LOGINคำถามนั้นทำให้พรีมชะงัก เธอหลบสายตานิกกี้ทันที
“กูไม่รู้” พรีมแค่นยิ้ม
“กูแค่งงว่าทำไมกูต้องเอาตัวเองมาอยู่ตรงกลางอะไรแบบนี้ด้วยวะ ทั้งที่ปกติกูคุมตัวเองได้ดีกว่านี้ตลอด”
“พรีม มึงฟังกูนะ” นิกกี้แตะแขนเธอเบาๆ
“มึงไม่ได้กำลังคุมเกมอยู่เลย มึงกำลังหลอกตัวเองว่ามึงเลือกได้ ทั้งที่จริงๆ มึงแค่กลัว... กลัวว่าถ้าเลือกความรู้สึก มึงจะพัง แต่ถ้าเลือกความถูกต้อง มึงก็ไม่มีความสุข”
พรีมเม้มปากแน่น ความเงียบแทรกเข้ามาครู่หนึ่งท่ามกลางเสียงเพลงจากข้างในที่ยังดังต่อเนื่อง
“แล้วถ้าเป็นมึง... มึงจะทำยังไงวะ” พรีมถามเสียงสั่นนิดๆ
“กูไม่รู้หรอกว่ามึงควรเลือกใคร” นิกกี้จ้องเพื่อนสนิทสายตาจริงจัง
“แต่ถ้ามึงยังกั๊กไว้ทั้งสองคนแบบนี้ คนที่จะพังก่อน... คือตัวมึงเองนะพรีม”
หลังจากแยกย้ายกับกลุ่มเพื่อน พรีมเดินเลี่ยงความวุ่นวายลงมาโบกแท็กซี่ด้วยท่าทางนิ่งสงบ แม้ร่างกายจะร้อนผ่าวด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์
“ไปราชพฤกษ์ค่ะ”
รถเคลื่อนตัวออกไปเรื่อยๆ ผ่านถนนสุขุมวิทเข้าสู่พระรามสี่ บรรยากาศนอกหน้าต่างเงียบสงัด แทบไม่มีรถวิ่งผ่าน
แท็กซี่จอดติดไฟแดงตรงแยกสาทร ในรถเงียบกริบ แต่เสียงในหัวของเธอกลับดังขึ้นเรื่อยๆ คำพูดของนิกกี้และสายตาของคนสองคนวนเวียนจนทุกอย่างในหัวรวนไปหมด
พรีมมองตัวเลขนับถอยหลังของสัญญาณไฟจราจร เธอรู้ดีว่าสมองสั่งให้กลับบ้านไปนอนเพื่อจบเรื่องทุกอย่าง แต่สุดท้าย...
“ขอโทษนะคะ... เปลี่ยนไปเจริญกรุงค่ะ”
แท็กซี่จอดสนิทหน้าคอนโดหรู พรีมก้าวลงจากรถ ลมเย็นริมแม่น้ำปะทะหน้า แต่ไม่ได้ช่วยให้ความร้อนจากเบอร์เบินจางลง
เธอมองตึกสูงตรงหน้าอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจเดินเข้าไปข้างใน
ไม่ใช่เพราะเธอเลือกเขา และไม่ใช่เพราะความรู้สึกที่มีให้เขามากกว่า แต่ในคืนที่เสียงในหัวดังจนสับสนไปหมดแบบนี้… ภูผาเป็นคนเดียวที่เงียบพอจะหยุดทุกอย่างได้
พรีมแตะคีย์การ์ดลิฟต์ขึ้นไปชั้นบนสุด กดรหัสผ่านที่เขาเคยให้ไว้
ประตูเพนท์เฮ้าส์เปิดออก เธอก้าวเข้าไปข้างใน ส้นสูงกระทบพื้นเพียงก้าวเดียวก่อนที่จะชะงัก
ภูผานั่งอยู่บนโซฟาตัวเดิม ในมือมีแก้ววิสกี้ เขามองออกไปที่แม่น้ำเจ้าพระยาอันมืดสนิทโดยไม่หันมามอง เหมือนรู้อยู่แล้วว่าสุดท้ายเธอก็ต้องมา
“ดื่มไหม”
พรีมไม่ได้ตอบ เธอเดินเข้าไปหาอีกสองก้าว กลิ่นเบอร์เบินที่ดื่มมายังติดตัวชัดเจน ผสมกับกลิ่นน้ำหอมจางๆ บนผิวที่เริ่มอุ่นขึ้น
ภูผาวางแก้ววิสกี้ลงบนโต๊ะข้างตัว ก่อนจะหันกลับมาสบตาเธอตรงๆ
“คุณไม่ถามเหรอคะ” พรีมเป็นฝ่ายพูดก่อน เสียงเบากว่าปกติ
ภูผามองเธอนิ่ง
“ถามว่าคุณมาทำไม?”
