LOGINภูผาถอนนิ้วออกมาช้าๆ มองคนที่นอนหมดแรง ก่อนจะยกปลายนิ้วที่ยังเปียกชื้นแตะริมฝีปากล่างของเธอเบาๆ
“คุณชอบแบบนี้เหรอ” ภูผาถามเสียงต่ำพลางยิ้มกวน
“...คุณจงใจแกล้งพรีม” พรีมเบนสายตาหนี เม้มปากที่ยังสั่น
“ผมไม่ได้แกล้ง... ผมแค่ทำในสิ่งที่คุณต้องการ”
“พรีมไม่ได้ขอ” เธอพยายามเค้นเสียง ทั้งที่ลมหายใจยังหอบถี่
“ร่างกายคุณไม่ได้บอกแบบนั้น” ภูผาโน้มหน้าลงมาใกล้จนปลายจมูกแทบชนกัน สายตาเขากดลงมองลึกเข้าไปในตาเธอ
“...ข้างในของคุณรัดนิ้วผมแน่นขนาดไหน คุณก็รู้”
พรีมกลืนน้ำลาย สบตากับเขาในระยะประชิด
“แล้วคุณล่ะคะ... พอใจหรือยัง”
ภูผาเลื่อนมือข้างที่เปียกชื้นลงไปปลดกระดุมกางเกงของตัวเองอย่างใจเย็น
“แค่นิ้ว... มันยังไม่เรียกว่าพอหรอกครับ”
ภูผาถอดเสื้อผ้าทิ้งลงข้างเตียง ทาบทับร่างลงมา มือข้างหนึ่งเลื่อนเกลี่ยเส้นผมที่ปรกหน้าผากเธอ สายตานิ่งลึกจ้องทะลุเข้าไปในแววตาที่ยังฉ่ำปรือ
“คุณมาหาผม...” ภูผากดเสียงต่ำชิดริมฝีปาก
“...หรือกำลังหนีอะไรมา”
“อื้อ….”
พรีมสะดุ้งตัวโยน เมื่อเขาแทรกตัวตนเข้ามาจนสุด ภูผาแช่ค้างไว้ครู่หนึ่ง ปล่อยให้ลมหายใจร้อนผ่าวรดหน้ากัน ก่อนจะเริ่มขยับเน้นจังหวะหนักหน่วง เธอกัดฟันแน่น มือเลื่อนดันอกเขาแล้วพลิกตัวขึ้นมานั่งทับแทน
“แล้วคุณคิดว่าพรีมหนีอะไรล่ะ”
พรีมกดสะโพกลงบดเบียด ขยับจังหวะอย่างเอาแต่ใจและท้าทาย เธอเชิดหน้าขึ้นหอบหายใจ พยายามคุมทุกอย่างด้วยตัวเอง ภูผาไม่ได้ห้าม เขาเพียงแค่วางมือล็อกสะโพกเธอไว้
แต่เพียงเสี้ยววินาที... ภาพสัมผัสดิบเถื่อนที่ไร้การควบคุมของอีกคนกลับแวบเข้ามาในหัว พรีมชะงักไปนิดเดียว นิ้วมือจิกเกร็งแขนเขาแน่นขึ้น
ภูผาจับความรู้สึกนั้นได้ทันที เขาไม่ปล่อยให้เธอหลุดลอยไปไกลกว่านั้น มือรวบเอวแล้วพลิกพรีมกลับลงไปอยู่ใต้ร่างเขาอีกครั้ง โดยที่สะโพกยังคงขยับกระแทกเน้นหนัก
“อื้อ... ภูผา...” พรีมสะดุ้งเกร็ง ยกแขนขึ้นคล้องคอเขาแน่น พยายามรั้งเขาลงมาจูบเพื่อเรียกสติตัวเองกลับมา
ภูผากดสะโพกลงลึก ลมหายใจหนักหน่วงเริ่มสั่นพร่า
“มองหน้าผม...” เสียงเขากระด้างขึ้น
