로그인พรีมชะงักกึก สัมผัสคุกคามนั้นไม่ได้อ่อนหวาน แต่หนักแน่นจนลมหายใจสะดุด เธอยกมือขึ้นดันอกเขาไว้ตามสัญชาตญาณ แต่ภูผากลับขยับมือขึ้นกดล็อกท้ายทอย บังคับให้เธอรับจูบหนักหน่วง จังหวะที่เธอเผยอปากจะประท้วง ลิ้นอุ่นแทรกผ่านเข้ามากลืนกินคำพูดของเธอ ดึงดูดความหวานอย่างเอาแต่ใจ
มือข้างที่จับเอวเลื่อนลงมาบีบเน้นน้ำหนักที่สะโพกเพื่อสั่งสอนคนปากดี ดึงเธอเข้าหาจนพรีมสัมผัสได้ถึงความตื่นตัวตรงกลางกายเขา
พรีมหายใจติดขัด มือจิกเสื้อสูทเขาแน่น ร่างกายที่เคยต้านทานเริ่มอ่อนลงและตอบสนองไปตามจังหวะร้อนรุ่มที่เขายื่นให้
ภูผาผละปากออกช้าๆ ลมหายใจอุ่นผสานกันในระยะประชิด เขาจ้องเธอนิ่ง ขณะที่พรีมมองตอบด้วยสายตาวูบไหว
“มั่นใจครับ…” ภูผากระซิบตอบชิดปากที่เพิ่งจูบ
“…และเมื่อกี้ คือการยืนยัน”
พรีมผ่อนลมหายใจระบายความร้อนบนใบหน้า หัวใจยังเต้นแรงจนแทบคุมไม่ได้ สายตาเธอไม่หลบเลี่ยง แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เธอสวนกลับไม่ได้ทันที เธอพยายามตั้งสติ ยิ้มมุมปากอย่างไม่ยอมแพ้
“คุณนี่พูดเหมือนรู้จักฉันดีเลยนะคะ”
“ผมไม่จำเป็นต้องรู้จักทั้งหมดครับ” ภูผาสวนกลับทันควัน
“ผมแค่ดูออกว่าอะไรจริง”
เขาเลื่อนสายตาลงมองปากบวมเจ่อช้าๆ ก่อนตวัดกลับขึ้นประสานสายตากับเธอ
“และอะไร… ที่คุณแค่เล่น”
พรีมชะงักไปเสี้ยววินาที ก่อนจะหัวเราะเบาๆ ในคอ
“…แต่ถ้าคิดว่าแค่นี้จะทำให้พรีมเป็นของคุณได้จริงๆ” เธอขยับยิ้มกว้างขึ้นอีกนิด
“คุณคงต้องพยายามมากกว่านี้แล้วล่ะค่ะ”
เสียงรายงานจากอินเตอร์คอมดังแทรกขัดจังหวะ
“คุณภูผาครับ แขกวีวีไอพีมาถึงแล้วครับ”
ภูผาผละตัวออกจากเธอ ขยับเสื้อสูทจัดทรงให้เรียบร้อย สายตาเปลี่ยนเป็นจริงจังอย่างมืออาชีพ
“ไปกันเถอะครับ” เขาพูดเสียงนิ่ง ก่อนจะเดินนำออกไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นก่อนหน้านี้
ประตูถูกเปิดออก เสียงดนตรีคลาสสิกลอดเข้ามา พร้อมแสงไฟระยิบระยับและเสียงพูดคุยของแขก
พรีมยืนนิ่งที่เดิม เธอยกมือขึ้นแตะริมฝีปากเบาๆ ร่างกายยังจำสัมผัสเมื่อครู่ได้ชัด เธอถอนหายใจยาว นี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่รู้สึกสั่นคลอน และเป็นครั้งแรกที่ไม่มั่นใจเต็มร้อยว่า... ตัวเองยังเป็นคนคุมเกมอยู่หรือเปล่า
คิมยืนนิ่งอยู่หน้าประตู ทันทีที่พรีมก้าวออกมา เขามองเธอแวบเดียวก่อนจะชะงัก สายตาเขาเข้มขึ้นเมื่อสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ
'เกิดอะไรขึ้นข้างใน'
พรีมเดินผ่านเขาไปโดยไม่หยุด ไม่แม้แต่จะท้าทายเหมือนทุกที เธอเริ่มก้าวเร็วขึ้น ไม่ใช่การวิ่งหนี แต่เสียงส้นสูงที่กระทบพื้นถี่รัวมันฟ้องชัด
“คุณพรีม” เสียงทุ้มต่ำคุ้นเคยดังขึ้นจากด้านหลัง
พรีมหยุดกะทันหัน ผ่อนลมหายใจเรียกสติ ก่อนจะค่อยๆ หมุนตัวกลับไป
“มีอะไรคะ?”