“ค่ะ”
“ถ้าคุณอยากบอก... คุณคงพูดไปแล้ว”
คำตอบเรียบง่าย แต่มันกลับทำให้พรีมรู้สึกเหมือนถูกอ่านจนทะลุ
พรีมแค่นยิ้ม เหมือนแค่ผ่อนลมหายใจทิ้ง เธอก้าวเข้าไปหยุดตรงหน้าโซฟา ก้มลงสบตาเขาในระยะประชิดจนสัมผัสได้ถึงไอร้อนของลมหายใจ
“คุณไม่คิดจะห้ามฉันหน่อยเหรอ”
ภูผาสบตากลับนิ่งสนิท
“คุณโตพอที่จะรู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไร”
สิ้นเสียงของเขา พรีมขยับลงปิดระยะห่างที่เหลือ เธอสัมผัสได้ถึงจังหวะลมหายใจของภูผาที่สะดุดไปนิดเดียว... ก่อนจะดึงเขาเข้ามาจูบอย่างไม่ลังเล
พรีมบดจูบอย่างหนักหน่วง จูบของเธอเร่งร้อนและรุนแรงเหมือนต้องการใช้สัมผัสนี้กลบเสียงในหัวที่ยังรบกวนไม่หยุด เธอเม้มริมฝีปากเขาแรงๆ เพื่อยืนยันว่าคนตรงหน้าคือความจริง
ภูผารับจูบนั้นด้วยความนิ่ง เขาไม่ถอยหนีและไม่รีบร้อนตอบโต้ แต่ปล่อยให้พรีมระบายความพลุ่งพล่านออกมาจนพอใจ
เมื่อพรีมเริ่มหอบหายใจติดขัด ภูผาคว้าเอวดึงเธอลงมานั่งข้างๆ มือข้างหนึ่งล็อกท้ายทอยเธอไว้แน่น บังคับองศาให้รับจูบที่ลึกซึ้งขึ้น
ภูผาอุ้มพรีมมาที่เตียง วางเธอลงอย่างใจเย็นก่อนจะโน้มตัวตามลงมาซุกหน้ากับซอกคอ สูดกลิ่นกายผสมกลิ่นเหล้าจางๆ มือเอื้อมไปรูดซิปแล้วปลดเดรสออกไปกองไว้ข้างเตียง
เขาไล่สายตามองร่างเปลือยของพรีมเหมือนจะเก็บทุกรายละเอียด ก่อนจะกดจูบลงบนหน้าอก มือข้างหนึ่งกุมและบีบเคล้นไว้เต็มมือ ส่วนอีกข้างลูบจากเอวลงไปตามแนวต้นขา
เขาสอดมือเข้าไปใต้กางเกงในลูกไม้ นิ้วคลึงเบาๆ ตรงส่วนอ่อนไหวก่อนจะแทรกนิ้วเข้าไปในช่องทางที่เริ่มเปียกชื้น สัมผัสเน้นหนักสลับเบาจนพรีมเผลอเกร็งตัวรับจังหวะที่เขาคุมไว้
“อื้อ... คะ... คุณ...”
ในขณะที่นิ้วขยับ ปากของเขาก็ยังคงดูดยอดอกช้าๆ เป็นจังหวะสม่ำเสมอ พรีมหายใจกระชั้นขึ้น ภูผาเงยหน้าขึ้นสบตาเธอ สายตาเข้มจัดแต่นิ่งสนิท มองดูเธอที่กำลังบิดตัวด้วยความพอใจ
“อื้อ...” พรีมครางออกมา สองมือจิกผ้าปูเตียงแน่น ภูผาชะงักไปนิดเดียว แค่พอให้เธอรู้ว่าร่างกายตัวเองต้องการอะไร
“อ๊ะ... ยะ... อย่าเพิ่งหยุด...”
