LOGIN
ใจกลางย่านธุรกิจ เอแอลจี ทาวเวอร์ ตึกสูงกระจกสีเข้มตั้งโดดเด่นเป็นศูนย์รวมบริษัทระดับประเทศ แต่ไฮไลต์สำคัญกลับซ่อนอยู่บนชั้นหกสิบ ซึ่งเป็นพื้นที่ของบริษัทแบรนด์เครื่องประดับลักชูรี่
พรีมก้าวลงจากรถยุโรปคันหรู เธอสวมชุดสูทสีเทาตัดเย็บเนี้ยบ ทับเสื้อเชิ้ตสีขาวปลดกระดุม เผยช่วงคอและสร้อยเงินเส้นเล็ก ดูเป็นมืออาชีพแต่แฝงความเซ็กซี่ กางเกงสแล็คเข้าชุดกับเข็มขัดหนังสีดำเน้นช่วงเอว ผมสีดำดัดลอนนิดๆ ยาวประบ่าถูกปล่อยลงมา รับกับริมฝีปากสีแดงสดและกลิ่นน้ำหอมจางๆ ที่ทิ้งเสน่ห์ไว้จนคนเดินสวนต้องเหลียวมอง
เธอเดินไปแลกบัตรพนักงานชั่วคราว ก่อนจะตรงเข้าลิฟต์มุ่งหน้าสู่ชั้นหกสิบ ซึ่งเป็นโซนความปลอดภัยสูงสุด และเป็นสตูดิโอออกแบบหลักของ 'เอเธลการ์ด จิวเวลรี่'
ตึก... ตึก... ตึก...
เสียงส้นสูงสี่นิ้วกระทบพื้นหินอ่อนดังก้องไปตามโถงทางเดินทันทีที่พรีมก้าวออกจากลิฟต์ เธอเดินด้วยจังหวะมั่นคง ใบหน้าเชิดตรง สายตามุ่งตรงไปที่ประตูกระจกบานใหญ่ ชายชุดดำสองคนยืนเฝ้าด้านหน้าด้วยท่าทางนิ่งสนิท พวกเขาไล่สายตามองเธออย่างละเอียดตามหน้าที่ แต่พรีมไม่ได้มีอาการประหม่า ทำเพียงรับรู้แล้วเดินตรงไปหยุดที่เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์
"สวัสดีค่ะ มาทำงานวันแรกค่ะ" เสียงของเธอนุ่มนวลแต่ชัดเจน
พนักงานต้อนรับเงยหน้าขึ้น ยิ้มรับอย่างสุภาพ
"สวัสดีค่ะคุณพรีม เชิญนั่งรอทางด้านนู้นสักครู่นะคะ" หล่อนผายมือไปทางโซฟาหนังดีไซน์ทันสมัยที่มุมห้อง
พรีมเดินไปนั่ง วางกระเป๋าลงข้างตัวพลางจัดระเบียบชุดสูทอย่างใจเย็น
ไม่นานนัก หัวหน้าฝ่ายบุคคลที่เคยสัมภาษณ์เธอก็เดินออกมารับด้วยรอยยิ้มที่เป็นมิตร
"สวัสดีค่ะคุณพรีม เชิญด้านในเลยค่ะ"
"สวัสดีค่ะพี่นุช" พรีมลุกขึ้นยืน ยกมือไหว้ด้วยท่าทางนอบน้อม
หญิงวัยกลางคนยกมือขึ้นรับไหว้ แล้วนำทางพรีมเดินเข้าสู่พื้นที่ด้านในพร้อมแนะนำสถานที่