“...อย่าคิดจะหนีไปไหน”
พรีมลืมตาขึ้นมองใบหน้าที่อยู่ห่างไปไม่ถึงคืบ เหงื่อเม็ดเล็กๆ เกาะตามไรผมของเขา สายตาที่มองตอบกลับมานิ่งลึกจนเธอเผลอกลั้นหายใจ
“อื้อออ… ไม่ไหวแล้ว…”
พรีมจิกเล็บลงบนหลังเขา ร่างกายสั่นสะท้าน เธอแอ่นสะโพกรับแรงกระแทก ก่อนจะเกร็งกระตุกอย่างแรง บีบรัดเขาแน่นจนแทบหายใจไม่ทัน
แต่ภูผายังไม่ยอมหยุด เขากดตัวเธอไว้ ไม่เปิดโอกาสให้ได้พัก สะโพกยังคงขยับกระแทกเน้นหนักเข้าใส่ไม่ยั้ง ซ้ำลงที่เดิมจนเตียงไหวตามแรง
“อื้อ... พอแล้ว...” พรีมครางประท้วง ลมหายใจขาดห้วง ร่างกายที่เพิ่งปลดปล่อยไปไวต่อสัมผัสจนแทบทนไม่ไหว
ภูผาโน้มตัวลงมา มือข้างหนึ่งบีบคางบังคับให้เธอสบตาตรงๆ สายตาเขาดุจัด
“ดูสิ... ดูว่าใครกำลังเอาคุณอยู่”
สิ้นเสียงทุ้มพร่า ภูผากระแทกสะโพกอัดลึกเข้าไปจนสุดเป็นครั้งสุดท้าย ปลดปล่อยความร้อนฉีดเข้าไปข้างในตัวเธอจนหมด
เขาฟุบหน้าลงกับซอกคอเธอ หอบหายใจหนักๆ ทิ้งน้ำหนักทับพรีมไว้ ไม่ยอมถอนตัวออกและไม่ยอมปล่อยให้เธอขยับหนีไปไหน
พรีมนอนนิ่ง แขนสองข้างที่เคยจิกหลังเขาค่อยๆ คลายลง หมดแรงจนแทบขยับนิ้วไม่ได้ ความสับสนและความพลุ่งพล่านในหัวถูกความเหนื่อยล้ากลบจนหมด
ภูผาถอนตัวออกช้าๆ พรีมผ่อนลมหายใจยาว พยายามพลิกตัวหนีเพื่อหาพื้นที่ส่วนตัว แต่แขนของเขากลับคว้ารวบเอวเธอ ดึงกลับเข้ามาชิดอกเขาทันที
“จะไปไหน” ภูผาถามเสียงแหบพร่า
“พรีมจะ...” พรีมกลืนน้ำลายผ่านลำคอที่แห้งผาก
“...จะไปห้องน้ำ”
ภูผาเอื้อมมือไปดึงผ้านวมขึ้นมาคลุมร่างไว้ ตัดบทโดยไม่ยอมปล่อยให้เธอขยับตัว
“นอนเถอะครับ ดึกมากแล้ว”
เขากดหัวเธอให้แนบลงกับแผ่นอก นิ้วมือสอดเข้าไปในกลุ่มผมที่ยุ่งเหยิงเบาๆ สัมผัสนั้นไม่ได้รุนแรงเหมือนก่อนหน้านี้ แต่หนักแน่นและไม่เปิดช่องว่างให้ปฏิเสธ
ในความมืดของเพนต์เฮาส์ พรีมหลับตาลงอย่างจำนน ได้ยินเพียงเสียงจังหวะหัวใจของภูผาที่เต้นอยู่ข้างหู... คืนนี้เธอหนีเขาไม่พ้นแล้วจริงๆ
เย็นวันเสาร์ ห้างสรรพสินค้าคึกคักไปด้วยผู้คน พรีมเดินช้าๆ ร่างกายส่วนล่างยังคงตึงและระบม เธอนัดนิกกี้ไว้ที่ร้านกาแฟด้านในสุดของชั้น สายตากวาดมองผ่านผู้คนไปเรื่อยๆ จนกระทั่งสะดุดเข้ากับร่างของใครคนหนึ่ง