ภูผายิ้มมุมปาก ก่อนจะเร่งจังหวะนิ้วถี่ขึ้น เขาจงใจเน้นย้ำจุดอ่อนไหวจนเธอแอ่นสะโพกรับแรงบดเน้นอย่างห้ามไม่อยู่
ร่างกายเธอกระตุกเกร็ง บีบรัดนิ้วเขาแน่นพร้อมกับน้ำหวานทะลักออกมาจนชุ่มมือ เขาแช่นิ้วไว้ข้างในชั่วครู่เพื่อซึมซับแรงตอดรัดที่ค่อยๆ ผ่อนลง
“อื้อ... ฮึก...” พรีมทิ้งหัวลงกับหมอน หอบหายใจจนตัวโยน สายตาพร่ามัว
วินาทีนั้น คิมก็ดันตัวเองเข้าไปจนสุด ปลดปล่อยความอุ่นร้อนลึกเข้าไปข้างในตัวเธอจนหมด เขาทิ้งตัวลงมาทับร่างเธอไว้ ซบหน้าลงกับซอกคอ เสียงหอบหายใจดังอยู่ข้างหูเธอพรีมนอนนิ่งอยู่ใต้ตัวเขา สองมือยังคงลูบหลังที่เปียกเหงื่อของคิม รู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยแบบที่ไม่เคยรู้สึกกับภูผาเลยสักนิดคิมค่อยๆ ขยับตัวลงมานอนตะแคง แล้วดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมร่างเปลือยเปล่าของทั้งสองคนไว้ พรีมขยับหันหน้าเข้าหาคิม สบตากับเขาในความมืดสลัว“พรุ่งนี้... คุณจะทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีกใช่ไหม” พรีมถามขึ้นตรงๆ น้ำเสียงสั่นเล็กน้อยคิมจ้องตาเธอ ก่อนจะเอื้อมมือไปเกลี่ยปอยผมที่ปรกหน้าผากเธอออก“ผมไม่เคยคิดจะลืม” คิมตอบเสียงต่ำ “แต่คุณก็รู้ว่า... มันจะเป็นยังไง”“ค่ะ” พรีมก้มหน้าลง มองมือตัวเองที่แตะอยู่ตรงอกเขา “พรีมแค่กลัว... กลัวว่าคุณจะมองเรื่องคืนนี้เป็นแค่ความผิดพลาดอีก”คิมจับคางเธอขึ้น ให้สบตาเขาอีกครั้ง“ฟังผมนะ” คิมพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “สิ่งที่เกิดขึ้นคืนนี้ ไม่ใช่ความผิดพลาด แต่หลังจากนี้... คุณต้องระวังตัวให้มากกว่าเดิม”“ค่ะ”“เวลาอยู่ต่อหน้าเขา ทำตัวให้ปกติที่สุด อย่าแสดงอาการอะไรทั้งนั้น... ส่วนเรื่อง
หน้าของทั้งคู่อยู่ห่างกันแค่นิดเดียว กลิ่นสบู่จากตัวเธอลอยแตะจมูกเขา คิมจ้องหน้าพรีม เลื่อนสายตามองปากที่กำลังสั่นของเธอ ก่อนจะสบตาเธอนิ่งๆ“ถ้าผมเกลียดคุณ...” คิมพูดเสียงต่ำ ลมหายใจอุ่นๆ รดข้างแก้มเธอ “ผมจะทิ้งเพื่อนแล้วมายืนเฝ้าคุณข้างถนนทำไม”พรีมชะงัก“อย่าถามอะไรแบบนี้” คิมพูดพลางมือที่จับเอวเธอเผลอบีบแรงขึ้นนิดนึง “คิม...”พรีมก้มมองคนที่นอนอยู่ใต้ตัวเธอ สายตาเขาไม่ได้เย็นชาเหมือนทุกครั้ง แต่มันดูอึดอัด โกรธ และเหมือนพยายามกลั้นอะไรบางอย่างไว้“แล้วทำไมถึงไม่ยอมมองหน้าพรีมเลยล่ะ” พรีมถามกลับ“ทำไมต้องทำเหมือนพรีมเป็นแค่ภาระที่ต้องคอยจัดการตามคำสั่งภูผา”คิมยกมือขึ้นมาแตะแก้มเธอเบาๆ สัมผัสแค่นั้นทำเอาพรีมขนลุกไปทั้งตัว“เพราะถ้าผมมองคุณตรงๆ ...” คิมพูดเบาลงจนเกือบเป็นกระซิบ สายตาเลื่อนลงมองปากเธออีกรอบ “...ผมกลัวใจตัวเอง ว่าจะไม่ยอมปล่อยคุณไป”ทั้งห้องเงียบลงทันที มีแค่เสียงลมหายใจของทั้งคู่ ท่ามกลางระยะห่างที่ไม่มีเหลืออีกแล้วคิมจ้องริมฝีปากที่สั่นของพรีม ลมหายใจร้อนๆ รดกันในระยะประชิด วินาทีนั้นเขาหมดความอดทน มือเลื่อนขึ้นไปล็อกท้ายทอยเธอแล้วรั้งใบหน้าลงมาบดจูบอย่างหนักหน่