“คุณออกมาคนเดียว” เขาพูดสั้นๆ ไม่ใช่ประโยคคำถาม
“คุณมีปัญหากับเรื่องนั้นด้วย?” พรีมสวนกลับทันควัน
คิมก้าวเข้าหาเธอหนึ่งก้าว จังหวะไม่ช้าไม่เร็ว แต่ตั้งใจกดดันให้ระยะห่างแคบลง
“หน้าที่ของผมคือดูแลความปลอดภัยครับ”
“แล้วฉันดูไม่ปลอดภัยตรงไหน”
คิมไม่ตอบทันที สายตาเขาเลื่อนจากใบหน้าลงมามองมือที่เธอเผลอกำแน่น
“คุณกำลังเสียสมาธิครับ”
“คุณนี่…” เธอหัวเราะเบาๆ ในลำคอ
พรีมก้าวหาเขา มองตรงอย่างไม่คิดจะหลบ
“มั่นใจจังเลยนะคะ”
เธอหยุดตรงหน้าในระยะประชิด ท้าทายบอดี้การ์ดหนุ่มอย่างเปิดเผย
“ว่าคุณอ่านฉันออก”
คิมไม่ถอย
“ผมไม่ได้อ่านครับ” เสียงเขาต่ำลงเล็กน้อย
“ผมแค่เห็น”
“เห็นอะไรคะ” พรีมขยับหน้าเข้าใกล้เขาอีกนิด
“ว่าเมื่อกี้…” คิมหยุดจังหวะไปสั้นมาก แต่พอให้รู้ว่าเขาจะพูดต่อ
“…คุณไม่ใช่คนที่ควบคุมสถานการณ์อยู่”
เธอกระตุกยิ้ม สายตาเข้มขึ้น
“งั้นเหรอคะ…”
จู่ๆ เธอก็ยกมือคว้าปกสูทคิม ไม่ได้ออกแรงกระชาก แต่เป็นการกระทำที่บ้าบิ่นที่สุดเท่าที่เคยทำมา
“แล้วตอนนี้ล่ะ”
เธอดึงเสื้อให้เขาโน้มลงหา ระยะห่างหายไปจนลมหายใจเป่ารดกัน
“ฉันดูเหมือนคนเสียการควบคุมอยู่ไหม?”
