เธอก็แทบจะไม่ได้มีเวลาพักผ่อนให้ตัวเองจริงๆ เลย
ถนนที่สองข้างทางเต็มไปด้วยทุ่งนาสีเขียวขจีและต้นไม้ใหญ่ช่วยให้ใจที่เคยหนักอึ้งเริ่มเบาบางลงบ้าง มะลิษาถอนหายใจยาวพลางมองไปที่ถนนเบื้องหน้า เธอพยายามสะบัดภาพเหตุการณ์เลวร้ายที่กรุงเทพฯ ทิ้งไป ภาพที่เห็นแคลวินกำลังนัวเนียกับพนักงานในร้านของเธอเองยังคงเป็นแผลที่ทำให้เธอรู้สึกชาที่หัวใจทุกครั้งที่นึกถึง แต่ถึงอย่างนั้น ความเจ็บปวดเหล่านั้นกลับเริ่มถูกแทนที่ด้วย "ความร้อนผ่าว" ของใครบางคนแทน
เธอยกมือขึ้นแตะริมฝีปากตัวเองเบาๆ รสจูบที่ดุดันและกลิ่นน้ำหอมแนววู้ดดี้ของสารวัตรโจ้เมื่อวานนี้ยังคงติดตรึงอยู่อย่างชัดเจนจนเธอหน้าแดงวาบ มะลิษาพึมพำกับตัวเองด้วยความสับสน
“สารวัตรโจ้นะสารวัตรโจ้...ใครจะไปคิดว่าภายใต้ใบหน้านิ่งๆ เหมือนหุ่นยนต์แบบนั้น จะแอบซ่อนความร้อนแรงไว้ได้ขนาดนี้”
มะลิษาแอบหวั่นในใจลึกๆ ปกติเธอจะเป็นฝ่ายคุมเกมเสมอ เป็นคนรุก เป็นคนยั่ว เป็นคนทำให้ผู้ชายเสียอาการ แต่สิ่งที่สารวัตรโจ้ทำเมื่อวานมันเปลี่ยนความคิดเธอไปสิ้นเชิง เขาไม่ได้แค่รับมือเธอได้ แต่เขาเกือบจะ "กลืนกิน" เธอเข้าไปทั้งตัว รสจูบที่รุนแรงและการบีบขย้ำสะโพกของเธอยังทิ้งร่องรอยความรู้สึกวูบวาบอยู่ในกายไม่หาย
“ถ้าเมื่อวานลูกน้องเขาไม่มาขัดจังหวะ... เราจะเป็นยังไงต่อเนี่ย” เธอกัดริมฝีปาก พลางขับรถเข้าสู่เขตหมู่บ้านเล็กๆ ที่มีร้านกาแฟน่ารักตั้งอยู่ริมห้วย เธอเลือกที่จะจอดรถพักและใช้เวลาอยู่กับตัวเองเพื่อทบทวนว่าสิ่งที่เธอกำลังทำอยู่นี้ คือการแก้แค้นประชดรักเก่า หรือเธอกำลังตกหลุมเสน่ห์ของตำรวจหนุ่มจอมซึนคนนี้เข้าจริงๆ กันแน่
ที่สถานีตำรวจ
บรรยากาศการทำงานยังคงเป็นไปตามปกติ สารวัตรโจ้นั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานหน้าเดิม แต่สิ่งที่ต่างไปคือดวงตาคมกริบที่มักจะชำเลืองมองไปที่ประตูห้องทำงานบ่อยครั้งอย่างไม่รู้ตัว ทุกครั้งที่มีเสียงฝีเท้าเดินผ่านหน้าห้อง หรือเสียงเคาะประตูจากลูกน้อง หัวใจของเขาจะกระตุกวูบไปจังหวะหนึ่งเพราะคิดว่าเป็นยัยตัวแสบที่ชอบหิ้วถุงขนมมาป่วน
แต่จนถึงบ่ายโมง... ประตูก็ยังปิดสนิท และไม่มีเสียงใสๆ ของมะลิษามาเซ้าซี้เลยแม้แต่น้อย
โจ้วางปากกาลงบนสำนวนคดีด้วยความหงุดหงิด เขาเอนหลังพิงเก้าอี้พลางนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์ที่ตลาดเมื่อเย็นวาน ภาพมะลิษาที่ยืนโวยวายใส่โทรศัพท์ด้วยภาษาอังกฤษปนไทยและท่าทางที่พยายามจะเข้มแข็งทั้งที่น้ำตาคลอเบ้า มันทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจอย่างประหลาด