แท็กซี่จอดหน้าคอนโดแห่งหนึ่ง ตัวตึกดูเงียบสงบ ไม่พลุกพล่าน คิมพาพรีมขึ้นลิฟต์มาที่ชั้นสี่ เขาแตะคีย์การ์ดแล้วผลักประตูเปิดออกภายในเป็นห้องสตูดิโอขนาดกลาง ผนังปูนเปลือยกับเฟอร์นิเจอร์สีดำและเทาเข้ม ทุกอย่างถูกจัดวางเป็นระเบียบเหมือนค่ายทหาร บนโต๊ะทำงานไม่มีของเกะกะ มีเพียงแล็ปท็อปเครื่องหนึ่ง เตียงนอนปูผ้าสีเทาเรียบตึง ม่านทึบแสงปิดสนิท ไร้รูปถ่ายหรือของตกแต่งพรีมเดินก้าวเข้ามาอย่างเกร็งๆ เธอหยุดยืนอยู่กลางห้อง กลิ่นสบู่ผู้ชายผสมกลิ่นสะอาดลอยแตะจมูก“นั่งก่อนสิ” คิมบอกพลางพยักหน้าไปทางโซฟาหนังสีดำตัวยาวพรีมเดินไปนั่งลงตรงริมขอบโซฟา สองมือวางไว้บนตักอย่างไม่คุ้นชิน คิมเดินไปเปิดตู้เย็น หยิบน้ำเปล่าขวดใหม่ออกมาเปิดฝาแล้วยื่นให้เธอ“ขอบคุณค่ะ” พรีมรับขวดน้ำมาถือไว้“เดี๋ยวผมลงไปข้างล่างแป๊บเดียว…. คุณพักผ่อนตามสบาย ห้องน้ำอยู่ฝั่งนู้น”“คุณจะไปไหนเหรอคะ” “ไปซื้อของ” คิมตอบสั้นๆ ก่อนจะเดินออกจากห้องไป พรีมนั่งนิ่งอยู่พักหนึ่ง พอดื่มน้ำไปสองอึก เธอก็วางขวดลงแล้วลุกขึ้นเดินสำรวจห้องเงียบๆห้องนี้แทบไม่มีร่องรอยของการใช้ชีวิตแบบคนทั่วไป ไม่มีขนม ไม่มีต้นไม้ ไม่มีของสะสม มีแต่ความเงียบกับ
ช่วงค่ำบนถนนใหญ่ แสงไฟหน้ารถเก๋งของพรีมส่องกระทบฝากระโปรงหน้าที่ยุบย่น น้ำในหม้อน้ำไหลนองลงพื้นถนน เสียงแตรและเสียงเครื่องยนต์ของรถคันอื่นดังผ่านไปมาอย่างเร่งรีบชายวัยสามสิบเศษรีบวิ่งลงมาจากรถกระบะคู่กรณี สีหน้าตื่นตระหนก ยกมือไหว้น้ำตาคลอ“คุณครับ ผมขอโทษจริงๆ ครับ! ผมรีบพาลูกไปส่งโรงพยาบาล น้องชักหมดสติอยู่ในรถ”หญิงสาวอีกคนเปิดประตูกระบะ วิ่งอุ้มเด็กตัวเล็กๆ ที่กำลังชักลงมา ร้องไห้กระวนกระวาย “พี่ เร็วเข้า ลูกดิ้นใหญ่แล้ว!”พรีมที่ยังมึนศีรษะจากแรงกระแทก มองภาพนั้นแล้วรีบโบกมือ“ไม่เป็นไรค่ะ รีบพาน้องไปโรงพยาบาลก่อนเลยค่ะ!” พรีมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา “ถ่ายรูปหน้ารถ ทะเบียน กับบัตรประชาชนพี่ไว้ก่อน แล้วพี่รีบไปเลยค่ะ เดี๋ยวทางนี้ฉันรอประกันเอง”“ขอบคุณครับคุณ ขอบคุณมากครับ!” ชายคนนั้นรีบยื่นบัตรประชาชนให้เธอถ่าย แลกเบอร์โทรศัพท์อย่างลนลาน แล้ววิ่งกลับขึ้นรถกระบะ ขับพุ่งออกไปทันทีถนนตรงนั้นกลับมาเหลือเพียงความเงียบ พรีมยืนกอดอกพิงข้างตัวรถที่พังยับ ลมดึกพัดมาจนรู้สึกหนาว ความเจ็บระบมจากทริปต่างจังหวัดเมื่อคืนผสมกับแรงกระแทกจากถุงลมนิรภัยทำให้เธอแทบยืนไม่ไหว เธอถือโทรศัพท์แนบหูเพื่อรอ