คิมไม่ได้ตอบ สายตานิ่งเข้มจ้องลึกลงมาในตาเธอ... นิ่งจนพรีมเห็นภาพสะท้อนความยุ่งเหยิงในใจตัวเอง และนั่นยิ่งทำให้เธออยากอาละวาดใส่เขา
พรีมเขย่งเท้าขึ้นจูบคิมทันที มันเป็นจูบที่ดื้อรั้นและเอาแต่ใจ ริมฝีปากอุ่นที่เพิ่งผ่านจูบของชายอีกคนมา กำลังบดเบียดเข้าใส่บอดี้การ์ดหนุ่มอย่างประชดประชัน
คิมตัวเกร็งแข็งขึ้นทันที สันกรามของเขาบีบแน่น เขานิ่ง ไม่ได้ดันเธอออก แต่ก็ไม่ได้จูบตอบ ทำเพียงยกมือขึ้นมากำข้อมือเธอตรงปกสูทไว้แน่น
พรีมเป็นฝ่ายผละปากออกมาก่อน เธอหายใจหอบถี่ มองสบตาคิมที่เต็มไปด้วยความอดทนขั้นสุด
“ไงคะ…” พรีมกระซิบถามเสียงสั่น
“แบบนี้... อ่านออกอีกไหม”
คิมเงียบ มือที่จับข้อมือเธอไว้ค่อยๆ เพิ่มแรงบีบแน่นขึ้น ไม่ได้แรงจนเจ็บ แต่หนักแน่นพอจะรั้งไม่ให้เธอผละหนี
“อ่านออกครับ…” น้ำเสียงของคิมกดต่ำลงจนเกือบเป็นเสียงกระซิบ
“อ่านออกว่าเมื่อกี้... คุณไม่ได้อยากจูบผม”
คิมเว้นจังหวะ เลื่อนสายตาลงมองปากที่เพิ่งสัมผัสเขาไปเมื่อครู่ ก่อนจะตวัดกลับขึ้นมองเธออีกครั้ง
“แต่คุณกำลังพยายามกลบความรู้สึก… ที่ผู้ชายอีกคนทิ้งไว้ให้คุณต่างหาก”
พูดจบ คิมเป็นฝ่ายปล่อยข้อมือเธอออก แล้วก้าวถอยหลังออกไปหนึ่งก้าว คืนระยะห่างและความเป็นบอดี้การ์ดกลับมาในจังหวะที่เขาเป็นคนเลือกเอง
วินาทีนั้น คิมก็ดันตัวเองเข้าไปจนสุด ปลดปล่อยความอุ่นร้อนลึกเข้าไปข้างในตัวเธอจนหมด เขาทิ้งตัวลงมาทับร่างเธอไว้ ซบหน้าลงกับซอกคอ เสียงหอบหายใจดังอยู่ข้างหูเธอพรีมนอนนิ่งอยู่ใต้ตัวเขา สองมือยังคงลูบหลังที่เปียกเหงื่อของคิม รู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยแบบที่ไม่เคยรู้สึกกับภูผาเลยสักนิดคิมค่อยๆ ขยับตัวลงมานอนตะแคง แล้วดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมร่างเปลือยเปล่าของทั้งสองคนไว้ พรีมขยับหันหน้าเข้าหาคิม สบตากับเขาในความมืดสลัว“พรุ่งนี้... คุณจะทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีกใช่ไหม” พรีมถามขึ้นตรงๆ น้ำเสียงสั่นเล็กน้อยคิมจ้องตาเธอ ก่อนจะเอื้อมมือไปเกลี่ยปอยผมที่ปรกหน้าผากเธอออก“ผมไม่เคยคิดจะลืม” คิมตอบเสียงต่ำ “แต่คุณก็รู้ว่า... มันจะเป็นยังไง”“ค่ะ” พรีมก้มหน้าลง