เขายอมรับกับตัวเองในที่ลับตาคนว่าเขา "เสียอาการ" เพราะเธอไปมากแค่ไหน ยิ่งเมื่อวานที่เขาตบะแตกจับเธอลงโทษในห้องทำงาน รสสัมผัสจากร่างกายที่นุ่มนิ่มและอวบอัดของเธอยังคงติดมือจนเขาแทบจะคลั่งตายยามที่ต้องนั่งอยู่คนเดียวแบบนี้
“หายไปไหนของเขา... หรือว่าจะโกรธที่เราไล่กลับบ้านแรงๆ เมื่อวาน?” เขาบ่นอุบอิบกับตัวเอง
โจ้หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเปิดดูหน้าจอที่ว่างเปล่า เขาเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเขายังไม่มีเบอร์ส่วนตัวของมะลิษาเลย และเธอก็ไม่ได้ขอเบอร์เขาไว้ด้วย (หรืออาจจะยังไม่มีจังหวะได้ขอ) ความจริงมันควรจะเป็นเรื่องดีที่ไม่มีคนมาคอยกวนเวลาทำงาน แต่วันนี้เขากลับรู้สึกว่าความสงบในโรงพักมันดูน่าเบื่อและอ้างว้างเกินไป
เขาเดินออกมาจากห้องทำงาน เดินวนไปวนมาที่หน้าเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์จนลูกน้องเริ่มสงสัย
“สารวัตรหาอะไรอยู่หรือเปล่าครับ?” จ่าสมชายเอ่ยถามอย่างสงสัย
“เปล่า...แค่จะมาดูว่ามีใคร...เอ้อ มีชาวบ้านมาแจ้งความคดีอะไรค้างไว้บ้างไหม” เขาตอบปัดๆ ด้วยท่าทางนิ่งขรึมเหมือนเดิม
“ไม่มีเลยครับสารวัตร วันนี้เงียบสงบมากครับ แม้แต่คุณมะลิษาที่เคยมาแจกขนมวันนี้ก็ยังไม่เห็นเลยนะครับ”
คำพูดของลูกน้องเหมือนแทงใจดำ สารวัตรโจ้พยักหน้าส่งๆ แล้วรีบเดินกลับเข้าห้องทำงานทันที เขาปิดประตูลงกลอนแล้วทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้พลางก่นด่าตัวเองในใจที่ดันไปรอคอยการมาของยัยเด็กแก่แดดคนนั้น
มะลิษานั่งอยู่ริมน้ำในร้านกาแฟขนาดเล็ก เธอสั่งอเมริกาโน่เย็นมาจิบเพื่อดับความร้อนในร่างกาย ลมเย็นที่พัดผ่านผิวกายทำให้เธอรู้สึกผ่อนคลายขึ้น แต่ลึกๆ ในใจเธอกลับเริ่มรู้สึกกระวนกระวาย เธอเริ่มเปรียบเทียบชีวิตที่กรุงเทพฯ กับที่นี่ ที่กรุงเทพฯ เธอมีแต่คนรายล้อม มีผู้ชายเข้าหามากมายแต่ส่วนใหญ่ก็แค่หวังผลประโยชน์หรือมองที่รูปร่างอวบอิ่มของเธอเพื่อความใคร่ชั่วครั้งชั่วคราวเหมือนอย่างแคลวิน
แต่กับสารวัตรโจ้ แม้เขาจะดูเย็นชาและปากร้าย แต่การกระทำของเขามันดูชัดเจนไปหมด แววตาที่เขามองเธอ ถึงจะดูเหมือนรำคาญแต่เธอก็แอบเห็นความ "ห่วงใย" ที่เขาพยายามซ่อนไว้ โดยเฉพาะจูบเมื่อวาน มันเป็นจูบที่ทำให้เธอรู้สึกว่าเขาอยากจะครอบครองเธอไว้จริงๆ ไม่ใช่แค่การเล่นเกม