พรีมหยุดชะงักฝีเท้าลงทันที คิมนั่งอยู่บนม้านั่งริมทางเดินในลุคที่เธอไม่เคยเห็น เสื้อโปโลเรียบๆ กางเกงยีนส์ รองเท้าผ้าใบ และผมที่ไม่ได้เซตเป็นระเบียบเหมือนเวลาทำงาน ข้างตัวเขามีรถเข็นเด็กจอดอยู่ พร้อมถุงชอปปิ้งวางกองข้างๆ
เขากำลังก้มลงคุยกับเด็กในรถเข็น... แล้วเขาก็ยิ้มพรีมนิ่งอึ้งไป
มันไม่ใช่รอยยิ้มตามหน้าที่ ไม่ใช่รอยยิ้มสุภาพที่เขาใช้สร้างกำแพงกับเธอ แต่มันคือรอยยิ้มที่อบอุ่นและเป็นธรรมชาติที่สุดเท่าที่เธอเคยเห็น หัวใจของเธอกระตุกวูบขึ้นมาดื้อๆ
เธอค่อยๆ ก้าวเข้าไปหาอย่างระมัดระวัง ยิ่งระยะห่างลดลง ภาพตรงหน้าก็ยิ่งชัดเจน แววตาของคิมที่ทอดมองเด็กคนนั้นนุ่มนวลอย่างที่เธอไม่คิดว่าจะได้เห็นจากผู้ชายคนนี้
วินาทีนั้น คิมก็ดันตัวเองเข้าไปจนสุด ปลดปล่อยความอุ่นร้อนลึกเข้าไปข้างในตัวเธอจนหมด เขาทิ้งตัวลงมาทับร่างเธอไว้ ซบหน้าลงกับซอกคอ เสียงหอบหายใจดังอยู่ข้างหูเธอพรีมนอนนิ่งอยู่ใต้ตัวเขา สองมือยังคงลูบหลังที่เปียกเหงื่อของคิม รู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยแบบที่ไม่เคยรู้สึกกับภูผาเลยสักนิดคิมค่อยๆ ขยับตัวลงมานอนตะแคง แล้วดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมร่างเปลือยเปล่าของทั้งสองคนไว้ พรีมขยับหันหน้าเข้าหาคิม สบตากับเขาในความมืดสลัว“พรุ่งนี้... คุณจะทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีกใช่ไหม” พรีมถามขึ้นตรงๆ น้ำเสียงสั่นเล็กน้อยคิมจ้องตาเธอ ก่อนจะเอื้อมมือไปเกลี่ยปอยผมที่ปรกหน้าผากเธอออก“ผมไม่เคยคิดจะลืม” คิมตอบเสียงต่ำ “แต่คุณก็รู้ว่า... มันจะเป็นยังไง”“ค่ะ” พรีมก้มหน้าลง มองมือตัวเองที่แตะอยู่ตรงอกเขา “พรีมแค่กลัว... กลัวว่าคุณจะมองเรื่องคืนนี้เป็นแค่ความผิดพลาดอีก”คิมจับคางเธอขึ้น ให้สบตาเขาอีกครั้ง“ฟังผมนะ” คิมพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “สิ่งที่เกิดขึ้นคืนนี้ ไม่ใช่ความผิดพลาด แต่หลังจากนี้... คุณต้องระวังตัวให้มากกว่าเดิม”“ค่ะ”“เวลาอยู่ต่อหน้าเขา ทำตัวให้ปกติที่สุด อย่าแสดงอาการอะไรทั้งนั้น... ส่วนเรื่อง
