LOGINในเงาสะท้อนของกระจกมองหลัง สันกรามคิมเกร็ง มือที่จับพวงมาลัยบีบแน่น แต่เขายังคงต้องรักษาสติและขับรถต่อไป
พรีมดึงสติกลับมาอย่างรวดเร็ว เธอขยับยิ้มมุมปาก เอียงคอสบตาภูผา
“งั้นเหรอคะ…” น้ำเสียงเธอนุ่มนวล แต่สายตาท้าทาย
“…แต่น่าเสียดายนะคะ ที่พรีมจำความอุ่นจากตรงนั้นไม่ได้เลย”
ภูผายิ้มถูกใจในความปากแข็งของคนข้างตัว มือที่จับข้อมือเธอเปลี่ยนเป็นสอดประสานล็อกนิ้วไว้แน่น
“ไม่เป็นไรครับ…” ภูผากระซิบตอบเบาๆ
“…คืนนี้เรายังเหลือเวลาเตือนความจำอีกเยอะ”
พรีมเลื่อนสายตาขึ้นมองกระจกมองหลัง แล้วก็ต้องสบเข้ากับสายตานิ่งสนิทของคิมที่จ้องเธออยู่ก่อนแล้ว... เป็นสายตาที่แฝงความอึดอัดและอดกลั้นขั้นสุด
แม้มือจะโดนภูผากุมไว้แน่น แต่เธอกลับไม่ยอมหลบสายตาคิม เธอจ้องลึกลงไปในตาเขาผ่านกระจก เพื่อประชดทั้งตัวเองและบอดี้การ์ดหนุ่ม
พรีมเป็นฝ่ายเลื่อนสายตาออก ยิ้มบางๆ ที่มุมปากเพื่อซ่อนความรู้สึกสั่นคลอนที่กำลังตีรวน
“งั้นก็ลองดูค่ะ…” เธอกระซิบตอบภูผาน้ำเสียงนุ่มเรียบ สายตามองออกไปที่แสงไฟข้างทาง
“…ว่าจะเตือนความจำพรีมได้แค่ไหน”
ภูผาไม่ตอบเป็นคำพูด แต่ปลายนิ้วเขาค่อยๆ ลากผ่านข้อมือด้านในของเธอขึ้นมาตามท้องแขน สัมผัสเบาหวิวแต่หนักแน่นในความรู้สึก ส่งความเสียววูบเข้าสู่ร่างกายจนพรีมแอบสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อข่มอาการสั่น
“จำได้ไหมครับ…” ภูผาโน้มหน้าลงมาประชิดข้างแก้มเธอ ลมหายใจอุ่นเป่ารดต้นคอ
“…ว่าตอนที่ผมจูบคุณ ชีพจรตรงข้อมือคุณมันเต้นแรงแค่ไหน”
พรีมเม้มปากแน่น สายตาเผลอเลื่อนขึ้นสบกระจกมองหลังอีกครั้ง
“และจำได้ไหม…” เขากระซิบต่อ ปลายนิ้วลากกลับลงมากดเน้นที่ชีพจรข้อมือเธอ
“…ว่ารสชาติแชมเปญหวานแค่ไหน ตอนที่คุณจูบตอบผม”
คำพูดตรงไปตรงทำเอาพรีมหน้าร้อนผ่าว เธอตัวเกร็ง เถียงไม่ออก ได้แต่จ้องสบตาคิมผ่านกระจกด้วยความรู้สึกยุ่งเหยิงที่ตีรวน
เอี๊ยด...