“ถ้าวันนี้เราไม่ไปหาเขา...เขาจะคิดถึงเราบ้างไหมนะ?” มะลิษาตั้งคำถามกับตัวเอง
เธอตัดสินใจว่าจะยังไม่ไปที่โรงพักวันนี้ เธออยากจะลอง "ถอยออกมาหนึ่งก้าว" เพื่อสำรวจใจตัวเอง และเพื่อลองใจตำรวจจอมซึนคนนั้นด้วย เธอรู้ดีว่าผู้ชายอย่างสารวัตรโจ้ ยิ่งวิ่งตามเขายิ่งหนี แต่ถ้าลองนิ่งใส่ดูบ้าง เขาอาจจะเป็นฝ่ายกระวนกระวายจนต้องเป็นคนตามหาเธอเอง
มะลิษาหยิบกล้องถ่ายรูปขึ้นมาถ่ายบรรยากาศรอบๆ ก่อนจะอัปเดตสตอรี่ในโซเชียลมีเดียสั้นๆ เป็นรูปวิวริมน้ำพร้อมข้อความว่า ‘ความเงียบสงบ...คือยาเยียวยาที่ดีที่สุด’ โดยที่ลึกๆ หวังว่าเพื่อนเจ้าบ่าวจอมดุคนนั้นจะแอบเห็น (แม้จะรู้ว่าเขาอาจจะไม่ได้เล่นโซเชียลก็ตาม)
เมื่อเวลาล่วงเลยไปจนถึงช่วงเย็น สารวัตรโจ้เลิกงานด้วยความรู้สึกที่ห่อเหี่ยวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เขาขับรถกลับบ้านพักตำรวจด้วยความเงียบเชียบ ตลอดทางเขามองหารกรถเก๋งสีขาวของมะลิษาไปทั่ว แต่ก็ไม่พบวี่แวว
เขามาถึงบ้านพักและทิ้งตัวลงบนโซฟาตัวเดิม ภาพการใช้มือปลดปล่อยตัวเองเมื่อคืนก่อนยังคงชัดเจน และเขารู้สึกว่าคืนนี้มันอาจจะเกิดขึ้นอีกถ้าเขายังไม่สามารถสลัดภาพยัยอวบคนนั้นออกไปได้
“ปากดีนักนะมะลิษา...ทีตอนจะหายก็หายไปเฉยๆ แบบนี้เหรอ”
ความเงียบในบ้านพักทำให้เขาได้ยินเสียงความคิดของตัวเองชัดขึ้น เขาคิดถึงรสสัมผัสนุ่มนิ่ม คิดถึงกลิ่นกุหลาบที่จางหายไปจากปกเสื้อ และคิดถึงรอยยิ้มยั่วที่ทำให้เขารู้สึกมีชีวิตชีวา สารวัตรโจ้พึ่งรู้ตัวเดี๋ยวนั้นเองว่า เขาไม่ได้แค่ "อยาก" ในตัวเธอทางกายเท่านั้น แต่เขาเริ่มจะ "เสพติด" ความวุ่นวายที่เธอสร้างขึ้นมาเสียแล้ว
ต่างคนต่างแยกย้ายกันไปใช้ชีวิตในมุมของตัวเองในหนึ่งวันที่ผ่านมา แต่มะลิษาและสารวัตรโจ้กลับมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันโดยไม่ได้นัดหมาย คือการเฝ้านึกถึงรสสัมผัสและแววตาของกันและกันท่ามกลางความเงียบสงบของอำเภอแห่งนี้ ความห่างเหินเพียงชั่วครู่กลับกลายเป็นเชื้อไฟที่ยิ่งกระพือความโหยหาให้รุนแรงขึ้นกว่าเดิม