"ตรงซ้ายมือนี่คือฝ่ายการตลาด ถัดไปฝั่งนู้นคือห้องจัดเก็บตัวอย่างจิวเวลรี่ ส่วนมุมนั้นเป็นโซนพักผ่อนและบาร์กาแฟค่ะ คุณพรีมแวะมาใช้ได้ตลอดนะคะ"
พรีมพยักหน้ารับ กวาดสายตามองรอบๆ เห็นพนักงานแต่ละแผนกตั้งใจทำงานกันอย่างขะมักเขม้น คุณนุชหยุดฝีเท้าลงหน้าห้องตรงหัวมุมของชั้น
"และนี่ห้องทำงานของคุณค่ะ"
พรีมผลักประตูเข้าไป ด้านในสมกับตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายออกแบบ ผนังกระจกบานใหญ่เผยให้เห็นวิวด้านนอก ตัดกับโทนสีครีมสบายตา
โต๊ะทำงานไม้สีน้ำตาลเข้มตั้งคู่กับเก้าอี้หนังสีขาว ด้านหลังมีตู้วางของเข้าชุด แจกันดอกลิลลี่ และภาพวาดสีน้ำมันขนาดใหญ่ที่ช่วยเติมเสน่ห์ให้ห้องดูมีพลัง
"พี่ให้ฝ่ายไอทีเซตโทรศัพท์กับอีเมลไว้เรียบร้อยแล้วนะคะ ถ้ามีอะไรติดขัดเรียกพี่ได้ตลอดค่ะ" คุณนุชบอกพร้อมรอยยิ้ม ก่อนจะเดินออกไป
"ขอบคุณมากค่ะพี่นุช" พรีมยกมือไหว้ มองสำรวจรอบห้อง เธอยิ้มออกมาอย่างพอใจ
ก๊อก ก๊อก...
เสียงเคาะประตูดึงความสนใจของพรีมให้หันไปมอง
“สวัสดีค่ะคุณพรีม น้ำหนึ่งนะคะ เรียกน้ำเฉยๆ ก็ได้ค่ะ น้ำเป็นเลขาของคุณภูผา จะพาคุณพรีมไปพบบอส ไม่ทราบว่าสะดวกตอนนี้เลยไหมคะ” หญิงสาวในชุดเดรสทำงานสีเข้มแนะนำตัว
“สวัสดีค่ะคุณน้ำ สะดวกค่ะ”
ทั้งสองเดินออกจากห้อง มุ่งหน้าไปตามโถงทางเดินสู่ห้องประธานบริหาร บรรยากาศเงียบสงบเหมือนกำลังเดินอยู่ในหอศิลป์ระดับโลก... ผนังสองข้างทางประดับด้วยภาพสเกตช์จิวเวลรี่ชิ้นตำนานที่กำลังตะโกนบอกมาตรฐานของเอเธลการ์ดอย่างไม่ต้องออกเสียง
‘อีกไม่นาน... งานของฉันก็จะมาอยู่ตรงนี้’
พรีมยิ้มมุมปาก ใจเต้นแรงขึ้นเล็กน้อย สายตาเธอไล่มองงานบนกำแพงด้วยความหลงใหล
น้ำหนึ่งหยุดฝีเท้าลงหน้าประตูไม้สีน้ำตาลเข้มบานใหญ่ เธอเคาะประตูสองครั้งก่อนจะแง้มเปิดเข้าไปเบาๆ
“คุณภะ...”