เสียงเบรกรถดังขึ้น ก่อนรถจะจอดนิ่งหน้าบ้านพรีม คิมปลดเข็มขัดนิรภัยเตรียมจะก้าวลงไปเปิดประตูให้ตามหน้าที่ แต่เสียงภูผากลับดังขัด
“ไม่ต้องคิม… เดี๋ยวผมจัดการเอง”
ภูผายอมปล่อยมือพรีม เขาเป็นฝ่ายก้าวลงจากรถ แล้วเปิดประตูค้างไว้ให้เธอ พรีมถอนหายใจยาว ดึงสติแล้วก้าวลงมาเผชิญหน้ากับเขา
“ขอบคุณที่มาส่งค่ะ…” เธอยิ้มมุมปากพลางเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย
“…แต่ความจำพรีมก็ยังไม่ค่อยดีขึ้นเท่าไหร่เลย”
ภูผามองคนตรงหน้าที่เพิ่งพูดประชดเขา เขายกมือขึ้นใช้นิ้วโป้งคลึงริมฝีปากล่างเธอเบาๆ
“จำไม่ได้... หรือพยายามจะลืมครับ”
พรีมไม่ได้ตอบ ได้แต่สบตาเขานิ่งเพื่อซ่อนจังหวะหัวใจที่เต้นรัวจนแทบควบคุมไม่ได้
ภูผาละมือออก ก่อนจะถอยหลังออกมา
“คืนนี้ฝันดีครับคุณพรีม…”
เขาหมุนตัวเดินกลับไปขึ้นรถ ทิ้งให้พรีมนิ่งงันอยู่ตรงนั้น ลมหายใจยังคงหอบถี่ สัมผัสวูบวาบบนริมฝีปากยังคงติดแน่น ไม่ต่างจากสายตาของคิมที่จ้องมองออกมาจากเบาะคนขับท่ามกลางความเงียบ....
เช้าวันจันทร์ท้องฟ้ามืดครึ้ม พายุเข้าจนฝนตกลงมาไม่ขาดสาย หยดน้ำฝนเกาะกระจกห้องทำงานจนพร่ามัว สะท้อนเงาลงบนพื้นดูเย็นกว่าปกติ
ข้างนอกห้องทำงาน ทุกอย่างยังคงดำเนินไปตามปกติ พนักงานทยอยเข้ามาเริ่มงาน เสียงรองเท้ากระทบพื้น เสียงรัวคีย์บอร์ด หรือเสียงกระซิบปรึกษางานดังแว่วมาให้ได้ยินเหมือนทุกวัน แต่ท่ามกลางความสงบเหล่านั้น ความรู้สึกของพรีมกลับไม่เหมือนเดิม
เธอเริ่มลุยงานทันทีที่มาถึงโต๊ะ เปิดคอมพิวเตอร์เช็กอีเมล ไล่ดูแบบที่ทีมงานส่งมาเพื่อคุมทิศทางของคอลเลกชันใหม่ วันนี้เธอต้องวุ่นกับการวางแผนทำต้นแบบและแก้ปัญหาโครงสร้างจิวเวลรี่ที่ซับซ้อน เพื่อให้ช่างผลิตออกมาได้จริง
วันนี้ไม่มีนัดลูกค้าวีไอพี เธอเลยไม่ได้เดินออกไปที่โชว์รูมเหมือนเคย แม้มือจะยังขยับแก้ไขแบบบนหน้าจออย่างคล่องแคล่ว แต่ในใจกลับมีเรื่องอื่นรบกวนอยู่ตลอดเวลา
ภาพบางอย่างแทรกเข้ามาในหัวดื้อๆ ทั้งระยะห่างในรถคืนนั้น ลมหายใจที่อยู่ใกล้เกินไป คำพูดและน้ำเสียงของภูผา สลับกับระยะประชิดจนได้ยินเสียงหัวใจ จังหวะที่เธอคว้ากระชากสูท สายตาที่เขามองมา และสัมผัสตรงข้อมือจากคิม