เซอร์ไพรส์ใต้แสงเทียนกาลเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผันไปอย่างรวดเร็ว จากวันเป็นเดือน จากเดือนเลื่อนไหลจนครบหนึ่งปีเต็ม เรื่องราวความรักระหว่าง "สารวัตรโจ้" นายตำรวจหนุ่มมาดเข้มปากร้าย กับ "มะลิษา" คุณหนูออแกไนซ์สาวสวยหุ่นอวบอัด ดำเนินไปอย่างราบรื่นท่ามกลางสีสันของชีวิตคู่ที่ครบรสตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา ทั้งคู่ใช้ชีวิตสลับไปมาระหว่างคอนโดมิเนียมริมน้ำของโจ้ และคฤหาสน์หรูของมะลิษา ตามคำสั่งของเจ้าสัวที่ยังคงหวงลูกสาวแต่ก็แพ้ลูกตื้อของลูกเขย สารวัตรโจ้กลับมาปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยมจนได้รับคำชมเชยและเตรียมเลื่อนยศ ส่วนมะลิษาก็พาบริษัท Malisa Studio เติบโตจนคิวงานแน่นเอี๊ยดแต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยน คือความหวานและความหื่นของคู่รักคู่นี้ ที่ดูเหมือนจะทวีคูณขึ้นทุกวันเช้าวันเสาร์ที่สดใส ในห้องครัวของคอนโดมิเนียม สารวัตรโจ้ในชุดผ้ากันเปื้อนลายหมีที่มะลิซื้อให้แกล้ง ๆ แต่เขาใส่จริงจัง กำลังยืนทอดไข่ดาวด้วยท่าทางทะมัดทะแมง"หอมจังเลย..."เสียงหวานงัวเงียดั่งขึ้น พร้อมกับอ้อมแขนขาวผ่องที่สวมกอดเอวสอบของเขาจากด้านหลัง มะลิษาในชุดนอนผ้าซาตินบางเบาซบหน้าลงกับแผ่นหลังกว้างสูดกลิ่นกายยามเช้าของแฟน
พันธนาการเหนือศีรษะ 🔞เข็มนาฬิกาบนผนังเรือนรับรองแขกเดินไปอย่างเชื่องช้าในความรู้สึกของสารวัตรโจ้ เวลาล่วงเลยเข้าสู่เที่ยงคืน บรรยากาศรอบคฤหาสน์วงศ์พิมานเงียบสงัด มีเพียงเสียงจิ้งหรีดเรไรที่ร้องระงมแข่งกับเสียงหัวใจที่เต้นโครมครามของชายหนุ่มร่างใหญ่โจ้ในชุดนอนกางเกงขายาวเพียงตัวเดียวเปลือยท่อนบนโชว์มัดกล้ามและรอยสักจางๆ ที่ต้นแขน เดินวนไปวนมาอยู่หน้าประตูห้อง เขามองลอดผ่านผ้าม่านออกไปที่ตึกใหญ่ เห็นไฟในห้องนอนของเจ้าสัวและคุณหญิงดับลงไปนานแล้ว เหลือเพียงไฟทางเดินสลัวๆ"จะมาไหมเนี่ย..." เขาพึมพำกับตัวเองด้วยความกระวนกระวายความต้องการทางกายที่ถูกกดทับมานานหลายสัปดาห์กำลังปะทุขึ้น เพียงแค่จินตนาการถึงกลิ่นหอมอ่อนๆ และผิวนุ่มนิ่มของมะลิษา ร่างกายส่วนล่างของเขาก็ตื่นตัวจนปวดหนึบ เขาเตรียมความพร้อมทุกอย่างไว้แล้ว ทั้งเครื่องปรับอากาศที่เย็นฉ่ำ และ "อุปกรณ์ป้องกัน" ที่เขาแอบพกติดกระเป๋ามาด้วยเสมอ (เผื่อฟลุ๊ค) ซึ่งคืนนี้จะได้ใช้มันสักทีก๊อก... ก๊อก...เสียงเคาะประตูเบาๆ ราวกับเสียงแมวข่วนดังขึ้น โจ้สะดุ้งสุดตัว รีบพุ่งเข้าไปปลดล็อกและกระชากประตูเปิดออกทันทีร่างอวบอัดที่คุ้นเคยยืนอยู่ตรงห