ยังไม่ทันพูดจบประโยค เธอก็ชะงักไป ดึงประตูปิดตามเดิม แล้วหันมาส่งยิ้มแห้งๆ ให้พรีม พลางผายมือเชิญไปอีกทาง
“บอสน่าจะติดสายด่วนค่ะคุณพรีม ดูท่าจะสำคัญมาก งั้นเดี๋ยวน้ำพาคุณพรีมไปเดินชมโชว์รูมหลักของเราก่อนดีกว่าค่ะ”
ทันทีที่ประตูลิฟต์เปิดออก พรีมก็ก้าวเข้าสู่โชว์รูมหลักซึ่งกินพื้นที่เกือบครึ่งชั้น โถงกว้างตรงหน้าดูเรียบหรูแต่ซ่อนความลึกลับเอาไว้ แสงไฟโทนอุ่นตามหลืบเพดานส่องกระทบตู้กระจกนิรภัยที่บรรจุอัญมณีล้ำค่านับร้อยชิ้น
เครื่องปรับอากาศปล่อยความเย็นจัด พร้อมกลิ่นไม้หอมลอยฟุ้งไปทั่ว เพิ่มความรู้สึกนิ่งสงบ พื้นทางเดินปูด้วยหินอ่อนสีดำขัดมัน สะท้อนเงาเพดานลงมาเหมือนเดินอยู่บนน้ำ ผนังรอบๆ กรุด้วยไม้เนื้อแข็งสีเข้มสลับแผ่นโลหะ ดูเป็นงานศิลป์แต่ซ่อนระบบความปลอดภัยขั้นสูงสุด
พรีมหยุดยืนหน้าตู้โชว์คอลเลกชันไฮไลต์ สายตามองเพชรตรงหน้าอย่างตั้งใจ
“เหลือเชื่อเลยค่ะ... เพชรสีเขียวเม็ดนี้” พรีมพึมพำ
“ปกติเพชรแฟนซีสีนี้ตำหนิจะเยอะมาก แต่เม็ดนี้เจียระไนหลบมุมได้เนี๊ยบ แทบไม่เสียเนื้อเพชรเลย”
น้ำหนึ่งมองพรีมอย่างประหลาดใจปนทึ่ง
“ดูออกขนาดนั้นเลยเหรอคะ สมแล้วที่บอสเจาะจงเลือกคุณพรีม”
“งานจิวเวลรี่ก็แบบนี้แหละค่ะ ถ้าอ่านอัญมณีไม่ออก ก็ดึงจุดเด่นมันออกมาไม่ได้” พรีมยิ้มตอบ สายตายังคงจับจ้องของมีค่าตรงหน้า
“คุณพรีมเดินชมตามสบายเลยนะคะ เดี๋ยวน้ำขอตัวสักครู่ค่ะ” น้ำหนึ่งยิ้มให้ก่อนจะเดินแยกออกไป
ในโชว์รูมที่เงียบสงบ พรีมเดินดูเครื่องประดับไปทีละตู้ ไล่สายตามองโครงสร้างทองคำขาวและการฝังเพชรด้วยความชื่นชมจนลืมสนใจรอบข้าง
เธอเดินไปเรื่อยๆ จนสุดทางที่เป็นมุมอับ แล้วตัดสินใจหมุนตัวกลับเพื่อไปดูโซนอื่น
วินาทีนั้น คิมก็ดันตัวเองเข้าไปจนสุด ปลดปล่อยความอุ่นร้อนลึกเข้าไปข้างในตัวเธอจนหมด เขาทิ้งตัวลงมาทับร่างเธอไว้ ซบหน้าลงกับซอกคอ เสียงหอบหายใจดังอยู่ข้างหูเธอพรีมนอนนิ่งอยู่ใต้ตัวเขา สองมือยังคงลูบหลังที่เปียกเหงื่อของคิม รู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยแบบที่ไม่เคยรู้สึกกับภูผาเลยสักนิดคิมค่อยๆ ขยับตัวลงมานอนตะแคง แล้วดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมร่างเปลือยเปล่าของทั้งสองคนไว้ พรีมขยับหันหน้าเข้าหาคิม