“กูแค่อยากได้ยินเสียงมึงเฉยๆ ... มึงคุยกับกูก่อน อย่าเพิ่งด่ากูตอนนี้เลยนะ”“...เชี่ยเอ๊ย” นิกกี้สบถเสียงแผ่ว ความโมโหเมื่อกี้หายไปหมด เหลือแค่น้ำเสียงจุกๆ “มันจงใจทำขนาดนี้เลยเหรอวะ...”พรีมกอดเข่าตัวเองแน่น ปล่อยให้น้ำตาไหลเงียบๆ“พรีม มึงฟังกู” นิกกี้สูดหายใจลึก พยายามคุมเสียงไม่ให้สั่นเพื่อดึงสติเพื่อน “กูไม่ซ้ำเติมมึงแล้วนะ แต่มึงเห็นแล้วใช่ไหมว่าคิมมันช่วยเหี้ยอะไรมึงไม่ได้เลย ต่อให้มันได้ยิน มันก็ทำได้แค่นิ่ง”“กูรู้... กูก็แค่สมเพชตัวเอง”“หยุดสมเพชตัวเอง!” นิกกี้ดุสวน“ตอนนี้มึงต้องเอาตัวรอดก่อน ลุกไปกินข้าว กินยา แล้วหาอะไรปิดรอยพวกนั้นซะ อย่าให้ภูผามันเห็นว่ามึงจะตายเพราะเรื่องนี้”พรีมพยักหน้าทั้งน้ำตา“เรื่องภูผามึงถอยไม่ได้แล้ว แต่กับคิม... มึงต้องตัดใจเดี๋ยวนี้ ไม่งั้นมึงพังยับแน่พรีม” นิกกี้ผ่อนเสียงลงแต่จริงจัง “ทนให้จบทริปนี้ กลับมากรุงเทพฯ เมื่อไหร่... ค่อยมาแหกปากร้องไห้ที่บ้านกู”ภายในห้องโดยสาร มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ดังแผ่ว คิมทำหน้าที่ขับรถ สายตามองตรงไปข้างหน้า มือสองข้างจับพวงมาลัยนิ่งสนิทภูผานั่งอยู่เบาะหลัง เขากดปิดหน้าจอไอแพด ก่อนจะเงยหน้าขึ้นส
“ส่วนคิม” ภูผาหันไปสั่ง“พักห้องฝั่งขวา เช็กความเรียบร้อยรอบบ้านให้เสร็จ แล้วคืนนี้ถ้าไม่ได้เรียก ก็ไม่ต้องออกมา”“ครับ” คิมตอบรับสั้นๆคิมถอดแว่นกันแดดออก สีหน้าเขายังนิ่งเหมือนเดิม แต่สายตาเขาสบเข้ากับพรีมตรงๆ ทั้งคู่รู้ดีว่าหลังประตูห้องใหญ่คืนนี้จะเกิดอะไรขึ้น และคิมก็รู้ว่าตัวเองทำได้แค่อยู่ในห้องฝั่งตรงข้ามตามคำสั่ง“เข้าไปอาบน้ำก่อนสิ” ภูผาแตะแขนพรีมเบาๆ ดันให้เธอเดินนำไปที่ห้องนอนใหญ่ภูผาเดินตามเข้าไปแล้วปิดประตูลง ทิ้งให้คิมยืนอยู่คนเดียวตรงโถงกลาง…..พรีมก้าวเท้าออกจากห้องน้ำในชุดคลุมอาบน้ำ แต่ยังไม่ทันได้เดินไปถึงห้องแต่งตัว ภูผาก็คว้าต้นแขนเธอไว้แล้วดันร่างเธอถอยหลังจนแผ่นหลังกระแทกเข้ากับบานประตูห้องนอนตึง!“คุณภูผา... อื้อ!”ภูผากดจูบลงมาหนักหน่วง มือกระตุกสายผูกชุดคลุมอาบน้ำของเธอออกอย่างรวดเร็ว เขายกร่างเธอขึ้นจนเท้าลอยเหนือพื้น ดันสะโพกเธอแนบชิดกับบานไม้“ตรงนี้... ไม่เอาค่ะ” พรีมเบือนหน้าหนี ลมหายใจหอบถี่ พยายามใช้สองมือดันไหล่เขาออก “ไปที่เตียงเถอะนะคะ”“ทำไมล่ะ” ภูผากระซิบชิดซอกคอ “ตรงนี้ก็สะดวกดีออก”ร่างกายของเขารุกรานเข้ามาทันทีโดยไม่ให้เวลาเธอตั้งตัว พรีมสะ