นวดแผนโบราณกระชับมิตร และความลับของลูกผู้ชายกาลเวลาหมุนผ่านไปหลายสัปดาห์ บรรยากาศในคฤหาสน์วงศ์พิมานเริ่มเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้น แม้คำสั่งพักราชการของสารวัตรโจ้จะยังไม่สิ้นสุด แต่เขาก็ไม่ได้ปล่อยเวลาให้เสียเปล่าทุกเช้าและเย็น ภาพรถกระบะสีดำคันแกร่งที่ขับเข้ามารับส่งคุณหนูมะลิษากลายเป็นภาพชินตาของคนในบ้าน สารวัตรโจ้ทำหน้าที่ "สารถีและบอดี้การ์ดส่วนตัว" ได้อย่างไม่มีที่ติ เขาคอยดูแลเทคแคร์มะลิษาทุกฝีก้าว ไม่ว่าฝนจะตกหรือแดดจะออก จนสาวใช้ในบ้านต่างพากันอิจฉาคุณหนูที่มีแฟนหล่อและแสนดีขนาดนี้เช้าวันอาทิตย์ที่แสนสบาย ณ ห้องนั่งเล่น เจ้าสัวเกริกพลกำลังนั่งจิบกาแฟและอ่านหนังสือพิมพ์ธุรกิจตามกิจวัตร แต่เช้านี้พาดหัวข่าวในหน้าสังคมกลับดึงดูดความสนใจของเขามากกว่าดัชนีหุ้น"ฉาวโฉ่! ไฮโซหนุ่ม 'ค.' ทายาทตระกูลดัง ถูกสามีนางแบบสาวกระทืบปางตายคาคอนโดหรู หลังจับได้คาเตียงว่าแอบตีท้ายครัว!"เจ้าสัวขมวดคิ้ว อ่านรายละเอียดเนื้อข่าวที่ระบุชื่อย่อและพฤติกรรมชัดเจนว่าเป็น แคลวิน ลูกชายเพื่อนรักของเขา ภาพประกอบข่าวเป็นภาพเบลอๆ ของชายหนุ่มสภาพยับเยินถูกหามส่งโรงพยาบาล"เฮ้อ..." เจ้าสัวถอนหายใจยาว วางหนัง
เชฟกระทะเหล็กหนึ่งสัปดาห์ผ่านไปหลังจากเหตุการณ์ "หมัดแลกอนาคต" ที่บ้านวงศ์พิมาน สารวัตรโจ้ถูกพักราชการอย่างเป็นทางการ แต่ดูเหมือนชีวิตของเขาจะยุ่งยิ่งกว่าตอนเป็นตำรวจเสียอีกผลจากการปะทะคารมครั้งนั้น ทำให้เจ้าสัวเกริกพลออกคำสั่งเด็ดขาดให้มะลิษาย้ายกลับมานอนที่คฤหาสน์ โดยอ้างเหตุผลเรื่องความปลอดภัยและเกียรติของวงศ์ตระกูล แต่จริง ๆ คือต้องการกีดกัน แต่ด้วยความที่มะลิษาก็มีลูกดื้อตาใส เธอจึงยื่นข้อเสนอว่า "จะกลับมานอนบ้านก็ได้ แต่เช้า-เย็น จะให้พี่โจ้มาและมาส่งค่ะ"ด้วยเหตุนี้ กิจวัตรประจำวันใหม่ของ "สารวัตรโจ้ (ผู้ว่างงาน) " จึงเริ่มขึ้นทุกเช้าตรู่ รถกระบะสี่ประตูสีดำขัดเงาวับจะมาจอดเทียบที่หน้าตึกใหญ่ของบ้านวงศ์พิมาน โจ้ในชุดลำลองที่ดูสุภาพ เสื้อเชิ้ตพับแขน กางเกงสแล็ค จะลงมายืนพิงรถรอรับแฟนสาวด้วยรอยยิ้ม"มารับแล้วเหรอ...ขยันจริงนะพ่อคุณ" เจ้าสัวเกริกพลที่มักจะออกมาจิบกาแฟที่ระเบียงหน้าบ้านจะพูดแขวะทุกเช้า"สวัสดีครับคุณพ่อ อากาศดีนะครับวันนี้" โจ้จะยกมือไหว้ทักทายด้วยรอยยิ้มการค้า ไม่สะทกสะท้านกับคำเหน็บแนมและทุกเย็น เขาก็จะขับรถไปรับมะลิษาที่ร้าน แล้วพามาส่งที่บ้าน ฝ่ารถติดมหาโหด