สบตากับเขาในความมืดสลัว“พรุ่งนี้... คุณจะทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีกใช่ไหม” พรีมถามขึ้นตรงๆ น้ำเสียงสั่นเล็กน้อยคิมจ้องตาเธอ ก่อนจะเอื้อมมือไปเกลี่ยปอยผมที่ปรกหน้าผากเธอออก“ผมไม่เคยคิดจะลืม” คิมตอบเสียงต่ำ “แต่คุณก็รู้ว่า... มันจะเป็นยังไง”“ค่ะ” พรีมก้มหน้าลง มองมือตัวเองที่แตะอยู่ตรงอกเขา “พรีมแค่กลัว... กลัวว่าคุณจะมองเรื่องคืนนี้เป็นแค่ความผิดพลาดอีก”คิมจับคางเธอขึ้น ให้สบตาเขาอีกครั้ง“ฟังผมนะ” คิมพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “สิ่งที่เกิดขึ้นคืนนี้ ไม่ใช่ความผิดพลาด แต่หลังจากนี้... คุณต้องระวังตัวให้มากกว่าเดิม”“ค่ะ”“เวลาอยู่ต่อหน้าเขา ทำตัวให้ปกติที่สุด อย่าแสดงอาการอะไรทั้งนั้น... ส่วนเรื่อง
หน้าของทั้งคู่อยู่ห่างกันแค่นิดเดียว กลิ่นสบู่จากตัวเธอลอยแตะจมูกเขา คิมจ้องหน้าพรีม เลื่อนสายตามองปากที่กำลังสั่นของเธอ ก่อนจะสบตาเธอนิ่งๆ“ถ้าผมเกลียดคุณ...” คิมพูดเสียงต่ำ ลมหายใจอุ่นๆ รดข้างแก้มเธอ “ผมจะทิ้งเพื่อนแล้วมายืนเฝ้าคุณข้างถนนทำไม”พรีมชะงัก“อย่าถามอะไรแบบนี้” คิมพูดพลางมือที่จับเอวเธอเผลอบีบแรงขึ้นนิดนึง “คิม...”พรีมก้มมองคนที่นอนอยู่ใต้ตัวเธอ สายตาเขาไม่ได้เย็นชาเหมือนทุกครั้ง แต่มันดูอึดอัด โกรธ และเหมือนพยายามกลั้นอะไรบางอย่างไว้“แล้วทำไมถึงไม่ยอมมองหน้าพรีมเลยล่ะ” พรีมถามกลับ“ทำไมต้องทำเหมือนพรีมเป็นแค่ภาระที่ต้องคอยจัดการตามคำสั่งภูผา”คิมยกมือขึ้นมาแตะแก้มเธอเบาๆ สัมผัสแค่นั้นทำเอาพรีมขนลุกไปทั้งตัว“เพราะถ้าผมมองคุณตรงๆ ...” คิมพูดเบาลงจนเกือบเป็นกระซิบ สายตาเลื่อนลงมองปากเธออีกรอบ “...ผมกลัวใจตัวเอง ว่าจะไม่ยอมปล่อยคุณไป”ทั้งห้องเงียบลงทันที มีแค่เสียงลมหายใจของทั้งคู่ ท่ามกลางระยะห่างที่ไม่มีเหลืออีกแล้วคิมจ้องริมฝีปากที่สั่นของพรีม ลมหายใจร้อนๆ รดกันในระยะประชิด วินาทีนั้นเขาหมดความอดทน มือเลื่อนขึ้นไปล็อกท้ายทอยเธอแล้วรั้งใบหน้าลงมาบดจูบอย่างหนักหน่