พรีมกะพริบตาช้าๆ เพื่อดึงตัวเองกลับสู่ความจริง
“คิดอะไรอยู่เนี่ย...” เธอพึมพำ ก่อนจะสะบัดหัวไล่ความฟุ้งซ่าน แล้วก้มหน้าทำงานต่อจนกระทั่งถึงเวลาเลิกงาน
ก๊อก... ก๊อก
“คุณพรีม กลับบ้านกันเถอะค่ะ” น้ำหนึ่งเดินเข้ามาชวนเหมือนทุกวัน
“คุณน้ำกลับก่อนเลยค่ะ พรีมขอปั่นงานต่ออีกนิดนึง” พรีมตอบพลางพยักหน้า บนโต๊ะเธอยังเต็มไปด้วยกองเอกสาร แบบร่างจิวเวลรี่ และหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่ยังเปิดสว่าง
“งั้นน้ำไปก่อนนะ อ้อ ฝนตกหนักอย่ากลับค่ำนะคะ” น้ำหนึ่งเตือนด้วยความเป็นห่วง
พรีมละสายตาจากงานแล้วหันมองกระจกห้องทำงาน... ใช่ ฝนตกหนักจริงๆ จากที่ตกปรอยๆ มาทั้งวัน ตอนนี้กลับเทลงมาหนักจนมองแทบไม่เห็นวิวด้านนอก
‘ฝนตกหนักขนาดนี้ กลับช้าหน่อยก็ได้’
เกือบสามทุ่ม พรีมยืนเคว้งอยู่ใต้อาคาร มองออกไปบนถนนที่เปียกชุ่มจนเห็นแสงไฟจากรถสะท้อนเป็นทางยาว
ติ๊ง!
เสียงแจ้งเตือนจากแอปเรียกรถดังขึ้น แต่พอเปิดดูเธอกลับต้องถอนหายใจ
“อ้าว... ยกเลิกอีกแล้ว” เธอเริ่มหงุดหงิด กดเรียกใหม่อีกครั้ง แต่ก็ไม่มีใครกดรับงาน
วินาทีนั้น คิมก็ดันตัวเองเข้าไปจนสุด ปลดปล่อยความอุ่นร้อนลึกเข้าไปข้างในตัวเธอจนหมด เขาทิ้งตัวลงมาทับร่างเธอไว้ ซบหน้าลงกับซอกคอ เสียงหอบหายใจดังอยู่ข้างหูเธอพรีมนอนนิ่งอยู่ใต้ตัวเขา สองมือยังคงลูบหลังที่เปียกเหงื่อของคิม รู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยแบบที่ไม่เคยรู้สึกกับภูผาเลยสักนิดคิมค่อยๆ ขยับตัวลงมานอนตะแคง แล้วดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมร่างเปลือยเปล่าของทั้งสองคนไว้ พรีมขยับหันหน้าเข้าหาคิม สบตากับเขาในความมืดสลัว“พรุ่งนี้... คุณจะทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีกใช่ไหม” พรีมถามขึ้นตรงๆ น้ำเสียงสั่นเล็กน้อยคิมจ้องตาเธอ ก่อนจะเอื้อมมือไปเกลี่ยปอยผมที่ปรกหน้าผากเธอออก“ผมไม่เคยคิดจะลืม” คิมตอบเสียงต่ำ “แต่คุณก็รู้ว่า... มันจะเป็นยังไง”“ค่ะ” พรีมก้มหน้าลง มองมือตัวเองที่แตะอยู่ตรงอกเขา “พรีมแค่กลัว... กลัวว่าคุณจะมองเรื่องคืนนี้เป็นแค่ความผิดพลาดอีก”คิมจับคางเธอขึ้น