เปิดตัวลูกเขยที่บ้านวงศ์พิมานรถกระบะสี่ประตูสีดำคันแกร่งแล่นเข้าสู่ลานจอดรถของคอนโดมิเนียมหรูในช่วงค่ำ หลังจากใช้เวลาขับรถยาวนานกลับมาจากอำเภอเก่าที่เขาเคยไปประจำอยู่ที่นั้น กระบะท้ายอัดแน่นไปด้วยลังกระดาษและข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวชิ้นสุดท้ายที่สารวัตรโจ้กลับไปขนมา"เฮ้อ... ถึงสักที" โจ้ดับเครื่องยนต์แล้วหันมายิ้มให้ตุ๊กตาหน้ารถคนสวย "ขอบคุณนะที่นั่งรถเป็นเพื่อนพี่ไปกลับตั้งไกล เหนื่อยแย่เลย""ไม่เหนื่อยหรอกค่ะ สนุกดีออก ได้ไปกินของอร่อยๆ ทิ้งทวนด้วย" มะลิษายิ้มตอบพลางช่วยเขาปลดเข็มขัดนิรภัย "แล้วก็นะ...ตอนนี้ของพี่มาครบหมดแล้ว ห้องนี้ก็เป็นบ้านของเราแบบสมบูรณ์ 100% แล้วสินะคะ"โจ้จับมือเธอขึ้นมาจูบหลังมือเบาๆ "ครับ...บ้านที่มีเมียคอยบ่น คอยดุ พี่มีความสุขที่สุดแล้ว"ทั้งคู่ช่วยกันขนของขึ้นห้อง จัดวางข้าวของให้เข้าที่เข้าทาง เสื้อผ้าชุดเครื่องแบบตำรวจที่เคยแขวนไว้แค่ไม่กี่ชุด ตอนนี้ถูกนำมาจัดเรียงจนเต็มตู้ฝั่งของเขา เคียงคู่กับเดรสสวย ๆ ของมะลิษา เป็นภาพที่ทำให้โจ้รู้สึกอบอุ่นใจอย่างประหลาด"พรุ่งนี้..." มะลิษาพูดขึ้นขณะนั่งพักเหนื่อยบนโซฟา "มะลิบอกแม่ไว้ว่าจะเข้าไปหานะคะ ไม่ได้กลับ
Road Trip หวานฉ่ำ และหมัดสั่งสอนคนปากดีหนึ่งสัปดาห์ผ่านไปไวเหมือนโกหก วันหยุดยาวที่สารวัตรโจ้ลางานเพื่อกลับไปขนของย้ายบ้านก็มาถึง รถกระบะสี่ประตูสีดำคันเก่งถูกล้างจนเงาวับพร้อมสำหรับการเดินทางไกล โดยมีตุ๊กตาหน้ารถกิตติมศักดิ์อย่าง "มะลิษา" นั่งหน้าบานเป็นจานดาวเทียมอยู่ที่เบาะข้างคนขับการเดินทางครั้งนี้แตกต่างจากครั้งแรกที่เจอกันอย่างสิ้นเชิง ครั้งนั้นเต็มไปด้วยความไม่พอใจและความจำเป็น แต่ครั้งนี้อบอวลไปด้วยกลิ่นอายของความรักที่ฟุ้งกระจายไปทั่วห้องโดยสาร"ทะเลสีดำ... ไม่มีแสงไฟ..." มะลิษาร้องเพลงคลอไปกับวิทยุด้วยเสียงที่ (พยายามจะ) ไพเราะ พลางโยกหัวไปมาอย่างอารมณ์ดีโจ้เหลือบมองแฟนสาวแล้วอมยิ้ม มือข้างหนึ่งจับพวงมาลัยอย่างมั่นคง อีกข้างวางพาดไว้บนเกียร์ตามความถนัด"อารมณ์ดีจริงนะเรา ร้องเพลงมาสามชั่วโมงแล้วไม่เจ็บคอบ้างหรือไง" เขาแซว"ไม่เจ็บค่ะ ก็คนมันมีความสุขนี่นา ได้ไปเที่ยวกับแฟนทั้งที" มะลิษาหันมาทำตาหวานใส่ "พี่โจ้เบื่อเหรอคะ ฟังเสียงมะลิแล้วรำคาญเหรอ""ใครจะกล้ารำคาญครับ เสียงเพราะเหมือนนกแก้วนกขุนทองขนาดนี้""นี่ชมหรือด่าคะเนี่ย!" มะลิษาฟาดต้นแขนเขาดังเพียะ ก่อนจะเปลี่ยนโหม