แท็กซี่จอดหน้าคอนโดแห่งหนึ่ง ตัวตึกดูเงียบสงบ ไม่พลุกพล่าน คิมพาพรีมขึ้นลิฟต์มาที่ชั้นสี่ เขาแตะคีย์การ์ดแล้วผลักประตูเปิดออกภายในเป็นห้องสตูดิโอขนาดกลาง ผนังปูนเปลือยกับเฟอร์นิเจอร์สีดำและเทาเข้ม ทุกอย่างถูกจัดวางเป็นระเบียบเหมือนค่ายทหาร บนโต๊ะทำงานไม่มีของเกะกะ มีเพียงแล็ปท็อปเครื่องหนึ่ง เตียงนอนปูผ้าสีเทาเรียบตึง ม่านทึบแสงปิดสนิท ไร้รูปถ่ายหรือของตกแต่งพรีมเดินก้าวเข้ามาอย่างเกร็งๆ เธอหยุดยืนอยู่กลางห้อง กลิ่นสบู่ผู้ชายผสมกลิ่นสะอาดลอยแตะจมูก“นั่งก่อนสิ” คิมบอกพลางพยักหน้าไปทางโซฟาหนังสีดำตัวยาวพรีมเดินไปนั่งลงตรงริมขอบโซฟา สองมือวางไว้บนตักอย่างไม่คุ้นชิน คิมเดินไปเปิดตู้เย็น หยิบน้ำเปล่าขวดใหม่ออกมาเปิดฝาแล้วยื่นให้เธอ“ขอบคุณค่ะ” พรีมรับขวดน้ำมาถือไว้“เดี๋ยวผมลงไปข้างล่างแป๊บเดียว…. คุณพักผ่อนตามสบาย ห้องน้ำอยู่ฝั่งนู้น”“คุณจะไปไหนเหรอคะ” “ไปซื้อของ” คิมตอบสั้นๆ ก่อนจะเดินออกจากห้องไป พรีมนั่งนิ่งอยู่พักหนึ่ง พอดื่มน้ำไปสองอึก เธอก็วางขวดลงแล้วลุกขึ้นเดินสำรวจห้องเงียบๆห้องนี้แทบไม่มีร่องรอยของการใช้ชีวิตแบบคนทั่วไป ไม่มีขนม ไม่มีต้นไม้ ไม่มีของสะสม มีแต่ความเงียบกับ
ช่วงค่ำบนถนนใหญ่ แสงไฟหน้ารถเก๋งของพรีมส่องกระทบฝากระโปรงหน้าที่ยุบย่น น้ำในหม้อน้ำไหลนองลงพื้นถนน เสียงแตรและเสียงเครื่องยนต์ของรถคันอื่นดังผ่านไปมาอย่างเร่งรีบชายวัยสามสิบเศษรีบวิ่งลงมาจากรถกระบะคู่กรณี สีหน้าตื่นตระหนก ยกมือไหว้น้ำตาคลอ“คุณครับ ผมขอโทษจริงๆ ครับ! ผมรีบพาลูกไปส่งโรงพยาบาล น้องชักหมดสติอยู่ในรถ”หญิงสาวอีกคนเปิดประตูกระบะ วิ่งอุ้มเด็กตัวเล็กๆ ที่กำลังชักลงมา ร้องไห้กระวนกระวาย “พี่ เร็วเข้า ลูกดิ้นใหญ่แล้ว!”พรีมที่ยังมึนศีรษะจากแรงกระแทก มองภาพนั้นแล้วรีบโบกมือ“ไม่เป็นไรค่ะ รีบพาน้องไปโรงพยาบาลก่อนเลยค่ะ!” พรีมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา “ถ่ายรูปหน้ารถ ทะเบียน กับบัตรประชาชนพี่ไว้ก่อน แล้วพี่รีบไปเลยค่ะ เดี๋ยวทางนี้ฉันรอประกันเอง”“ขอบคุณครับคุณ ขอบคุณมากครับ!” ชายคนนั้นรีบยื่นบัตรประชาชนให้เธอถ่าย แลกเบอร์โทรศัพท์อย่างลนลาน แล้ววิ่งกลับขึ้นรถกระบะ ขับพุ่งออกไปทันทีถนนตรงนั้นกลับมาเหลือเพียงความเงียบ พรีมยืนกอดอกพิงข้างตัวรถที่พังยับ ลมดึกพัดมาจนรู้สึกหนาว ความเจ็บระบมจากทริปต่างจังหวัดเมื่อคืนผสมกับแรงกระแทกจากถุงลมนิรภัยทำให้เธอแทบยืนไม่ไหว เธอถือโทรศัพท์แนบหูเพื่อรอ