มองมือตัวเองที่แตะอยู่ตรงอกเขา “พรีมแค่กลัว... กลัวว่าคุณจะมองเรื่องคืนนี้เป็นแค่ความผิดพลาดอีก”คิมจับคางเธอขึ้น ให้สบตาเขาอีกครั้ง“ฟังผมนะ” คิมพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “สิ่งที่เกิดขึ้นคืนนี้ ไม่ใช่ความผิดพลาด แต่หลังจากนี้... คุณต้องระวังตัวให้มากกว่าเดิม”“ค่ะ”“เวลาอยู่ต่อหน้าเขา ทำตัวให้ปกติที่สุด อย่าแสดงอาการอะไรทั้งนั้น... ส่วนเรื่อง
หน้าของทั้งคู่อยู่ห่างกันแค่นิดเดียว กลิ่นสบู่จากตัวเธอลอยแตะจมูกเขา คิมจ้องหน้าพรีม เลื่อนสายตามองปากที่กำลังสั่นของเธอ ก่อนจะสบตาเธอนิ่งๆ“ถ้าผมเกลียดคุณ...” คิมพูดเสียงต่ำ ลมหายใจอุ่นๆ รดข้างแก้มเธอ “ผมจะทิ้งเพื่อนแล้วมายืนเฝ้าคุณข้างถนนทำไม”พรีมชะงัก“อย่าถามอะไรแบบนี้” คิมพูดพลางมือที่จับเอวเธอเผลอบีบแรงขึ้นนิดนึง “คิม...”พรีมก้มมองคนที่นอนอยู่ใต้ตัวเธอ สายตาเขาไม่ได้เย็นชาเหมือนทุกครั้ง แต่มันดูอึดอัด โกรธ และเหมือนพยายามกลั้นอะไรบางอย่างไว้“แล้วทำไมถึงไม่ยอมมองหน้าพรีมเลยล่ะ” พรีมถามกลับ“ทำไมต้องทำเหมือนพรีมเป็นแค่ภาระที่ต้องคอยจัดการตามคำสั่งภูผา”คิมยกมือขึ้นมาแตะแก้มเธอเบาๆ สัมผัสแค่นั้นทำเอาพรีมขนลุกไปทั้งตัว“เพราะถ้าผมมองคุณตรงๆ ...” คิมพูดเบาลงจนเกือบเป็นกระซิบ สายตาเลื่อนลงมองปากเธออีกรอบ “...ผมกลัวใจตัวเอง ว่าจะไม่ยอมปล่อยคุณไป”ทั้งห้องเงียบลงทันที มีแค่เสียงลมหายใจของทั้งคู่ ท่ามกลางระยะห่างที่ไม่มีเหลืออีกแล้วคิมจ้องริมฝีปากที่สั่นของพรีม ลมหายใจร้อนๆ รดกันในระยะประชิด วินาทีนั้นเขาหมดความอดทน มือเลื่อนขึ้นไปล็อกท้ายทอยเธอแล้วรั้งใบหน้าลงมาบดจูบอย่างหนักหน่
แท็กซี่จอดหน้าคอนโดแห่งหนึ่ง ตัวตึกดูเงียบสงบ ไม่พลุกพล่าน คิมพาพรีมขึ้นลิฟต์มาที่ชั้นสี่ เขาแตะคีย์การ์ดแล้วผลักประตูเปิดออกภายในเป็นห้องสตูดิโอขนาดกลาง ผนังปูนเปลือยกับเฟอร์นิเจอร์สีดำและเทาเข้ม ทุกอย่างถูกจัดวางเป็นระเบียบเหมือนค่ายทหาร บนโต๊ะทำงานไม่มีของเกะกะ มีเพียงแล็ปท็อปเครื่องหนึ่ง เตียงนอนปูผ้าสีเทาเรียบตึง ม่านทึบแสงปิดสนิท ไร้รูปถ่ายหรือของตกแต่งพรีมเดินก้าวเข้ามาอย่างเกร็งๆ เธอหยุดยืนอยู่กลางห้อง