ให้สบตาเขาอีกครั้ง“ฟังผมนะ” คิมพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “สิ่งที่เกิดขึ้นคืนนี้ ไม่ใช่ความผิดพลาด แต่หลังจากนี้... คุณต้องระวังตัวให้มากกว่าเดิม”“ค่ะ”“เวลาอยู่ต่อหน้าเขา ทำตัวให้ปกติที่สุด อย่าแสดงอาการอะไรทั้งนั้น... ส่วนเรื่อง
หน้าของทั้งคู่อยู่ห่างกันแค่นิดเดียว กลิ่นสบู่จากตัวเธอลอยแตะจมูกเขา คิมจ้องหน้าพรีม เลื่อนสายตามองปากที่กำลังสั่นของเธอ ก่อนจะสบตาเธอนิ่งๆ“ถ้าผมเกลียดคุณ...” คิมพูดเสียงต่ำ ลมหายใจอุ่นๆ รดข้างแก้มเธอ “ผมจะทิ้งเพื่อนแล้วมายืนเฝ้าคุณข้างถนนทำไม”พรีมชะงัก“อย่าถามอะไรแบบนี้” คิมพูดพลางมือที่จับเอวเธอเผลอบีบแรงขึ้นนิดนึง “คิม...”พรีมก้มมองคนที่นอนอยู่ใต้ตัวเธอ สายตาเขาไม่ได้เย็นชาเหมือนทุกครั้ง แต่มันดูอึดอัด โกรธ และเหมือนพยายามกลั้นอะไรบางอย่างไว้“แล้วทำไมถึงไม่ยอมมองหน้าพรีมเลยล่ะ” พรีมถามกลับ“ทำไมต้องทำเหมือนพรีมเป็นแค่ภาระที่ต้องคอยจัดการตามคำสั่งภูผา”คิมยกมือขึ้นมาแตะแก้มเธอเบาๆ สัมผัสแค่นั้นทำเอาพรีมขนลุกไปทั้งตัว“เพราะถ้าผมมองคุณตรงๆ ...” คิมพูดเบาลงจนเกือบเป็นกระซิบ สายตาเลื่อนลงมองปากเธออีกรอบ “...ผมกลัวใจตัวเอง ว่าจะไม่ยอมปล่อยคุณไป”ทั้งห้องเงียบลงทันที มีแค่เสียงลมหายใจของทั้งคู่ ท่ามกลางระยะห่างที่ไม่มีเหลืออีกแล้วคิมจ้องริมฝีปากที่สั่นของพรีม ลมหายใจร้อนๆ รดกันในระยะประชิด วินาทีนั้นเขาหมดความอดทน มือเลื่อนขึ้นไปล็อกท้ายทอยเธอแล้วรั้งใบหน้าลงมาบดจูบอย่างหนักหน่
แท็กซี่จอดหน้าคอนโดแห่งหนึ่ง ตัวตึกดูเงียบสงบ ไม่พลุกพล่าน คิมพาพรีมขึ้นลิฟต์มาที่ชั้นสี่ เขาแตะคีย์การ์ดแล้วผลักประตูเปิดออกภายในเป็นห้องสตูดิโอขนาดกลาง ผนังปูนเปลือยกับเฟอร์นิเจอร์สีดำและเทาเข้ม ทุกอย่างถูกจัดวางเป็นระเบียบเหมือนค่ายทหาร บนโต๊ะทำงานไม่มีของเกะกะ มีเพียงแล็ปท็อปเครื่องหนึ่ง เตียงนอนปูผ้าสีเทาเรียบตึง ม่านทึบแสงปิดสนิท ไร้รูปถ่ายหรือของตกแต่งพรีมเดินก้าวเข้ามาอย่างเกร็งๆ เธอหยุดยืนอยู่กลางห้อง กลิ่นสบู่ผู้ชายผสมกลิ่นสะอาดลอยแตะจมูก“นั่งก่อนสิ” คิมบอกพลางพยักหน้าไปทางโซฟาหนังสีดำตัวยาวพรีมเดินไปนั่งลงตรงริมขอบโซฟา