“กูแค่อยากได้ยินเสียงมึงเฉยๆ ... มึงคุยกับกูก่อน อย่าเพิ่งด่ากูตอนนี้เลยนะ”“...เชี่ยเอ๊ย” นิกกี้สบถเสียงแผ่ว ความโมโหเมื่อกี้หายไปหมด เหลือแค่น้ำเสียงจุกๆ “มันจงใจทำขนาดนี้เลยเหรอวะ...”พรีมกอดเข่าตัวเองแน่น ปล่อยให้น้ำตาไหลเงียบๆ“พรีม มึงฟังกู” นิกกี้สูดหายใจลึก พยายามคุมเสียงไม่ให้สั่นเพื่อดึงสติเพื่อน “กูไม่ซ้ำเติมมึงแล้วนะ แต่มึงเห็นแล้วใช่ไหมว่าคิมมันช่วยเหี้ยอะไรมึงไม่ได้เลย ต่อให้มันได้ยิน มันก็ทำได้แค่นิ่ง”“กูรู้... กูก็แค่สมเพชตัวเอง”“หยุดสมเพชตัวเอง!” นิกกี้ดุสวน“ตอนนี้มึงต้องเอาตัวรอดก่อน ลุกไปกินข้าว กินยา แล้วหาอะไรปิดรอยพวกนั้นซะ อย่าให้ภูผามันเห็นว่ามึงจะตายเพราะเรื่องนี้”พรีมพยักหน้าทั้งน้ำตา“เรื่องภูผามึงถอยไม่ได้แล้ว แต่กับคิม... มึงต้องตัดใจเดี๋ยวนี้ ไม่งั้นมึงพังยับแน่พรีม” นิกกี้ผ่อนเสียงลงแต่จริงจัง “ทนให้จบทริปนี้ กลับมากรุงเทพฯ เมื่อไหร่... ค่อยมาแหกปากร้องไห้ที่บ้านกู”ภายในห้องโดยสาร มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ดังแผ่ว คิมทำหน้าที่ขับรถ สายตามองตรงไปข้างหน้า มือสองข้างจับพวงมาลัยนิ่งสนิทภูผานั่งอยู่เบาะหลัง เขากดปิดหน้าจอไอแพด ก่อนจะเงยหน้าขึ้นส
“ส่วนคิม” ภูผาหันไปสั่ง“พักห้องฝั่งขวา เช็กความเรียบร้อยรอบบ้านให้เสร็จ แล้วคืนนี้ถ้าไม่ได้เรียก ก็ไม่ต้องออกมา”“ครับ” คิมตอบรับสั้นๆคิมถอดแว่นกันแดดออก สีหน้าเขายังนิ่งเหมือนเดิม แต่สายตาเขาสบเข้ากับพรีมตรงๆ ทั้งคู่รู้ดีว่าหลังประตูห้องใหญ่คืนนี้จะเกิดอะไรขึ้น และคิมก็รู้ว่าตัวเองทำได้แค่อยู่ในห้องฝั่งตรงข้ามตามคำสั่ง“เข้าไปอาบน้ำก่อนสิ” ภูผาแตะแขนพรีมเบาๆ ดันให้เธอเดินนำไปที่ห้องนอนใหญ่ภูผาเดินตามเข้าไปแล้วปิดประตูลง ทิ้งให้คิมยืนอยู่คนเดียวตรงโถงกลาง…..พรีมก้าวเท้าออกจากห้องน้ำในชุดคลุมอาบน้ำ แต่ยังไม่ทันได้เดินไปถึงห้องแต่งตัว ภูผาก็คว้าต้นแขนเธอไว้แล้วดันร่างเธอถอยหลังจนแผ่นหลังกระแทกเข้ากับบานประตูห้องนอนตึง!“คุณภูผา... อื้อ!”ภูผากดจูบลงมาหนักหน่วง มือกระตุกสายผูกชุดคลุมอาบน้ำของเธอออกอย่างรวดเร็ว เขายกร่างเธอขึ้นจนเท้าลอยเหนือพื้น ดันสะโพกเธอแนบชิดกับบานไม้“ตรงนี้... ไม่เอาค่ะ” พรีมเบือนหน้าหนี ลมหายใจหอบถี่ พยายามใช้สองมือดันไหล่เขาออก “ไปที่เตียงเถอะนะคะ”“ทำไมล่ะ” ภูผากระซิบชิดซอกคอ “ตรงนี้ก็สะดวกดีออก”ร่างกายของเขารุกรานเข้ามาทันทีโดยไม่ให้เวลาเธอตั้งตัว พรีมสะ