หน้าของทั้งคู่อยู่ห่างกันแค่นิดเดียว กลิ่นสบู่จากตัวเธอลอยแตะจมูกเขา คิมจ้องหน้าพรีม เลื่อนสายตามองปากที่กำลังสั่นของเธอ ก่อนจะสบตาเธอนิ่งๆ“ถ้าผมเกลียดคุณ...” คิมพูดเสียงต่ำ ลมหายใจอุ่นๆ รดข้างแก้มเธอ “ผมจะทิ้งเพื่อนแล้วมายืนเฝ้าคุณข้างถนนทำไม”พรีมชะงัก“อย่าถามอะไรแบบนี้” คิมพูดพลางมือที่จับเอวเธอเผลอบีบแรงขึ้นนิดนึง “คิม...”พรีมก้มมองคนที่นอนอยู่ใต้ตัวเธอ สายตาเขาไม่ได้เย็นชาเหมือนทุกครั้ง แต่มันดูอึดอัด โกรธ และเหมือนพยายามกลั้นอะไรบางอย่างไว้“แล้วทำไมถึงไม่ยอมมองหน้าพรีมเลยล่ะ” พรีมถามกลับ“ทำไมต้องทำเหมือนพรีมเป็นแค่ภาระที่ต้องคอยจัดการตามคำสั่งภูผา”คิมยกมือขึ้นมาแตะแก้มเธอเบาๆ สัมผัสแค่นั้นทำเอาพรีมขนลุกไปทั้งตัว“เพราะถ้าผมมองคุณตรงๆ ...” คิมพูดเบาลงจนเกือบเป็นกระซิบ สายตาเลื่อนลงมองปากเธออีกรอบ “...ผมกลัวใจตัวเอง ว่าจะไม่ยอมปล่อยคุณไป”ทั้งห้องเงียบลงทันที มีแค่เสียงลมหายใจของทั้งคู่ ท่ามกลางระยะห่างที่ไม่มีเหลืออีกแล้วคิมจ้องริมฝีปากที่สั่นของพรีม ลมหายใจร้อนๆ รดกันในระยะประชิด วินาทีนั้นเขาหมดความอดทน มือเลื่อนขึ้นไปล็อกท้ายทอยเธอแล้วรั้งใบหน้าลงมาบดจูบอย่างหนักหน่
แท็กซี่จอดหน้าคอนโดแห่งหนึ่ง ตัวตึกดูเงียบสงบ ไม่พลุกพล่าน คิมพาพรีมขึ้นลิฟต์มาที่ชั้นสี่ เขาแตะคีย์การ์ดแล้วผลักประตูเปิดออกภายในเป็นห้องสตูดิโอขนาดกลาง ผนังปูนเปลือยกับเฟอร์นิเจอร์สีดำและเทาเข้ม ทุกอย่างถูกจัดวางเป็นระเบียบเหมือนค่ายทหาร บนโต๊ะทำงานไม่มีของเกะกะ มีเพียงแล็ปท็อปเครื่องหนึ่ง เตียงนอนปูผ้าสีเทาเรียบตึง ม่านทึบแสงปิดสนิท ไร้รูปถ่ายหรือของตกแต่งพรีมเดินก้าวเข้ามาอย่างเกร็งๆ เธอหยุดยืนอยู่กลางห้อง กลิ่นสบู่ผู้ชายผสมกลิ่นสะอาดลอยแตะจมูก“นั่งก่อนสิ” คิมบอกพลางพยักหน้าไปทางโซฟาหนังสีดำตัวยาวพรีมเดินไปนั่งลงตรงริมขอบโซฟา สองมือวางไว้บนตักอย่างไม่คุ้นชิน คิมเดินไปเปิดตู้เย็น