สองมือวางไว้บนตักอย่างไม่คุ้นชิน คิมเดินไปเปิดตู้เย็น หยิบน้ำเปล่าขวดใหม่ออกมาเปิดฝาแล้วยื่นให้เธอ“ขอบคุณค่ะ” พรีมรับขวดน้ำมาถือไว้“เดี๋ยวผมลงไปข้างล่างแป๊บเดียว…. คุณพักผ่อนตามสบาย ห้องน้ำอยู่ฝั่งนู้น”“คุณจะไปไหนเหรอคะ” “ไปซื้อของ” คิมตอบสั้นๆ ก่อนจะเดินออกจากห้องไป พรีมนั่งนิ่งอยู่พักหนึ่ง พอดื่มน้ำไปสองอึก เธอก็วางขวดลงแล้วลุกขึ้นเดินสำรวจห้องเงียบๆห้องนี้แทบไม่มีร่องรอยของการใช้ชีวิตแบบคนทั่วไป ไม่มีขนม ไม่มีต้นไม้ ไม่มีของสะสม มีแต่ความเงียบกับ
ช่วงค่ำบนถนนใหญ่ แสงไฟหน้ารถเก๋งของพรีมส่องกระทบฝากระโปรงหน้าที่ยุบย่น น้ำในหม้อน้ำไหลนองลงพื้นถนน เสียงแตรและเสียงเครื่องยนต์ของรถคันอื่นดังผ่านไปมาอย่างเร่งรีบชายวัยสามสิบเศษรีบวิ่งลงมาจากรถกระบะคู่กรณี สีหน้าตื่นตระหนก ยกมือไหว้น้ำตาคลอ“คุณครับ ผมขอโทษจริงๆ ครับ! ผมรีบพาลูกไปส่งโรงพยาบาล น้องชักหมดสติอยู่ในรถ”หญิงสาวอีกคนเปิดประตูกระบะ วิ่งอุ้มเด็กตัวเล็กๆ ที่กำลังชักลงมา ร้องไห้กระวนกระวาย “พี่ เร็วเข้า ลูกดิ้นใหญ่แล้ว!”พรีมที่ยังมึนศีรษะจากแรงกระแทก มองภาพนั้นแล้วรีบโบกมือ“ไม่เป็นไรค่ะ รีบพาน้องไปโรงพยาบาลก่อนเลยค่ะ!” พรีมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา “ถ่ายรูปหน้ารถ ทะเบียน กับบัตรประชาชนพี่ไว้ก่อน แล้วพี่รีบไปเลยค่ะ เดี๋ยวทางนี้ฉันรอประกันเอง”“ขอบคุณครับคุณ ขอบคุณมากครับ!” ชายคนนั้นรีบยื่นบัตรประชาชนให้เธอถ่าย แลกเบอร์โทรศัพท์อย่างลนลาน แล้ววิ่งกลับขึ้นรถกระบะ ขับพุ่งออกไปทันทีถนนตรงนั้นกลับมาเหลือเพียงความเงียบ พรีมยืนกอดอกพิงข้างตัวรถที่พังยับ ลมดึกพัดมาจนรู้สึกหนาว ความเจ็บระบมจากทริปต่างจังหวัดเมื่อคืนผสมกับแรงกระแทกจากถุงลมนิรภัยทำให้เธอแทบยืนไม่ไหว เธอถือโทรศัพท์แนบหูเพื่อรอ