กลิ่นสบู่ผู้ชายผสมกลิ่นสะอาดลอยแตะจมูก“นั่งก่อนสิ” คิมบอกพลางพยักหน้าไปทางโซฟาหนังสีดำตัวยาวพรีมเดินไปนั่งลงตรงริมขอบโซฟา สองมือวางไว้บนตักอย่างไม่คุ้นชิน คิมเดินไปเปิดตู้เย็น หยิบน้ำเปล่าขวดใหม่ออกมาเปิดฝาแล้วยื่นให้เธอ“ขอบคุณค่ะ” พรีมรับขวดน้ำมาถือไว้“เดี๋ยวผมลงไปข้างล่างแป๊บเดียว…. คุณพักผ่อนตามสบาย ห้องน้ำอยู่ฝั่งนู้น”“คุณจะไปไหนเหรอคะ” “ไปซื้อของ” คิมตอบสั้นๆ ก่อนจะเดินออกจากห้องไป พรีมนั่งนิ่งอยู่พักหนึ่ง พอดื่มน้ำไปสองอึก เธอก็วางขวดลงแล้วลุกขึ้นเดินสำรวจห้องเงียบๆห้องนี้แทบไม่มีร่องรอยของการใช้ชีวิตแบบคนทั่วไป ไม่มีขนม ไม่มีต้นไม้ ไม่มีของสะสม มีแต่ความเงียบกับ
ช่วงค่ำบนถนนใหญ่ แสงไฟหน้ารถเก๋งของพรีมส่องกระทบฝากระโปรงหน้าที่ยุบย่น น้ำในหม้อน้ำไหลนองลงพื้นถนน เสียงแตรและเสียงเครื่องยนต์ของรถคันอื่นดังผ่านไปมาอย่างเร่งรีบชายวัยสามสิบเศษรีบวิ่งลงมาจากรถกระบะคู่กรณี สีหน้าตื่นตระหนก ยกมือไหว้น้ำตาคลอ“คุณครับ ผมขอโทษจริงๆ ครับ! ผมรีบพาลูกไปส่งโรงพยาบาล น้องชักหมดสติอยู่ในรถ”หญิงสาวอีกคนเปิดประตูกระบะ วิ่งอุ้มเด็กตัวเล็กๆ ที่กำลังชักลงมา ร้องไห้กระวนกระวาย “พี่ เร็วเข้า ลูกดิ้นใหญ่แล้ว!”พรีมที่ยังมึนศีรษะจากแรงกระแทก มองภาพนั้นแล้วรีบโบกมือ“ไม่เป็นไรค่ะ รีบพาน้องไปโรงพยาบาลก่อนเลยค่ะ!” พรีมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา “ถ่ายรูปหน้ารถ ทะเบียน กับบัตรประชาชนพี่ไว้ก่อน แล้วพี่รีบไปเลยค่ะ เดี๋ยวทางนี้ฉันรอประกันเอง”“ขอบคุณครับคุณ ขอบคุณมากครับ!” ชายคนนั้นรีบยื่นบัตรประชาชนให้เธอถ่าย แลกเบอร์โทรศัพท์อย่างลนลาน แล้ววิ่งกลับขึ้นรถกระบะ ขับพุ่งออกไปทันทีถนนตรงนั้นกลับมาเหลือเพียงความเงียบ พรีมยืนกอดอกพิงข้างตัวรถที่พังยับ ลมดึกพัดมาจนรู้สึกหนาว ความเจ็บระบมจากทริปต่างจังหวัดเมื่อคืนผสมกับแรงกระแทกจากถุงลมนิรภัยทำให้เธอแทบยืนไม่ไหว เธอถือโทรศัพท์แนบหูเพื่อรอ