หยิบน้ำเปล่าขวดใหม่ออกมาเปิดฝาแล้วยื่นให้เธอ“ขอบคุณค่ะ” พรีมรับขวดน้ำมาถือไว้“เดี๋ยวผมลงไปข้างล่างแป๊บเดียว…. คุณพักผ่อนตามสบาย ห้องน้ำอยู่ฝั่งนู้น”“คุณจะไปไหนเหรอคะ” “ไปซื้อของ” คิมตอบสั้นๆ ก่อนจะเดินออกจากห้องไป พรีมนั่งนิ่งอยู่พักหนึ่ง พอดื่มน้ำไปสองอึก เธอก็วางขวดลงแล้วลุกขึ้นเดินสำรวจห้องเงียบๆห้องนี้แทบไม่มีร่องรอยของการใช้ชีวิตแบบคนทั่วไป ไม่มีขนม ไม่มีต้นไม้ ไม่มีของสะสม มีแต่ความเงียบกับ
ช่วงค่ำบนถนนใหญ่ แสงไฟหน้ารถเก๋งของพรีมส่องกระทบฝากระโปรงหน้าที่ยุบย่น น้ำในหม้อน้ำไหลนองลงพื้นถนน เสียงแตรและเสียงเครื่องยนต์ของรถคันอื่นดังผ่านไปมาอย่างเร่งรีบชายวัยสามสิบเศษรีบวิ่งลงมาจากรถกระบะคู่กรณี สีหน้าตื่นตระหนก ยกมือไหว้น้ำตาคลอ“คุณครับ ผมขอโทษจริงๆ ครับ! ผมรีบพาลูกไปส่งโรงพยาบาล น้องชักหมดสติอยู่ในรถ”หญิงสาวอีกคนเปิดประตูกระบะ วิ่งอุ้มเด็กตัวเล็กๆ ที่กำลังชักลงมา ร้องไห้กระวนกระวาย “พี่ เร็วเข้า ลูกดิ้นใหญ่แล้ว!”พรีมที่ยังมึนศีรษะจากแรงกระแทก มองภาพนั้นแล้วรีบโบกมือ“ไม่เป็นไรค่ะ รีบพาน้องไปโรงพยาบาลก่อนเลยค่ะ!” พรีมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา “ถ่ายรูปหน้ารถ ทะเบียน กับบัตรประชาชนพี่ไว้ก่อน แล้วพี่รีบไปเลยค่ะ เดี๋ยวทางนี้ฉันรอประกันเอง”“ขอบคุณครับคุณ ขอบคุณมากครับ!” ชายคนนั้นรีบยื่นบัตรประชาชนให้เธอถ่าย แลกเบอร์โทรศัพท์อย่างลนลาน แล้ววิ่งกลับขึ้นรถกระบะ ขับพุ่งออกไปทันทีถนนตรงนั้นกลับมาเหลือเพียงความเงียบ พรีมยืนกอดอกพิงข้างตัวรถที่พังยับ ลมดึกพัดมาจนรู้สึกหนาว ความเจ็บระบมจากทริปต่างจังหวัดเมื่อคืนผสมกับแรงกระแทกจากถุงลมนิรภัยทำให้เธอแทบยืนไม่ไหว เธอถือโทรศัพท์แนบหูเพื่อรอ
“กูแค่อยากได้ยินเสียงมึงเฉยๆ ... มึงคุยกับกูก่อน อย่าเพิ่งด่ากูตอนนี้เลยนะ”“...เชี่ยเอ๊ย” นิกกี้สบถเสียงแผ่ว ความโมโหเมื่อกี้หายไปหมด เหลือแค่น้ำเสียงจุกๆ “มันจงใจทำขนาดนี้เลยเหรอวะ...”