“กูแค่อยากได้ยินเสียงมึงเฉยๆ ... มึงคุยกับกูก่อน อย่าเพิ่งด่ากูตอนนี้เลยนะ”“...เชี่ยเอ๊ย” นิกกี้สบถเสียงแผ่ว ความโมโหเมื่อกี้หายไปหมด เหลือแค่น้ำเสียงจุกๆ “มันจงใจทำขนาดนี้เลยเหรอวะ...”พรีมกอดเข่าตัวเองแน่น ปล่อยให้น้ำตาไหลเงียบๆ“พรีม มึงฟังกู” นิกกี้สูดหายใจลึก พยายามคุมเสียงไม่ให้สั่นเพื่อดึงสติเพื่อน “กูไม่ซ้ำเติมมึงแล้วนะ แต่มึงเห็นแล้วใช่ไหมว่าคิมมันช่วยเหี้ยอะไรมึงไม่ได้เลย ต่อให้มันได้ยิน มันก็ทำได้แค่นิ่ง”“กูรู้... กูก็แค่สมเพชตัวเอง”“หยุดสมเพชตัวเอง!” นิกกี้ดุสวน“ตอนนี้มึงต้องเอาตัวรอดก่อน ลุกไปกินข้าว กินยา แล้วหาอะไรปิดรอยพวกนั้นซะ อย่าให้ภูผามันเห็นว่ามึงจะตายเพราะเรื่องนี้”พรีมพยักหน้าทั้งน้ำตา“เรื่องภูผามึงถอยไม่ได้แล้ว แต่กับคิม... มึงต้องตัดใจเดี๋ยวนี้ ไม่งั้นมึงพังยับแน่พรีม” นิกกี้ผ่อนเสียงลงแต่จริงจัง “ทนให้จบทริปนี้ กลับมากรุงเทพฯ เมื่อไหร่... ค่อยมาแหกปากร้องไห้ที่บ้านกู”ภายในห้องโดยสาร มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ดังแผ่ว คิมทำหน้าที่ขับรถ สายตามองตรงไปข้างหน้า มือสองข้างจับพวงมาลัยนิ่งสนิทภูผานั่งอยู่เบาะหลัง เขากดปิดหน้าจอไอแพด ก่อนจะเงยหน้าขึ้นส
“ส่วนคิม” ภูผาหันไปสั่ง“พักห้องฝั่งขวา เช็กความเรียบร้อยรอบบ้านให้เสร็จ แล้วคืนนี้ถ้าไม่ได้เรียก ก็ไม่ต้องออกมา”“ครับ” คิมตอบรับสั้นๆคิมถอดแว่นกันแดดออก สีหน้าเขายังนิ่งเหมือนเดิม แต่สายตาเขาสบเข้ากับพรีมตรงๆ ทั้งคู่รู้ดีว่าหลังประตูห้องใหญ่คืนนี้จะเกิดอะไรขึ้น และคิมก็รู้ว่าตัวเองทำได้แค่อยู่ในห้องฝั่งตรงข้ามตามคำสั่ง“เข้าไปอาบน้ำก่อนสิ” ภูผาแตะแขนพรีมเบาๆ ดันให้เธอเดินนำไปที่ห้องนอนใหญ่ภูผาเดินตามเข้าไปแล้วปิดประตูลง ทิ้งให้คิมยืนอยู่คนเดียวตรงโถงกลาง…..พรีมก้าวเท้าออกจากห้องน้ำในชุดคลุมอาบน้ำ แต่ยังไม่ทันได้เดินไปถึงห้องแต่งตัว ภูผาก็คว้าต้นแขนเธอไว้แล้วดันร่างเธอถอยหลังจนแผ่นหลังกระแทกเข้ากับบานประตูห้องนอนตึง!“คุณภูผา... อื้อ!”ภูผากดจูบลงมาหนักหน่วง มือกระตุกสายผูกชุดคลุมอาบน้ำของเธอออกอย่างรวดเร็ว เขายกร่างเธอขึ้นจนเท้าลอยเหนือพื้น ดันสะโพกเธอแนบชิดกับบานไม้“ตรงนี้... ไม่เอาค่ะ” พรีมเบือนหน้าหนี ลมหายใจหอบถี่ พยายามใช้สองมือดันไหล่เขาออก “ไปที่เตียงเถอะนะคะ”“ทำไมล่ะ” ภูผากระซิบชิดซอกคอ “ตรงนี้ก็สะดวกดีออก”ร่างกายของเขารุกรานเข้ามาทันทีโดยไม่ให้เวลาเธอตั้งตัว พรีมสะ