“กูแค่อยากได้ยินเสียงมึงเฉยๆ ... มึงคุยกับกูก่อน อย่าเพิ่งด่ากูตอนนี้เลยนะ”“...เชี่ยเอ๊ย” นิกกี้สบถเสียงแผ่ว ความโมโหเมื่อกี้หายไปหมด เหลือแค่น้ำเสียงจุกๆ “มันจงใจทำขนาดนี้เลยเหรอวะ...”พรีมกอดเข่าตัวเองแน่น ปล่อยให้น้ำตาไหลเงียบๆ“พรีม มึงฟังกู” นิกกี้สูดหายใจลึก พยายามคุมเสียงไม่ให้สั่นเพื่อดึงสติเพื่อน “กูไม่ซ้ำเติมมึงแล้วนะ แต่มึงเห็นแล้วใช่ไหมว่าคิมมันช่วยเหี้ยอะไรมึงไม่ได้เลย ต่อให้มันได้ยิน มันก็ทำได้แค่นิ่ง”“กูรู้... กูก็แค่สมเพชตัวเอง”“หยุดสมเพชตัวเอง!” นิกกี้ดุสวน“ตอนนี้มึงต้องเอาตัวรอดก่อน ลุกไปกินข้าว กินยา แล้วหาอะไรปิดรอยพวกนั้นซะ อย่าให้ภูผามันเห็นว่ามึงจะตายเพราะเรื่องนี้”พรีมพยักหน้าทั้งน้ำตา“เรื่องภูผามึงถอยไม่ได้แล้ว แต่กับคิม... มึงต้องตัดใจเดี๋ยวนี้ ไม่งั้นมึงพังยับแน่พรีม” นิกกี้ผ่อนเสียงลงแต่จริงจัง “ทนให้จบทริปนี้ กลับมากรุงเทพฯ เมื่อไหร่... ค่อยมาแหกปากร้องไห้ที่บ้านกู”ภายในห้องโดยสาร มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ดังแผ่ว คิมทำหน้าที่ขับรถ สายตามองตรงไปข้างหน้า มือสองข้างจับพวงมาลัยนิ่งสนิทภูผานั่งอยู่เบาะหลัง เขากดปิดหน้าจอไอแพด ก่อนจะเงยหน้าขึ้นส
“ส่วนคิม” ภูผาหันไปสั่ง“พักห้องฝั่งขวา เช็กความเรียบร้อยรอบบ้านให้เสร็จ แล้วคืนนี้ถ้าไม่ได้เรียก ก็ไม่ต้องออกมา”“ครับ” คิมตอบรับสั้นๆคิมถอดแว่นกันแดดออก สีหน้าเขายังนิ่งเหมือนเดิม แต่สายตาเขาสบเข้ากับพรีมตรงๆ ทั้งคู่รู้ดีว่าหลังประตูห้องใหญ่คืนนี้จะเกิดอะไรขึ้น และคิมก็รู้ว่าตัวเองทำได้แค่อยู่ในห้องฝั่งตรงข้ามตามคำสั่ง“เข้าไปอาบน้ำก่อนสิ” ภูผาแตะแขนพรีมเบาๆ ดันให้เธอเดินนำไปที่ห้องนอนใหญ่ภูผาเดินตามเข้าไปแล้วปิดประตูลง ทิ้งให้คิมยืนอยู่คนเดียวตรงโถงกลาง…..พรีมก้าวเท้าออกจากห้องน้ำในชุดคลุมอาบน้ำ แต่ยังไม่ทันได้เดินไปถึงห้องแต่งตัว ภูผาก็คว้าต้นแขนเธอไว้แล้วดันร่างเธอถอยหลังจนแผ่นหลังกระแทกเข้ากับบานประตูห้องนอนตึง!“คุณภูผา... อื้อ!”ภูผากดจูบลงมาหนักหน่วง มือกระตุกสายผูกชุดคลุมอาบน้ำของเธอออกอย่างรวดเร็ว เขายกร่างเธอขึ้นจนเท้าลอยเหนือพื้น ดันสะโพกเธอแนบชิดกับบานไม้“ตรงนี้... ไม่เอาค่ะ” พรีมเบือนหน้าหนี ลมหายใจหอบถี่ พยายามใช้สองมือดันไหล่เขาออก “ไปที่เตียงเถอะนะคะ”“ทำไมล่ะ” ภูผากระซิบชิดซอกคอ “ตรงนี้ก็สะดวกดีออก”ร่างกายของเขารุกรานเข้ามาทันทีโดยไม่ให้เวลาเธอตั้งตัว พรีมสะ