พรีมกอดเข่าตัวเองแน่น ปล่อยให้น้ำตาไหลเงียบๆ“พรีม มึงฟังกู” นิกกี้สูดหายใจลึก พยายามคุมเสียงไม่ให้สั่นเพื่อดึงสติเพื่อน “กูไม่ซ้ำเติมมึงแล้วนะ แต่มึงเห็นแล้วใช่ไหมว่าคิมมันช่วยเหี้ยอะไรมึงไม่ได้เลย ต่อให้มันได้ยิน มันก็ทำได้แค่นิ่ง”“กูรู้... กูก็แค่สมเพชตัวเอง”“หยุดสมเพชตัวเอง!” นิกกี้ดุสวน“ตอนนี้มึงต้องเอาตัวรอดก่อน ลุกไปกินข้าว กินยา แล้วหาอะไรปิดรอยพวกนั้นซะ อย่าให้ภูผามันเห็นว่ามึงจะตายเพราะเรื่องนี้”พรีมพยักหน้าทั้งน้ำตา“เรื่องภูผามึงถอยไม่ได้แล้ว แต่กับคิม... มึงต้องตัดใจเดี๋ยวนี้ ไม่งั้นมึงพังยับแน่พรีม” นิกกี้ผ่อนเสียงลงแต่จริงจัง “ทนให้จบทริปนี้ กลับมากรุงเทพฯ เมื่อไหร่... ค่อยมาแหกปากร้องไห้ที่บ้านกู”ภายในห้องโดยสาร มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ดังแผ่ว คิมทำหน้าที่ขับรถ สายตามองตรงไปข้างหน้า มือสองข้างจับพวงมาลัยนิ่งสนิทภูผานั่งอยู่เบาะหลัง เขากดปิดหน้าจอไอแพด ก่อนจะเงยหน้าขึ้นส
“ส่วนคิม” ภูผาหันไปสั่ง“พักห้องฝั่งขวา เช็กความเรียบร้อยรอบบ้านให้เสร็จ แล้วคืนนี้ถ้าไม่ได้เรียก ก็ไม่ต้องออกมา”“ครับ” คิมตอบรับสั้นๆคิมถอดแว่นกันแดดออก สีหน้าเขายังนิ่งเหมือนเดิม แต่สายตาเขาสบเข้ากับพรีมตรงๆ ทั้งคู่รู้ดีว่าหลังประตูห้องใหญ่คืนนี้จะเกิดอะไรขึ้น และคิมก็รู้ว่าตัวเองทำได้แค่อยู่ในห้องฝั่งตรงข้ามตามคำสั่ง“เข้าไปอาบน้ำก่อนสิ” ภูผาแตะแขนพรีมเบาๆ ดันให้เธอเดินนำไปที่ห้องนอนใหญ่ภูผาเดินตามเข้าไปแล้วปิดประตูลง ทิ้งให้คิมยืนอยู่คนเดียวตรงโถงกลาง…..พรีมก้าวเท้าออกจากห้องน้ำในชุดคลุมอาบน้ำ แต่ยังไม่ทันได้เดินไปถึงห้องแต่งตัว ภูผาก็คว้าต้นแขนเธอไว้แล้วดันร่างเธอถอยหลังจนแผ่นหลังกระแทกเข้ากับบานประตูห้องนอนตึง!“คุณภูผา... อื้อ!”ภูผากดจูบลงมาหนักหน่วง มือกระตุกสายผูกชุดคลุมอาบน้ำของเธอออกอย่างรวดเร็ว เขายกร่างเธอขึ้นจนเท้าลอยเหนือพื้น ดันสะโพกเธอแนบชิดกับบานไม้“ตรงนี้... ไม่เอาค่ะ” พรีมเบือนหน้าหนี ลมหายใจหอบถี่ พยายามใช้สองมือดันไหล่เขาออก “ไปที่เตียงเถอะนะคะ”“ทำไมล่ะ” ภูผากระซิบชิดซอกคอ “ตรงนี้ก็สะดวกดีออก”ร่างกายของเขารุกรานเข้ามาทันทีโดยไม่ให้เวลาเธอตั้งตัว พรีมสะ







